Circle murder #13 (The end of beginning)
posted on 30 Sep 2009 01:22 by iqdetective
ตอนที่ 13 : The end of beginning
..ไม่ทราบลำดับเวลา..
“สวัสดีครับ คุณกฤติกร” บุคคลจากปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่ามาลีลา แกจะเอาไงก็ว่ามา” กฤติกรที่กำลังอ่านสคริปต์รายการข่าวอยู่ในห้องแต่งตัวถูกขัดจังหวะโดยเสียงเรียกจากโทรศัพท์มือถือ เขารับมันและโพล่งออกมา ช่างแต่งหน้าที่ยืนอยู่ไม่ไกลสะดุ้งเล็กน้อยมองเขา
“ใจเย็นๆก่อนสิครับคุณผู้ประกาศข่าวชื่อดัง เดี๋ยวคุณก็ได้ของที่ต้องการแหละน่า”
กฤติกรลุกขึ้นยืน เดินออกจากห้องแต่งตัวหลบหายเข้าไปในห้องน้ำด้านข้าง “แกจะเอายังไง ฉันมีเวลาไม่มากนะ”
“อ้อ..เรื่องนั้นผมรู้ดี เดี๋ยวคุณต้องออกรายการตอนเที่ยง เสร็จก็บ่ายโมง”
“จะให้ฉันไปที่ไหน เมื่อไหร่”
“บ่ายสองโมงคุณต้องมาถึงที่นี่”
“ที่ไหนเล่า” กฤติกรตะคอดอย่างหัวเสีย
“มือถือคุณรับไฟล์ภาพได้ใช่มั้ย”
“ทำไม”
“เอาเป็นว่าผมจะส่งไฟล์ภาพแผนที่ไปให้ คุณมาตามในแผนที่นั่นล่ะ”
“ได้สิ”
“อย่าลืมเงินสดล้านนึงด้วยล่ะ”
บุคคลปลายสายตัดสายทันที กฤติกรจึงตอบโต้ไม่ได้ต้องยั้งปากแล้วเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากางเกง เปิดประตูห้องน้ำเหลือบมองช่างแต่งหน้าที่มองมาเช่นกัน เขาทำเป็นไม่สนใจนั่งลงที่เดิมยกแผ่นกระดาษสคริปต์ขึ้นมาอ่านทบทวนอีกครั้งแต่ปรากฏว่าสคริปต์บางส่วนเปียกน้ำตอนที่เขาคุยโทรศัพท์และเอามือท้าวขอบอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ
“โถ่เว้ย..” เขาอุทานออกมาแล้วขว้างสคริปต์ แต่มันก็ไม่ได้ไปไหนไกลหมุนตัวในอากาศแล้วตกแทบเท้าเขา
ช่างแต่งหน้าสะดุ้งอีกครั้ง..
การออกรายการข่าวในวันนั้นจึงไม่ราบรื่นอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะกฤติกรมัวแต่พะวงเรื่องที่ต้องไปพบกับใครบางคนจนอ่านผิดอ่านถูก อ่านข้ามบรรทัดและเว้นวรรคผิด จนผู้กำกับรายการต้องหัวเสียไปอีกคน
หลังจบรายการเวลาบ่ายโมงตรง กฤติกรรีบขอตัวออกจากห้องส่ง โทรศัพท์เรียกคนขับรถให้มารับเร็วขึ้น มุ่งหน้าตรงไปยังคอนโดที่เขาพักอาศัยและกลับมานั่งในรถอีกครั้งพร้อมกระเป๋าเอกสารใบหนึ่ง บอกคนขับรถให้ตรงไปยังสถานที่ที่ปรากฏในแผนที่ในโทรศัพท์มือถือ
จากนั้นอีก 15 นาที..
“จอดตรงนี้” เขาสั่งคนขับรถให้จอดหน้าห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ จุดนัดพบ “นายเอารถไปจอดแล้วเดินเล่นก่อนก็ได้” จากนั้นเขาหายเข้าไปในห้างสรรพสินค้าพร้อมกระเป๋าเอกสาร แล้วมาโผล่ด้านหลังโบกเรียกแท็กซี่ที่จอดส่งผู้โดยสารพอดี
ไม่นานกฤติกรก็มาถึงทางเข้าซอยหนึ่ง พอตัดเข้าซอยถนนจากที่เคยลาดยางกลายเป็นดินลูกรัง แท็กซี่ที่จำเขาได้ถึงกับเอ่ยปากถามว่าพิธีกรอย่างเขามาในซอยเปลี่ยวแบบนี้ทำไม
“มาหาเพื่อนเก่าสมัยประถมน่ะ บ้านมันอยู่แถวนี้ แต่ผมก็จำไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่หรอก เอางี้สิครับ จอดก่อน”
คนขับแท็กซี่จอดทันทีหน้าปากซอยนั้น
“อะนี่” กฤติกรยื่นเงินจำนวนหนึ่งและบัตรประชาชนให้คนขับ “คือผมมีเรื่องที่เป็นความลับนิดหน่อยน่ะ ผมขอยืมรถแท็กซี่คันนี้ขับเข้าไปในซอยหน่อย ไม่เกินครึ่งชั่วโมง คุณรอแถว ๆ นี้ก่อน รอตรงร้านอาหารข้างทางนั่นก็ได้ ผมให้เงินมัดจำกับบัตรประชาชนไว้ให้คุณแน่ใจ”
คนขับแท็กซี่ยิ้มรับ “แหม..ได้สิครับ คนดังอย่างคุณคงไม่กล้าเบี้ยวคนขับแท็กซี่จน ๆ อย่างผมหรอก”
จากนั้นกฤติกรจึงเป็นฝ่ายขับรถแท็กซี่คันนั้นตรงเข้าไปในซอยเพียงคนเดียว ไม่เกิน 1 กิโลเมตรก็เห็นป้ายเก่า ๆ ที่เขียนว่า ขายที่ดิน 50 ไร่
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นได้จังหวะพอดีเหมือนรู้ว่าเขาเพิ่งมาถึง..
“เห็นป้ายนั่นใช่มั้ย เดินตรงเข้ามาหลังป้ายนั่น จะเห็นบ้านกระท่อมหลังหนึ่ง” เสียงในโทรศัพท์บอกเขา
ที่ดินเวิ้งว้างนั้นมีกระท่อมโดดเดี่ยวเพียงหลังเดียวตั้งอยู่ คงทำเอาไว้ให้คนดูแลที่ดินพักอาศัยหรือมาอยู่ดูแลเป็นครั้งคราว กฤติกรเดินฝ่าไอร้อนจากแดดแรงกล้ายืนเบื้องหน้ากระท่อมหลังนั้นไม่ยอมหลบเข้าไปใต้หลังคาใบจากของมัน
“แกอยู่ไหน ออกมาสิ” เขาตะโกนเรียก มองกระท่อมเก่าร้างที่แค่กระโดดถีบสักทีคงพังพินาศยับเยิน
กระท่อมหลังนี้มี 4 เสาและยกพื้นสูงเหนือพื้นดินประมาณ 2-3 ฟุต มันสั่นไหวนิดหน่อย ก่อนที่กฤติกรจะเห็นว่าผู้นัดหมายเดินออกมาจากกระท่อม ก้าวลงบันได 3 ขั้นมายืนเบื้องหน้าเขา
“สวัสดีคุณกฤติกร ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง” ชายตรงข้ามพูดและยิ้มยียวน พลางมองสำรวจร่างกายอีกฝ่าย “ไหนกระเป๋าเงินล่ะครับ”
“อยู่ในรถน่ะ” กฤติกรเอามือชี้ไปด้านหลัง ซึ่งมีป้ายขายที่ดินบังรถของเขาอยู่
“ไปเอากระเป๋านั่นมาก่อน” ฝ่ายตรงข้ามเสียงแข็งขึ้น
“ไหนเอกสารพวกนั้นล่ะ แกเองก็ไม่เห็นมีอะไรติดมือ”
“อยู่ในกระท่อมนี่ไง” ฝ่ายตรงข้ามชี้ไปด้านหลังตัวเองบ้าง
มีลมแรงร้อนระอุวูบหนึ่งพัดมาทางด้านหลังกระท่อม ต้นข้าวสีเหลืองอมน้ำตาลสูงกว่าหนึ่งเมตรเบื้องหลังลู่ลมและเสียดสีกันส่งเสียงครืนบางเบา ฝุ่นผงเล็ก ๆ รวมทั้งเศษเมล็ดจากรวงข้าวปลิวตามแรงลม ส่วนหนึ่งปะทะเข้ากับร่างของกฤติกร ติดตามเสื้อผ้าของเขาและเข้าตาจนเขาต้องกระพริบตาถี่
ฝ่ายตรงข้ามถอยหลังเข้าไปชิดกระท่อมแล้วหยิบกลักไม้ขีดออกมาจุด ไม้ขีดให้ติดไฟและคงอยู่ได้โดยไม่โดนลมพัดดับเพราะมีกระท่อมบังเอาไว้
“ไปเอากระเป๋านั่นมาก่อน ถ้าไม่อย่างนั้นเอกสารที่คุณอยากได้คงถูกเผาไปพร้อมกับกระท่อม”
กฤติกรมองไม้ขีดไฟในมืออีกฝ่าย พลางยิ้มเย้ยหยัน “นั่นล่ะสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันต้องการทำลายมัน”
“แต่สำเนาก็ยังคงมีอยู่”
กฤติกรชะงัก “ไหนแกบอกว่าไม่มีสำเนาไง”
“ถ้านายยังไม่ยอมเอาเงินมาให้ผม รับรองว่าของจริงที่อยู่ในกระท่อมนี่จะกลายเป็นจุล และสำเนาจะถูกเผยแพร่ไปทั่วแน่นอน”
“แบบนั้นฉันจะรู้ได้ยังไงว่าแกจะไม่เอาสำเนาที่แกมีอยู่ไปทำอะไรน่ะ”
ไม้ขีดไฟก้านนั้นมอดดับลง เขายักไหล่ “เอาเป็นว่าผมสัญญาว่าพอได้เงินแล้วเรื่องทุกอย่างจะเงียบทันที”
กฤติกรจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้วางใจ เหงื่อจากหน้าผาไหลย้อยเพราะแดดที่ร้อนไม่ยอมเลิก
“รับรองว่าถ้าเรื่องที่คุณเคยฆ่าคนถูกเผยแพร่ออกไปล่ะก็ ชีวิตผู้ประกาศข่าวอันโด่งดังข้อคุณต้องจบเห่แน่ ถ้าคุณไม่เชื่อใจผมคุณก็เสียหาย ถ้าคุณเชื่อใจผมคุณอาจจะไม่เสียหาย”
“อาจจะไม่เสียหายงั้นหรือ แกเอาแต่ได้นี่”
“เลิกพูดเถอะ ผมชักร้อนแล้วน่ะ รีบ ๆไปเอาเงินนั่นมาเถอะครับ”
กฤติกรจำใจต้องหันหลังกลับเดินไปที่รถแท็กซี่ที่ยืมมาอีกครั้งเพื่อนำเอากระเป๋าที่บรรจุเงินสดหนึ่งล้านบาท ระหว่างที่เดินกลับมายังกระท่อมเขามองเสื้อผ้าของตัวเองที่เปื้อนเศษต้นข้าวและรวงข้าวเต็มไปหมด เขาพยายามปัดมันออกจากเสื้อและกางเกง ล้วงเอาผ้าเช็ดออกจากกระเป๋าเสื้อตามตัวปัดไปมา
“ดีมากครับ” อีกฝ่ายเดินไม่กี่ก้าวมารับกระเป๋าเอกสารที่บรรจุเงินแล้วก้าวถอยหลบแดดในเพิงของกระท่อม เปิดกระเป๋าเอกสารออกมาตรวจเช็คธนบัตร “โอ้ว..เงินครบถ้วน ไม่มีของปลอม”
กฤติกรเดินเข้าไปใกล้กระท่อม “ที่นี้ก็เอาเอกสารพวกนั้นมาได้แล้ว”
อีกฝ่ายปิดกระเป๋าลง “ได้สิครับ” แล้วหันหลังยกขาก้าวขึ้นกระท่อม
ในจังหวะนั้นเอง..พื้นกระท่อมที่ทำจากไม้ไผ่สานต่อเรียงกันเกิดหักและทะลุเป็นรูกลวง ฝ่ายที่ก้าวขึ้นไปบนกระท่อมจึงเสียหลัก ขาทั้งสองข้างหล่นวูบลงจนร่างท่อนล่างตกลงไปในช่องที่แตกออก เขาอยู่ในสภาพที่ร่างท่อนบนอยู่เหนือพื้นกระท่อม แต่ท่อนล่างเหยียบบนพื้นดินและแทบจะขยับตัวไม่ได้เพราะเสี้ยนของไม้ไผ่ขัดร่างกายเอาไว้ เขาเจ็บปวดจนพูดอะไรไม่ออก กระเป๋าเอกสารวางกองกับพื้นกระท่อมใกล้ตัว
กฤติกรเห็นดังนั้นจึงสบโอกาส หยิบไม้ไผ่ท่อนกลมท่อนหนึ่งที่วางอยู่บนกระท่อม ฟาดลงไปที่ร่างของอีกฝ่าย ไม้ไผ่ท่อนนั้นผุกร่อนอยู่แล้ว พอตีเข้าที่ร่างของอีกฝ่ายก็แตกหักและผงจากไผ่กระจายฟุ้ง
แต่ทว่าได้ผล ฝ่ายนั้นนอนแน่นิ่งหน้างุดลงบนพื้นกระท่อมในขณะที่ร่างยังคาอยู่แบบนั้น
กฤติกรไม่รีรอ รีบก้าวขึ้นกระท่อม ใช้เท้าลองเหยียบดูว่าจะไม่เกิดไม้ไผ่ชำรุดขึ้นอีก เขาเห็นซองเอกสารวางอยู่ภายในและรีบคว้ามาออกมาในทันที
“ไอ้โง่เอ้ย..” เขาสบถใส่อีกฝ่าย มองเห็นกลักไม้ขีดที่ยังคงอยู่ในมือ “ดีล่ะ..”
เป็นอันว่าทุกอย่างพลิกผันจากที่เขาเป็นรองกลายมาเป็นต่อ..
กฤติกรดึงเอากลักไม้ขีดจากมืออีกฝ่ายออกมาและไม่ลืมเอากระเป๋าเงินของเขาคืนมา เขาดึงสิ่งที่อยู่ภายในเอกสารออกมาทีละชิ้น มันเป็นรูปถ่ายจำนวน 10 รูป เป็นรูปถ่ายอุบัติเหตุรถตกเขา รูปตัวเขาเองที่กำลังดูรูปถ่ายเหล่านั้น รูปการเจรจาต่อรองกับผู้ถูกว่าจ้าง รูปการส่งมอบเงินอย่างลับ ๆ พร้อมกับเทปขนาดเล็กที่บันทึกการสนทนาระหว่างเขากับผู้ถูกว่าจ้าง
เขารู้สึกโมโหขึ้นมาที่มีของพวกนี้อยู่ แปลว่าผู้ถูกว่าจ้างต้องทำหลักฐานพวกนี้ขึ้นเพื่อคิดจะเบล็คเมล์เขาอีกที หรือไม่ก็ทำเอาไว้กันพลาดว่าเขาอาจจะเบี้ยวไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงไว้ และคน ๆ นี้ก็ได้มันมาทางใดทางหนึ่ง
เขาจุดไม้ขีดไฟ เอาเอกสารเหล่านั้นเผาไฟทีละใบแล้ววางลงบนพื้นกระท่อมใกล้ตัวของอีกฝ่ายที่ยังคงสลบไม่รู้เรื่องรู้ราว จากนั้นเขาเงยหน้ามองหลังคากระท่อมที่ทำขึ้นจากใบจาก ชูมือที่มีก้านไม้ขีดไฟถูกจุดเพื่อทำให้หลังคาติดไฟ
ไฟลุกลามรวดเร็วได้อย่างไม่น่าเชื่อ กฤติกรต้องรีบวิ่งถอยหนีออกมายืนไกล ๆ ลมจากเบื้องหลังกระท่อมพัดมาอีก เขาจึงต้องวิ่งหลบไปอยู่ใต้ลมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รังสีความร้อนจากเพลิงไหม้นั้นทำให้เนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดใบหน้าหลายครั้ง
ตอนนั้นเองที่สคริปต์ข่าวในกระเป๋าที่เปียกชุ่มด้วยเหงื่อหล่นลงพื้นดิน..
มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น แต่แค่เพียงไม่ถึงนาทีก็เงียบลง กลับกลายเป็นเสียไม้ไผ่แตกดังเปรี้ย ๆ เพราะไฟเผา
ในที่สุดเขาทนไม่ไหว จากที่คิดว่าจะดูจนไฟมอดไหม้กระท่อมและร่างของชายคนนั้นแบบไม่เหลือซาก จำใจต้องวิ่งกลับออกไปที่รถแท็กซี่และรีบเปิดเครื่องปรับอากาศภายในรถทันที
เขาถอยรถแท็กซี่มาระยะหนึ่งให้พ้นจากป้ายขายที่ดินเพื่อมองดูกระท่อมเพลิงนั้น
“ไม่คิดใช่มั้ยล่ะว่าแกจะต้องมาจบชีวิตเพราะความโง่เง่าแบบนี้..ไอ้ทัดไชย”
กฤติกรเข้าเกียร์รถแล้วเร่งเครื่องเลี้ยวกลับทางเดิม ปล่อยให้เพลิงนั้นโหมลุกไหม้อยู่ราว 15 นาที กระท่อมแปรสภาพเป็นเถ้าถ่านสีดำพร้อมกับร่างของชายคนหนึ่งที่มอดไหม้เช่นกัน..
จุดเริ่มต้นของทุกอย่างจบลง..จากเส้นตรงต่อกันเป็นวงกลม
..ไม่ทราบลำดับเวลา..
“สวัสดีครับ คุณกฤติกร” บุคคลจากปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่ามาลีลา แกจะเอาไงก็ว่ามา” กฤติกรที่กำลังอ่านสคริปต์รายการข่าวอยู่ในห้องแต่งตัวถูกขัดจังหวะโดยเสียงเรียกจากโทรศัพท์มือถือ เขารับมันและโพล่งออกมา ช่างแต่งหน้าที่ยืนอยู่ไม่ไกลสะดุ้งเล็กน้อยมองเขา
“ใจเย็นๆก่อนสิครับคุณผู้ประกาศข่าวชื่อดัง เดี๋ยวคุณก็ได้ของที่ต้องการแหละน่า”
กฤติกรลุกขึ้นยืน เดินออกจากห้องแต่งตัวหลบหายเข้าไปในห้องน้ำด้านข้าง “แกจะเอายังไง ฉันมีเวลาไม่มากนะ”
“อ้อ..เรื่องนั้นผมรู้ดี เดี๋ยวคุณต้องออกรายการตอนเที่ยง เสร็จก็บ่ายโมง”
“จะให้ฉันไปที่ไหน เมื่อไหร่”
“บ่ายสองโมงคุณต้องมาถึงที่นี่”
“ที่ไหนเล่า” กฤติกรตะคอดอย่างหัวเสีย
“มือถือคุณรับไฟล์ภาพได้ใช่มั้ย”
“ทำไม”
“เอาเป็นว่าผมจะส่งไฟล์ภาพแผนที่ไปให้ คุณมาตามในแผนที่นั่นล่ะ”
“ได้สิ”
“อย่าลืมเงินสดล้านนึงด้วยล่ะ”
บุคคลปลายสายตัดสายทันที กฤติกรจึงตอบโต้ไม่ได้ต้องยั้งปากแล้วเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากางเกง เปิดประตูห้องน้ำเหลือบมองช่างแต่งหน้าที่มองมาเช่นกัน เขาทำเป็นไม่สนใจนั่งลงที่เดิมยกแผ่นกระดาษสคริปต์ขึ้นมาอ่านทบทวนอีกครั้งแต่ปรากฏว่าสคริปต์บางส่วนเปียกน้ำตอนที่เขาคุยโทรศัพท์และเอามือท้าวขอบอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ
“โถ่เว้ย..” เขาอุทานออกมาแล้วขว้างสคริปต์ แต่มันก็ไม่ได้ไปไหนไกลหมุนตัวในอากาศแล้วตกแทบเท้าเขา
ช่างแต่งหน้าสะดุ้งอีกครั้ง..
การออกรายการข่าวในวันนั้นจึงไม่ราบรื่นอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะกฤติกรมัวแต่พะวงเรื่องที่ต้องไปพบกับใครบางคนจนอ่านผิดอ่านถูก อ่านข้ามบรรทัดและเว้นวรรคผิด จนผู้กำกับรายการต้องหัวเสียไปอีกคน
หลังจบรายการเวลาบ่ายโมงตรง กฤติกรรีบขอตัวออกจากห้องส่ง โทรศัพท์เรียกคนขับรถให้มารับเร็วขึ้น มุ่งหน้าตรงไปยังคอนโดที่เขาพักอาศัยและกลับมานั่งในรถอีกครั้งพร้อมกระเป๋าเอกสารใบหนึ่ง บอกคนขับรถให้ตรงไปยังสถานที่ที่ปรากฏในแผนที่ในโทรศัพท์มือถือ
จากนั้นอีก 15 นาที..
“จอดตรงนี้” เขาสั่งคนขับรถให้จอดหน้าห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ จุดนัดพบ “นายเอารถไปจอดแล้วเดินเล่นก่อนก็ได้” จากนั้นเขาหายเข้าไปในห้างสรรพสินค้าพร้อมกระเป๋าเอกสาร แล้วมาโผล่ด้านหลังโบกเรียกแท็กซี่ที่จอดส่งผู้โดยสารพอดี
ไม่นานกฤติกรก็มาถึงทางเข้าซอยหนึ่ง พอตัดเข้าซอยถนนจากที่เคยลาดยางกลายเป็นดินลูกรัง แท็กซี่ที่จำเขาได้ถึงกับเอ่ยปากถามว่าพิธีกรอย่างเขามาในซอยเปลี่ยวแบบนี้ทำไม
“มาหาเพื่อนเก่าสมัยประถมน่ะ บ้านมันอยู่แถวนี้ แต่ผมก็จำไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่หรอก เอางี้สิครับ จอดก่อน”
คนขับแท็กซี่จอดทันทีหน้าปากซอยนั้น
“อะนี่” กฤติกรยื่นเงินจำนวนหนึ่งและบัตรประชาชนให้คนขับ “คือผมมีเรื่องที่เป็นความลับนิดหน่อยน่ะ ผมขอยืมรถแท็กซี่คันนี้ขับเข้าไปในซอยหน่อย ไม่เกินครึ่งชั่วโมง คุณรอแถว ๆ นี้ก่อน รอตรงร้านอาหารข้างทางนั่นก็ได้ ผมให้เงินมัดจำกับบัตรประชาชนไว้ให้คุณแน่ใจ”
คนขับแท็กซี่ยิ้มรับ “แหม..ได้สิครับ คนดังอย่างคุณคงไม่กล้าเบี้ยวคนขับแท็กซี่จน ๆ อย่างผมหรอก”
จากนั้นกฤติกรจึงเป็นฝ่ายขับรถแท็กซี่คันนั้นตรงเข้าไปในซอยเพียงคนเดียว ไม่เกิน 1 กิโลเมตรก็เห็นป้ายเก่า ๆ ที่เขียนว่า ขายที่ดิน 50 ไร่
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นได้จังหวะพอดีเหมือนรู้ว่าเขาเพิ่งมาถึง..
“เห็นป้ายนั่นใช่มั้ย เดินตรงเข้ามาหลังป้ายนั่น จะเห็นบ้านกระท่อมหลังหนึ่ง” เสียงในโทรศัพท์บอกเขา
ที่ดินเวิ้งว้างนั้นมีกระท่อมโดดเดี่ยวเพียงหลังเดียวตั้งอยู่ คงทำเอาไว้ให้คนดูแลที่ดินพักอาศัยหรือมาอยู่ดูแลเป็นครั้งคราว กฤติกรเดินฝ่าไอร้อนจากแดดแรงกล้ายืนเบื้องหน้ากระท่อมหลังนั้นไม่ยอมหลบเข้าไปใต้หลังคาใบจากของมัน
“แกอยู่ไหน ออกมาสิ” เขาตะโกนเรียก มองกระท่อมเก่าร้างที่แค่กระโดดถีบสักทีคงพังพินาศยับเยิน
กระท่อมหลังนี้มี 4 เสาและยกพื้นสูงเหนือพื้นดินประมาณ 2-3 ฟุต มันสั่นไหวนิดหน่อย ก่อนที่กฤติกรจะเห็นว่าผู้นัดหมายเดินออกมาจากกระท่อม ก้าวลงบันได 3 ขั้นมายืนเบื้องหน้าเขา
“สวัสดีคุณกฤติกร ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง” ชายตรงข้ามพูดและยิ้มยียวน พลางมองสำรวจร่างกายอีกฝ่าย “ไหนกระเป๋าเงินล่ะครับ”
“อยู่ในรถน่ะ” กฤติกรเอามือชี้ไปด้านหลัง ซึ่งมีป้ายขายที่ดินบังรถของเขาอยู่
“ไปเอากระเป๋านั่นมาก่อน” ฝ่ายตรงข้ามเสียงแข็งขึ้น
“ไหนเอกสารพวกนั้นล่ะ แกเองก็ไม่เห็นมีอะไรติดมือ”
“อยู่ในกระท่อมนี่ไง” ฝ่ายตรงข้ามชี้ไปด้านหลังตัวเองบ้าง
มีลมแรงร้อนระอุวูบหนึ่งพัดมาทางด้านหลังกระท่อม ต้นข้าวสีเหลืองอมน้ำตาลสูงกว่าหนึ่งเมตรเบื้องหลังลู่ลมและเสียดสีกันส่งเสียงครืนบางเบา ฝุ่นผงเล็ก ๆ รวมทั้งเศษเมล็ดจากรวงข้าวปลิวตามแรงลม ส่วนหนึ่งปะทะเข้ากับร่างของกฤติกร ติดตามเสื้อผ้าของเขาและเข้าตาจนเขาต้องกระพริบตาถี่
ฝ่ายตรงข้ามถอยหลังเข้าไปชิดกระท่อมแล้วหยิบกลักไม้ขีดออกมาจุด ไม้ขีดให้ติดไฟและคงอยู่ได้โดยไม่โดนลมพัดดับเพราะมีกระท่อมบังเอาไว้
“ไปเอากระเป๋านั่นมาก่อน ถ้าไม่อย่างนั้นเอกสารที่คุณอยากได้คงถูกเผาไปพร้อมกับกระท่อม”
กฤติกรมองไม้ขีดไฟในมืออีกฝ่าย พลางยิ้มเย้ยหยัน “นั่นล่ะสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันต้องการทำลายมัน”
“แต่สำเนาก็ยังคงมีอยู่”
กฤติกรชะงัก “ไหนแกบอกว่าไม่มีสำเนาไง”
“ถ้านายยังไม่ยอมเอาเงินมาให้ผม รับรองว่าของจริงที่อยู่ในกระท่อมนี่จะกลายเป็นจุล และสำเนาจะถูกเผยแพร่ไปทั่วแน่นอน”
“แบบนั้นฉันจะรู้ได้ยังไงว่าแกจะไม่เอาสำเนาที่แกมีอยู่ไปทำอะไรน่ะ”
ไม้ขีดไฟก้านนั้นมอดดับลง เขายักไหล่ “เอาเป็นว่าผมสัญญาว่าพอได้เงินแล้วเรื่องทุกอย่างจะเงียบทันที”
กฤติกรจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้วางใจ เหงื่อจากหน้าผาไหลย้อยเพราะแดดที่ร้อนไม่ยอมเลิก
“รับรองว่าถ้าเรื่องที่คุณเคยฆ่าคนถูกเผยแพร่ออกไปล่ะก็ ชีวิตผู้ประกาศข่าวอันโด่งดังข้อคุณต้องจบเห่แน่ ถ้าคุณไม่เชื่อใจผมคุณก็เสียหาย ถ้าคุณเชื่อใจผมคุณอาจจะไม่เสียหาย”
“อาจจะไม่เสียหายงั้นหรือ แกเอาแต่ได้นี่”
“เลิกพูดเถอะ ผมชักร้อนแล้วน่ะ รีบ ๆไปเอาเงินนั่นมาเถอะครับ”
กฤติกรจำใจต้องหันหลังกลับเดินไปที่รถแท็กซี่ที่ยืมมาอีกครั้งเพื่อนำเอากระเป๋าที่บรรจุเงินสดหนึ่งล้านบาท ระหว่างที่เดินกลับมายังกระท่อมเขามองเสื้อผ้าของตัวเองที่เปื้อนเศษต้นข้าวและรวงข้าวเต็มไปหมด เขาพยายามปัดมันออกจากเสื้อและกางเกง ล้วงเอาผ้าเช็ดออกจากกระเป๋าเสื้อตามตัวปัดไปมา
“ดีมากครับ” อีกฝ่ายเดินไม่กี่ก้าวมารับกระเป๋าเอกสารที่บรรจุเงินแล้วก้าวถอยหลบแดดในเพิงของกระท่อม เปิดกระเป๋าเอกสารออกมาตรวจเช็คธนบัตร “โอ้ว..เงินครบถ้วน ไม่มีของปลอม”
กฤติกรเดินเข้าไปใกล้กระท่อม “ที่นี้ก็เอาเอกสารพวกนั้นมาได้แล้ว”
อีกฝ่ายปิดกระเป๋าลง “ได้สิครับ” แล้วหันหลังยกขาก้าวขึ้นกระท่อม
ในจังหวะนั้นเอง..พื้นกระท่อมที่ทำจากไม้ไผ่สานต่อเรียงกันเกิดหักและทะลุเป็นรูกลวง ฝ่ายที่ก้าวขึ้นไปบนกระท่อมจึงเสียหลัก ขาทั้งสองข้างหล่นวูบลงจนร่างท่อนล่างตกลงไปในช่องที่แตกออก เขาอยู่ในสภาพที่ร่างท่อนบนอยู่เหนือพื้นกระท่อม แต่ท่อนล่างเหยียบบนพื้นดินและแทบจะขยับตัวไม่ได้เพราะเสี้ยนของไม้ไผ่ขัดร่างกายเอาไว้ เขาเจ็บปวดจนพูดอะไรไม่ออก กระเป๋าเอกสารวางกองกับพื้นกระท่อมใกล้ตัว
กฤติกรเห็นดังนั้นจึงสบโอกาส หยิบไม้ไผ่ท่อนกลมท่อนหนึ่งที่วางอยู่บนกระท่อม ฟาดลงไปที่ร่างของอีกฝ่าย ไม้ไผ่ท่อนนั้นผุกร่อนอยู่แล้ว พอตีเข้าที่ร่างของอีกฝ่ายก็แตกหักและผงจากไผ่กระจายฟุ้ง
แต่ทว่าได้ผล ฝ่ายนั้นนอนแน่นิ่งหน้างุดลงบนพื้นกระท่อมในขณะที่ร่างยังคาอยู่แบบนั้น
กฤติกรไม่รีรอ รีบก้าวขึ้นกระท่อม ใช้เท้าลองเหยียบดูว่าจะไม่เกิดไม้ไผ่ชำรุดขึ้นอีก เขาเห็นซองเอกสารวางอยู่ภายในและรีบคว้ามาออกมาในทันที
“ไอ้โง่เอ้ย..” เขาสบถใส่อีกฝ่าย มองเห็นกลักไม้ขีดที่ยังคงอยู่ในมือ “ดีล่ะ..”
เป็นอันว่าทุกอย่างพลิกผันจากที่เขาเป็นรองกลายมาเป็นต่อ..
กฤติกรดึงเอากลักไม้ขีดจากมืออีกฝ่ายออกมาและไม่ลืมเอากระเป๋าเงินของเขาคืนมา เขาดึงสิ่งที่อยู่ภายในเอกสารออกมาทีละชิ้น มันเป็นรูปถ่ายจำนวน 10 รูป เป็นรูปถ่ายอุบัติเหตุรถตกเขา รูปตัวเขาเองที่กำลังดูรูปถ่ายเหล่านั้น รูปการเจรจาต่อรองกับผู้ถูกว่าจ้าง รูปการส่งมอบเงินอย่างลับ ๆ พร้อมกับเทปขนาดเล็กที่บันทึกการสนทนาระหว่างเขากับผู้ถูกว่าจ้าง
เขารู้สึกโมโหขึ้นมาที่มีของพวกนี้อยู่ แปลว่าผู้ถูกว่าจ้างต้องทำหลักฐานพวกนี้ขึ้นเพื่อคิดจะเบล็คเมล์เขาอีกที หรือไม่ก็ทำเอาไว้กันพลาดว่าเขาอาจจะเบี้ยวไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงไว้ และคน ๆ นี้ก็ได้มันมาทางใดทางหนึ่ง
เขาจุดไม้ขีดไฟ เอาเอกสารเหล่านั้นเผาไฟทีละใบแล้ววางลงบนพื้นกระท่อมใกล้ตัวของอีกฝ่ายที่ยังคงสลบไม่รู้เรื่องรู้ราว จากนั้นเขาเงยหน้ามองหลังคากระท่อมที่ทำขึ้นจากใบจาก ชูมือที่มีก้านไม้ขีดไฟถูกจุดเพื่อทำให้หลังคาติดไฟ
ไฟลุกลามรวดเร็วได้อย่างไม่น่าเชื่อ กฤติกรต้องรีบวิ่งถอยหนีออกมายืนไกล ๆ ลมจากเบื้องหลังกระท่อมพัดมาอีก เขาจึงต้องวิ่งหลบไปอยู่ใต้ลมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รังสีความร้อนจากเพลิงไหม้นั้นทำให้เนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดใบหน้าหลายครั้ง
ตอนนั้นเองที่สคริปต์ข่าวในกระเป๋าที่เปียกชุ่มด้วยเหงื่อหล่นลงพื้นดิน..
มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น แต่แค่เพียงไม่ถึงนาทีก็เงียบลง กลับกลายเป็นเสียไม้ไผ่แตกดังเปรี้ย ๆ เพราะไฟเผา
ในที่สุดเขาทนไม่ไหว จากที่คิดว่าจะดูจนไฟมอดไหม้กระท่อมและร่างของชายคนนั้นแบบไม่เหลือซาก จำใจต้องวิ่งกลับออกไปที่รถแท็กซี่และรีบเปิดเครื่องปรับอากาศภายในรถทันที
เขาถอยรถแท็กซี่มาระยะหนึ่งให้พ้นจากป้ายขายที่ดินเพื่อมองดูกระท่อมเพลิงนั้น
“ไม่คิดใช่มั้ยล่ะว่าแกจะต้องมาจบชีวิตเพราะความโง่เง่าแบบนี้..ไอ้ทัดไชย”
กฤติกรเข้าเกียร์รถแล้วเร่งเครื่องเลี้ยวกลับทางเดิม ปล่อยให้เพลิงนั้นโหมลุกไหม้อยู่ราว 15 นาที กระท่อมแปรสภาพเป็นเถ้าถ่านสีดำพร้อมกับร่างของชายคนหนึ่งที่มอดไหม้เช่นกัน..
จุดเริ่มต้นของทุกอย่างจบลง..จากเส้นตรงต่อกันเป็นวงกลม