Circle murder #9 (ไวน์)

posted on 30 Jul 2009 00:40 by iqdetective

ตอนที่ 9 : ไวน์
    ..ไม่ทราบลำดับเวลา..
    ..ไม่ได้ !..อยู่แบบนี้อีกต่อไปไม่ได้แน่ ๆ..ขืนตำรวจสืบสาวมาถึงตัวล่ะก็..
    พิมายขี่รถจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าสถานีรถไฟสายเหนือ  จอดมันเอาไว้ในลานจอดสำหรับรถจักรยานยนต์  เขาหวังให้มีคนมาขโมยมันไปด้วยซ้ำ จึงเสียบกุญแจคาไว้
    เขาเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในอาคารสถานีรถไฟ ควักกระเป๋าดูเงินที่เหลือทั้งหมดของตัวเอง เขามีอยู่ราว 3000 บาทเท่านั้น คว้าธนบัตร 1000 บาทออกมายื่นให้คนขายตั๋วในช่องขายตั๋ว
    บ้านเกิดของพิมายอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ่อแม่ของเขาตอนนี้ก็อยู่ที่นั่น แต่ไม่ได้อยู่ที่บ้านอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งสองคนต้องโทษอยู่ในคุกฝากขัง เพราะกระทำผิดกฏหมายในข้อหาค้าพันธุ์พืชหายาก  ต้องใช้หลักทรัพย์มาประกันตัว  ด้วยเหตุนี้พิมายจึงดิ้นรนหาเงิน เขาทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้เงินมาเร็ว ๆ จนมาจบที่การขายไตข้างหนึ่งของตัวเองให้แก่องค์กรค้าอวัยวะองค์กรหนึ่ง
    ทุก ๆ เดือนมิถุนายนเขาจะกลับแม่ฮ่องสอนเพื่อไปเยี่ยมพ่อแม่ ซึ่งพอดีกับเป็นช่วงที่การค้าพันธ์ไม้ที่บ้านของเขากำลังขายดี  ทว่ายังไม่ทันถึงเดือนมิถุนายนพ่อแม่ของเขาก็ถูกจับเสียก่อนเนื่องจากการไปหาพันธุ์พืชหายากในป่า  การค้าขายต้องหยุดชะงัก  เขาเองเงินขาดมือเพราะรายได้ของพ่อแม่ไม่มี
    ขณะนี้เป็นต้นเดือนมิถุนายน ช่วงเวลาเดียวกับที่เขาจะต้องกลับแม่ฮ่องสอน แต่การกลับมาคราวนี้คงไม่ได้กลับอย่างมีความสุขเหมือนคราวก่อน ๆ ..เขาไม่มีเงิน พ่อแม่ไม่มีเงินแถมยังถูกจับและที่ร้ายแรงที่สุดคือ เขาฆ่าคน
    ไม่รู้ว่าตำรวจได้ไปสืบค้นที่บ้านของเอื้อกูลหรือไม่  ถ้าตำรวจรู้ที่มาที่ไปของเอื้อกูลและรู้ว่าบ้านอยู่ไหนแล้ว แผนที่เขาวางไว้ก็ลงล็อคอย่างที่ตั้งใจ
    คืนนั้นที่เขาลงมือฆ่าเอื้อกูล..หลังจากถีบร่างโชกเลือดของเอื้อกูลลงบึงน้ำ เขารีบบึ่งรถจักรยานยนต์มาที่ทาวน์เฮ้าส์หลังที่ 8 ในซอยหมู่บ้านของเอื้อกูลทันที จัดการทำลายข้าวของภายในบ้าน รื้อค้นทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ดูเหมือนขโมยเข้าบ้านและสาเหตุที่เจ้าของบ้านเสียชีวิตคือต่อสู้กับขโมย  จากนั้นจึงหอบร่างของเจ้าของบ้านมาทิ้งลงในบึงน้ำใกล้ ๆ
    โชคดีที่พิมายหยิบฉวยของมีค่าในบ้านของเอื้อกูลมาเท่าที่จะหยิบมาได้ อย่างเช่น สร้องคอทองคำ พระเครื่อง โมเดลรถสปอร์ตต่าง ๆ ที่น่าจะขายมือสองได้ราคาพอควร  ท้ายสุดเขาทุบกระจกหน้าต่างชั้นสอง ก่อนเผ่นหนีขี่รถจักรยานยนต์ออกไปอย่างตื่นเต้น
    ..แบบนี้แหละ..ตำรวจต้องเข้าใจว่าเป็นแบบนี้  เรื่องเดียวที่เราทำพลาดคือไม่ได้หาก้อนหินถ่วงร่างของมัน..
    พิมายก้าวขึ้นโบกี้รถไฟตอนหลังสุด เขานั่นลงริมหน้าต่าง  แอร์ภายในโบกี้พอจะทำให้จิตใจของเขาผ่อนคลายลงได้บ้าง  เขากุมที่ท้องของตัวเอง คลึงแผลผ่าตัดเบา ๆ
    ..น่าจะหยิบกระเป๋าสตางค์ของมันออกมาก่อนจะถีบมันลงไป..อย่าน้อยก็น่าจะมีบัตรเครดิตหรือเอทีเอ็มที่มีเงินเหลืออยู่มาก..
    ผู้โดยสารคนหนึ่งขึ้นโบกี้มานั่งลงตรงข้ามเขา แต่งตัวมอซอแต่กลับมีกลิ่นน้ำหอมติดกาย ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่มีรอยแห่งความลำบาก คงจะเป็นพวกศิลปินที่ชอบแต่งตัวสบาย ๆ
    อีก 10 นาทีกว่ารถไฟจะออก..
    อยู่ดี ๆ ชายตรงข้ามกวักมือเรียก “Hi..”
    พิมายแปลกใจ ไม่คิดว่าชายคนนี้จะเป็นชาวต่างชาติ
    “Hi,Can you help me.”
    “Yes..” พิมายตอบ  เขาเดาว่าชายคนนี้คงจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนหรือไม่ก็เวียดนาม หน้าตาถึงได้ดูคล้ายคนไทย อีกทั้งการแต่งตัวก็คงเป็นนักท่องเที่ยวแบบผจญภัย ไม่ได้มาพร้อมบริษัททัวร์
    ชายคนนั้นยิ้ม เขาล้วงแผนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนในเป้ออกมากาง ชี้ไปที่อำเภอที่เขาอยู่พอดี
    “Do you know this province..Mae-Hong-Son”
    “ครับ..แม่ฮ่องสอน” พิมายพูดแก้เมื่อเขาออกสำเนียงผิด
    “Could you tell me where're places I should go..I mean travel.”
    “I recommend Pai.I think you will like this place.” พิมายพูดคำต่อคำ    
    “Oh really,..I 've heard that.”
    พิมายยิ้ม “It's beautiful.”
    “And..where are you going ?”
    “Pai too” พิมายตอบ
    “Great !.Can you be a travel guide for me ?” นักท่องเที่ยวคนนั้นบอกให้เขาเป็นไกด์นำเที่ยว
    “No..sorry.” พิมายตอบทันที เขาจำเป็นต้องกลับไปหาพ่อแม่
    “Oh..Ok fine.”
    นักท่องเที่ยวยืนขึ้นเอาเป้วางบนชั้นวางของเหนือศีรษะ ชายเสื้อจึงถูกยกขึ้นเผยให้เห็นหน้าท้องของเขา พิมายมองเห็นรอยแผลผ่าตัดอย่างไม่ตั้งใจ  เขาหยิบขวดน้ำอัดลม 2 ขวดออกมาจากเป้แล้วยื่นให้พิมายขวดหนึ่ง
    พิมายปัดมือไม่รับ แต่นักท่องเที่ยวก็ยังคะยั้นคะยอจะให้ เขาจึงรับขวดน้ำอัดลมมาถือไว้  ขวดยังเย็นอยู่มากคงจะเพิ่งซื้อมาก่อนขึ้นรถไฟ  นักท่องเที่ยวนั่งลงแล้วกระดกขวดน้ำอัดลมดื่มล่อตาล่อใจพิมายแถมยังเรอออกมาเบา ๆ ยื่นขวดตัวเองทำทีว่าให้พิมายดื่มบ้าง  พิมายจึงเปิดฝ่าขวดดื่มพอเป็นมารยาท
    นักท่องเที่ยววางขวดน้ำอัดลมลงบนที่นั่งและลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำในโบกี้  
    อันที่จริงพิมายกระหายน้ำอยู่แล้ว พอนักท่องเที่ยวเดินออกไปเขาจึงกระดกดื่มน้ำอัดลมอย่างไม่เกรงใจ..

    oooooo
 
    ธีรสินก้าวเข้ามาในห้องทำงานของเขา  เขาเดินไปหลังโต๊ะทำงานกางมูลี่ออกเผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นทัศนียภาพรอบกรุงเทพฯ มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เลขานุการส่วนตัวเดินเข้ามาพร้อมกับแจกแจงนัดหมายของวันนี้ เขาเดินไปนั่งลงตรงชุดรับแขกเบื้องหน้าโต๊ะทำงาน เอื้อมมือไปหยิบหนังสือพิมพ์บนที่วางหนังสือพิมพ์ ปกติเขาจะหยิบหนังสือพิมพ์ธุรกิจมาอ่านก่อน แต่ว่าวันนี้เขากลับหยิบหนังสือพิมพ์รายวันออกมาจากที่วางหนังสือพิมพ์  ขณะที่เลขานุการเอ่ยถามถึงนัดหมายสำคัญ
    “ท่านจะให้ดิฉันเตรียมของขวัญสำหรับงานแต่งงานลูกค้าไหมคะ”
    “ก็ดี..ขอเป็นไวน์องุ่นนะ”
    “ค่ะ..แล้วนัดเมื่อวานที่เลื่อนออกไป  นัดครั้งใหม่พรุ่งนี้เวลาบ่ายโมงนะคะ”
    “อืม..”
    เลขานุการเดินออกจากห้องไป ธีรสินกางหนังสือพิมพ์ออก กวาดสายตามองพาดหัวข่าวสำคัญ  เขาสะดุดตากับพาดหัวข่าวหนึ่งทันที
    ผู้คนแตกตื่น ศพนั่งรถไฟ
    พบศพชายหนุ่มปริศนาบนรถไฟ คาดว่าเสียชีวิตขณะอยู่บนรถไฟ เบื้องต้นสันนิษฐานว่า ฆาตกรรม ชี้เครื่องดื่มมียาพิษ  ไม่มีใครรู้จนกระทั่งนายตรวจเดินมาพบเจอ ตำรวจเผยยังไม่ทราบเบาะแสคนร้าย
    ภาพข่าวปรากฏอยู่ด้านขวามือของพาดหัวข่าว เป็นภาพของผู้ตายที่นั่งชิดริมหน้าต่าง ศีรษะพับลงคล้ายกำลังหลับ มีเลือดไหลซึมออกจากปากและจมูก
    ธีรสินยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาวางหนังสือพิมพ์ลงลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นวางด้านซ้ายของห้อง หยิบกรอบรูปกรอบหนึ่งมาไว้ในมือ
    “พ่อทำสำเร็จแล้วนะ..พ่อทำสำเร็จแล้ว”
    รูปลูกชายคนเดียวของเขากำลังส่งยิ้มให้  ลูกชายที่เสียชีวิตไปเมื่อหนึ่งปีก่อน  ธีรสินก้มศีรษะลงแนบชิดกับกรอบรูป น้ำตาไหลรินออกมา  เขายืนอยู่อย่างนั้นนานนับนาที  
    ธีรสินรู้สึกโล่งและปลอดโปร่ง เขากลับมานั่งลงที่โต๊ะทำงาน อ่านเอกสารอย่างเพลิดเพลิน เซ็นเอกสารสำคัญ และมีเวลาเดินออกไปเยี่ยมพนักงานในบริษัทด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  เขาทำงานเพลินจนลืมเวลา พอรู้ตัวอีกก็เลยบ่าย 3 โมงมาพักใหญ่ ตอนนั้นมีเสียงโทรศัพท์ภายในจากเลขาฯ ดังขึ้น
    “มีแขกมาขอพบค่ะ ชื่อทัดไชย”
    ธีรสินที่กำลังชื่นชมกับทัศนียภาพรอบกรุงเทพฯ หันควับมามองโทรศัพท์บนโต๊ะทำงาน “ใครนะ..”
    “ทัดไชยค่ะ อายุราว 30 กว่า ๆ”
    ธีรสินวางกรอบรูปลง ตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่ง “..ให้เขาเข้ามา”
    ไม่นานประตูห้องทำงานเปิดออกเลขานุการเชิญชายคนหนึ่งให้เข้ามาภายในห้องก่อนปิดประตูลง
    ชายชื่อทัดไชย ยืนอยู่ตรงหน้าธีรสิน รูปร่างเขาสูงโปร่งอายุราว 35 ปี แต่ริ้วรอยยังมีไม่มาก สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าแขนยาวคลุมทับด้วยเสื้อสูทสีดำ  มีรอยปื้นดำที่คงเช็ดไม่ออกตรงแก้มด้านหนึ่ง
    “ทำไมแกยังอยู่”
    ทัดไชยยิ้มเยาะ “ฉันควรจะตายไปแล้วหรือไง”
    “คงงั้น..แกมีธุระอะไร”
    “วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายห้าปีของเมียและลูกชายฉัน”
    ธีรสินลุกขึ้นจากเก้าอี้ “อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ฉันจะจัดไปให้..เอาไวน์เป็นไง”
    ทัดไชยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แม้หางตาจะกระตุก “ฉันแค่มาบอกแกว่าให้คอยดูสองทุ่มคืนนี้ให้ดี  ฉันจะจุดพลุไว้อาลัยเมียฉัน” เขายืนอยู่ด้านหลังกระจกใสกั้นห้องที่เบื้องหน้าเป็นชุดรับแขก บนกระจกมีโลโก้บริษัทที่เกิดจากการกัดกระจกปรากฏอยู่  เขายืนตรงกลางพอดิบพอดี
    “ได้สิ เรื่องแค่นี้เอง ฉันจะคอยดูอยู่ที่ห้องนี้ก็แล้วกัน”
    “ฉันอยากจะจุดพลุบนตึกนี้”
    ธีรสินแสดงสีหน้าไม่พอใจทันที “คงไม่ได้หรอก”
    “ฉันจะจุดพลุทั้งที่บ้านและก็ที่นี่”
    “ฉันคงให้นายจุดพลุที่นี่ไม่ได้”
    “ฉันอยากจุกพลุที่ที่เมียกับลูกของฉันตาย”
    ธีรสินเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ “บอกว่าไม่ได้ แล้วเมียกับลูกแกก็ไม่ได้ตายที่นี่  เข้าใจเอาไว้ด้วย”
    “แกแน่ใจหรือ  แกจำไม่ได้หรือไงว่าร่างของเมียกับลูกของฉันก็ยังคงอยู่ที่นี่”
    “ศพเมียแกไม่ได้อยู่ที่นี่!” ธีรสินตะคอก “ศพเมียแกอยู่ที่อื่น”
    “งั้นที่ไหนล่ะ”
    “ไม่รู้  ฉันจะไปรู้ได้ยังไง แต่ที่แน่ ๆ มันไม่ได้อยู่ที่นี่” ธีรสินหงุดหงิด เขากดปุ่มโทรศัพท์ภายใน “เลขา ผมหมดธุระแล้ว ช่วยพาแขกออกไปที”
    “ฉันจะจุดพลุที่นี่ให้ได้”
    “ก็ตามใจแก..ถ้าแกคิดว่าแกผ่านรปภ.ขึ้นไปบนดาดฟ้าได้ ฉันจะเฝ้าดูอยู่ที่นี่ ว่าแกจะจุดพลุไว้อาลัยเมียกับลูกแกยังไง”
    เลขานุการเดินเข้ามาพอดี “เชิญค่ะ”
    ทัดไชยมุนตัวกลับเดินตามเลขาฯออกไปอย่างว่าง่าย..
    อุตส่าห์อารมณ์ดีอยู่แท้ ๆ..ธีรสินนั่งลงบนชุดรับแขกอีกหน มองหนังสือพิมพ์ที่เขากางดูเมื่อเช้า  พาดหัวข่าวที่เขาอ่านปรากฏอยู่ด้านกรอบบนของหนังสือพิมพ์ ส่วนกรอบล่างมีอีกพาดหัวข่าวที่เล็กกว่ามาก แต่ยังคงอยู่ในกระแสสังคม
    คดีผู้ประกาศข่าวชื่อดังฆ่าตัวตายยังคงเป็นปริศนา
    ตำรวจสืบทราบว่าผู้ประกาศข่าวดังเป็นฆาตกรฆ่าเหยื่อรายหนึ่งจริง แต่เจ้าตัวกลับฆ่าตัวตายหนีความผิด แต่ตำรวจยังสงสัยว่าเป็นการฆ่าตัวตายจริงหรือไม่
    ธีรสินหงุดหงิดมากขึ้น เขากดปุ่มบนโทรศัพท์ภายในอีกครั้ง
    “สั่งไวน์ให้ผมอีกขวด ขวดแรกที่เป็นของขวัญงานแต่งงานลูกค้าเขียนว่าแด่คู่รักทั้งสอง ส่วนอีกขวดเขียนว่าแด่ลูกเมียที่รักของนายที่จากไปอย่างสงบ..”
    ธีรสินกดปุ่มตัดสายแล้วทุบโต๊ะดังปัง..

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend