ตอนที่ 22
สถานการณ์พลิกผัน ชะแลงตกไปอยู่ในมือของทิวากร ปลายด้านแหลมอยู่ใกล้ลำตัวเขา เขาพลิกด้าน ชี้ปลายแหลมไปที่คางของปราการผู้ซึ่งหงายหลังพิงมุมห้องกรงเหล็ก เส้นลวดที่ยื่นเกยออกมาตรงมุมที่เชื่อมติดกับเสาเหล็กทิ่มแทงหลัง ปราการร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
ไอคิวยกปืนขึ้นจ่อเล็งไปที่ทิวากรทันที “หยุดนะ คุณทิวากร ผมจะยิงขาคุณอีกข้าง ถ้าคุณทำอะไรเขา”
ทิวากรยกชะแลงค้างไว้อย่างนั้น ปลายชะแลงอยู่ห่างลูกกระเดือกของปราการเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร
“แกต้องปล่อยฉันออกไป” ทิวากรยื่นข้อเสนอ “ไม่อย่างนั้นฉันเอาชะแลงทิ่มคอหมอนี่แน่..ถ้าฉันตาย หมอนี่ก็ต้องตาย”
ปราการกดศีรษะลงบนกรงเหล็ก ลำคอย่น พยายามเอาศีรษะหนีห่างจากปลายชะแลง
ไอคิวชะงักเล็กน้อย เขาไม่อาจวางใจได้ว่านี่เป็นแค่คำขู่ เพราะทิวากรคนนี้ฆ่าคนมาแล้ว การจะทำร้ายปราการอีกคนไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เขารู้สึกผิดไปมากกว่าเดิม ดังนั้นคำพูดของทิวากรจึงทำให้ไอคิวหวาดกลัวไม่น้อย
“อย่า..ไอคิว” ปราการกลอกตาทั้ง ๆ ที่ศีรษะนิ่งเกร็งมาทางไอคิวที่ค่อย ๆ ลดปืนลง
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่คิดว่าแค่ชะแลงนี่จะเอาชนะปืนได้” ทิวากรหัวเราะอย่างสะใจ เขาดันปลายชะแลงไปที่ช่องอกต่ำจากลำคอของปราการเพียงนิดเดียว
ปราการสะดุ้งเฮือก รู้สึกถึกเหล็กแข็งที่กดทับเนื้ออ่อนและความเย็นที่สะสมในเนื้อเหล็กถ่ายทอดมายังผิวกายอันร้อนระอุของเขา ดวงตาถลนจ้องมองทิวากรเขม็ง
แต่จากนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนปราการตามไม่ทัน !
ขณะที่ปราการเกิดความหวาดกลัว ส่วนไอคิวลังเลและไม่ไว้ใจในพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นของทิวากร  เพียงแค่ 2-3 วินาที ทิวากรก็ผลุบหายเข้าไปทางช่องโหว่ด้านหลัง เขาหันหลังให้ช่องโหว่ ดันตัวเองเข้าไปทั้ง ๆ มือยังเกร็งแน่นถือชะแลงชี้มาทางปราการ ลำแขนที่ยื่นชี้ข้างลำตัวที่กำลังมุดครูดกับรอยแตกของผนังจนเกิดแผลถลอก แต่ก็แค่เพียงเล็กน้อย..สุดท้ายชะแลงผลุบหายตามร่างเขาไปด้วย
“ไอคิวรีบอ้อมไปด้านหลังเร็ว !” ปราการลดเสียงต่ำพูดอย่างรวดเร็ว
ไอคิวได้สติ หันหลังกลับออกมาทางประตูบ้านร้างอ้อมไปด้านหลัง และหยุดยืนลังเลอยู่ที่ช่องทางเข้าด้านหลังที่เขาทำขึ้นด้วยการทำลายผนังเหมือน ๆ กับช่องโหว่ตรงห้องกรงเหล็ก ไอคิวไม่ได้เปิดไฟฉาย เขาปิดมันเพราะแสงจันทร์สาดส่องพอมองเห็นทาง  แต่ทว่าข้างในนั้นคงมืดสนิท แถมเขาเองยังจงใจส่องไฟฉายไปที่ร่างของทิวากรก่อนที่เขาจะผลุบหายเข้าไปในห้องมืดนี้ แม้จะไม่ได้ส่องดวงตาโดยตรง แต่ก็มีผลทำให้เขามองไม่เห็นอะไรในความมืดได้ชั่วอึดใจหนึ่ง..
ไอคิวคิด..ต้องเริ่มคิดหาวธีปั่นป่วนจิตใจของทิวากร..เดี๋ยวนี้..ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นแล้วทิวากรอาจจะหนีเอาตัวรอดไปได้อีก..
เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขายืนอยู่ด้านนอกตรงช่องโหว่ด้านหลัง เขาต้องรีบชิงเอ่ยก่อน..
“..คุณคงมองอะไรไม่เห็นในห้องมืด ๆ นั่น” ไอคิวเริ่มต้น ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่าทิวากรอยู่ตำแหน่งไหน “ผมไม่รู้ว่าคุณโง่หรือฉลาดที่หนีเข้ามาในห้องมืด ๆ ข้างหลังนี่ ผมคงยังไม่ได้บอกคุณใช่มั้ย ว่าในห้องนั้นมีงูพิษตัวหนึ่งเป็นเจ้าของห้องอยู่ตอนนี้”
ความเงียบเกิดขึ้นหลายวินาที..แน่นอนไอคิวรู้ดีว่าทิวากรได้ยิน
“แน่ละคุณคงกลัวสินะ  กลิ่นตัว กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นคาวเลือดจากขาที่โดยยิงของคุณคงยั่วน้ำลายเจ้างูพิษนั่นไม่น้อย”
มีเสียงตึกดังขึ้น ไอคิวจึงรู้ว่าทิวากรอยู่ที่ผนังด้านเดียวกับเขา แปลว่าตอนนี้เขาและทิวากรอาจจะห่างกันแค่ไม่กี่เมตร โดยมีแค่เพียงผนังหนาราว 7 นิ้วกั้นกลาง และเสียงนั่นก็บ่งบอกความหวั่นไหวหวาดกลัวของทิวากรได้เป็นอย่างดี
ทิวากรกำลังยืนแนบติดชิดผนัง..
“อยู่ข้างในห้องมืดคุณคงจำบ่อน้ำเก่านั่นได้  บ่อที่คุณแกล้งขังตัวเองเอาไว้ และผมก็ดันไปช่วยคุณ”
“...”
“คุณเตรียมอาหารแห้งเอาไว้เพื่ออยู่ในนั้นรอให้ผมทำลายผนังเข้ามา ทีแรกผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมคุณถึงต้องยอมลงทุนลงแรงทำเรื่องแบบนี้ ยอมกักขังตัวเองในห้องมืดมิดที่ไร้ทางออก ยอมอยู่ในบ่อน้ำร้างอับชื้น  แต่ว่าหลังจากที่รู้แผนทั้งหมดของคุณผมก็เข้าใจ..”
ไอคิวจงใจหยุด เพื่อฟังเสียงตอบกลับ แต่ทว่ายังคงเงียบเชียบ ต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน ฝ่ายหนึ่งมีอาวุธคือชะแลงที่เผลอถูกฟาดเพียงครั้งเดียวอาจเลือดตกถึงตายได้ อีกฝ่ายหนึ่งมีปืนที่ถ้าถูกยิงก็อาจปลิดชีวิตได้เช่นกัน
ต่างกันตรงที่ผู้ที่มีชะแลงพร้อมเอาชีวิตได้ทุกเมื่อ เหมือนหมาจนตรอกที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด กับอีกฝ่ายที่ถึงแม้จะมีปืนก็ไม่ต้องการที่จะคร่าชีวิตใคร
มีเสียงตะโกนของปราการจากด้านหน้าบ้านร้าง “ประตูกรงเหล็กล็อคเรียบร้อยแล้ว แกหนีไปไหนไม่รอดหรอก”
ความเงียบกลับมาเหมือนเดิม..ทั้งสองพยายามบังคับให้ทิวากรโผล่ออกมาจากทางเดียวคือทางช่องโหว่ด้านหลัง
“..ไม่ว่ายังไงแผนนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องมีคนมาเป็นพยานการถูกขังของคุณซึ่งก็คือผม ให้ผมได้รับรู้การมีอยู่ของคุณที่นี่และตายที่นี่” ไอคิวกล่าวต่อ
ทิวากรกำลังหัวหมุน กำลังตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาตัวรอด..ไอคิวคิดอย่างนั้น อย่างน้อยก็ปลอบใจตัวเองให้รู้สึกว่าเป็นต่อ..
มีเสียงหัวเราะดังขึ้นภายในห้องมืด แต่ยังคงเปล่งเสียงหัวเราะได้ไม่เต็มเสียงนัก อาจเป็นเพราะกลัวคำขู่ว่ามีงูพิษอยู่ในนั้น
ไอคิวก้าวถอยห่างจากผนังด้านนอก ยืนประจันหน้ากับช่องโหว่ด้านหลังซึ่งเป็นทางออกเดียว
“..ถ้าแกบอกว่าฉันอยู่ที่นี่..โอเค ฉันถูกขังอยู่ที่นี่พร้อมกับแก แต่แกพลาดไปเรื่องหนึ่งเต็ม ๆ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” ทิวากรเอ่ยขึ้นพร้อมกับโผล่มายืนตรงช่องโหว่ มุดลอดออกมาอย่างไม่เกรงกลัวปืน น่าแปลกที่มือทั้งสองข้างว่างเปล่า “แกลืมไปแล้วหรือไงว่าธีรสินตายวันไหน เมื่อไหร่..”
ไอคิวชะงัก รีบยกปืนขึ้นจ่อเล็งไปที่ช่องท้องของทิวากร ทิวากรคงพอมองออกว่าไอคิวคงไม่กล้ายิงหากไม่จำเป็นจริง ๆ เขาจึงยอมออกมามือเปล่า
“..ไอ้ธีรสินนั่นน่ะ ตายไปขณะที่ฉันยังอยู่ที่นี่ในนี้ แกไม่ได้คิดบ้างหรือไง” ทิวากรตะโกนลั่น “ไอ้ธีรสินนั่นถูกฆ่าตายช่วงเวลาหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่มของวันที่ฉันและแกยังถูกขังอยู่ที่นี่  แล้วแกยังมีหน้ามาบอกว่าฉันไปฆ่าไอ้ธีรสินนั่นอีกเรอะ”
ไอคิวยังคงจ่อปืนแน่วแน่ ไม่พูดอะไร..
“..มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าแกอ้างว่าทัดไชยนั่นฆ่าธีรสิน และอ้างว่าฉันคือทัดไชย มันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คน ๆ เดียวกันจะอยู่สองสถานที่ที่ห่างกันลิบลับ”
ประโยคสุดท้ายทิวากรกึ่งตะโกน เหมือนจะประกาศก้องให้รู้ว่าไอคิวและนักข่าวไม่มีทางเอาชนะหรือเอาผิดเขาได้แน่นอน..
“นั่นสินะครับ” ไอคิวก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าว ทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนสั้นลง “เรื่องนี้ยังมีอะไรซับซ้อนอยู่อีกมากมาย..ที่ผมเองก็รู้ไม่หมด”
อีกฝ่ายหัวเราะลั่น พอใจในคำตอบของไอคิว “..เพราะฉะนั้นฉันยังยืนยันว่าฉันไม่ได้ฆ่าธีรสิน  เพราะถ้าฉันคือทัดไชย ฉันก็ต้องอยู่ที่นี่ในคืนที่ธีรสินถูกฆ่าตาย”
ไอคิวส่ายหน้าช้า ๆ และยังคงเล็งปืนไปที่หน้าท้องทิวากร “แต่ว่าเรื่องนี้ผมพอรู้..”
ทิวากรขมวดคิ้วเกร็งแน่น “อะไรนะ!”
“จริงอยู่เท่าที่ผมเห็นในคืนนั้น คุณอยู่ที่นี่  แต่ก็มีบางช่วงที่ผมไม่เห็น  ซึ่งนั่นก็เป็นอุบายที่คุณวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าด้วยเหมือนกัน”
มือข้างหนึ่งของทิวากรยกขึ้นจับขอบช่องโหว่ของผนัง บางทีชะแลงอาจพิงผนังด้านในใกล้มือเขาก็ได้ 
“ความเหนื่อย ความเมื่อยล้า ความง่วง การอดอาหาร ความหิว” ไอคิวเอ่ยวลีลอย ๆ ขึ้นมา “เหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้กินอาหารตรงหน้า”
“...” 
“เหนื่อยมาก..จนเผลอหลับไป  คุณลืมไปแล้วหรือ” ไอคิวถามอีกฝ่ายอย่างที่ไม่ต้องการคำตอบ “คุณอาจไม่ได้ลืม แต่ทำเป็นไม่ใส่ใจเวลาหลายชั่วโมงที่เผลอหลับไป”
“แล้วยังไง แค่เผลอหลับมันจะบอกอะไร  แกจะบอกว่าพอแกเผลอหลับฉันก็หนีไปฆ่าคนอย่างนั้นรึ” ทิวากรแค่นเสียง บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ
“ใช่..คุณก็หนีไปฆ่าคุณธีรสินตอนที่ผมหลับ”
“เฮอะ..” ทิวากรส่ายหน้า “แกนี่มันเถียงข้าง ๆ คู ๆ จริง ๆ  พอพิสูจน์อะไรไม่ได้ก็มาเล่นเรื่องเผลอหลับ แล้วโบ้ยว่าฉันไปฆ่าคน  จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว แกจำไม่ได้หรือไง ตอนที่แกตื่นฉันก็ยังอยู่ในบ่อนั่นกับแก ฉันจะแน่ใจได้ยังว่าถ้าไปฆ่าคนแล้วแกจะไม่ตื่นก่อนที่ฉันจะกลับมาทัน”
“อาหารกับน้ำไงครับ”
“...!”
“อาหารกับน้ำที่คุณตั้งใจให้คิดว่าเป็นอาหารประทังชีวิตจากคนที่ลักพาตัวจงใจทิ้งไว้ให้  แต่จริง ๆ แล้วคุณเตรียมให้ตัวเองและให้ผมซึ่งจำเป็นต้องหลับตอนที่คุณออกไปฆ่าคน  คุณแบ่งอาหารที่ผสมยานอนหลับให้ผมกิน  โดยที่ผมก็ไม่ได้นึกเอะใจเลยแม้แต่น้อย  เพราะก่อนหน้านั้นคุณได้วางแผนบังคับให้ผมต้องเหนื่อยกับการหาทางเอาชีวิตรอด  การจะเผลอหลับเพราะความเหนื่อยอ่อนจึงเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้น”
“แต่ว่าฉันถูกขังโดยที่ห้องมืดนี่ปิดหมดทุกด้าน”
“ผมยังพูดไม่จบคุณทิวากร” ไอคิวเพิ่มความเข้มของเสียงให้อีกฝ่ายตะหนักว่าเขารู้เรื่องทั้งหมดแล้วจริง ๆ “คุณจ้างคนให้ลักพาตัวผมมา ขังผมไว้ในห้องกรงเหล็กในบ้านร้าง  รู้อยู่แก่ใจว่าผมต้องพยายามหาทางออก  และผมต้องเหนื่อยมากกับอาการขวัญเสียบวกกับการลงแรงทุบผนังปูน  โดยมีเครื่องทุ่นแรงที่คุณทิ้งเอาไว้ให้คือชะแลงเหล็กนั่น”
“...”
“..เพราะฉะนั้นห้องมืดที่คุณบอกว่ามันถูกปิดทึบหมดทุกด้าน  คุณเองมั่นใจได้ว่ายังไงก็ต้องมีผมซึ่งเป็นเหยื่อทุบผนังด้านนั้น เพื่อปลดปล่อยคุณให้เป็นอิสระ !”
 

Comment

Comment:

Tweet

Recommend