Circle murder #5 (ธีรสิน)

posted on 06 Jul 2009 15:28 by iqdetective

ตอนที่ 5 : ธีรสิน
    ไม่ทราบลำดับเวลา..
    “ข้อมูลที่สืบมา..มีเท่านี้หรือครับ” ธีรสินวางแผ่นกระดาษจำนวน 5 แผ่นลงบนโต๊ะชุดรับแขก
    “ครับ..” ฝ่ายคู่สนทนาตอบพร้อมกับก้มศีรษะทีหนึ่ง
    ธีรสินถอนหายใจเฮือกใหญ่เงยหน้าขึ้นมองโคมระย้าบนเพดานห้องโถงของโรงแรมแห่งหนึ่ง เขาตั้งใจจะทำให้น้ำตาที่เอ่อล้นไหลกลับเข้าไป
    ก่อนหน้าที่คนทั้งสอง คือ ธีรสินและนักสืบว่าจ้างวัย 35 ปีจะมานั่งสนทนากันพร้อมด้วยเอกสารสำคัญตรงหน้าในล็อบบี้ของโรงแรมแห่งนี้ เมื่อเดือนที่แล้วเขาได้ว่าจ้างให้นักสืบคนนี้ ตามหาคน ๆ หนึ่ง
    นั่นคือลูกชายเพียงคนเดียวของเขา..
    ธีรสินก้มหน้าลงเพ่งมองเอกสารที่นักสืบสืบมาได้อีกครั้ง เขาไม่อยากจะเชื่อความจริงบนแผ่นกระดาษนัก “คุณ..บอกว่า ลูกชายผม..เสียชีวิตเพราะฆ่าตัวตายจริง ๆ น่ะรึ”
    “ครับ เป็นความจริงแน่นอน ทางตำรวจก็สรุปคดีไว้ก่อนหน้านี้อย่างถูกต้องแล้ว ลูกชายคุณกระโดดตึกลงมาจริง ๆ ด้วยความคับข้องใจหรือเสียใจบางอย่าง ซึ่งคุณก็น่าจะทราบดี จะมีก็แต่ในเอกสารหน้าที่สองที่ผมระบุเอาไว้ว่า..” นักสืบหยิบแผ่นเอกสารแผ่นแรกออกวางข้าง ๆ ชี้ที่ข้อความหนึ่งให้ธีรสินอ่านอีกครั้ง
    “..ผู้ตายได้บริจาคไตของตนเองก่อนเสียชีวิตไปหนึ่งข้าง..” ใบหน้าของธีรสินซีดจางลง
    “ครับ..” นักสืบคนนั้นตอบอย่างหนักแน่น “แต่จากการสืบของผมแล้ว ลูกชายของคุณไม่ได้ทำการบริจาคหรือลงลายมือเซ็นบริจาคหรือมีชื่อในทะเบียนผู้บริจาคของโรงพยาบาลไหน ๆ เลย..”
    “หมายความว่า..” เขาจงใจเอ่ยเพื่อเค้นให้นักสืกล่าวต่อ
    “หมายความว่าลูกชายของคุณไม่ได้เต็มใจบริจาคไตน่ะครับ”
    ดวงตาของธีรสินหรี่ลงอย่างชัดเจน เขาไม่เข้าใจสิ่งที่นักสืบคนนี้กล่าวออกมา
    “ต้องขอโทษด้วยที่ผมไม่ได้พิมพ์ลงไปในเอกสาร เพราะเกรงว่าคุณอาจจะไม่อยากให้ใครทราบ เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะ..”
    “ว่ามาเถอะ ไม่ต้องอ้อมค้อมอีกแล้ว  ผมรับได้..ไหน ๆ ลูกชายผมก็ตายไปแล้ว”
    “ครับ..ถ้าอย่างนั้นผมขอพูดตรง ๆ เลย ก็คือ ลูกชายของคุณถูกหลอกให้ขายไตข้างหนึ่งครับ”
    ธีรสินนิ่งอึ้งจ้องมองนักสืบ จนนักสืบทนความดุดันนั้นไม่ไหวต้องหลบสายตาของเขา
    “นั่นจริงรึ..คุณไม่ได้มั่วใช่มั้ย”
    นักสืบค่อย ๆ หันกลับมาสบตาของอีกครั้ง “จริงครับ..ในเอกสารแผ่นที่สาม ผมได้ระบุคนใกล้ชิดกับลูกชายของคุณเอาไว้ ซึ่งรวมถึงคนที่เป็นคนที่หลอกลูกชายของคุณให้ขายไตครับ” เขาหยิบเอกสารแผ่นที่สองออก
    ธีรสินก้มมองตามปลายนิ้วชี้ของนักสืบทันที
    “เพื่อนหรือ..”
    “ครับ..เพื่อนของลูกชายของคุณเองที่เป็นคนหลอกวางยาแล้วพาตัวลูกชายของคุณไปผ่าตัดเอาไตข้างหนึ่งออกที่คลินิคลับผิดกฏหมายแห่งหนึ่ง”
    ปลายนิ้วของนักสืบชี้ไปที่ชื่อของเพื่อนของลูกชายของเขา  เขาจดจำชื่อนั้นภายในเสี้ยววินาที
    “มันได้เงินเท่าไหร่..” เขาเสียงสั่นถามนักสืบ “ไตของลูกชายของฉันมันมีมูลค่าเท่าไหร่กันหรือ..”
    “..ราวสองแสนบาทครับ..”
    “สองแสน..” ธีรสินทวนคำ  เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน “เงินสองแสนที่ฐานะอย่างฉันสามารถโปรยให้ขอทานคนไหนก็ได้  นั่นเป็นมูลค่าของตัวลูกชายฉันอย่างนั้นรึ”
    ..ในเมื่อแกได้เงินสองแสนนั่นไป..แกจะเอาไปทำอะไรก็ช่าง..เอาไปใช้ซะให้พอ..ต่อจากนั้นฉันจะเอาชีวิตแกชดใช้..
    “ไอ้พิมาย..แกต้องชดใช้ให้ลูกชายของฉัน..” ธีรสินจ้องหน้านักสืบเขม็ง เหมือนกับต้องการบอกความรู้สึกอันขมขื่นของเขาให้ได้รับรู้..

