ตอนที่ 20 แรงบันดาลใจ
 
“งั้นนายก็ควรจะเชื่อสิ่งที่นายคิดตั้งแต่แรกนะ ไอคิว” ปราการยกปืนขึ้นจ่อเล็งไปยังห้องกรงเหล็ก ไปยังประตูกรงเหล็กและไปยังไอคิว.. “ยิงเลยนะ..อย่างนั้นใช่มั้ย ! ”
ยิงเลยนะ..ไอคิวพูดออกมาโดยไร้เสียงให้ปราการอ่านปาก
จู่ ๆ ร่าง ๆ หนึ่งผุดขึ้นเบื้องหลังไอคิวภายในห้องกรงเหล็ก ยื่นมือหวังจะคล้องคอเขา แต่ไม่ทันทำอะไรเสียงปืนก็ดังลั่นขึ้นทันที  ร่างนั้นสะดุ้ง กระตุก และล้มลง
ไอคิวเองก็ตกใจสะดุ้งกับเสียงปืนไม่แพ้กัน ขณะเดียวกันเขาปลดลวดที่พันรอบขอบประตูด้านข้างและบนสำเร็จ แต่ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมหันไปมองร่างที่ทรุดลง
“แก..พวกแก กล้ายิงฉันเรอะ” ชายคนเดิมกุมต้นขาด้านซ้ายของตัวเอง มีเลือดไหลซึม เขาฝืนความเจ็บปวดตะโกนออกมา
ไอคิวคว้าชะแลงบนพื้นใกล้ตัวขึ้นจ่อชี้หน้าฝ่ายตรงข้าม
“ผมยอมรับว่าผมเขวไปจริง ๆ คุณมีไหวพริบดีมากที่จู่ก็พลิกผันสถานการณ์ให้ผมเข้าใจผิด  แต่ยังไงซะผมก็มั่นใจในสิ่งที่ผมไขได้ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงเชื่อตัวผมเองมากกว่าคำพูดยุแยงของคุณ  ดีแล้วที่คุณโดนยิงที่ขา ไม่งั้นคุณอาจจะโดนชะแลงนี่ตีหัวแบะไปก่อน”
“ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ทำไมต้องยิงฉัน” เขาหันไปจ้องปราการ
“เปล่านะ ผมจะยิงไอคิวตามที่คุณบอกให้ยิง แต่ดันพลาดไปโดยคุณเข้าน่ะ” ปราการแสร้งตกใจ
“ยอมรับซะเถอะ ยังไงคุณก็หนีไปไหนไม่รอดหรอก”
“ไม่..แกยังตอบไม่ได้เลยว่าทัดไชยถูกฆ่าตอนไหน และฉันก็ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวเลยสักอย่าง”
ไอคิวยิ้มด้วยท่าทีเหนือกว่า “คุณไม่รู้หรือว่าคุณตายตอนไหน ไม่รู้หรือว่าฟืนคืนชีพมาได้ยังไงน่ะ”
ชายผู้สวมเสื้อฮูดชะงักมองไอคิว “ฉัน..”
“คุณคือทัดไชยไม่ใช่หรือไง คนที่สามารถฟืนคืนชีพขึ้นมาฆ่าธีรสินได้ก็คือคุณเอง คุณตายไปตั้งแต่แรกในวงจรวงกลมนี้ คุณตายไปก่อนใครเพื่อน  กฤติกรฆ่าคุณคนแรก แล้วคุณก็ฟืนคืนชีพมาฆ่าคุณธีรสินในตอนสุดท้าย”
“..เดี๋ยว ๆ” ปราการขัดขึ้น “นี่นายกำลังบอกว่าทัดไชยฟืนคืนชีพมาได้จริง ๆ หรือ”
“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงครับ” ไอคิวตอบอย่างมั่นใจ
“ตกลงนี่มันคดีพิศวงเหนือธรรมชาติหรือคดีฆาตกรรมต่อเนื่องกันแน่” ปราการงุนงง
“คดีฆาตกรรมต่อเนื่องครับ ไม่ใช่คดีเหนือธรรมชาติที่พิสูจน์ไม่ได้อะไรหรอก เพียงแต่คุณทัดไชยคนนี้เค้าใช้กลอุบายนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“ฉันไม่ใช่ทัดไชย ฉันอยู่กับนายมา นายจำฉันไม่ได้หรือไง ฉันไม่ใช่ทัดไชยสักหน่อย”
“’คุณไม่ใช่ทัดไชยหรอกหรือ” ไอคิวเลิกคิ้วสูง
“ใช่..ฉันชื่อทิวากร คนที่อยู่กับนายคืนนั้นไง คืนที่นายถูกลักพาตัวมาอยู่ที่นี่ไง”
ไอคิมยิ้มกริ่ม “..คุณบอกเองนะว่าคุณชื่อทิวากรคนที่อยู่กับผมเมื่อคืนก่อนโน้น”
“ใช่ ฉันนี่แหละ อ้ะ!” ชายสวมเสื้อฮูดชะงัก เขาพลาดจนได้ที่เอ่ยออกไปแบบนั้น เขาไม่น่าจะต้องพลาดบอกว่าเขาคือทิวากร คนอีกคนที่ถูกลักพาตัวมาอยู่ร่วมกับไอคิวในคืนวันนั้น
“เฮ้ย..ไม่สิ ต้องไม่ใช่” ปราการปรามไอคิว “นายลืมไปแล้วหรือไงว่าทิวากรอะไรนั่นหรือคนที่อยู่กับนายตอนถูกลักพาตัวมาที่นี่น่ะ ตายไปแล้วนะ”
ไอคิวหันมาทางปราการ มือยังคงถือชะแลงจ่อไปที่ชายที่อ้างชื่อว่าทิวากร “ไหนล่ะครับศพ”
ปราการสะกิดใจเดี๋ยวนั้นเอง “นั่นสินะ แต่ว่า..”
“ก่อนที่รุ่นพี่ปราการจะมาบ้านร้างนี่น่ะ คุณทิวากรคนนี้เค้าทำเรื่องแปลก ๆ อย่างหนึ่ง  เค้าเปิดประตูบ้านร้าง สอดส่ายสายตาควานหาจนเจออะไรบางอย่างบนพื้นใกล้หน้าต่าง” ไอคิวหันกลับมามองทิวากรอีกครั้ง
ปราการมองตามคำบอกของไอคิวไปที่พื้นบริเวณหน้าต่างของบ้านร้าง
“มันคือรอยเลือดของเขาเอง เขาเข้ามาแล้วเอานิ้วแตะรอยเลือดนั้นขึ้นมาดม พอจะมองว่าการกระทำนี้เป็นยังไงบ้างล่ะครับ”
“ก็คง..พิสูจน์ร่องรอย เอ๊ะ แต่ถ้าเป็นรอยเลือดของตัวเอง ทำไมถึงต้อง..”
“คุณทิวากรคนนี้ไม่ได้ตายไปในคืนนั้น เขามีชีวิตรอด ไม่สิ เขายังมีชีวิตปกติดีมากกว่า เหตุผลที่เขามาที่นี่เพราะเราปล่อยข่าวลวงไปว่าเราเจอหลักฐานสำคัญภายในบ้านร้างที่สามารถโยงไปถึงตัวคนร้ายได้ ดังนั้นเขาจึงมาและพยายามค้นหาว่าไอ้หลักฐานที่พวกเรากล่าวอ้างนั่นมันคืออะไรกันแน่ แล้วเขาก็สะกิดใจที่คราบเลือดที่เขาทิ้งเอาไว้เอง เข้าใจว่านี่ต้องเป็นหลักฐานสำคัญที่จะโยงมาถึงตัวเขาได้”
ไอคิวยังคงจ้องมองทิวากรไม่คลาดสายตา ฝ่ายทิวากรเองต้องปล่อยขาข้างซ้ายเหยียดตรงไม่กล้าขยับเขยื้อนใด ๆ
“เลือดนั่นทำไม” ปราการเร่งเร้าถามขึ้น
“เลือดนั่นเป็นเลือดปลอมครับ” ไอคิวหันไปตอบปราการ แล้วหันกลับมาหาทิวากร มองเลือดจริงที่ไหลออกมาจากต้นขา อธิบายแผนการของทิวากรเองให้เจ้าตัวรู้ “คุณไม่ได้เจ็บไม่ได้ตาย คุณจ้างคน 3 คนมาลักพาตัวผม วางแผนให้สุดท้าย 1 ใน 3 คนนั่นยิงคุณต่อหน้าผม”
ปราการจ้องหน้าทิวากร “อย่างนั้นรึ” เขาเดินเข้าไปที่ประตูกรงเหล็กแล้วดึงมันเปิดออก “แลกกัน”
ไอคิวเปลี่ยนให้ชะแลงไปอยู่ในมือปราการที่ยืนอยู่ตรงช่องประตู ส่วนไอคิวเดินหลีกออกมาด้านนอกแต่ยังคงยืนอยู่ติดกับกรงเหล็กตรงหน้าทิวากร
“เริ่มแรกคุณจ้าง 3 คนนั่นให้ลักพาตัวผมมาที่บ้านร้างนี่เพราะคิดว่าผมเป็นนักข่าว ขังผมไว้ในห้องกรงเหล็กนี่และจงใจทิ้งชะแลงนี้เอาไว้ใกล้ ๆ ให้ผมสามารถทำลายผนังด้านหลังเพื่อนำไปสู่อีกห้องได้ เดิมทีห้องอีกห้องด้านหลังไม่มีอยู่ แต่คุณต่อเติมมันเพื่อแผนการครั้งนี้ ด้านหลังผนังนี้เป็นแค่เพียงหลังบ้านที่มีบ่อน้ำที่ไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่กลายเป็นบ่อแห้งๆ คุณสร้างห้องอีกห้องครอบบ่อน้ำนี้ และพาตัวคุณเองลงไปในบ่อน้ำแสร้งว่าคุณเองก็ถูกลักพาตัวมาเหมือนกัน
พอผมพังทลายผนังไปสู่ห้องด้านหลังได้ตาแผน ผมก็พบคุณซึ่งคิดว่าตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน โดยที่ตอนนั้นไม่รู้จุดประสงค์ของคนร้ายเลยว่าทำไมถึงได้ลักพาตัวชาย 2 คนมาขังไว้ที่นี่
ผมพยายามช่วยคุณขึ้นมาจากบ่อน้ำ คุณมีอาหารประทังชีวิตอยู่ในบ่อนั่นที่ทำให้ดูเหมือนคุณอยู่ในนั้นมา 2 วัน เช้ารุ่งขึ้นเราหนีออกมาจากทางด้านหลัง วิ่งหนีกลางทุ่งหญ้าแห้ง แต่ถูกเห็นเข้าเสียก่อน จึงวิ่งกลับมาที่บ้านร้างอีกครั้ง ผมเห็นท่าไม่ได้ วิ่งกลับเข้าไปในห้องด้านหลังเพื่อเอาชะแลง แต่ปรากฏว่าคุณกลับถูกพวกนั้นชิงเอาตัวไป จากนั้นผมจึงหลอกล่อ 1 ใน 3 คนเข้ามาทางด้านหลัง ตีจนสลบไป แล้วผมก็ลอดช่องนี่มียืนอยู่ในห้องกรงเหล็กนี่ เห็นพวกนั้นพาตัวคุณเข้ามา ผมพูดจายั่วโมโหพวกนั้น จนทำให้คุณถูกยิงต่อหน้า เห็นคุณนอนกองกับพื้น ตายไปต่อหน้า
ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าทุกอย่างคือละครตบตาทั้งสิ้น คุณไม่ได้ถูกจับไปอีกหนหลังจากวิ่งหนีกันไป คุณแค่เดินไปหาชาย 3 คนที่คุณว่าจ้างและบอกให้ทำตามแผน ตอนนั้นเองคุณคงรับถุงเลือดปลอมจากพวกของคุณมาติดที่หน้าอกตัวเอง เพราะเท่าที่เห็นสภาพคุณตอนที่หนี ผมไม่เห็นอะไรแปลกปลอมที่ตัวคุณ  คุณถูกเอาปืนจ่อใต้คางเดินเข้ามาในบ้านร้าง ถูกเหวี่ยงลงพื้น ถูกยิงเข้าที่หน้าอก ผมเองในตอนนั้น มองไม่เห็นว่าคุณถูกยิง เพราะคนของคุณจงใจเดินมาขวางสายตาแล้วยิงคุณ จังหวะนั้นเองที่คุณคงทำให้ถุงเลือดแตกพร้อม ๆ กันเสียงปืนดังลั่น พอคนของคุณเบี่ยงตัวออกไป ผมก็ตกใจแทบช็อคที่เห็นเลือดเปรอะเปื้อนที่หน้าอกคุณเต็มไปหมด และคุณก็หายใจรวนรินสิ้นชีวิตไปต่อหน้าต่อตา”
“เลือดนั่นน่ะเลือดคนจริง ๆ แกจะรู้ได้ยังไงว่านั่นเป็นแค่ถุงเลือด” ทิวากรชิงถามขึ้นอย่างอยากรู้
“แค่นำเลือดไปพิสูจน์ว่าไม่ใช่เลือดคุณก็รู้ได้แล้ว ก็เหมือนกับที่คุณเอานิ้วแตะคราบเลือดขึ้นมาดม ในใจก็บอกตัวเองว่าเราเอาเลือดคนจริงมาหลอกแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าถ้าพวกตำรวจเอาคราบเลือดนี้ไปพิสูจน์ล่ะก็ แค่กรุ๊ปเลือดไม่ตรงกันก็พอจะเดาออกแล้วว่านี่เป็นแค่การจัดฉาก แต่ว่า..สิ่งง่าย ๆ ที่ทำให้ผมเอะใจก่อนหน้านั้นก็คือการที่พวกคุณสองคนแบกหิ้วร่างของคุณที่นอนกองอยู่เข้ารถตู้หนีไปด้วย”
ทิวากรนิ่งไป เขาเองก็รู้ดีว่าการแบกคนตายไปแบบนั้นออกจะแปลกไปสักหน่อย แต่ในเมื่อสถานการณ์ตกอยู่ในสภาพนั้นและเพื่อแผนการที่สมบูรณ์ก็จำเป็นต้องเสี่ยงทำ เขาแค่หวังว่าจะไม่มีใครเอะใจ
“เท่านี้ผมก็คิดว่าคุณได้ตายไปแล้วในตอนนั้น และยังรู้สึกเดือดแค้นแทนคุณอีกด้วย”
“จริงหรือ” ทิวากรแกล้งถามไปอย่างนั้น “เป็นเดือดเป็นร้อนแทนฉัน..”
“แต่ก็เพราะการตายหลอก ๆของคุณนี่แหละที่ทำให้ผมมีแรงฮึดสืบคดีนี้เรื่อยมาจนรู้ความจริง..ว่าคุณเองที่เป็นฆาตกรและคนวางแผนให้ฆ่ากัน 5 ศพ”
คราวนี้ทิวากรจ้องหน้าไอคิวเขม็ง เขาไม่น่าลักพาตัวไอคิวมาตั้งแต่แรก
“แปลกมั้ยล่ะครับ คุณซึ่งอยู่เบื้องหลังทั้งหมดกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมค้นหาความจริงจนเจอว่าคุณเองที่เป็นฆาตกร !”

Comment

Comment:

Tweet

Recommend