Circle murder #12 (พลุที่สวยงาม)
posted on 19 Sep 2009 17:15 by iqdetective
ตอนที่ 12 : พลุที่สวยงาม
ไอคิวเพ่งมองแผนที่และพยายามจดจำมันไว้ในหัวสมอง แผนที่นี้แสดงเส้นทางนับจากสำนักพิมพ์ไปยังบ้านร้างที่ปราการซึ่งเป็นรุ่นพี่ของเขาเขียนให้ตามเส้นทางที่ปรากฏในเครื่องรับส่งสัญญาณ GPS ตอนที่เขาติดตามจากโทรศัพท์มือถือของหนึ่งในสามคนที่ลักพาตัวไอคิวเพื่อไปรับไอคิวที่บ้านร้าง
มันอยู่นอกเมืองไกลออกไปประมาณ 40-50 กิโลเมตร เส้นทางเริ่มจากถนนเส้นหลักตามด้วยเส้นทางคดเคี้ยวก่อนกลายเป็นเส้นตรงของถนนลูกรังตัดตรงเข้าผืนหญ้ารกร้างที่มีบ้านร้างตั้งอยู่
“แน่ใจหรือว่าจะกลับไปที่นั่นอีกคนเดียวน่ะ” ปราการเอ่ยถามไอคิวอย่างนึกเป็นห่วง
“ครับ ยังไงก็ต้องสืบเรื่องนี้ ผมอยากรู้ว่าทำไมถึงต้องลักพาตัวคนสองคน คือผมและอีกคนหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิตไป ถ้ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองแล้วมันเกี่ยวกับเรื่องอะไรกันแน่” ไอคิวตอบอย่างหนักแน่น
“ถ้าอย่างนั้น..” วิสันต์ผู้ซึ่งยังรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น “ฉันรู้ว่านายคงอยากไปสืบเองคนเดียว งั้นเอารถฉันไปใช้ก่อน”
ไอคิวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“หรือว่ากลัวว่าพอขับรถฉันแล้วจะกลายเป็นแพะรับบาปอีก”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพียงแต่ผมกลัวว่าอาจจะมีคนจำได้”
“แต่ว่าเอารถวิสันต์ไปก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยพี่จะได้ติดตามง่ายขึ้น เพราะรถเกือบทุกคันที่นี่มี GPS ติดตามอยู่แล้ว” ปราการเสนอ..
ดังนั้นไอคิวจึงใช้รถของวิสันต์เพื่อขับไปยังบ้านร้าง ระหว่างที่เขาขับ เขาพยายามคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่วันแรกที่ถูกลักพาตัว แต่คิดเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปสักที พอออกสู่นอกเมือง เขาชะลอขับช้าลงและมองดูแผนที่ในมือเพื่อหาเส้นทางที่แน่ชัด ลองเอาแผนที่บนกระดาษเปรียบเทียบกับเส้นทางที่ปรากฏอยู่บนเครื่องรับส่งสัญญาณ GPS ที่ติดอยู่ข้างพวงมาลัยรถ
มือทั้งสองข้างของไอคิวที่จับพวงมาลัยอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยแผลถลอกที่ยังไม่หายสนิท เขาทำลายผนังกั้นของบ้านร้าง วิ่งหนีตายจากคนร้าย สุดท้ายก็เห็นภาพคนตายไปต่อหน้าต่อตา..
..ไม่ทราบลำดับเวลา..
พนักงานบริการส่งพัสดุไปรษณีย์ด่วนพิเศษเดินตรงเข้ามาหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของบริษัทก่อสร้าง Advance Restoring เขายกหมวกออกจากศีรษะแว่บหนึ่งก่อนสวมเข้าไปใหม่
“จาก Express Faster ครับ ผมมาส่งของน่ะครับ”
“ค่ะ..ถึงใครเหรอคะ”
“ถึงคุณธีรสินครับ”
“ท่านประธานธีรสินหรือคะ ถ้าอย่างนั้นกรุณาเซ็นส่งของตรงนี้แล้วเดี๋ยวดิฉันจะนำของไปให้ท่านประธานเองค่ะ”
“ครับ แต่ว่าผู้ส่งต้องการให้คุณธีรสินเซ็นรับด้วยตัวเอง แล้วก็กำชับว่าให้ส่งถึงมือด้วยนะครับ”
“เอ..งั้นหรือคะ ถ้าอย่างนั้น ดิฉันขอให้ทาง รปภ.ของเราตรวจสอบสิ่งของก่อนได้หรือเปล่า”
“พัสดุมันปิดผนึกอยู่ เกรงว่าถ้าถูกเปิดออกก่อนส่งถึงมือคุณธีรสินจะไม่ดีนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้น..”
“ที่นี่มีเครื่องสแกนวัตถุหรือเปล่าละครับ”
“สักครู่นะคะ” พนักงานประชาสัมพันธ์ยกหูโทรศัพท์ต่อสายไปยังหัวหน้ารปภ. ครู่หนึ่งจึงกล่าวกับพนักงานของ Express Faster อีกครั้ง “รอเดี๋ยวนะคะ หัวหน้ารปภ.กำลังเอาเครื่องตรวจมาตรวจค่ะ”
พนักงาน Express Faster พยักหน้ารับส่งยิ้มเป็นมิตรให้ประชาสัมพันธ์
ครู่ต่อมาหัวหน้ารักษาความปลอดภัยเดินออกมาพร้อมกับเครื่องตรวจจับวัตถุในมือ เขาจึงยื่นกล่องพัสดุให้นำเครื่องตรวจจับสแกนทั่วทั้งกล่อง ไม่มีเสียงเตือนใด ๆ เกิดขึ้น
“โอเคครับ”
“ขอบคุณมากครับ” พนักงาน Express Faster คำนับหนึ่งครั้งก่อนเดินไปหาประชาสัมพันธ์ “ถ้าอย่างนั้นขอถามหน่อยครับว่าคุณธีรสินอยู่ชั้นไหน”
“ค่ะ ชั้นยี่สิบแปดก่อนชั้นบนสุดหนึ่งชั้น”
หัวหน้ารปภ.เดินจากไป ทิ้งกล่องพัสดุไว้ข้างเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“ต้องแลกบัตรอะไรหรือเปล่าครับ”
“ค่ะ”
พนักงาน Express Faster ยื่นบัตรพนักงานให้ทันที จากนั้นตรงไปหยิบกล่องพัสดุขึ้นมาอุ้มไว้แล้วเดินตรงเข้าไปในลิฟท์ที่เปิดออก มีคนเดินออกมาพอดี
เขากดไปที่ชั้น 29 ชั้นบนสุด..จากนั้นขยับเสื้อแขนยาวดูนาฬิกาข้อมือ เวลา 16.40 น. พอลิฟท์หยุดที่ชั้นบนสุด ประตูลิฟท์เปิดออกเผยให้เห็นห้องว่างเปล่าที่มีแต่เพียงกระจกกั้น ดูเหมือนว่าชั้นบนสุดยังไม่ถูกใช้ทำอะไรหรือกำลังตกแต่งอยู่
“มีอะไรหรือครับ” ช่างก่อสร้างคนหนึ่งที่เดินออกมาจากช่างกระจกถามขึ้น
“ผมนึกว่าที่นี่ห้องของคุณธีรสิน”
“อ๋อไม่ใช่หรอก ชั้นล่างน่ะ”
“งั้นหรือครับ ว่าแต่ห้องน้ำชั้นนี้ใช้ได้หรือเปล่า”
“ได้สิ..ห้องน้ำไม่ได้รื้อใหม่ ทางนั้นน่ะ”
“ขอบคุณครับ”
พนักงาน Express Faster เดินเข้าไปในห้องน้ำ ครู่หนึ่งจึงเดินกลับออกมา ผ่านหน้าลิฟท์ก้าวขึ้นบันไดไปชั้นดาดฟ้าอย่างรวดเร็วโดยคลาดสายตาจากช่างตกแต่ง โชคดีที่ชั้น 29 กำลังตกแต่งใหม่ ดังนั้นชั้นดาดฟ้าจึงกลายเป็นที่เก็บของและทิ้งของที่ไม่ใช้แล้วก่อนนำไปทิ้งจริง ๆ ด้านล่างตึก เขาจึงเปิดประตูออกสู่ดาดฟ้าได้อย่างง่ายดาย
ลมแรงปะทะร่างกายของเขาจนหมวกขยับเผยอขึ้น เขาจึงหยิบมันดึงออกจากศีรษะ หรี่ตามองรอบดาดฟ้าที่แสงแดดแรงกล้า ด้านหนึ่งมีถังสี กระจกเก่า ชั้นกั้นสำนักงานเก่า กับของตกแต่งสำนักเก่าวางกองรวมกัน
เขาวางกล่องพัสดุลงบนพื้นและสอดนิ้วกรีดกระดาษกาวให้ขาดออก เปิดกล่องพัสดุนั้นออก จากนั้นถอดชุดพนังงาน Express Faster ออกแล้วสวมชุดใหม่ที่อยู่ในกล่องใบนั้น วางชุดพนักงานไว้รวมกับกองสิ่งของเก่า ยกกล่องพัสดุมาวางตรงกลางดาดฟ้า หยิบเอาพลุมากมายที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าและกระดาษรองอีกชั้นออกมา พร้อมกับกระดาษแข็งซึ่งเขียนข้อความหนึ่ง..
หลายนาทีต่อมา ช่างก่อสร้างคนหนึ่งหอบเอาวอลเปเปอร์เก่า ๆขึ้นมาวางกองไว้ เหลือบเห็นกองพลุที่ติดตั้งไว้เตรียมพร้อมจุด เขาเดินเข้าไปใกล้อย่างสงสัย พร้อมกับอ่านข้อความบนกระดาษที่วางไว้
“กรุณาอย่าเคลื่อนย้าย ท่านประธานสั่งมาเพื่อเป็นของขวัญให้คน ๆ หนึ่งที่สำคัญมาก”
ช่างก่อสร้างคนนั้นอมยิ้มในความคิดสร้างสรรค์ของผู้ว่าจ้าง..
“นี่คงคิดจะเซอร์ไพรส์เมียล่ะมั้ง..”
เลขานุการเคาะประตูห้องของธีรสินแล้วเดินตรงเข้ามายังโต๊ะทำงานในทันที
“ท่านประธานคะ คุณทัดไชยมาหาอีกแล้วค่ะ”
ธีรสินเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารบนโต๊ะ มองเลขาฯอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนี้อยู่ที่ไหน”
“หน้าห้องค่ะ ประชาสัมพันธ์ข้างล่างไม่รู้ เลยปล่อยให้ขึ้นมา”
“บอกว่าผมไม่ว่าง ให้เค้ากลับไปก่อนเถอะ”
“ค่ะ” เลขาฯ หมุนตัวกลับเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน..เรื่องไวน์ที่ผมบอกให้สั่งมาได้หรือยัง”
“อ๋อ ได้แล้วค่ะ ตอนนี้วางอยู่ที่โต๊ะของดิฉัน”
“ดี..เขียนการ์ดใบหนึ่งแสดงความยินดี แล้วมอบไวน์นั่นให้เค้าไป”
“ได้ค่ะ”
ธีรสินลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เดินมาหยุดตรงกระจกใสมองออกไปเบื้องหน้า..
“แกคิดจะจุดพลุตรงไหนหรือ ตรงนั้นใช่มั้ย แกคิดจะจุดสองที่คือตรงนั้นแล้วก็ที่ตึกของฉันงั้นหรือ..ไม่มีทางหรอก” เขามองออกยังถนนเส้นหนึ่งที่มีโรงเรียนแห่งหนึ่งตั้งอยู่ “ได้สิ..คืนนี้ฉันจะรอว่าพลุนั่นจะสวยสักแค่ไหน”
รถของวิสันต์เต็มไปด้วยฝุ่นสีส้มเกาะเต็มไปหมด ไอคิวขับมันด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงฝ่าดงหญ้าเข้ามาแล้วจอดหน้าบ้านร้าง แดดอันร้อนระอุตอนบ่ายทำให้ทุกอย่างดูแห้งแล้งมากขึ้น
ไอคิวดึงกุญแจรถ เปิดประตูออกมาเผชิญกับแดดจ้า หมุนรอบตัวมองสิ่งต่าง ๆ ตอนนี้เขารู้สึกใจเต้นแรงขึ้นเมื่อมาอยู่ตรงหน้าบ้านร้างที่เคยอยู่มาหนึ่งคืนเต็ม ๆ
เขาตัดสินใจไม่เข้าไปทางด้านหน้า แต่อ้อมมาทางด้านหลังมองเห็นช่องโหว่ที่เขาเป็นคนทุบมัน เขาค่อย ๆ ย่องเดินผ่านช่องเข้าไปนั้นห้องมืดที่มีบ่อน้ำอยู่ ก้มลงชะโงกมองลงไป มองเห็นเศษถุงอาหารที่คนที่เคยถูกขังทิ้งเอาไว้ จากนั้นเดินเข้าไปใกล้ช่องโหว่อีกช่องที่ลอดเข้าสู่ห้องตาข่ายเหล็ก เขาทำท่าจะก้มตัวลอดเข้าไปแต่กลับชะงักคิดได้ว่าไม่ควรลอดเข้าไป..
..มีกล้องวงจรปิดติดอยู่นี่นา ขืนเราเข้าไปอาจโดนจับภาพก็ได้..
เขารีบกลับออกมาด้านนอกบ้านร้าง แล้วอ้อมไปตรงหน้าต่างบานเดียวที่เปิดแบบหงายขึ้น ถ้าหากกล้องติดอยู่ตรงมุมนี้ ก็ไม่สามารถเห็นจุดอับตรงนี้ได้ เขามองเข้าไปในบ้านร้างที่วางเปล่าไม่มีใครอยู่ ค่อย ๆ ปีนหน้าต่างลอดเข้าไปอย่างระมัดระวัง เขาเอาตัวแนบชิดผนังบ้าน เงยหน้ามองกล้องวงจรปิดนั้น ข้างใต้ตรงมุมห้องมีกองเศษไม้อัดเก่าวางสุมรวดกัน
ไอคิวนึกไปถึงตอนนั้นที่เขาพยายามหลบหนี แต่ตัดสินกลับเข้ามาเอาเป้ของเขาที่ตั้งใจแขวนไว้ตรงตาข่ายเพื่อบังมุมกล้อง มันออกจะดูแปลกที่เขายังจะต้องกลับมาเอาเป้นั้นออกไปด้วย ซึ่งมันทำให้คนที่เฝ้ามองจากกล้องวงจรปิดนี้เห็นพฤติกรรมการหนีและเห็นช่องโหว่ที่เขาทำมันขึ้นมา
แต่ตอนนั้นเขาจำเป็นต้องเสี่ยงทำเพื่อให้ได้รอยนิ้วมือของคนร้ายหนึ่งในนั้นที่ติดอยู่บนเป้ตอนโยนมันสอดเข้ามาในห้องตาข่ายเริ่มแรกที่เขาถูกพามาที่นี่
ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้บอกใครเลยแม้แต่ปราการและวิสันต์..
ไอคิวค่อยๆ เดินเลียบผ่านผนังไปยังใต้กล้องวงจรปิดเพื่อออกไปตรงประตูหน้า แต่เขาเผลอทำกองเศษไม้อัดนั้นล้มจนเผยให้เห็นของบางอย่างที่ถูกซ่อนอยู่ใต้กองไม้อัด
มีแบตเตอรี่รถยนต์ลูกหนึ่ง โทรศัพท์มือถือ ที่ชาร์ตโทรศัพท์ กล่องโมเด็ม และปลั๊กไฟพ่วง ทั้ง4 สิ่งโยงเข้าด้วยกันด้วยสายไฟ
แบบนี้เอง..ไอคิวคิด
ไอคิวรีบเดินออกไปทางประตูหน้ามองหาเสาไฟฟ้าสาธารณะ มีเสาไฟฟ้าที่ต่อตรงจากเสาไฟฟ้าเส้นหลักตรงถนนใหญ่ห่างจากตัวบ้านร้างไปราว 500 เมตร มันโยงสายไฟฟ้าไปที่อื่นไม่ได้ต่อเข้ามาที่บ้านร้างนี้ แต่กลับมีสายไฟฟ้าจากหลังคาบ้านโยงไปหาเสาไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุด แสดงว่านี่คงทำเพื่อให้บ้านร้างหลังนี้มีไฟฟ้า
กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพได้และโอนถ่ายข้อมูลผ่านโมเด็มและโทรศัพท์มือถือไปยังใครบางคนที่เฝ้ามองและคอยส่งคำสั่งให้ 3 คนนั้นขับรถตู้มาให้ทันการณ์ บางทีอาจจะเป็น 3 คนนั้นเองที่เฝ้าดูก็ได้..
ไอคิวย้อนกลับเข้าไปในห้องมืดตรงไปยังบ่อน้ำอีกครั้ง เขาตัดสินใจหย่อนตัวลงไป ทันทีที่ขาถึงก้นบ่อ เขาก็รู้สึกได้ถึงความอึดอัดและน่ากลัวที่จะต้องอยู่ในนี้ตลอดหลายวัน มีเศษอาหารอยู่บนพื้น ด้านหนึ่งของบ่อไม่มีขอบปูนแต่กลายเป็นดินที่ถูกตะกุยตะกายเพื่อหาทางเอาชีวิตรอด
ไอคิวทนอยู่ได้ไม่นานต้องรีบปีนขึ้นโดยเกาะขอบฝาเพื่อดันตัวให้ขึ้นมา ถ้าเป็นคนที่ต้องอยู่ในนี้ 3 วัน 3 คืนล่ะก็คงไม่มีเรี่ยวแรงไต่ขึ้นมาได้แน่
เขากลับมามองสายไฟที่โยงเข้าหลังคาบ้านอีกครั้ง ตัดสินใจใช้ชะแลงที่หยิบมาจากห้องมืดพยายามเกี่ยวมันให้ขาด แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจเมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา เขาจึงเอาชะแลงไปเก็บที่เดิมแล้วขับรถกลับออกไป
โทรทัศน์ที่รับสัญญาณภาพจากบ้านร้างจึงยังคงมีภาพบ้านร้างอยู่เป็นระยะๆ แม้จะไม่ต่อเนื่องก็ตาม..
..ไม่ทราบลำดับเวลา..
ธีรสินมองดูนาฬิกาแขวนด้านตรงข้ามโต๊ะทำงานในห้องทำงานบนชั้น 28 เวลาล่วงเลยมาจนสองทุ่ม เขานั่งค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเพื่อรอดูพลุนั้น ในขณะที่พนักงานในบริษัทกลับกันหมดแล้ว เหลือแต่รปภ.ที่เฝ้าตามจุดต่าง ๆ ของตัวอาคาร
ครู่ต่อมาเขาได้ยินเสียงคล้ายประตูลิฟท์เปิด แต่คิดว่าคงหูแว่วไปเองจึงยังคงนั่งอยู่ พลางหันมองออกไปด้านนอกผ่านกระจกใสที่เก็บพับมูลี่ขึ้นจนสุด อยู่ดี ๆ เขานึกระแวงเสียงประตูลิฟต์เปิดเมื่อครู่ จึงเดินออกจากห้องไปยังด้านหน้าลิฟท์ เขาต้องชะงักเมื่อเลขบอกชั้นล่าสุดที่ลิฟท์ขึ้นไปคือชั้น 29
แปลว่าเสียงลิฟท์เปิดเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้หูฝาดไป เขารีบกดลิฟท์ทันที แต่แล้วเปลี่ยนใจวิ่งขึ้นบันไดไปสู่ชั้น 29 แทน บนชั้น 29 มืดมิดแทบมองไม่เห็นอะไร เขาพยายามคลำหาสวิตซ์ไฟจนเปิดไฟได้ส่วนหนึ่ง เพ่งมองรอบกายว่ามีใครอยู่บนนี้หรือไม่ เมื่อไม่เห็นว่ามีใครอยู่ เขาจึงรีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า
ธีรสินเปิดประตูผางออกสู่ดาดฟ้าตึก สิ่งแรกที่เขาเห็นคือแสงจากพลุโอ่งที่พ่นประกายไฟขึ้นสูงกว่า 2 เมตรแล้วตกลงพื้น ด้านหน้าประกายไฟนั้นปรากฏเงาดำของใครคนหนึ่งยืนหันหน้ามาทางเขาเหมือนกำลังรอต้อนรับ
“นี่แกขึ้นมาได้ยังไง”
“Express Faster”
“อะไรนะ”
“ไม่ยากหรอกที่ฉันจะแอบขึ้นมาได้ เป็นยังไงพลุของฉัน นายมาพอดี ฉันจะเริ่มจุดพลุของจริงขึ้นสู่ท้องฟ้าพอดี”
“ไหนแกบอกว่าแกจะจุดพลุที่บ้านแกก่อนไง”
“เคยบอกแบบนั้นหรือ นายคิดไปเองมากกว่ามั้ง ฉันจะจุดที่นี่ก่อน จากนั้นก็ค่อยจุดที่บ้านน่ะ ยังไงก็ต้องจุดที่ที่เมียฉันอยู่เพื่อส่งวิญญาณไปที่บ้านฉันยังไงล่ะ”
“ไม่มีศพเมียแกหรอก” ธีรสินตะคอกอย่างหัวเสีย “ศพเมียแกไม่ได้อยู่ที่นี่”
“อย่างนั้นหรือ”
“ศพเมื่อแกไม่ได้อยู่ที่นี่ จะให้ต้องบอกอีกกี่ครั้งถึงจะเข้าใจเสียที”
“แกขุดเอาศพเมียฉันไปแล้วหรือ”
ธีรสินชะงัก..
“เป็นเหตุผลที่นายสั่งให้ช่างมาตกแต่งชั้น 29ใหม่หรือเปล่า”
ธีรสินยิ่งตระหนกมากขึ้น อึกอักพูดไม่ออก..
“ใช่สินะ..เมียฉันอยู่บนชั้น 29 มาตลอด เมื่อก่อนที่นี่มีแค่ 28 ชั้น นายต่อเติมดาดฟ้าเก่าให้เป็นชั้น 29 ขึ้นมาใหม่เพราะหวังว่าจะให้เลข 9 นำพาโชคมาให้แก่บริษัท แล้วนายก็จะได้ย้ายห้องทำงานมาอยู่บนชั้น 29 ด้วย แต่ว่าดันเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน นายไม่กล้าย้ายขึ้นมา จึงจำต้องอยู่ชั้น 28 ต่อไป แต่ก็อดรนทนไม่ได้เพราะกลัวความผิด เลยสั่งให้ช่างมารื้นชั้น 29 ใหม่อีกครั้งในตอนนี้”
ธีรสินมองร่างดำทะมืนของทัดไชยที่จงใจใส่เสื้อสีดำอำพราง ทัดไชยพูดถูกทุกอย่าง “..แต่เมียนายก็ไม่ได้อยู่ในชั้น29 แล้ว ไม่เข้าใจหรือยังไง ฉันกำลังจะบอกแกว่าฉันได้ย้ายศพเมียแกออกไปจากชั้น 29 แล้ว” ประโยคสุดท้ายเขาจงใจตะโกน เพราะยังไงที่นี่ก็เป็นดาดฟ้าไม่มีใครได้ยินนอกจากเขาและทัดไชย
“ที่ไหนล่ะ” แต่ดูเหมือนว่าทัดไชยไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่ธีรสินบอกเลยแม้แต่น้อย “ที่หลุมขยะหลังโรงเรียนที่ติดกับบ้านของฉันหรือเปล่าล่ะ”
ธีรสินสะดุ้งเฮือกในทันที กลายเป็นว่าทัดไชยกลับย้อนทำให้เขาเป็นฝ่ายตระหนกตกใจยิ่งกว่า
“แกใจดำอำมหิตจนฉันไม่อาจให้อภัยได้ ร่างของเมียฉันที่แกฝังเอาไว้ในผนังปูนตอนต่อเติมชั้น 29 แกเอาร่างของเมียฉันออกมาเพราะกลัวเรื่องจะแดงหากผนังเกิดแตกขึ้นมาเพราะแผ่นดินไหว สั่งรื้อใหม่หมด สั่งช่างส่วนหนึ่งให้ปิดเป็นความลับเรื่องที่มีศพอยู่ในนั้น ไม่มีใครในบริษัทรู้เลยแม้แต่คนเดียว แกขนร่างเมียฉันเอาไปฝังไว้ในหลุมขยะหลังโรงเรียนที่ติดกับบ้านของฉัน แต่บังเอิญว่าฉันรู้ทุกอย่างที่แกทำ”
ธีรสินนิ่งอึ้งมองทัดไชย ทัดไชยจู่โจมเขาด้วยความจริงซึ่งเขาปกปิดมาตลอดหลายปี แต่ทว่า..เขาคิดว่าตัวเองก็จัดการเรื่องนี้ได้เรียบร้อยไร้หลักฐานใดๆ ดังนั้นเขาจึงลองพูดแบบไม่ยี่หระออกไปบ้าง “..ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง แกอยากได้ศพเมียแกมากนักไม่ใช่หรือ แกก็ได้ไปสมใจแล้วนี่”
“ศพของเมียฉัน” ทัดไชยตะคอกกลับอย่างเหลืออด “ถูกหมาจรจัดรุมทึ้งไม่มีชิ้นดี แม้แต่กระดูกก็ถูกพวกมันแทะ เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้รู้” เขาชูสิ่งหนึ่งในมือขึ้นมา “จี้ห้อยคอนี่ไงที่ทำให้ฉันรู้ ว่านั่นต้องเป็นศพของเมียฉันแน่นอน”
“แกมีอะไรมายืนยันล่ะว่าฉันทำ ศพนั่นบอกแกหรือไง”
ทัดไชยนิ่งเงียบ แต่ตัวสั้นเทิ่มด้วยความอาฆาต พลุจากพลุโอ่งมอดลงไม่เหลือ บนดาดฟ้าจึงมืดมิดเช่นเดิม
“ที่ฉันต้องมาจุดพลุที่นี่ เพราะว่าเมียของฉันชอบดูพลุมาก” ทัดไชยควบคุมอารมณ์โกรธเอาไว้ภายใน เก็บจี้ห้อยคอลงในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินอ้อมกระบอกพลุที่ตั้งเตรียมเอาไว้ตั้งแต่ตอนเย็น ก้มลงหยิบธูปที่ถูกจุดแล้วอันหนึ่งขึ้นมาจ่อตรงสายชนวนของพลุ “และเพื่อส่งวิญญาณของเมียฉันจากที่นี่ไปที่บ้าน”
สายชนวนของกระบอกพลุอันแรกติดไฟ ทัดไชยต่อสายชนวนของกระบอกพลุอื่นทันทีต่อเนื่องจนครบ ธีรสินได้แต่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้ทัดไชยทำตามที่ตัวเองต้องการ
พลุถูกจุดและพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนเกือบจะพร้อม ๆ กันทุกกระบอก พลุแตกออกเป็นดวงสวยงามหลายสิบดวง
พรุ่งนี้ต้องเกิดข่าวใหญ่แน่ที่อยู่ดี ๆ มีพลุถูกจุดขึ้นบนตึก ธีรสินนิ่งคิดขณะมองพลุเหล่านั้น จนไม่รู้ตัวว่าทัดไชยเข้ามาในระยะประชิดตัวแล้วใช้ธูปจ่อเข้าใต้คางเขา เขาสะดุ้งสุดตัวถอยหนีหลบเข้าไปในประตูทางลงบันไดสู่ชั้น 29
“แกทำบ้าอะไร” ธีรสินเอามือป้องคางตัวเอง ปวดแสบปวดร้อน
ทัดไชยยื่นธูปไปตรงหน้าธีรสินจนเขาต้องก้าวถอยลงบันได แต่ทัดไชยก็ก้าวตามมาเรื่อย ๆ อย่างใจเย็นจนถึงชั้น 29 ธีรสินวิ่งหายลงบันไดไปชั้น 28 ทว่าทัดไชยกลับหยุดยืนหน้าลิฟท์ชั้น 29 ไม่ได้ตามต่อ
ธีรสินหยุดฝีเท้าลงเมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานของตัวเอง เขามองไปยังทางเดิน ทัดไชยไม่ได้เดินตามมา เขายืนลังเลอยู่ว่าควรจะเข้าไปในห้องทำงานหรือหนีลงลิฟท์ไปชั้นล่างเลย สุดท้ายเมื่อยังไม่เห็นทัดไชยจึงรีบเข้าไปในห้องทำงานเพื่อหยิบพวงกุญแจในลิ้นชัก
ขณะเดียวกันทัดไชยก้าวมายืนหน้าผนังปูนด้านหนึ่งของชั้น 29 เขาคุกเข่าลงแล้วปักธูปลงตรงรอยแยกของพื้นกระเบื้องที่ถูกสกัดออก หลั่งน้ำตาออกมาเงียบ ๆ
ธีรสินก้าวพรวดออกมาจากห้องทำงานตรงไปยังหน้าลิฟท์ กดปุ่มลงลิฟท์ย้ำหลายรอบ ลิฟท์ที่หยุดอยู่บนชั้น 29 เคลื่อนลงมาที่ชั้น 28 เสียงเครื่องจักรก้องดังภายในท่อนำส่งลิฟท์
ประตูลิฟท์เปิดออก พร้อมกับร่างของทัดไชยซึ่งบัดนี้สวมหน้ากากอำพรางใบหน้าจากการถูกจับภาพจากกล้องวงจรปิดในลิฟท์และบนทางเดิน ยื่นปืนกระบอกหนึ่งเล็งที่หน้าอกธีรสิน
ธีรสินร้องตะโกนด้วยความตกใจ เอามือป้องด้วยสัญชาติญาณ พวงกุญแจสั่นไหวในมือของเขา เขาถอยร่นขณะที่ทัดไชยเดินเข้ามาประชิด พอมาถึงทางเดินที่ตรงสู่ห้องทำงาน เขารีบวิ่งไม่คิดชีวิตเปิดประตูห้องทำงานอีกครั้ง และดึงปิดมัน แต่ระบบไฮโดรลิกปิดประตูอัตโนมัติเหนี่ยวรั้งให้ปิดช้าลง
เมื่อก้มมองที่พื้น มีป้ายชื่อเลขานุการที่ทำด้วยแท่งไม้ยาวมาขัดตรงพื้นระหว่างประตูกับขอบประตู
ประตูถูกกระชากดึงอย่างแรงด้วยมือของทัดไชย เขาก้าวพรวดเข้ามาในห้องทำงานของธีรสินพร้อมกับปืนที่ยังคงจ่อมาที่ตัวธีรสิน
“อย่านะ..อย่ายิงนะ แกต้องติดคุกแน่ถ้ายิงฉัน”
ขณะที่ธีรสินถอยร่นมาชิดบานกระจกใสที่เป็นฉากกั้นห้อง ทัดไชยยกฝ่าเท้าขึ้นถีบลำตัวของธีรสินจนทำให้ร่างของธีรสินกระแทกกระจกใสจนแตก..
กระจกใสกั้นห้องทำงานของธีรสินแตกกระจายออกด้วยแรงปะทะ เม็ดกระจกที่ติดอยู่ด้านบนเชื่อมกับกรอบอะลูมินัมร่วงกราวลงมาบนพื้นพรมสีน้ำเงินเข้ม โชคดีที่กระจกกั้นนี้เป็นกระจกประเภท TEMPERED SAFETY GLASS แบบเดียวกับที่ทำเป็นกระจกรถยนต์ มันจึงไม่แตกออกเป็นรูปสามเหลี่ยมกลายเป็นหนามแหลมคม แต่แตกออกเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายเมล็ดข้าวโพด ดังนั้นเมื่อธีรสินล้มหงายหลังกระแทกลงพื้น เม็ดกระจกที่อยู่ด้านหลังจึงไม่ทำอันตราย รวมทั้งเม็ดกระจกที่ร่วงกราวลงมาเหนือร่างของเขาเช่นกัน
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นกำลังตรงเข้ามาประชิดเขาในระยะเพียงหนึ่งฟุต..
ชายสวมชุดสีดำสนิทคนหนึ่งก้าวผ่านช่องว่างที่เคยเป็นกระจกใส รองเท้าเหยียบบดเม็ดกระจกบนพื้นพรมอย่างไม่แยแส ก้าวเดินเข้ามาเอาปืนจ่อที่ศีรษะของเขา
ธีรสินที่อยู่ในอาการมึนงงและเจ็บปวดที่หลังเพราะเม็ดกระจกตำ มอง ปืนในมือของชายผู้นั้น แม้จะกลัวขึ้นสมองแต่ร่างกายห้ามไม่ให้เขาถอยหนี ดังนั้นเขาจึงพยายามเปล่งเสียงออกมาร้องขอชีวิต
“อย่า..ได้โปรด..”
นิ้วที่สอดอยู่เหนือไกปืนพร้อมที่จะยิงได้ทุกเมื่อ ทว่านิ้วนั้นกลับสั่นเทาเล็กน้อย และธีรสินเองก็แปลกใจที่เห็นดวงตาของฝ่ายตรงข้ามแดงก่ำรื้นด้วยน้ำตา
ภายใต้หน้ากากสีดำปกคลุมใบหน้าที่คงเหลือไว้เพียงแค่บริเวณรอบดวงตาให้มองเห็นได้ ชายผู้นั้นรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่าง มองธีรสินด้วยแววตาอาฆาต..เป็นแววตาที่เจือด้วยน้ำตาแห่งความโศกเศร้าของเขา
“แก..ไม่มีสิทธิ์..” ริมฝีปากภายใต้หน้ากากนั้นเปล่งเสียงออกมา
แม้เม็ดกระจกจะไม่ทำอันตรายแก่ธีรสิน แต่เพราะหลังเขาทับเม็ดกระจก ทำให้เขาเจ็บปวดเมื่อขยับร่างกายเพียงเล็กน้อย เขาพยายามกวาดมือออกข้างลำตัว เพื่อพยุงดันร่างตัวเองให้ถอยห่างจากกระบอกปืน แต่มือกลับไถลลื่นเพราะมีเม็ดกระจกกระจายอยู่บริเวณพื้นพรม แต่ถึงแม้จะดันตัวเองให้เคลื่อนที่ได้ ยังไงก็ต้องจนมุมด้วยโต๊ะทำงานของเขาอยู่ดี..
ชายผู้นั้นเลิกหน้ากากขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ธีรสินตาเบิกโพลงและหัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อรู้ว่าชายผู้นั้นคือใคร..
“แกไม่สิทธิ์จะมาร้องขอชีวิต..” ดวงตาของชายผู้นั้นแดงก่ำ ใบหน้าเกร็งเขม็ง “..เพราะว่าแกไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป..”
“ทำไม..”
ปึก !!
เสียงเบาบางแต่หนักอึ้งดังเล็ดลอดออกมาจากจากปลายกระบอกปืนเก็บเสียงพร้อมกับลูกกระสุนร้อนระอุ ศีรษะของธีรสินกระแทกพื้นพรมโดยไร้เสียง เลือดค่อย ๆ ไหลรินออกจากรูโบ๋ตรงกลางกระหม่อม ศีรษะเอียงไปทางขวานิดหนึ่ง ขณะที่ดวงตาที่ไร้แววมองเพดานอย่างว่างเปล่า..
ขณะเดียวกันนั้น พลุจากบ้านของทัดไชยถูกจุดขึ้น เป็นพลุที่เขาจ้างให้เด็กวัยรุ่นแถวบ้านได้จุดขึ้นเมื่อเห็นพลุจากยอดตึกนี้ถูกจุด นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่สายตาของธีรสินได้เห็นขณะล้มตัวหงายศีรษะ ดวงตาเลื่อนขึ้นมองเพดานและสุดท้ายเหลือกขึ้นมองออกไปนอกตัวอาคารผ่านกระจกใส..
นับจำนวนพลุที่จุดได้ 29 ครั้ง