oooooooo

    19.30 น. วันแรกของการลักพาตัว

    เหงื่อกาฬของไอคิวไหลเอื่อย ๆ จากหน้าผากตกลงมาที่จมูก เขาสะบัดหน้าไล่เหงื่อทุกหยดให้กระเด็นออกจากใบหน้าโดยไม่ใส่ใจ  มือข้างขวากระชับแน่นอยู่กับมีดคัตเตอร์ที่ตอนนี้บิ่นไปมาก ผิวหนังระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เกิดแผลมีเลือกออก หากเขารู้สึกเจ็บจะเปลี่ยนจากมือขวาไปใช้มือซ้ายจับมีดคัตเตอร์ขุดเจาะต่อไป
    อดทนอีกนิดเดียว..
    เขาพร่ำบอกตัวเองในใจอยู่อย่างนั้น  และสิ่งที่ทำให้เขากล้าที่จะพูดให้กำลังใจตัวเองอย่างนั้นก็เพราะผนังอิฐสึกหรอแตกออกอย่างเห็นได้ชัด
    น่าจะครึ่งหนึ่ง..
    แม้เขาจะไม่รู้ความหนาของอิฐว่ามันควรจะหนาเท่าไหร่ แต่เขาก็ประเมินจากขนาดความหนาของอิฐทั่วไปที่ใช้ก่อสร้างบ้าน  เขาไม่ได้ขุดเจาะจุดเดียวให้เกิดเป็นรูโหว่ แต่เขาขุดเจาะเป็นรอยบากสี่เหลี่ยมขนาดพอที่จะให้เขามุดออกไปได้  ตอนนี้รอยบากสี่เหลี่ยมนั้นปรากฏเด่นชัดจนเขามีกำลังใจมากขึ้น
    ที่เหลือก็แค่ถีบให้มันพัง..
    เขาใช้ปลายคัตเตอร์กรีดลากยาว  กร่อนให้เศษปูนหลุดออกเพิ่มขึ้นตามแนวบากสี่เหลี่ยม พอแน่ใจว่าน่าจะเพียงพอแล้วก็วางคัตเตอร์ลงบนเบาะอย่างเบามือ แล้วลุกขึ้นถอยหลังไปจนชนตาข่าย
    เอาล่ะ..
    เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ จนเต็มปอด ก้าวขาซ้ายหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลักแล้วออกแรงถีบด้วยขาขวาเต็มแรง  ผนังอิฐทรุดลึกเข้าไปตามรอยบากนั้น แรงถีบส่งไปหาผนังและผนังส่งกลับมาที่ขาของเขาด้วยเช่นกัน ทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบจนต้องกัดฟันห้ามเสียงร้อง
    แค่นี้เอง..เจ็บแค่นี้เอง..
    ไอคิวดึงขาขวากลับ คราวนี้เขาเปลี่ยนเป็นขาซ้าย เขาก้าวขาขวานำก่อนแล้วออกแรงถีบด้วยขาซ้ายสุดแรงเกิด ความเจ็บปวดแล่นตามมาในเสี้ยววินาที ตัวเขาง้อล้มกองกับพื้น พร้อม ๆ กับรอยบากตรงผนังปริแตกออก เศษอิฐจำนวนหนึ่งร่วงกราวสู่พื้น
    ได้ผล..
    ไอคิวอดทนต่อต้านความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ เขายิ้มดีใจที่เห็นมันได้ผลอย่างที่คาด  เขาค่อย ๆ คลานเข้าไปหาผนัง ออกแรงทุบมันด้วยมือ  ผนังค่อยปริแตกมากขึ้นจนเกิดเป็นรูโหว่สี่เหลี่ยมตามรอยบากอย่างที่เขาตั้งใจ..
    สำเร็จ..สำเร็จจนได้
    ไอคิวยิ้มเจือด้วยความเหนื่อยอ่อน ข้างนอกมืดมิด แม้ไฟจากสปอร์ตไลน์ส่องก็แทบมองไม่เห็นว่าข้างนอกมีอะไรอยู่บ้าง..
    นี่คงเป็นที่ไหนสักแห่งที่ห่างไกลจากบ้านคน..คงเป็นที่ที่ไม่มีแม้แสงไฟสาธารณะส่องเข้ามา..
    ไอคิวคลานต่ำ คว้าเอามีดคัตเตอร์มาไว้ในมือ แล้วคลานเข้ารูโหว่นั้นไป  เขารู้สึกเจ็บที่หน้าอกและท้อง เพราะเศษอิฐที่ตกอยู่ตามพื้นครูดไถตามแรงเคลื่อนของเขา  แต่ไม่เป็นไร  เรื่องแค่นี้..
    ไอคิวอยู่ในสภาพครึ่งท่อนบนผ่านพ้นออกไป ส่วนครึ่งท่อนล่างยังอยู่ในห้องตาข่าย  เขาเผลอหอบหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า ซึ่งมันทำให้บังเกิดความรู้สึกว่ามันผิดปกติ..
    เสียงหอบหายใจของเขามันดังก้อง..
    ความมืดนี่มัน..ไอคิวแทบจะหยุดลมหายใจเดี๋ยวนั้นเมื่อรู้ตัวว่าเขาเผชิญกับอะไรอยู่  ร่างกายที่เคยฮึดสู้อ่อนแรงลงฉับพลัน..
    หลงกล..นี่เราหลงกลพวกมันหรือ..มันจงใจโยนกระเป๋าเป้คืนให้ โดยไม่ได้เอามีดคัตเตอร์ออก  จงใจให้เราใช้มีดคัตเตอร์ขุดเจาะหนีจากห้อง จงใจให้เราใช้กระเป๋าเป้เป็นตัวบังกล้องวงจรปิด  จงใจให้มีด้านหนึ่งของห้องตาข่ายเหล็กอันแข็งแกร่งเป็นผนังอิฐที่บอบบางง่ายต่อการพังทลาย..
    เพื่อให้เรามาพบกับห้องมืดอีกห้องหนึ่งอย่างนั้นหรือ
    ไม่ว่ายังไงแกก็หนีไม่พ้น..พวกแกกำลังคิดแบบนั้นอยู่ใช่มั้ย..

oooooooo

    นักสืบล้วงกระเป๋าเอกสารหยิบซองสีน้ำตาลออกมาอีกซองหนึ่ง
    “อ้อ..ขอโทษทีครับ ผมเกือบลืมให้เอกสารสำคัญไป นี่ครับ” นักสืบยื่นซองให้อย่าประหม่า แม้จะบอกว่าเป็นเอกสารสำคัญ
    “อะไรหรือ” ธีรสินถามอย่างข้องใจ รับเอกสารนั้นมาเปิด มันถูกทากาวอย่างแน่นหนา ต่างกับเอกสาร 5 แผ่นที่เขาได้อ่านก่อนหน้า เขาดึงเอกสารข้างในออกมาอ่าน
    “ไม่ทราบสิครับ ผมเองก็ไม่ได้อ่านมันเหมือนกัน พอดี..เอ่อ..หัวหน้าของผม วานให้เอามาให้คุณน่ะครับ”
    “หือ..” เขาเหลือบมองนักสืบอย่างสงสัย แต่แล้วก็ไม่ใส่ใจเมื่อได้เห็นข้อความหนึ่งเขียนว่า
    พิมาย อายุ 22 ปีกำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 4 มหาวิทยาลัย xxx ทุก ๆ ต้นเดือนมิถุนายนเขาจะต้องกลับบ้านเกิดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินทางโดยใช้รถไฟรอบกลางคืน
    “ทำไม หัวหน้าของคุณถึง..” เขามองนักสืบอีกครั้ง นักสืบทำสีหน้างุนงงมองเขาเช่นกัน “อ้อ..ไม่มีอะไร  ผมเข้าใจล่ะ” เขาดันเอกสารกลับลงไปในซองตามเดิม
    “ครับ ถ้าอย่างนั้นผมคงขอตัวลากลับตรงนี้เลย” นักสืบยกมือไหว้เขา
    “อืม..ขอบใจนะสำหรับเรื่องที่สืบมาให้  ถ้ามีเรื่องอื่นที่อยากให้สืบผมก็จะใช้บริการบริษัทของคุณอีก”
    “เป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ” นักสืบโค้งคำนับอีกครั้งก่อนหมุนตัวเดินกลับออกไปจากโรงแรม
    ธีรสินทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้ง ดึงเอกสารนั้นออกมาอ่านอย่างถี่ถ้วน  เขาทั้งตกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กันเมื่อรู้ว่าเอกสารนั้นมีจุดประสงค์อะไรต่อเขา
    ..และทางเราก็ยังได้สืบทราบมาอีกว่า พิมายนั้นแพ้ปลาหมึกเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ถ้ารับประทานเข้าไปเพียงเล็กน้อยแล้ว ร่างกายจะอ่อนเปลี้ยจนทำอะไรไม่ได้..
    ธีรสินลดแผ่นเอกสารลงวางที่โต๊ะ เผยให้เห็นใบหน้าและปากของเขาที่เผยอยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ..

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend