Circle murder #3 (พิมาย)
posted on 30 Jun 2009 20:38 by iqdetective
ตอนที่ 3 : พิมาย
ไม่ทราบลำดับเวลา..
นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งเดินเอื่อยเฉื่อยลัดเลาะไปตามริมสระน้ำในมหาวิทยาลัย เขาผิวปากฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางก้มเก็บก้อนหินแล้วเอียงตัวเหวี่ยงปามันลงสระน้ำให้มันกระเด็นบนผิวน้ำ 3 ครั้งก่อนจมลงไป
“อ้ะ..นายนั่งอยู่ตรงนี้หรือ” เขากำลังจะก้มลงเก็บก้อนหินอีกก้อน แต่เห็นเพื่อนนักศึกษาชายคนหนึ่งนั่งอยู่ริมสระไม่ไกลนักเสียก่อน “ปกตินายนั่งอยู่ใต้อาคารเรียนประจำไม่ใช่หรือ”
เพื่อนนักศึกษาชายคนนั้นพอมองเห็นเขาก็ทำท่าตกใจและลุกลี้ลุกลนเป็นเอามาก กำลังยัดบางอย่างใส่กระเป๋าสะพาย แต่สมุดที่อยู่ข้างในกลับล้นออกมาแทน
เขาเอียงคออย่างสงสัย “ทำอะไรอยู่หรือ”
“อ๋อ..ไม่มีอะไรเก็บของน่ะ”
เขายักไหล่ ทำเป็นไม่สนใจแล้วโบกมือลา เดินห่างออกจากริมสระน้ำตรงไปโดยไม่หันกลับมามอง เพื่อนนักศึกษาชายคนนั้นมองตามเขาอยู่สักพัก จนแน่ใจแล้วว่าเขาคงจะไม่หวนกลับมาอีกจะหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพาย
เขาหันควับกลับไปพอดี เห็นเพื่อนของเขากำลังล้วงเอาธนบัตรใบละพันจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋าสะพายแล้วยัดใส่ลงกระเป๋าสตางค์
..ไอ้พิมายมันมีเงินมากมายขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่..มันเอาเงินมาจากไหนมาใส่กระเป๋าสตางค์..แสดงว่าในกระเป๋าสะพายของมันต้องมีเงินอีกมากโขเลยอย่างนั้นสิ มันพยายามจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเอาเข้ากระเป๋าสตางค์ แต่พอดีเรามาเห็นก่อนอย่างนั้นรึ แต่ถ้าเป็นแค่เงินธรรมดาทำไมถึงต้องทำเป็นหลบ ๆ ซ่อน ๆ มานั่งตรงสระน้ำนี่ด้วย..
หรือว่า..
พิมายสะพายกระเป๋าเดินผ่านต้นไม้ที่เขาแอบอยู่ เขาแค่เอาเท้าขัดขาเท่านั้น พิมายก็ล้มหน้าคะม่ำจมพื้นหญ้า เขารีบแย่งเอากระเป๋าสะพายออกจากแขนทั้งสองข้างของเพื่อนทันที
“จะ..จะทำอะไรน่ะ” พิมายร้องเสียงหลง พลิกตัวเองหงายขึ้นก่อนยันตัวลุกขึ้นกระโจนคว้ากระเป๋าสะพายแต่ก็ไม่ทัน อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบวิ่งถอยหลังไปเรื่อย ๆ คว้าเอาสิ่งของในกระเป๋าสะพายออกมา
เขาหยุดชะงักเมื่อคว้าเอาปึกธนบัตรปึกหนึ่งออกมา “นี่มันเงินนี่ นายไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน”
พิมายฉุนขึ้นมา “เรื่องของฉัน เอาคืนมา”
เขาวิ่งวนรอบต้นไม้แถว ๆ นั้น ไม่ให้พิมายไล่ได้ทัน “นายบอกมาก่อนว่าเอาเงินพวกนี้มาจากไหน”
