Circle murder #10 (ผู้ประกาศข่าว)

posted on 06 Sep 2009 19:12 by iqdetective

ขออภัยผู้ที่ติดตามนะครับที่หายไปเลย เนื่องจากงานเยอะอีกตามเคย กลับมาแล้วครับ 

ตอนที่ 10 : ผู้ประกาศชข่าว
    วันต่อมาหลังจากถูกลักพาตัว..
    วิสันต์นั่งหลังตรงตัวแข็งเกร็งมองบุคคลเบื้องหน้าทั้งสอง ซึ่งก็คือไอคิวและปราการ เขาแสดงสีหน้าบ่งบอกว่ารู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก เรื่องที่ว่านั้นก็คือการที่ไอคิวจำต้องถูกลักพาตัวไป..
    เหตุเพราะซองเอกสารสีน้ำเงินของเขาที่วานให้ไอคิวเอาไปหย่อนใส่ลงในตู้ไปรษณีย์หน้าสำนักพิมพ์..
    วิสันต์เหลือบมองคนทั้งสอง จากที่หลบสายตาอยู่เกือบจะตลอดเวลาขณะที่ไอคิวกับปราการพยายามเค้นว่าซองเอกสารสีน้ำเงินนั้นมีอะไรกันแน่
    “..มันก็แค่..เอกสารธรรมดาๆ..ที่เกี่ยวกับข้อมูลการทุจริตฉ้อโกงรายได้ของรัฐจากเงินภาษีของประชาชนที่มีนักการเมืองคนหนึ่งอยู่เบื้องหลังน่ะ..แค่นั้น”
    “แค่เหรอ..เรื่องใหญ่แบบนี้นายยังบอกว่าเป็นแค่เรื่องธรรมดาน่ะเหรอ” ปราการยื่นหน้าตะเบ็งเสียงใส่เพื่อนร่วมงาน “แล้วนายจะเอาไปส่งให้ใคร”
    “เอ่อ..อีกสำนักพิมพ์นึงน่ะ”
    “นี่นายขายข่าวหรือ..นี่อย่าบอกว่านะว่าไอ้พวกข่าวของสำนักพิมพ์เราที่โดนลงข่าวตัดหน้าหรือไม่ก็ลงพาดหัวเช้าวันเดียวกันนี่เป็นเพราะนายน่ะ” ปราการตะคอกเขาอย่างหัวเสีย
    “แต่มันก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันไม่ใช่หรือไง” วิสันต์เหลือบมองหน้าปราการอย่างหวาด ๆ “ก็ทางนั้นเวลามีเรื่องเด็ด ๆอะไรก็ส่งมาให้นะ”
    “แปลว่าไอ้ข่าวเด็ดทั้งหลายที่นายทำก็ได้มาจากพวกนั้นน่ะสิ นายไม่ได้หาเองหรือไง”
    “..ก็ เอ่อ..นิดหน่อยน่ะ”
    ปราการกระแทกก้นลงนั่งบนเก้าอี้อย่างร้อนรน ไหล่กระเพื่อมรุนแรงด้วยความโมโห เบือนหน้าไปทางอื่น วินาทีนี้เขาไม่อยากมองแม้กระทั่งใบหน้าขี้ขลาดของเพื่อนร่วมงาน
    ไอคิวไม่ใส่ใจปฏิสัมพันธ์ของคนทั้งสอง เขาครุ่นคิดเรื่องเอกสารในซองสีน้ำเงินที่วิสันต์กล่าว  ว่ามันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่คนพวกนั้น..หมายถึงคน 3 คนที่ร่วมมือกันลักพาตัวเขาขึ้นรถตู้แล้วเอาไปทิ้งไว้ที่้บ้านร้าง จะเกี่ยวข้องกับนักการเมือง
    “ตอนนั้น..ซองเอกสารสีน้ำเงินนั่นผมเองก็ยังไม่ได้หย่อนมันลงไป แต่ถูกแย่งจากมือไปก่อน บางทีที่คุณวิสันต์พูดอาจจะจริงก็ได้  พวกมันคงคิดจะลงโทษนักข่าวที่ยุ่งกับเรื่องนี้ให้เข็ดหลาบ” ไอคิวว่า
    “ขอโทษจริงๆนะ ไอคิว ฉันไม่น่าจะใช้ให้เธอเอาเอกสารไปใส่ในตู้ไปรษณีย์เลย”
    “แล้วอีกคนนั่นล่ะจะอธิบายว่ายังไง” ปราการเอ่ยขึ้น ละสายตาข้ามหัววิสันต์ผ่านมาทางไอคิว
    “..นั่นสิ  ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน..” ไอคิวตอบตามตรง “หรือว่าเป็นนักข่าวของอีกสำนักพิมพ์ที่ติดต่อกับคุณวิสันต์”
    “เอ๋..” วิสันต์เงยหน้ามองไอคิวทันที
    “บอกได้ไหมครับว่าคนของอีกสำนักพิมพ์ที่คุณติดต่อด้วยคือใคร”
    “ตราวุธ..ชื่อตราวุธ อยู่ฝ่ายข่าวการเมือง”
    “มีรูปเขาไหมครับ”
    “อืม..ไม่มีหรอก  อ้อ..แต่ถ้าค้นดูในภาพข่าวอาจจะเห็นหมอนั่นติดอยู่ก็ได้”
    วิสันต์รีบลุกขึ้นทันที เหมือนยกภูเขาออกจากอก เขาอยากจะหลุดพ้นสายตาน่าอึดอัดของปราการเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  เขาลัดเลาะตรงไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองแล้วไล่เปิดถังข่าวกลางในคอมพิวเตอร์ที่สำนักพิมพ์เก็บเอาไว้  กดเคาะแป้นคีย์บอร์ดเพื่อดูภาพทีละภาพจนในที่สุดก็เจอ  เขายกมือเรียกไอคิว
    “ผมขอเข้าไปหาคุณวิสันต์นะครับ” ไอคิวหันมาทางปราการ
    “เอาสิ..” ปราการลุกขึ้นเดินนำไป
    เมื่อไอคิวก้าวเข้ามาในคอกทำงานของวิสันต์ ภาพในคอมพิวเตอร์ปรากฏนักการเมืองคนหนึ่งถูกห้อมล้อมด้วยนักข่าวสายการเมืองมากมายที่พยายามจ่อเครื่องอัดเสียงสัมภาษณ์
    “คนนี้น่ะ” วิสันต์ชี้ไปยังมุมหนึ่งของภาพ “นี่แหละตราวุธ”
    ไอคิวชะงักทันที
    “ใช่จริง ๆ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนนี้แน่นอน” วิสันต์เลื่อนนิ้วชี้มาที่กลางภาพ “ภาพนี้ถ่ายไอ้นักการเมืองคนนี้พอดี”
    ไอคิวส่ายหน้า “ไม่ใช่นะครับ  ไม่ใช่คนนี้หรอก”
    ปราการเพ่งมองนักข่าวต่างสำนักพิมพ์ในภาพ คนนี้เขาก็พอคุ้นหน้าอยู่บ้าง “คนนี้ไม่ใช่หรือ”
    “ครับ..คนที่ถูกขังอยู่ในบ่อในบ้านร้างไม่ใช่คนนี้หรอกครับ..แปลว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองหรือนักการเมืองคนนี้ก็ได้”
    “ไม่เกี่ยวหรือ” เสียงของวิสันต์ดูเหมือนจะโล่งใจที่เรื่องนี้ตัวเองไม่ผิด
    ไอคิวพยายามครุ่นคิด “อาจจะไม่เกี่ยวกับซองเอกสารสีน้ำเงินนั่นเลยด้วยก็ได้”

0000000  

    ..ไม่ทราบลำดับเวลา..
    ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าชีวิตนี้จะได้มายืนอยู่ตรงนี้..
    ความฝันตลอด 7  ปีที่ขอแค่ได้มีโอกาสมาเหยียบที่นี่สักครั้งหนึ่งก็ยังดี..ที่นี่  สถานีโทรทัศน์ NP (National Public)
    เมื่อย่างก้าวเข้าไปภายในตัวอาคารของสถานีฯ ภาพโปสเตอร์ขนาดยักษ์ที่ติดอยู่เหนือพื้นอาคารขึ้นไปราว 4 เมตร ปรากฏภาพใบหน้าของผู้ประกาศข่าวชื่อดังที่เขาเคยชื่นชอบจนกลายมาเป็นแบบอย่างให้ตัวเองพยายามก้าวไปถึงฝัน
    พอหันไปอีกทาง ไม่ไกลนักบนเสาสี่เหลี่ยมมีโทรทัศน์จอพลาสมาติดเอาไว้และกำลังฉายรายการถ่ายทอดสดที่มีผู้ประกาศข่าวคนเดียวกันกับในโปสเตอร์กำลังนำเสนอข่าว
    เขามองรอบตัว บรรยากาศแบบนี้แหละที่เขาไฝ่ฝันอยากที่จะสัมผัสมัน..
    แต่ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เขากล้าก้าวเข้ามาในสถานีโทรทัศน์ NP แห่งนี้ กลับกลายเป็นแรงผลักดันอันดำมืดที่อยู่ภายในจิตใจของเขา ที่สั่งสมมันมานานกว่า 10 ปี
    แน่นอน..มันมากกว่า 7 ปีที่เขาคลั่งไคล้ความฝันที่อยากจะเป็นผู้ประกาศข่าว เป็นส่วนหนึ่งของสถานีโทรทัศน์
    เขาพาตัวเองมานั่งลงตรงชุดโซฟากลางล็อบบี้ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง โปสเตอร์ขนาดยักษ์กับโทรทัศน์จอพลาสมา
    เวลาล่วงเลยมาจนถึง 13.00 น. ซึ่งหมดหน้าที่การประกาศข่าวของผู้ประกาศชื่อดังคนนั้นพอดี ภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตสีดำ  เขาล้วงเอาซองกระดาษออกมาถือไว้ในมือ
    เวลาผ่านไปอีก 15 นาที เขายังคงนั่งอยู่ที่เดินและดึงภาพถ่ายที่อยู่ข้างในซองกระดาษนั้นออกมาดูภาพทีละใบ
    เวลาผ่านไปอีก 10 นาที เบื้องหน้าสถานีมีรถเบนซ์คันหนึ่งเข้ามาจอด พอเขาเอี้ยวตัวหันไปมองลึกเข้าไปในตัวอาคารบริเวณลิฟต์ ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับคนจำนวนหนึ่งเดินออกมา
    เขาหันกลับไปมองรถเบนซ์คันนั้น คนขับรถออกมายืนรอเตรียมเปิดประตูด้านที่ติดกับอาคาร  เขาหันไปมองคนที่เดินออกมาจากลิฟท์อีกครั้ง  มีผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวภูมิฐานใส่เสื้อสูทยี่ห้อดังยืดอกเดินผ่านผู้คนออกมา ชายคนนั้นหันมองโปสเตอร์ที่มีรูปใบหน้าตัวเองติดอยู่แว่บหนึ่งก่อนเดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ไปอย่างองอาจ
    เขารีบเก็บซองที่บรรจุภาพถ่ายลงในกระเป๋าด้านในแจ็คเก็ต เอามือข้างขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตด้านนอกและคาไว้อย่างนั้นก่อนลุกขึ้นเดินตรงตัดเป็นมุมฉากเข้าไปหาตัวชายผู้ประกาศข่าวคนนั้น
    “คุณกฤติกรคะ” พนักงานสาวหลังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เอ่ยทักขึ้น
    ทั้งเขาเองและผู้ประกาศข่าวคนนั้นต่างก็ชะงัก
    “อย่าเพิ่งไปค่ะ พอดี..”
