Circle murder #7 (บึงน้ำ)
posted on 21 Jul 2009 01:56 by iqdetective
ตอนที่ 7 : บึงน้ำ
ไม่ทราบลำดับเวลา..
หอพักเก่าโกโรโกโสคือที่อยู่ที่ดีที่สุดของพิมายในตอนนี้ เขาหมกตัวอยู่แต่ในห้องหมายเลข 504 ตลอดทั้งวัน จะออกไปไหนมาไหนก็แต่เฉพาะเวลาหิว เดินออกไปหน้าปากซอยเพื่อซื้อข้าวกล่องมาทาน
ดวงตาของชายหนุ่มแดงเหมือนคนอดนอน ขอบตาก็คล้ำซะจนเหมือนคนติดยา เขาที่กำลังนอนก่ายไปมาบนเบาะที่ใช้ทำเป็นเตียงนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น จู่ๆก็ผุดลุกขึ้นนั่ง เหงื่อไหลย้อยจากหน้าผากลงขอบจมูก เขาจับที่ท้อง รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาจนใบหน้าเหยเก
ไม่น่าเลย..สายตาลอกแลกมองซ้ายขวาไปมา..ไม่น่าทำเรื่องแบบนั้นลงไปเลย..เขาส่ายศีรษะสลัดความคิดฟุ้งซ่านหวังให้มันออกไปจากสมอง มองหารีโมทโทรทัศน์และกดเปิดเพื่อไล่เสียงครางเหงาหงอยของพัดลมที่อยู่ปลายเท้า แต่มันก็ยังคงส่ายไปมายั่วประสาทเขา
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่แสนน่าเบื่อหน่าย ขณะเดียวกันก็น่าประหวั่นพรั่นพรึงสำหรับเขา
โทรทัศน์ฉายภาพข่าวซึ่งดูแปลกออกไป เพราะว่าเนื้อข่าวนั้นพาดหัวว่า “ผู้สื่อข่าวตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคน” ดูเหมือนจะเป็นข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์ทีเดียว
ฆ่าคน !!
จู่ๆ หัวสมองของพิมายก็บังเกิดภาพศพที่กำลังลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
ให้ตายสิ..ถ้าหมอนั่นมันดันโผล่ขึ้นมาล่ะก็..
คราวนี้เขาเด้งตัวลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าจริงจัง สลัดความง่วงงุนทิ้งออกไปหมดสิ้น คว้าเอากระเป๋าสตางค์ข้างเบาะนอน แล้วเดินไปสวมรองเท้าแตะตรงประตูก่อนเปิดออกไป
ขณะที่วิ่งลงบันได เสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นปูนเสียงดังไปมา แต่ในหัวของเขาก็มีเพียงแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อ 2 วันที่แล้วปรากฏอยู่ไม่จางหาย
ช่วยไม่ได้นี่..แกมันไม่สมควรอยู่..ไอ้เอื้อกูล
สองวันก่อนเขานัดเอื้อกูล เพื่อนร่วมเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันให้มาพบเขาที่บึงน้ำแห่งหนึ่งใกล้บ้านของเอื้อกูลเอง
บึงน้ำที่ว่าไม่ใหญ่มากนัก ขนาดกว่า 50 ตารางเมตร มีต้นกกขึ้นสูงราว 160 เซนติเมตรโอบล้อมทุกด้าน ด้านทางเข้าที่ถูกถางให้เป็นทางเดินกว้างพอแค่คนเดียวเดินผ่านได้เท่านั้น พอถึงริมบึงก็จะเห็นสะพานไม้ที่ทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ วางพาดเอาไว้ ในตอนกลางวันบึงนี้มักจะมีพวกพ่อค้าหาปลาน้ำจืดมาหว่านแหจับปลาดุกที่มีอยู่มากเอาไปขาย ตอนเด็ก ๆ เอื้อกูลเองก็เคยมาเล่นแถวนี้บ่อยครั้งจนเกือบจมน้ำ จนผู้ใหญ่สั่งห้ามไม่ให้มาอีกโดยเด็ดขาด
แต่ตอนนี้เอื้อกูลอายุ 22 ปี และว่ายน้ำเก่งกว่าเมื่อตอนเด็ก ๆ หลายเท่า
ความจริงเอื้อกูลไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อคำพูดของพิมายและมาหาพิมายที่นี่เลย แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่พิมายพูดกับทำให้เขาหวาดหวั่นจนต้องมาให้ได้
ขณะที่ได้ยินเสียงพิมายแทรกตัวผ่านต้นหญ้าและต้นกกรกทึบเข้ามา เอื้อกูลก็มายืนอยู่ตรงสะพานไม้ก่อนแล้ว เขามองต้นกกสั่นไหวตรงทางเดิน พอเห็นพิมายก็ยื่นมีดพกแหลมคมชี้หน้าพิมายทันที
“เงินนั่นถูกบันทึกหมายเลขจริงรึเปล่า” เอื้อกูลไม่อ้อมค้อม เขาถามในสิ่งที่ค้างคาใจทันที
“แกก็รู้นี่ว่าธนบัตรมันเรียงลำดับ..” พิมายไม่มีทีท่าว่าจะกลัวปลายมีดแหลมคมเลยสักนิด แต่กลับรู้สึกเคียดแค้นเพื่อนคนนี้มากขึ้นไปอีก
“เรื่องนั้นแค่ดูก็รู้ แต่ว่าแกที่บอกว่าถูกบันทึกน่ะ ใครบันทึก ธนาคารหรือตำรวจหรือใคร”
“องค์กรหนึ่ง”
“องค์กรอะไรของแก”
พิมายสแหยะยิ้มน่ากลัว “องค์กรค้าอวัยวะ”
เอื้อกูลขมวดคิ้ว ในวินาทีแรกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่พิมายกล่าว แต่เมื่อไตร่ตรองครู่หนึ่งเาก็อ้าปากเหวอด้วยความตกใจ “นี่แก..แกหมายความว่าเงินนั่นที่แกได้มา..มาจากแกค้าอวัยวะมนุษย์หรือ”
“ถูก..”
“แปลว่าถ้าตำรวจรู้ว่ามีกลายใช้จ่ายเงินก้อนนั้น”
“ก็จะคิดสาวถึงตัวแก และสาวไปถึงองค์กร”
เอื้อกูลมือสั่นชั่วขณะ แต่เขาพยาามควบคุมสติ “แต่ฉันไม่..แต่ฉันไม่ได้ทำนี่ ฉันก็แค่โบ้ยมาที่แกก็จบ”
“หลักฐานล่ะ นายมีหลักฐานหรือว่าเป็นฉัน นายจะบอกตำรวจหรือว่านายเองที่ขโมยเงินฉันไปหน้าด้าน ๆ น่ะ”
เอื้อกูลกลืนน้ำลายลงคอ มองเห็นลูกกระเดือกขึ้นลงชัดเจน “แต่ฉันใช้มันไปแล้วนี่ ฉันใช้มันไปกว่าครึ่งแล้ว”
พิมายมีอารมณ์เดือดพล่านขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่าเงินของเขาสูญสลายไป “ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมใจเจอตำรวจได้เลย ฉันจะบอกองค์กรที่ว่าให้แจ้งความสืบย้อนกลับเงินที่มอบให้ฉัน”
“แล้วแกจะให้ทำยังไง ไหนบอกมาสิ”
“เอาเงินที่เหลือคืนมาสิ”
เอื้อกูลหัวเราะร่า “โถ่..นึกว่าอะไร ที่แท้ก็จะเล่นมุขขอเงินคืน อย่าหวังไปเลย”
พิมายหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขากำหมัดแน่น แต่ทว่ายังยืนนิ่ง “ก็ตามใจแก ถ้าคิดว่าฉันแค่อ้างลอย ๆ ก็ตามใจแก” เขาหันหลังกลับทันทีโดยไม่แยแสมีดพกของเอื้อกูลแม้แต่น้อย
เอื้อกูลลดมีดนั้นลง ยืนระส่ำระส่ายรู้สึกหวั่นเกรงกับคำพูดของพิมายไม่น้อย เขาทำท่าจะตะโกนทักพิมายหลายครั้งแต่ก็พยายามคิดว่าจะทำถูกหรือไม่ จนในที่สุด “เฮ้..เดี๋ยว หยุดก่อน ฉันตกลง”
พิมายหยุดกึก ใบกกที่สั่นไหวค่อยสงบลงตาม เขาหันกลับและเดินตรงเขามาหาเอื้อกูลอย่างใจเย็น แต่กลับมีใบหน้าเรียบเฉยเดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
“ถ้าฉันหาคนได้อีกล่ะจะว่าไง”
คราวนี้พิมายขมวดคิ้วบ้าง
“องค์กรนั่นน่ะยังต้องการอวัยวะเรื่อย ๆ ใช่มั้ยล่ะ ถ้าฉันหาคนมาให้นายได้อีกล่ะ”
ไอ้หมอนี่..ไม่เคยสำนึกเลยหรือไงว่าตัวเองทำอะไรลงไป..พิมายโกรธจนหางตาข้างหนึ่งกระตุกถี่
“บอกได้มั้ยล่ะว่าฉันจะไปพบองค์กรนั่นได้ยังไง ฉันเองก็ยังอยากได้เงินเพิ่ม แกเองก็อยากได้ส่วนของแกไม่ใช่หรือไง ถ้าเป็นอย่างนั่นแล้วทำไมไม่มาร่วมมือกันซะเลยล่ะ”
คนหัวทึบอย่างพิมายต้องโดนหลอกได้ง่าย ๆ แค่เอาเงินเข้าล่ออยู่แล้ว เอื้อกูลกำลังรู้สึกว่าตัวเองเป็นต่อฉุกคิดได้ว่าควรต่อรองเรื่องนี้กับเพื่อนหัวทึบของเขา..ทีแรกเขาเองตกใจไม่น้อยที่เงินนั่นได้มาจากการค้าอวัยวะมนุษย์ แต่ในเมื่อเขาเองก็จนหนทางก็เลยงัดเรื่องนี้ขึ้นมาให้ตัวเองได้เปรียบ เขาเองมีช่องทางมากกว่าคนจน ๆ อย่างพิมายอยู่แล้ว เขาตัวคนเดียวไม่จำเป็นต้องรับรู้รับผิดชอบความรู้สึกของพ่อแม่หรือใครต่อใครด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องทำการค้าแบบนี้ก็น่าเสี่ยงไม่น้อย
ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องรอคำตอบจากพิมายเลยด้วยซ้ำ เพราะแผนของเขาคือฆ่าเพื่อนคนนี้ซะ ยังไงพิมายก็เป็นคนที่ไม่มีใครมองเห็นอยู่แล้ว ฆ่าซะแล้วเอาอวัยวะของพิมายไปขาย แค่นี้ก็ได้เงินมาอีกทอด แน่นอนว่าองค์กรนั่นขอแค่มีกุญแจห้องของมันก็น่าจะค้นหาที่อยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องซักถามให้เหนื่อยเปล่า..
“ว่ายังไงล่ะ พิมาย นายบอกที่อยู่องค์กรนั่นได้หรือเปล่า ฉันสัญญาว่าจะคืนเงินให้นายทั้งหมดเลย” เอื้อกูลส่งยิ้มใจดีไปให้พิมาย แต่กระชับมีดในมือแน่นขึ้น ค่อยเคลื่อนมือขึ้นอย่างไม่ให้ผิดสังเกต
โชคดีที่ริมบึงน้ำแห่งนี้มืดสลัว มีเพื่อนแสงจันทร์สาดส่องเท่านั้น
ฉึก !!
แบบนี้ล่ะ..ใจเย็น ๆ นี่เป็นไปตามแผนทุกอย่าง..
เอื้อกูลหุบยิ้มลงฉับพลัน เบิกตามองพิมาย “แก..”
พิมายเปลี่ยนจากใบหน้าที่เรียบเฉยมาส่งยิ้มกลับคืนไปให้เอื้อกูล “ใช่..ฉันเองก็เตรียมมีดมาเหมือนกัน อย่าคิดว่าตัวเองมีมีดอยู่คนเดียวสิ” เขาดึงมีดทีเสียบตรงลิ้นปี่ของเอื้อกูลออกอย่างไม่ใยดี
ร่างของเอื้อกูลกระตุกตามแรงดึง จากนั้นหงายล้มตึงไปด้านหลังพาดระหว่างสะพานไม้พอดี ปากของเขาพะงาบ ๆ เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้เปล่งเสียงออกมา พิมายก้าวไปเหยียบมือข้างที่มีมีดของเอื้อกูล มีดหลุดออกจากมือและโดนเขี่ยลงน้ำในบึง เมื่อเอื้อกูลไร้พิษสง พิมายจะย่อตัวลงข้าง ๆ เขา
“แกคิดจะฆ่าฉันคนแรก แล้วเอาอวัยวะของฉันขายให้องค์กรหรือ” พิมายพูดเสียบราบเรียบ เอื้อกูลถลึงตามอง ขณะที่แผ่นอกของเขายุบขึ้นลงถี่เพราะพยายามหายใจ เลือดไหลทะลักออกบริเวณใต้แผ่นอก “ฉันไม่ได้มีความคิดสกปรกอย่างที่แกคิดหรอก เงินนั่นน่ะ คือเงินจากการขายไตของฉัน”
พิมายตัวชาไปทั่วร่างขณะเปิดเผยความจริงแกเอื้อกูล เขาเอามือข้างหนึ่งกุมท้องตัวเอง
“วันนั้นที่แกแย่งเงินไปหน้าด้าน ๆ น่ะ ถ้าไม่เพราะฉันเจ็บแผลที่ผ่าตัด แกก็ไม่มีทางได้เงินนั่นไปหรอก เวลาที่เจ็บแผลน่ะมันก็เหมือนโดนมีดแทงเข้าไปแบบที่แกเป็นอยู่นี่ล่ะ”
พิมายลุกขึ้นยืน เอามือที่มีมีดไพล่หลัง ยืนเท้าออกไปดันร่างของเอื้อกูล
“อ..อย่า..” เอื้อกูลร้องออกมาทั้ง ๆ ที่เจ็บสาหัส เขารู้ชะตากรรมตัวเองแล้วว่าจะต้องจมน้ำทั้ง ๆ ที่ยังหายใจรวนริน
“แกเอาเงินนั่นไปใช้ทำอะไร..หือ” พิมายตะคอกดุดัน “แกรู้มั้ยว่าเงินที่ฉันใช้ไตข้างหนึ่งแลกมาน่ะ ฉันจะเอาไปทำอะไร” ดวงตาของเขาเอ่อล้นด้วยน้ำตา “แกรู้มั้ยว่า..พ่อแม่ของฉันรอเงินนี้อยู่ รอเงินของฉันมาตลอด..”
เอื้อกูลร้องไห้ออกมาบ้างอย่างไม่อายใคร ทั้งน้ำตาและน้ำมูกไหลเปื้อนใบหน้าไปหมด แต่ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งหรือรู้สึกผิดต่อพิมาย แค่เพราะเขากลัวตายเท่านั้น
“แน่ล่ะ แกคงไม่มีทางรู้..แกไม่มีพ่อแม่นี่นา แกไม่มีใครให้ต้องห่วงนี่นาแกจะไปรู้สึกรู้สาอะไร..”
จู่ ๆ เอื้อกูลพยักหน้าเหมือนพยายามจะบอกว่าเขาเข้าใจดี แต่พิมายกลับเห็นว่านั่นเป็นแค่คำอ้อนวอนว่าอย่าผลักเขาให้จมน้ำเพียงแค่นั้น
“ขอให้ชีวิตเหลวแหลกของแกจบลงตรงนี้เถอะ..เอื้อกูล” พิมายพูดจบ ใช้เท้าถีบลำตัวของเอื้อกูลกลิ้งตกขอบสะพานไม้หล่นลงไปในน้ำ
น้ำปรากฏวงสีดำคล้ำเพราะเลือดของเอื้อกูลไหลซึมออกมา มือของเขาตะเกียกตะกายตีผิวน้ำจนสาดกระเซ็นเปียกสะพานไม้ไปทั่ว แม้เขาจะว่ายน้ำเก่งแค่ไหนก็ตามที แต่การที่มีบาดแผลใหญ่ตรงลิ้นปี่ก็คงช่วยให้เขาประคองตัวในน้ำไม่ได้
พิมายเอียงคอเบนหน้าไปทางอื่น ไม่มองเอื้อกูลที่พยายามตะเกียกตะกายมีชีวิตรอด เหมือนเขารู้สึกผิด เขาจึงกลั้นหายใจในระหว่างนั้น เผื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกเดียวกับที่เอื้อกูลกำลังเผชิญ
เขากลั้นหายใจตราบเท่าที่เขาจะสามารถกลั้นไว้ได้
พอเขาฝืนกลั้นต่อไปไม่ไหว เขาสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดแล้วหายใจถี่หอบเอาอากาศเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงหันไปมองตรงสะพานไม้ที่ตอนนี้ไม่มีร่างของเอื้อกูลปรากฏอยู่อีกแล้ว
น้ำที่ตีวงแผ่กระจายค่อย ๆ สงบนิ่งลง..
นั่นคือ..เรื่องราวของเมื่อสองวันก่อน เขาได้ลงมือฆ่าเอื้อกูลเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยไป ทั้ง ๆ ที่ควรจะปลดปล่อยความทุกข์แสนสาหัสอันเกิดจากการสูญเสียเงินที่ควรจะเป็นค่าไถ่ตัวของพ่อแม่ที่บังเอิญไปค้าขายพืชพันธ์หายากอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ออกไปได้ แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาใหม่คือการกลัวว่าศพของเอื้อกูลจะถูกพบและตำรวจอาจจะสืบมาถึงเขา
พ่อแม่ของเขาต้องนอนอยู่ในคุกมาเกือบ 2 สัปดาห์เพราะไม่มีเงินประกันตัว เขาซึ่งไร้หนทางจึงติดต่อคนรู้จักเพื่อขายไตของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เคยปฎิญาณตนเอาไว้อย่างหนักแน่นว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว นับจากความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่หลอกของไตของเพื่อนคนหนึ่งจนทำให้เสียชีวิตหลังผ่าตัด
พิมายเอามือประคองท้องของเขา แม้แผลผ่าตัดไตจะหายสนิทแล้ว แต่เขาก็ยังคงกุมท้องด้วยความวิตกว่าจะบอบช้ำจากแรงกระเทือน เขาเดินกึ่งวิ่งลงบันไดจนมาหยุดที่ชั้นหนึ่ง เดินผ่านแม่บ้านที่เคยทักประจำ ตรงไปยังรั้วกั้นที่ทำขึ้นเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซต์ หยิบเอาพว'กุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกง สตาร์ทและบึ่งรถมอเตอร์ไซต์เก่าคร่ำครึออกไป
บึงน้ำใกล้บ้านเอื้อกูลนั้นห่างจากหอพักของเขาไม่กี่กิโลเมตร พิมายขับมอเตอร์ไซต์ลัดเลาะตามเส้นทางลัดเพียงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงบึงน้ำแห่งนี้
เขารีบเดินเข้าไปตามทางเดินที่มีต้นหญ้าและต้นกกรกทึบ ตรงมายังสะพานไม้ กวาดสายตามองหาบนผิวน้ำในบึง หวังว่าจะพบศพของเอื้อกูลลอยขึ้นอืด
แต่ไม่มีเลย..
หรือว่าจะถูกปลาในบึงกัดกินเนื้อไปหมด
“มาทำอะไรรึ พ่อหนุ่ม” เสียงหนึ่งดังจากข้างหลัง
พิมายสะดุ้งเฮือก หันควับไปทางต้นเสียง ชายวัน 40 กว่าปีผู้มีผิวคล้ำแดดคนหนึ่ง ไม่ใส่เสื้อ สวมกางเกงและพาดด้วยผ้าขาวม้าเดินฝ่าต้นกกเข้ามา
ชายแก่คนนี้คงเป็นคนหาปลาน้ำจืด..พิมายพอเห็นแบบนั้นก็ค่อยเบาใจลง “อ๋อ..ได้ยินว่าแถวนี้ปลาดุกชุมน่ะครับ ผมก็เลยอยากลองมาจับดู”
“อ้อ..ใครบอกล่ะ แถวนี้ไม่ค่อยมีคนรู้หรอกนะ”
“เพื่อนน่ะครับ”
“เพื่อนรึ..แต่วันนี้คงจะไม่ได้หรอก เค้าห้ามจับน่ะ”
“เอ๋..ทำไมหรือครับ”
“อ้าวนี่ไม่รู้หรอกรึ..เออสินะ..จะไปรู้ได้ยังไง ฮะ ๆๆ” ชายวัย 40 หัวเราะหน้าตาย “แย่จริง ๆ ..ก็เมื่อเช้าน่ะ มีคนหาปลาคนหนึ่งหว่านแหหาปลา แต่ดันไปติดเอาศพใครมาก็ไม่รู้”
“อะไรนะครับ” พิมายตกใจ ถามเสียงดัง
“ศพน่ะศพ เป็นผู้ชาย เมื่อเช้านี้วุ่นวายกันใหญ่ ตำรวจก็มาแถวนี้เต็มไปหมด นี่เห็นว่าบ่ายแล้ว ฉันก็เลยแอบมาหาปลาน่ะ แกเองก็แอบมาเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”
พิมายรู้สึกว่าตัวเองหน้ามืดเหมือนจะล้มลงทั้งยืน แต่เขารั้งตัวไม่ให้โอนเอนไว้ได้ทัน..
ไม่ทราบลำดับเวลา..
หอพักเก่าโกโรโกโสคือที่อยู่ที่ดีที่สุดของพิมายในตอนนี้ เขาหมกตัวอยู่แต่ในห้องหมายเลข 504 ตลอดทั้งวัน จะออกไปไหนมาไหนก็แต่เฉพาะเวลาหิว เดินออกไปหน้าปากซอยเพื่อซื้อข้าวกล่องมาทาน
ดวงตาของชายหนุ่มแดงเหมือนคนอดนอน ขอบตาก็คล้ำซะจนเหมือนคนติดยา เขาที่กำลังนอนก่ายไปมาบนเบาะที่ใช้ทำเป็นเตียงนอนกึ่งหลับกึ่งตื่น จู่ๆก็ผุดลุกขึ้นนั่ง เหงื่อไหลย้อยจากหน้าผากลงขอบจมูก เขาจับที่ท้อง รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาจนใบหน้าเหยเก
ไม่น่าเลย..สายตาลอกแลกมองซ้ายขวาไปมา..ไม่น่าทำเรื่องแบบนั้นลงไปเลย..เขาส่ายศีรษะสลัดความคิดฟุ้งซ่านหวังให้มันออกไปจากสมอง มองหารีโมทโทรทัศน์และกดเปิดเพื่อไล่เสียงครางเหงาหงอยของพัดลมที่อยู่ปลายเท้า แต่มันก็ยังคงส่ายไปมายั่วประสาทเขา
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่แสนน่าเบื่อหน่าย ขณะเดียวกันก็น่าประหวั่นพรั่นพรึงสำหรับเขา
โทรทัศน์ฉายภาพข่าวซึ่งดูแปลกออกไป เพราะว่าเนื้อข่าวนั้นพาดหัวว่า “ผู้สื่อข่าวตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคน” ดูเหมือนจะเป็นข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์ทีเดียว
ฆ่าคน !!
จู่ๆ หัวสมองของพิมายก็บังเกิดภาพศพที่กำลังลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
ให้ตายสิ..ถ้าหมอนั่นมันดันโผล่ขึ้นมาล่ะก็..
คราวนี้เขาเด้งตัวลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าจริงจัง สลัดความง่วงงุนทิ้งออกไปหมดสิ้น คว้าเอากระเป๋าสตางค์ข้างเบาะนอน แล้วเดินไปสวมรองเท้าแตะตรงประตูก่อนเปิดออกไป
ขณะที่วิ่งลงบันได เสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นปูนเสียงดังไปมา แต่ในหัวของเขาก็มีเพียงแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อ 2 วันที่แล้วปรากฏอยู่ไม่จางหาย
ช่วยไม่ได้นี่..แกมันไม่สมควรอยู่..ไอ้เอื้อกูล
สองวันก่อนเขานัดเอื้อกูล เพื่อนร่วมเรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันให้มาพบเขาที่บึงน้ำแห่งหนึ่งใกล้บ้านของเอื้อกูลเอง
บึงน้ำที่ว่าไม่ใหญ่มากนัก ขนาดกว่า 50 ตารางเมตร มีต้นกกขึ้นสูงราว 160 เซนติเมตรโอบล้อมทุกด้าน ด้านทางเข้าที่ถูกถางให้เป็นทางเดินกว้างพอแค่คนเดียวเดินผ่านได้เท่านั้น พอถึงริมบึงก็จะเห็นสะพานไม้ที่ทำขึ้นอย่างหยาบ ๆ วางพาดเอาไว้ ในตอนกลางวันบึงนี้มักจะมีพวกพ่อค้าหาปลาน้ำจืดมาหว่านแหจับปลาดุกที่มีอยู่มากเอาไปขาย ตอนเด็ก ๆ เอื้อกูลเองก็เคยมาเล่นแถวนี้บ่อยครั้งจนเกือบจมน้ำ จนผู้ใหญ่สั่งห้ามไม่ให้มาอีกโดยเด็ดขาด
แต่ตอนนี้เอื้อกูลอายุ 22 ปี และว่ายน้ำเก่งกว่าเมื่อตอนเด็ก ๆ หลายเท่า
ความจริงเอื้อกูลไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อคำพูดของพิมายและมาหาพิมายที่นี่เลย แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่พิมายพูดกับทำให้เขาหวาดหวั่นจนต้องมาให้ได้
ขณะที่ได้ยินเสียงพิมายแทรกตัวผ่านต้นหญ้าและต้นกกรกทึบเข้ามา เอื้อกูลก็มายืนอยู่ตรงสะพานไม้ก่อนแล้ว เขามองต้นกกสั่นไหวตรงทางเดิน พอเห็นพิมายก็ยื่นมีดพกแหลมคมชี้หน้าพิมายทันที
“เงินนั่นถูกบันทึกหมายเลขจริงรึเปล่า” เอื้อกูลไม่อ้อมค้อม เขาถามในสิ่งที่ค้างคาใจทันที
“แกก็รู้นี่ว่าธนบัตรมันเรียงลำดับ..” พิมายไม่มีทีท่าว่าจะกลัวปลายมีดแหลมคมเลยสักนิด แต่กลับรู้สึกเคียดแค้นเพื่อนคนนี้มากขึ้นไปอีก
“เรื่องนั้นแค่ดูก็รู้ แต่ว่าแกที่บอกว่าถูกบันทึกน่ะ ใครบันทึก ธนาคารหรือตำรวจหรือใคร”
“องค์กรหนึ่ง”
“องค์กรอะไรของแก”
พิมายสแหยะยิ้มน่ากลัว “องค์กรค้าอวัยวะ”
เอื้อกูลขมวดคิ้ว ในวินาทีแรกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่พิมายกล่าว แต่เมื่อไตร่ตรองครู่หนึ่งเาก็อ้าปากเหวอด้วยความตกใจ “นี่แก..แกหมายความว่าเงินนั่นที่แกได้มา..มาจากแกค้าอวัยวะมนุษย์หรือ”
“ถูก..”
“แปลว่าถ้าตำรวจรู้ว่ามีกลายใช้จ่ายเงินก้อนนั้น”
“ก็จะคิดสาวถึงตัวแก และสาวไปถึงองค์กร”
เอื้อกูลมือสั่นชั่วขณะ แต่เขาพยาามควบคุมสติ “แต่ฉันไม่..แต่ฉันไม่ได้ทำนี่ ฉันก็แค่โบ้ยมาที่แกก็จบ”
“หลักฐานล่ะ นายมีหลักฐานหรือว่าเป็นฉัน นายจะบอกตำรวจหรือว่านายเองที่ขโมยเงินฉันไปหน้าด้าน ๆ น่ะ”
เอื้อกูลกลืนน้ำลายลงคอ มองเห็นลูกกระเดือกขึ้นลงชัดเจน “แต่ฉันใช้มันไปแล้วนี่ ฉันใช้มันไปกว่าครึ่งแล้ว”
พิมายมีอารมณ์เดือดพล่านขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่าเงินของเขาสูญสลายไป “ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมใจเจอตำรวจได้เลย ฉันจะบอกองค์กรที่ว่าให้แจ้งความสืบย้อนกลับเงินที่มอบให้ฉัน”
“แล้วแกจะให้ทำยังไง ไหนบอกมาสิ”
“เอาเงินที่เหลือคืนมาสิ”
เอื้อกูลหัวเราะร่า “โถ่..นึกว่าอะไร ที่แท้ก็จะเล่นมุขขอเงินคืน อย่าหวังไปเลย”
พิมายหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขากำหมัดแน่น แต่ทว่ายังยืนนิ่ง “ก็ตามใจแก ถ้าคิดว่าฉันแค่อ้างลอย ๆ ก็ตามใจแก” เขาหันหลังกลับทันทีโดยไม่แยแสมีดพกของเอื้อกูลแม้แต่น้อย
เอื้อกูลลดมีดนั้นลง ยืนระส่ำระส่ายรู้สึกหวั่นเกรงกับคำพูดของพิมายไม่น้อย เขาทำท่าจะตะโกนทักพิมายหลายครั้งแต่ก็พยายามคิดว่าจะทำถูกหรือไม่ จนในที่สุด “เฮ้..เดี๋ยว หยุดก่อน ฉันตกลง”
พิมายหยุดกึก ใบกกที่สั่นไหวค่อยสงบลงตาม เขาหันกลับและเดินตรงเขามาหาเอื้อกูลอย่างใจเย็น แต่กลับมีใบหน้าเรียบเฉยเดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
“ถ้าฉันหาคนได้อีกล่ะจะว่าไง”
คราวนี้พิมายขมวดคิ้วบ้าง
“องค์กรนั่นน่ะยังต้องการอวัยวะเรื่อย ๆ ใช่มั้ยล่ะ ถ้าฉันหาคนมาให้นายได้อีกล่ะ”
ไอ้หมอนี่..ไม่เคยสำนึกเลยหรือไงว่าตัวเองทำอะไรลงไป..พิมายโกรธจนหางตาข้างหนึ่งกระตุกถี่
“บอกได้มั้ยล่ะว่าฉันจะไปพบองค์กรนั่นได้ยังไง ฉันเองก็ยังอยากได้เงินเพิ่ม แกเองก็อยากได้ส่วนของแกไม่ใช่หรือไง ถ้าเป็นอย่างนั่นแล้วทำไมไม่มาร่วมมือกันซะเลยล่ะ”
คนหัวทึบอย่างพิมายต้องโดนหลอกได้ง่าย ๆ แค่เอาเงินเข้าล่ออยู่แล้ว เอื้อกูลกำลังรู้สึกว่าตัวเองเป็นต่อฉุกคิดได้ว่าควรต่อรองเรื่องนี้กับเพื่อนหัวทึบของเขา..ทีแรกเขาเองตกใจไม่น้อยที่เงินนั่นได้มาจากการค้าอวัยวะมนุษย์ แต่ในเมื่อเขาเองก็จนหนทางก็เลยงัดเรื่องนี้ขึ้นมาให้ตัวเองได้เปรียบ เขาเองมีช่องทางมากกว่าคนจน ๆ อย่างพิมายอยู่แล้ว เขาตัวคนเดียวไม่จำเป็นต้องรับรู้รับผิดชอบความรู้สึกของพ่อแม่หรือใครต่อใครด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องทำการค้าแบบนี้ก็น่าเสี่ยงไม่น้อย
ความจริงเขาไม่จำเป็นต้องรอคำตอบจากพิมายเลยด้วยซ้ำ เพราะแผนของเขาคือฆ่าเพื่อนคนนี้ซะ ยังไงพิมายก็เป็นคนที่ไม่มีใครมองเห็นอยู่แล้ว ฆ่าซะแล้วเอาอวัยวะของพิมายไปขาย แค่นี้ก็ได้เงินมาอีกทอด แน่นอนว่าองค์กรนั่นขอแค่มีกุญแจห้องของมันก็น่าจะค้นหาที่อยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องซักถามให้เหนื่อยเปล่า..
“ว่ายังไงล่ะ พิมาย นายบอกที่อยู่องค์กรนั่นได้หรือเปล่า ฉันสัญญาว่าจะคืนเงินให้นายทั้งหมดเลย” เอื้อกูลส่งยิ้มใจดีไปให้พิมาย แต่กระชับมีดในมือแน่นขึ้น ค่อยเคลื่อนมือขึ้นอย่างไม่ให้ผิดสังเกต
โชคดีที่ริมบึงน้ำแห่งนี้มืดสลัว มีเพื่อนแสงจันทร์สาดส่องเท่านั้น
ฉึก !!
แบบนี้ล่ะ..ใจเย็น ๆ นี่เป็นไปตามแผนทุกอย่าง..
เอื้อกูลหุบยิ้มลงฉับพลัน เบิกตามองพิมาย “แก..”
พิมายเปลี่ยนจากใบหน้าที่เรียบเฉยมาส่งยิ้มกลับคืนไปให้เอื้อกูล “ใช่..ฉันเองก็เตรียมมีดมาเหมือนกัน อย่าคิดว่าตัวเองมีมีดอยู่คนเดียวสิ” เขาดึงมีดทีเสียบตรงลิ้นปี่ของเอื้อกูลออกอย่างไม่ใยดี
ร่างของเอื้อกูลกระตุกตามแรงดึง จากนั้นหงายล้มตึงไปด้านหลังพาดระหว่างสะพานไม้พอดี ปากของเขาพะงาบ ๆ เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้เปล่งเสียงออกมา พิมายก้าวไปเหยียบมือข้างที่มีมีดของเอื้อกูล มีดหลุดออกจากมือและโดนเขี่ยลงน้ำในบึง เมื่อเอื้อกูลไร้พิษสง พิมายจะย่อตัวลงข้าง ๆ เขา
“แกคิดจะฆ่าฉันคนแรก แล้วเอาอวัยวะของฉันขายให้องค์กรหรือ” พิมายพูดเสียบราบเรียบ เอื้อกูลถลึงตามอง ขณะที่แผ่นอกของเขายุบขึ้นลงถี่เพราะพยายามหายใจ เลือดไหลทะลักออกบริเวณใต้แผ่นอก “ฉันไม่ได้มีความคิดสกปรกอย่างที่แกคิดหรอก เงินนั่นน่ะ คือเงินจากการขายไตของฉัน”
พิมายตัวชาไปทั่วร่างขณะเปิดเผยความจริงแกเอื้อกูล เขาเอามือข้างหนึ่งกุมท้องตัวเอง
“วันนั้นที่แกแย่งเงินไปหน้าด้าน ๆ น่ะ ถ้าไม่เพราะฉันเจ็บแผลที่ผ่าตัด แกก็ไม่มีทางได้เงินนั่นไปหรอก เวลาที่เจ็บแผลน่ะมันก็เหมือนโดนมีดแทงเข้าไปแบบที่แกเป็นอยู่นี่ล่ะ”
พิมายลุกขึ้นยืน เอามือที่มีมีดไพล่หลัง ยืนเท้าออกไปดันร่างของเอื้อกูล
“อ..อย่า..” เอื้อกูลร้องออกมาทั้ง ๆ ที่เจ็บสาหัส เขารู้ชะตากรรมตัวเองแล้วว่าจะต้องจมน้ำทั้ง ๆ ที่ยังหายใจรวนริน
“แกเอาเงินนั่นไปใช้ทำอะไร..หือ” พิมายตะคอกดุดัน “แกรู้มั้ยว่าเงินที่ฉันใช้ไตข้างหนึ่งแลกมาน่ะ ฉันจะเอาไปทำอะไร” ดวงตาของเขาเอ่อล้นด้วยน้ำตา “แกรู้มั้ยว่า..พ่อแม่ของฉันรอเงินนี้อยู่ รอเงินของฉันมาตลอด..”
เอื้อกูลร้องไห้ออกมาบ้างอย่างไม่อายใคร ทั้งน้ำตาและน้ำมูกไหลเปื้อนใบหน้าไปหมด แต่ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งหรือรู้สึกผิดต่อพิมาย แค่เพราะเขากลัวตายเท่านั้น
“แน่ล่ะ แกคงไม่มีทางรู้..แกไม่มีพ่อแม่นี่นา แกไม่มีใครให้ต้องห่วงนี่นาแกจะไปรู้สึกรู้สาอะไร..”
จู่ ๆ เอื้อกูลพยักหน้าเหมือนพยายามจะบอกว่าเขาเข้าใจดี แต่พิมายกลับเห็นว่านั่นเป็นแค่คำอ้อนวอนว่าอย่าผลักเขาให้จมน้ำเพียงแค่นั้น
“ขอให้ชีวิตเหลวแหลกของแกจบลงตรงนี้เถอะ..เอื้อกูล” พิมายพูดจบ ใช้เท้าถีบลำตัวของเอื้อกูลกลิ้งตกขอบสะพานไม้หล่นลงไปในน้ำ
น้ำปรากฏวงสีดำคล้ำเพราะเลือดของเอื้อกูลไหลซึมออกมา มือของเขาตะเกียกตะกายตีผิวน้ำจนสาดกระเซ็นเปียกสะพานไม้ไปทั่ว แม้เขาจะว่ายน้ำเก่งแค่ไหนก็ตามที แต่การที่มีบาดแผลใหญ่ตรงลิ้นปี่ก็คงช่วยให้เขาประคองตัวในน้ำไม่ได้
พิมายเอียงคอเบนหน้าไปทางอื่น ไม่มองเอื้อกูลที่พยายามตะเกียกตะกายมีชีวิตรอด เหมือนเขารู้สึกผิด เขาจึงกลั้นหายใจในระหว่างนั้น เผื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกเดียวกับที่เอื้อกูลกำลังเผชิญ
เขากลั้นหายใจตราบเท่าที่เขาจะสามารถกลั้นไว้ได้
พอเขาฝืนกลั้นต่อไปไม่ไหว เขาสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดแล้วหายใจถี่หอบเอาอากาศเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จากนั้นจึงหันไปมองตรงสะพานไม้ที่ตอนนี้ไม่มีร่างของเอื้อกูลปรากฏอยู่อีกแล้ว
น้ำที่ตีวงแผ่กระจายค่อย ๆ สงบนิ่งลง..
นั่นคือ..เรื่องราวของเมื่อสองวันก่อน เขาได้ลงมือฆ่าเอื้อกูลเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยไป ทั้ง ๆ ที่ควรจะปลดปล่อยความทุกข์แสนสาหัสอันเกิดจากการสูญเสียเงินที่ควรจะเป็นค่าไถ่ตัวของพ่อแม่ที่บังเอิญไปค้าขายพืชพันธ์หายากอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ออกไปได้ แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาใหม่คือการกลัวว่าศพของเอื้อกูลจะถูกพบและตำรวจอาจจะสืบมาถึงเขา
พ่อแม่ของเขาต้องนอนอยู่ในคุกมาเกือบ 2 สัปดาห์เพราะไม่มีเงินประกันตัว เขาซึ่งไร้หนทางจึงติดต่อคนรู้จักเพื่อขายไตของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เคยปฎิญาณตนเอาไว้อย่างหนักแน่นว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว นับจากความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่หลอกของไตของเพื่อนคนหนึ่งจนทำให้เสียชีวิตหลังผ่าตัด
พิมายเอามือประคองท้องของเขา แม้แผลผ่าตัดไตจะหายสนิทแล้ว แต่เขาก็ยังคงกุมท้องด้วยความวิตกว่าจะบอบช้ำจากแรงกระเทือน เขาเดินกึ่งวิ่งลงบันไดจนมาหยุดที่ชั้นหนึ่ง เดินผ่านแม่บ้านที่เคยทักประจำ ตรงไปยังรั้วกั้นที่ทำขึ้นเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซต์ หยิบเอาพว'กุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกง สตาร์ทและบึ่งรถมอเตอร์ไซต์เก่าคร่ำครึออกไป
บึงน้ำใกล้บ้านเอื้อกูลนั้นห่างจากหอพักของเขาไม่กี่กิโลเมตร พิมายขับมอเตอร์ไซต์ลัดเลาะตามเส้นทางลัดเพียงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงบึงน้ำแห่งนี้
เขารีบเดินเข้าไปตามทางเดินที่มีต้นหญ้าและต้นกกรกทึบ ตรงมายังสะพานไม้ กวาดสายตามองหาบนผิวน้ำในบึง หวังว่าจะพบศพของเอื้อกูลลอยขึ้นอืด
แต่ไม่มีเลย..
หรือว่าจะถูกปลาในบึงกัดกินเนื้อไปหมด
“มาทำอะไรรึ พ่อหนุ่ม” เสียงหนึ่งดังจากข้างหลัง
พิมายสะดุ้งเฮือก หันควับไปทางต้นเสียง ชายวัน 40 กว่าปีผู้มีผิวคล้ำแดดคนหนึ่ง ไม่ใส่เสื้อ สวมกางเกงและพาดด้วยผ้าขาวม้าเดินฝ่าต้นกกเข้ามา
ชายแก่คนนี้คงเป็นคนหาปลาน้ำจืด..พิมายพอเห็นแบบนั้นก็ค่อยเบาใจลง “อ๋อ..ได้ยินว่าแถวนี้ปลาดุกชุมน่ะครับ ผมก็เลยอยากลองมาจับดู”
“อ้อ..ใครบอกล่ะ แถวนี้ไม่ค่อยมีคนรู้หรอกนะ”
“เพื่อนน่ะครับ”
“เพื่อนรึ..แต่วันนี้คงจะไม่ได้หรอก เค้าห้ามจับน่ะ”
“เอ๋..ทำไมหรือครับ”
“อ้าวนี่ไม่รู้หรอกรึ..เออสินะ..จะไปรู้ได้ยังไง ฮะ ๆๆ” ชายวัย 40 หัวเราะหน้าตาย “แย่จริง ๆ ..ก็เมื่อเช้าน่ะ มีคนหาปลาคนหนึ่งหว่านแหหาปลา แต่ดันไปติดเอาศพใครมาก็ไม่รู้”
“อะไรนะครับ” พิมายตกใจ ถามเสียงดัง
“ศพน่ะศพ เป็นผู้ชาย เมื่อเช้านี้วุ่นวายกันใหญ่ ตำรวจก็มาแถวนี้เต็มไปหมด นี่เห็นว่าบ่ายแล้ว ฉันก็เลยแอบมาหาปลาน่ะ แกเองก็แอบมาเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”
พิมายรู้สึกว่าตัวเองหน้ามืดเหมือนจะล้มลงทั้งยืน แต่เขารั้งตัวไม่ให้โอนเอนไว้ได้ทัน..