พิมายหน้าแดงก่ำ แล้วทันใดนั้นก็ล้มตึงทั้งยืน ขณะที่อีกฝ่ายตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น พิมายตะเกียกตะกายยื่นมือออกไปหาเงินของเขา “เอาคืนมา..เอื้อกูล ฉันของร้องล่ะ”
เอื้อกูลหน้าถอดสี..พิมายต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่ ๆ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจนม่วงขนาดนี้
“นี่นายเป็นอะไรน่ะ เฮ้ย อย่าล้อเล่นสิ เอ้า..เอาคืนไปก็ได้” เอื้อกูลวิ่งตรงเข้าหา ย่อตัวลงแล้วยื่นกระเป๋าสะพายให้
พิมายคว้าหมับพยายามมองหาเงินในนั้น เขาหยิบปึกธนบัตรออกมากอดเอาไว้แน่นด้วยท่านอนคุดคู้เหมือนเจ็บปวดด้วยอาการอะไรสักอย่าง
แต่แล้วจู่ ๆ พิมายก็แน่นิ่ง จนเอื้อกูลตกใจรอบสอง เขาสังเกตที่หน้าอกของเพื่อน มันยังเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ เขาเขย่าต้นแขนเพื่อนเบา ๆ พลางเรียกชื่อ
“เฮ้ย..พิมาย เป็นอะไรน่ะ ทำไมอยู่ดี ๆ ก็..”
ปึกธนบัตรนั้นอยู่ในอ้อมแขนของพิมาย ถูกบีบแน่นด้วยมือ
เอื้อกูลเอานิ้วอังปลายจมูกของเพื่อน แล้วเลื่อนมือลงไปที่หน้าอกเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจ จากนั้นก็ไปจับชีพจรที่ต้นแขน พยายามคลี่นิ้วที่กำแน่นอยู่ออก..
ถ้าอย่างนั้น..ในเมื่อนายยังหายใจปกติดีอยู่..
เอื้อกูลดึงปึกธนบัตรนั้นออกมาจากมือของพิมาย เขาพิจารณามันชั่วอึดใจ ก่อนตัดสินใจแบ่งเสี้ยวหนึ่งของจำนวธนบัตรทั้งหมดยัดใส่ลงในกระเป๋าสะพายของพิมาย
“ถ้าอยางนั้นฉันก็ขอนี่ล่ะนะ”
เอื้อกูลลุกขึ้นเก็บปึกธนบัตรลงในกระเป๋ากางเกง แล้วหันหลังเดินออกห่างจากพิมายและสระน้ำโดยไม่หันกลับมามอง..
…
18.00นาฬิกา วันแรกของการลักพาตัว..
ข้างนอกใกล้ค้ำ ฟ้ามืดลงทุกที ภายในบ้านร้างแห่งนี้ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไร แม้จะมีหนังสือก็คงอ่านภายใต้ความมืดอย่างนี้ไม่ได้ ไอคิวเอนตัวนอนลงบนเบาะตั้งแต่เมื่อครู่ เขาสังเกตเห็นว่ามีขวดน้ำดื่ม 1 โหลวางตั้งเอาไว้ชิดติดผนังปูนที่ก่อขึ้นอย่างหยาบ ๆ น่าแปลกที่บ้านไม้แห่งนี้มีผนังปูนตรงนี้เพียงด้านเดียวเท่านั้น
ไอคิวควรจะใช้ความคิดหรือควรจะปล่อยให้สมองว่างเปล่าไม่ต้องคิดอะไรเลย..ไม่สิ อย่างน้อยแค่ได้คิดก็ยังดี แม้จะไม่อาจหาทางออกไปจากที่ได้ก็เถอะ..
เขาลูบผนังปูนที่หยาบและสากนั้นไปมา ดวงตาที่คุ้นชินกับความมืดพอมองเห็นมือของเขาลาง ๆ
นายไม่เคยดูหนังเรื่องชอว์แชงค์หรือไง..สมองของไอคิวถามเขาแบบนั้น
เรื่อง The Shawshank Redemption น่ะ เรื่องที่ตัวเอกพยายามแหกคุกออกมาโดยใช้วิธีเจาะผนังปูน เอาเศษปูนใส่ชายกางเกงออกมาทิ้งวันละเล็กละน้อยโดยไม่มีใครสังเกต ส่วนผนังที่เจาะก็ใช้ภาพแขวน ๆ ไว้เพื่อปิดบังรูโหว่ จนในที่สุดก็สามารถแหกคุกออกมาได้น่ะ
ไอคิวเด้งตัวลุกขึ้นทันที..
ไม่จำเป็นต้องดูเรื่องนั้นหรอก..ไม่จำเป็นต้องดูก็ต้องคิดได้ว่าควรทำยังไงกับผนังอิฐเก่า ๆ นี่น่ะ..
ไอคิวควานหากระเป๋าเป้ของเขา รื้อค้นแบบเดาสุ่มในความมืดว่าน่าจะต้องเจออะไรในกระเป๋าที่พอจะช่วยเจาะผนังปูนได้บ้าง..ไม่นานเขาก็ล้วงเอาสิ่งหนึ่งออกมา
“มีดคัตเตอร์นี่ยังอยู่อีกหรือ” ไอคิวพูดกับตัวเองออกมาเพราะนึกแปลกใจว่าทำไมชายสามคนนั้นถึงไม่รอบคอบขนาดปล่อยให้มีดคัตเตอร์นี่ยังอยู่ในกระเป๋าเป้ใบนี้ก่อนจะโยนส่งมาให้เขา “แสดงว่ารับงานลักพาตัวนี่มาแบบเฉพาะกิจสินะ”
ปกติแล้วในกระเป๋าเป้ของไอคิวก็จะต้องมีปากกาดินสอและมีดคัตเตอร์อยู่ประจำอยู่แล้ว เขาพกมันเอาไว้ใช้จิปาถะและป้องกันตัวในยามสำคัญด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในกรณีแบบนี้จริง ๆ
เขาลงมือเจาะผนังอิฐโดยใช้ปลายคัตเตอร์จิ้มลงไปอย่างไม่รีบร้อน แม้จะมองไม่เห็นว่ามันถูกสกัดออกไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็รับรู้ว่าอย่างน้อยก็มีเศษอิฐเศษปูนร่วงหล่นติดมือ
ถ้าพวกนั้นมาล่ะ แล้วถ้ามันเห็นผนังอิฐถูกเจาะ..ไม่สิ มืดแบบนี้ ต่อให้เอาไฟฉายส่องก็เถอะ..ไอคิวคิดแบบนั้น แต่ใจก็หวั่นว่าอาจจะโดนจับได้ เขาจึงยอมเปลี่ยนมาเริ่มต้นเจาะผนังเหนือพื้นเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร เพื่อให้เบาะและเท้าของเขาปกปิดได้
กึง !!
แค่เพียงไม่กี่นาที เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เป็นเสียงคล้ายเหล็กกระทบกัน เหมือนมีใครเปิดสวิตซ์หนักอึ้งของอะไรสักอย่าง..อยู่ดี ๆ ภายในบ้านร้างสว่างขึ้นด้วยแสงจากไฟสปอร์ตไลท์ขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ตรงมุมห้องเหนือขึ้นไปบริเวณคานรับหลังคา ไอคิวสะดุ้งโหยงหันไปมองด้วยสัญญาณชาตญาณ เขาต้องหรี่ตาลงฉับพลันเพราะแสงเจิดจ้าส่องตรงมาที่เขา ซึ่งทำให้มองไม่เห็นตัวสปอร์ตไลท์เลยแม้แต่น้อย
กำลังมาหรือ..
ไอคิวหันควันไปมองผลงานบนผนังอิฐ โชคดีที่ร่องรอยการสึกหรอยังไม่มากเท่าไหร่ เขารีบสอดมีดคัตเตอร์เอาไว้ใต้เบาะนั่ง หันหน้าตรงไปยังประตูทางเข้า
คราวนี้มาทำไมอีก..
ประตูนั้นเปิดผางออก ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถุงอะไรสักอย่างในมือ แล้วก็เช่นเคย เขาสอดถุงนั้นเข้ามาตรงช่องระหว่างพื้นกับตาข่าย
“กินซะ” ชายคนนั้นพูดแค่นั้นแล้วก็เดินกลับออกไป
ไอคิวยังนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก ไม่นานเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดึงถุงที่มีกล่องข้าวอยู่ข้างในมาใกล้ตัว
..ตกลงพวกมันลักพาตัวมาเพื่ออะไรกันแน่..หรือว่าให้อยู่ในนี้ไปจนกว่าจะถึงวันไหนสักวันงั้นหรือ..แล้วแสงไฟนี่ก็คิดจะเปิดเอาไว้ทั้งคืนอย่างนั้นหรือ..
ไอคิวเปิดกล่องข้าวขึ้น ข้างในมีช้อนพลาสติก เขาตักกินอย่างหิวโหย..
เหมือนเขาคิดอะไรบางอย่างออก..ข้าวยังคาอยู่ในปากขณะมองไปที่หน้าต่างบานที่เปิดอ้าอยู่ แต่จู่ ๆ หน้าต่างก็ถูกปิดลงดังปังจนทำให้เขาสะดุ้งอีกรอบ มีเสียงคลุกคลัก คงกำลังล็อคหน้าต่างด้วยกุญแจจากด้านนอก ตามด้วยเสียงรถยนต์แล่นกลับออกไป เขาได้สติมองหน้าต่างนั้นอีกครั้ง จากนั้นก็พยายามเพ่งมองสปอร์ตไลน์
นี่เจ้านายของพวกนั้นมันกำลัง..เฝ้าดูเราอยู่รึ
เหตุผลที่ต้องเปิดหน้าต่างในตอนที่มีแสงแดดก็เพื่อให้มีแสงส่องเข้ามาด้านใน เหตุผลที่ต้องเปิดไฟตอนกลางคืนก็เพื่อให้เห็นด้านในอีกเหมือนกัน..
สองอย่างนี้ทำเพื่อให้เห็นเราในกล้องวจรปิดที่ติดอยู่ที่ไหนสักแห่งในนี้อย่างนั้นหรือ..
ไม่ทราบลำดับเวลา..
นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งเดินเอื่อยเฉื่อยลัดเลาะไปตามริมสระน้ำในมหาวิทยาลัย เขาผิวปากฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางก้มเก็บก้อนหินแล้วเอียงตัวเหวี่ยงปามันลงสระน้ำให้มันกระเด็นบนผิวน้ำ 3 ครั้งก่อนจมลงไป
“อ้ะ..นายนั่งอยู่ตรงนี้หรือ” เขากำลังจะก้มลงเก็บก้อนหินอีกก้อน แต่เห็นเพื่อนนักศึกษาชายคนหนึ่งนั่งอยู่ริมสระไม่ไกลนักเสียก่อน “ปกตินายนั่งอยู่ใต้อาคารเรียนประจำไม่ใช่หรือ”
เพื่อนนักศึกษาชายคนนั้นพอมองเห็นเขาก็ทำท่าตกใจและลุกลี้ลุกลนเป็นเอามาก กำลังยัดบางอย่างใส่กระเป๋าสะพาย แต่สมุดที่อยู่ข้างในกลับล้นออกมาแทน
เขาเอียงคออย่างสงสัย “ทำอะไรอยู่หรือ”
“อ๋อ..ไม่มีอะไรเก็บของน่ะ”
เขายักไหล่ ทำเป็นไม่สนใจแล้วโบกมือลา เดินห่างออกจากริมสระน้ำตรงไปโดยไม่หันกลับมามอง เพื่อนนักศึกษาชายคนนั้นมองตามเขาอยู่สักพัก จนแน่ใจแล้วว่าเขาคงจะไม่หวนกลับมาอีกจะหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพาย
เขาหันควับกลับไปพอดี เห็นเพื่อนของเขากำลังล้วงเอาธนบัตรใบละพันจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋าสะพายแล้วยัดใส่ลงกระเป๋าสตางค์
..ไอ้พิมายมันมีเงินมากมายขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่..มันเอาเงินมาจากไหนมาใส่กระเป๋าสตางค์..แสดงว่าในกระเป๋าสะพายของมันต้องมีเงินอีกมากโขเลยอย่างนั้นสิ มันพยายามจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเอาเข้ากระเป๋าสตางค์ แต่พอดีเรามาเห็นก่อนอย่างนั้นรึ แต่ถ้าเป็นแค่เงินธรรมดาทำไมถึงต้องทำเป็นหลบ ๆ ซ่อน ๆ มานั่งตรงสระน้ำนี่ด้วย..
หรือว่า..
พิมายสะพายกระเป๋าเดินผ่านต้นไม้ที่เขาแอบอยู่ เขาแค่เอาเท้าขัดขาเท่านั้น พิมายก็ล้มหน้าคะม่ำจมพื้นหญ้า เขารีบแย่งเอากระเป๋าสะพายออกจากแขนทั้งสองข้างของเพื่อนทันที
“จะ..จะทำอะไรน่ะ” พิมายร้องเสียงหลง พลิกตัวเองหงายขึ้นก่อนยันตัวลุกขึ้นกระโจนคว้ากระเป๋าสะพายแต่ก็ไม่ทัน อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบวิ่งถอยหลังไปเรื่อย ๆ คว้าเอาสิ่งของในกระเป๋าสะพายออกมา
เขาหยุดชะงักเมื่อคว้าเอาปึกธนบัตรปึกหนึ่งออกมา “นี่มันเงินนี่ นายไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน”
พิมายฉุนขึ้นมา “เรื่องของฉัน เอาคืนมา”
เขาวิ่งวนรอบต้นไม้แถว ๆ นั้น ไม่ให้พิมายไล่ได้ทัน “นายบอกมาก่อนว่าเอาเงินพวกนี้มาจากไหน”
พิมายหน้าแดงก่ำ แล้วทันใดนั้นก็ล้มตึงทั้งยืน ขณะที่อีกฝ่ายตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น พิมายตะเกียกตะกายยื่นมือออกไปหาเงินของเขา “เอาคืนมา..เอื้อกูล ฉันของร้องล่ะ”
เอื้อกูลหน้าถอดสี..พิมายต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่ ๆ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจนม่วงขนาดนี้
“นี่นายเป็นอะไรน่ะ เฮ้ย อย่าล้อเล่นสิ เอ้า..เอาคืนไปก็ได้” เอื้อกูลวิ่งตรงเข้าหา ย่อตัวลงแล้วยื่นกระเป๋าสะพายให้
พิมายคว้าหมับพยายามมองหาเงินในนั้น เขาหยิบปึกธนบัตรออกมากอดเอาไว้แน่นด้วยท่านอนคุดคู้เหมือนเจ็บปวดด้วยอาการอะไรสักอย่าง
แต่แล้วจู่ ๆ พิมายก็แน่นิ่ง จนเอื้อกูลตกใจรอบสอง เขาสังเกตที่หน้าอกของเพื่อน มันยังเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ เขาเขย่าต้นแขนเพื่อนเบา ๆ พลางเรียกชื่อ
“เฮ้ย..พิมาย เป็นอะไรน่ะ ทำไมอยู่ดี ๆ ก็..”
ปึกธนบัตรนั้นอยู่ในอ้อมแขนของพิมาย ถูกบีบแน่นด้วยมือ
เอื้อกูลเอานิ้วอังปลายจมูกของเพื่อน แล้วเลื่อนมือลงไปที่หน้าอกเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจ จากนั้นก็ไปจับชีพจรที่ต้นแขน พยายามคลี่นิ้วที่กำแน่นอยู่ออก..
ถ้าอย่างนั้น..ในเมื่อนายยังหายใจปกติดีอยู่..
เอื้อกูลดึงปึกธนบัตรนั้นออกมาจากมือของพิมาย เขาพิจารณามันชั่วอึดใจ ก่อนตัดสินใจแบ่งเสี้ยวหนึ่งของจำนวธนบัตรทั้งหมดยัดใส่ลงในกระเป๋าสะพายของพิมาย
“ถ้าอยางนั้นฉันก็ขอนี่ล่ะนะ”
เอื้อกูลลุกขึ้นเก็บปึกธนบัตรลงในกระเป๋ากางเกง แล้วหันหลังเดินออกห่างจากพิมายและสระน้ำโดยไม่หันกลับมามอง..
…
18.00นาฬิกา วันแรกของการลักพาตัว..
ข้างนอกใกล้ค้ำ ฟ้ามืดลงทุกที ภายในบ้านร้างแห่งนี้ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไร แม้จะมีหนังสือก็คงอ่านภายใต้ความมืดอย่างนี้ไม่ได้ ไอคิวเอนตัวนอนลงบนเบาะตั้งแต่เมื่อครู่ เขาสังเกตเห็นว่ามีขวดน้ำดื่ม 1 โหลวางตั้งเอาไว้ชิดติดผนังปูนที่ก่อขึ้นอย่างหยาบ ๆ น่าแปลกที่บ้านไม้แห่งนี้มีผนังปูนตรงนี้เพียงด้านเดียวเท่านั้น
ไอคิวควรจะใช้ความคิดหรือควรจะปล่อยให้สมองว่างเปล่าไม่ต้องคิดอะไรเลย..ไม่สิ อย่างน้อยแค่ได้คิดก็ยังดี แม้จะไม่อาจหาทางออกไปจากที่ได้ก็เถอะ..
เขาลูบผนังปูนที่หยาบและสากนั้นไปมา ดวงตาที่คุ้นชินกับความมืดพอมองเห็นมือของเขาลาง ๆ
นายไม่เคยดูหนังเรื่องชอว์แชงค์หรือไง..สมองของไอคิวถามเขาแบบนั้น
เรื่อง The Shawshank Redemption น่ะ เรื่องที่ตัวเอกพยายามแหกคุกออกมาโดยใช้วิธีเจาะผนังปูน เอาเศษปูนใส่ชายกางเกงออกมาทิ้งวันละเล็กละน้อยโดยไม่มีใครสังเกต ส่วนผนังที่เจาะก็ใช้ภาพแขวน ๆ ไว้เพื่อปิดบังรูโหว่ จนในที่สุดก็สามารถแหกคุกออกมาได้น่ะ
ไอคิวเด้งตัวลุกขึ้นทันที..
ไม่จำเป็นต้องดูเรื่องนั้นหรอก..ไม่จำเป็นต้องดูก็ต้องคิดได้ว่าควรทำยังไงกับผนังอิฐเก่า ๆ นี่น่ะ..
ไอคิวควานหากระเป๋าเป้ของเขา รื้อค้นแบบเดาสุ่มในความมืดว่าน่าจะต้องเจออะไรในกระเป๋าที่พอจะช่วยเจาะผนังปูนได้บ้าง..ไม่นานเขาก็ล้วงเอาสิ่งหนึ่งออกมา
“มีดคัตเตอร์นี่ยังอยู่อีกหรือ” ไอคิวพูดกับตัวเองออกมาเพราะนึกแปลกใจว่าทำไมชายสามคนนั้นถึงไม่รอบคอบขนาดปล่อยให้มีดคัตเตอร์นี่ยังอยู่ในกระเป๋าเป้ใบนี้ก่อนจะโยนส่งมาให้เขา “แสดงว่ารับงานลักพาตัวนี่มาแบบเฉพาะกิจสินะ”
ปกติแล้วในกระเป๋าเป้ของไอคิวก็จะต้องมีปากกาดินสอและมีดคัตเตอร์อยู่ประจำอยู่แล้ว เขาพกมันเอาไว้ใช้จิปาถะและป้องกันตัวในยามสำคัญด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในกรณีแบบนี้จริง ๆ
เขาลงมือเจาะผนังอิฐโดยใช้ปลายคัตเตอร์จิ้มลงไปอย่างไม่รีบร้อน แม้จะมองไม่เห็นว่ามันถูกสกัดออกไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็รับรู้ว่าอย่างน้อยก็มีเศษอิฐเศษปูนร่วงหล่นติดมือ
ถ้าพวกนั้นมาล่ะ แล้วถ้ามันเห็นผนังอิฐถูกเจาะ..ไม่สิ มืดแบบนี้ ต่อให้เอาไฟฉายส่องก็เถอะ..ไอคิวคิดแบบนั้น แต่ใจก็หวั่นว่าอาจจะโดนจับได้ เขาจึงยอมเปลี่ยนมาเริ่มต้นเจาะผนังเหนือพื้นเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร เพื่อให้เบาะและเท้าของเขาปกปิดได้
กึง !!
แค่เพียงไม่กี่นาที เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เป็นเสียงคล้ายเหล็กกระทบกัน เหมือนมีใครเปิดสวิตซ์หนักอึ้งของอะไรสักอย่าง..อยู่ดี ๆ ภายในบ้านร้างสว่างขึ้นด้วยแสงจากไฟสปอร์ตไลท์ขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ตรงมุมห้องเหนือขึ้นไปบริเวณคานรับหลังคา ไอคิวสะดุ้งโหยงหันไปมองด้วยสัญญาณชาตญาณ เขาต้องหรี่ตาลงฉับพลันเพราะแสงเจิดจ้าส่องตรงมาที่เขา ซึ่งทำให้มองไม่เห็นตัวสปอร์ตไลท์เลยแม้แต่น้อย
กำลังมาหรือ..
ไอคิวหันควันไปมองผลงานบนผนังอิฐ โชคดีที่ร่องรอยการสึกหรอยังไม่มากเท่าไหร่ เขารีบสอดมีดคัตเตอร์เอาไว้ใต้เบาะนั่ง หันหน้าตรงไปยังประตูทางเข้า
คราวนี้มาทำไมอีก..
ประตูนั้นเปิดผางออก ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถุงอะไรสักอย่างในมือ แล้วก็เช่นเคย เขาสอดถุงนั้นเข้ามาตรงช่องระหว่างพื้นกับตาข่าย
“กินซะ” ชายคนนั้นพูดแค่นั้นแล้วก็เดินกลับออกไป
ไอคิวยังนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก ไม่นานเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดึงถุงที่มีกล่องข้าวอยู่ข้างในมาใกล้ตัว
..ตกลงพวกมันลักพาตัวมาเพื่ออะไรกันแน่..หรือว่าให้อยู่ในนี้ไปจนกว่าจะถึงวันไหนสักวันงั้นหรือ..แล้วแสงไฟนี่ก็คิดจะเปิดเอาไว้ทั้งคืนอย่างนั้นหรือ..
ไอคิวเปิดกล่องข้าวขึ้น ข้างในมีช้อนพลาสติก เขาตักกินอย่างหิวโหย..
เหมือนเขาคิดอะไรบางอย่างออก..ข้าวยังคาอยู่ในปากขณะมองไปที่หน้าต่างบานที่เปิดอ้าอยู่ แต่จู่ ๆ หน้าต่างก็ถูกปิดลงดังปังจนทำให้เขาสะดุ้งอีกรอบ มีเสียงคลุกคลัก คงกำลังล็อคหน้าต่างด้วยกุญแจจากด้านนอก ตามด้วยเสียงรถยนต์แล่นกลับออกไป เขาได้สติมองหน้าต่างนั้นอีกครั้ง จากนั้นก็พยายามเพ่งมองสปอร์ตไลน์
นี่เจ้านายของพวกนั้นมันกำลัง..เฝ้าดูเราอยู่รึ
เหตุผลที่ต้องเปิดหน้าต่างในตอนที่มีแสงแดดก็เพื่อให้มีแสงส่องเข้ามาด้านใน เหตุผลที่ต้องเปิดไฟตอนกลางคืนก็เพื่อให้เห็นด้านในอีกเหมือนกัน..
สองอย่างนี้ทำเพื่อให้เห็นเราในกล้องวจรปิดที่ติดอยู่ที่ไหนสักแห่งในนี้อย่างนั้นหรือ..