    “อะไรหรือ ผมต้องรีบไปอีกงานนึงน่ะ”
    “ค่ะ แต่ว่าพอดีมีตำรวจอยากจะขอพบคุณกฤติกรตอนนี้”
    เขาอยู่เบื้องหลังเสาที่มีโทรทัศน์พลาสมา  เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนตอนที่เขานั่งอยู่และดูการรายงานข่าวของชายคนนี้ เขาเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงเกือบสุดท้ายของรายการข่าว ผู้ประกาศข่าวคนนี้ดูประหม่าเป็นอย่างมาก ไม่สมกับที่เป็นผู้ประกาศข่าวชื่อดังเลยสักนิด  แล้วเมื่อครู่นี้ ตอนที่ผู้ประกาศข่าวคนนี้หันมามองโปสเตอร์ที่มีรูปตัวเองติดอยู่  มันดูเหมือนแฝงด้วยความอาลัยอาวรอย่างบอกไม่ถูก..และแม้กระทั่งตอนนี้ ใบหน้าของผู้ประกาศข่าวคนนี้ก็ซีดเผือดมองไปยังพนักงานสาวฝ่ายประชาสัมพันธ์..
    “ตำรวจรึ” กฤติกรพยายามควบคุมสติของตัวเอง และควบคุมเสียงให้ราบเรียบที่สุด “อยู่ไหนล่ะ”
    “กำลังลงลิฟท์มาค่ะ เมื่อครู่คงคลาดกัน”
    เขานั่งอยู่ที่ล็อบบี้นี้ตลอดเวลาไม่เห็นแม้แต่เงาของตำรวจ แปลว่าตำรวจเข้ามาทางด้านหลังของอาคารหรือไม่ก็ทางลานจอดรถ
    กฤติกรหันไปทางคนขับรถที่ยืนรออยู่เบื้องหน้าอาคาร เขายื่นมือเป็นสัญญาณบอกให้รอก่อน
    เขาสังเกตอากัปกิริยาของผู้ประกาศข่าวคนนี้ เท้ากระดิกไปมาเหมือนพยายามบดบังอาการสั่นกลัว มือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง โยกตัวไปมา ครู่หนึ่งคงรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจึงหันมาทางโซฟาที่เขานั่งอยู่แล้วยิ้มให้อย่างใจเย็น  แต่ไม่กี่วินาทีก็เดินตรงเขามาหา
    เขาที่ไม่คิดว่าผู้ประกาศข่าวอย่างกฤติกรจะเดินเข้ามาจึงงุนงงทำอะไรไม่ถูก
    “เธอน่ะ ช่วยอะไรผมอย่างสิครับ”
    “อะ..อะไรครับ”
    “ดึงตัวผม แล้วลากผมไปในรถคันนั้น แล้วขับรถพาผมออกไปจากที่นี่ที”
    “อะไรนะครับ”
    “ผมมีค่าจ้างให้โอเคมั้ย”
    อย่างนี้นี่เอง..เขาผลักกฤติกรล้มลงกับพื้นท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของแผนกประชาสัมพันธ์และคนอื่น ๆ ที่อยู่ในล็อบบี้  จากนั้นดึงตัวกฤติกรขึ้นลากเขาตรงไปยังประตูทางออก  คนขับรถตรงรี่เข้ามาขวางแต่กลับต้องชะงักด้วยสัญญาณมือลับๆ ของกฤติกร  เขาเองก็ผลักคนขับรถคนนั้นจนเซถลาไปชนกระถางต้นไม้ด้านหน้าอาคาร  เปิดประตูด้านหลังยัดร่างของกฤติกรเข้าไป แล้วอ้อมมาเปิดประตูด้านคนขับ กุญแจรถคาอยู่พร้อมให้เขาบิดสตาร์ทแล้วเร่งเครื่องเลี้ยวออกไปสู่ถนนใหญ่หน้าสถานีโทรทัศน์
    ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงไม่เกิน 30 วินาทีเท่านั้น
    ความโกลาหลเล็กๆ เกิดขึ้นในอาคาร ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึงอึ้งเหวอไปตาม ๆ กันส่วนคนขับรถก็พยายามลุกขึ้นยืนแล้วรีบโทรศัพท์หาเจ้านายตัวเอง
    “ตรงไป เลี้ยวซ้าย เข้าทางลัดซอยนี้..ซอยนี้” กฤติกรชี้ทางบอกแก่เขาซึ่งกลายมาเป็นคนขับ
    ขณะเดียวกันตำรวจที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเพิ่งเดินออกมาจากลิฟท์  พนักงานสาวคนหนึ่งจึงรีบแจ้งทันที
    “คุณตำรวจคะ เมื่อครู่นี้คุณกฤติกรถูกใครก็ไม่รู้เอาตัวไปค่ะ”
    ตำรวจ 3 นายมองหน้าพนักงานสาวอย่างงุนงง..
    “ขึ้นทางด่วนข้างหน้าเลย” กฤติกรบอก จากนั้นหยิบกล่องพลาสติกด้านหลังที่นั่งคนขับออกมา ข้างในกล่องบรรจุอุปกรณ์ปลอมตัวส่วนหนึ่ง
    ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจัดแจงถอดเสื้อสูท ใส่วิกผม แปลงโฉมตัวเองจนดูเผิน ๆ แทบเปลี่ยนเป็นอีกคนทันที  โทรศัพท์ดังเข้ามาเป็นครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรกเขาปล่อยให้มันเงียบไปเอง
    “ว่าไง ใช่..นายเอารถอีกคันไปรอตรงทางออกทางด่วน”
    อะไรกัน..ผู้ชายคนนี้ เขาคิด  ผู้ชายผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกาศข่าวชื่อดังที่ใครรู้จัก ทำไมถึงได้มีพฤติกรรมที่คาดไม่ถึงแบบนี้
    “พอหลุดทางด่วนนี้นายก็จอดข้างทางเลย แล้วเดี๋ยวฉันจะให้ค่าจ้าง”
    เขาแค่พยักหน้าแต่ไม่ตอบ จงใจลดระดับความเร็วลงเหลือ 60กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    “คุณหนีตำรวจหรือครับ”
    กฤติกรในร่างที่แปลมโฉมส่งสายตามองกระจกส่องหลังทันที “ไม่เชิง”
    “คุณไปทำอะไรเอาไว้หรือ”
    “เธอจะถามทำไม ไม่ใช่ธุระของเธอ”
    “ขอโทษครับ”
    “ว่าแต่นายเถอะ ไปที่สถานทีทำไม”
    “..ผมไปหาคุณ..”
    “หาผม..หาผมทำไม”
    “ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็เป็นแค่ความฝันเล็กๆ ของผมน่ะครับที่อยากจะเป็นผู้ประกาศข่าวบ้าง”
    “อ้อ..อย่างนั้นรึ”
    รถแล่นมาถึงสิ้นสุดทางด่วนพอดี เขาเลี้ยงรถเข้าเลนซ้ายสุด แล้วจอดตามคำบอกของกฤติกร เปิดประตูรถ หยิบที่คล้องเหล็กสำหรับล็อคเกียร์ออกมา กฤติกรเปิดประตูก้าวออกมาพร้อมกับล้วงกระเป๋ายื่นธนบัตรจำนวน 1000 บาทให้
    “ขอบใจมาก  นี่เงินของเธอ หาแท็กซี่กลับเอาเองก็แล้วกัน”
    เขารับเงินนั้นมา แต่ไม่กล่าวขอบคุณหรือยกมือไหว้
    “ส่วนเรื่องผู้ประกาศข่าวนั่นเอาไว้ฉันจะพิจารณาดูให้”
    “ผมคงมาแทนที่คุณได้ในไม่ช้า” เขากล่าว
    “ว่าไงนะ..เธอว่าเธอจะมาแทนที่ฉันรึ” กฤติกรรู้สึกเคืองเล็กน้อยที่เด็กหนุ่มอายุเพียง 20 กว่าปีกล้าพูดกับเขาแบบนี้
    “ครับ..” เขากระชับที่คล้องเกียร์ในมือแน่นขึ้น “ผมบอกว่าผมจะมาแทนที่คุณในไม่ช้า” แล้วเหวี่ยงที่คล้องเกียร์นั้นฟาดเข้าที่หน้าของกฤติกรอย่างจัง..

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend