Circle murder #2 (เอื้อกูล)
posted on 28 Jun 2009 16:40 by iqdetective
ตอนที่ 2 : เอื้อกูล
ไม่ทราบลำดับเวลา..
ซองเอกสารสีน้ำตาลถูกโยนเข้ามาภายในทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กของเอื้อกูล ทาวน์เฮ้าส์ในหมู่บ้านแห่งนี้สร้างติดกันราว 10 หลัง หลังของเอื้อกูลอยู่นับจากด้านขวาทางเข้าเป็นหลังที่ 8 พอดี ซองนั้นหล่นดังตุบลงบนทางเดินปูด้วยหินอ่อนแตกเหลือใช้นำมาจัดวางเรียงแบบสะเปะสะปะ บุรุษไปรษณีย์มักจะเลี้ยวรถมอเตอร์ไซต์กลับทันทีหลังจากโยนจดหมายเสร็จเรียบร้อย ได้ยินเสียงบิดเครื่องยนต์หายวับไปไม่กี่วินาที
เอื้อกูลผละจากรายการโทรทัศน์ในวันเสาร์หันไปมองหนังสือพิมพ์และซองสีน้ำตาลนั้นถูกทิ้งอยู่คู่กัน
เขาบิดขี้เกียจก่อนลุกขึ้นเดินมาตรงทางเดินหน้าบ้านแล้วก้มลงหยิบหนังสือพิมพ์กับซองนั้น เขาโยนหนังสือพิมพ์ลงบนชั้นวางของที่มีหนังสือพิมพ์วางเรียงรายหลายฉบับ พลิกซองนั้นไปมาพยายามมองหาชื่อผู้ส่งแต่ไม่มีการเขียนระบุไว้ แถมชื่อของเขาเองก็เขียนผิดเป็น เอื้อกุล อีกต่างหาก
เขาก็ไม่ใส่ใจนัก ฉีกขอบซองออกเป็นแนวตรงแล้วล้วงเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา มีซองกระดาษสีขาวพับครึ่งแผ่นหนึ่งกับรูปขนาด 7 x 8 นิ้ว จำนวน 4 ใบ
ทันทีที่เขาเห็นรูปพวกนั้น ใบหน้าของเขาซีดลงประหนึ่งถูกสูบเลือดออกจนหมด รูปพวกนั้น...
เขารีบคลี่กระดาษอีกแผ่นออกอ่าน ข้อความในนั้นถูกพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์
10 ปีก่อนพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตลงกระทันหันเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะขับรถกลับจากเชียงใหม่ รถเสียหลักพุ่งชนขอบกั้นและพุ่งดิ่งลงสู่เหวลึก แต่ว่ากว่าที่จะมีคนไปพบจุดเกิดเหตุก็ล่วงเลยไปกว่า 2 สัปดาห์
แล้วรูปพวกนี้มัน..
เอื้อกูลจำได้แม่นยำว่าพ่อแม่ของเขาสวมชุดแบบไหนสีอะไร ทำผมทรงไหนในวันสุดท้าย วันนั้นเขาซึ่งอายุเพียง 13 ปีถูกฝากเอาไว้ที่บ้านญาติที่เชียงใหม่ในช่วงปิดเทอมใหญ่ เขายังจำได้ตอนที่เขายืนกอดอกแน่นเพราะความหนาวเย็นโบกมือลาพ่อแม่ของเขาอยู่บนระเบียงบ้านที่โอบล้อมด้วยไร่ชา กลิ่นใบชาคละคลุ้มให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์
หลังจากนั้นอีก 1 ชั่งโมงต่อมาพ่อแม่ของเขาเสียชีวิต..
รูปพวกนี้ถ่ายพ่อกับแม่ของเขาขณะออกมาจากรถในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง อีกรูปหนึ่งเป็นราวกั้นถนนที่พังยับเยิน อีกรูปถ่ายก้มลงไปที่เหวลึกที่ปกคลุมด้วยต้นไม้รกทึบ แต่ก็พอเห็นจุดเล็ก ๆ ซึ่งคือรถยนต์ที่เอาส่วนหน้าปักลงไปพื้นดินเบื้องล่าง และรูปสุดท้ายคือรูปที่พยายามซูมเข้าไปในตัวรถเพื่อถ่ายภาพคนที่อยู่ข้างใน แต่ภาพเบลอไม่คมชัด
นี่หมายความว่ายังไง..
เอื้อกูลพินิจพิจารณารูป 4 รูปนั้นซ้ำไปซ้ำมา ประกอบกับอ่านข้อความในแผ่นกระดาษนี้อย่างถี่ถ้วน..
นี่แปลว่าที่พ่อแม่เสียชีวิตไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างนั้นหรือ..แปลว่ามีคนวางแผนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น..แล้วรูปพวกนี้ก็คือผลงานของผู้ถูกจ้างเพื่อนำไปขึ้นเงินกับผู้ว่าจ้างอย่างนั้นหรือ..
เอื้อกูลกำกระดาษแผ่นนั้นจนยับยู่ยี่ เส้นเลือดตรงหน้าผากปูดโปน สายตาจับจ้องไปที่โทรทัศน์ตรงหน้า..
“คนที่ชื่อกฤติกรอย่างนั้นหรือ..”
ไอคิวรู้สึกแสบไปทั้งจมูก รู้สึกว่าใบหน้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ เขาลืมตาตื่นขึ้นทันทีและมีสติรู้ตัวเดี๋ยวนั้นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ถูกโปะยาสลบพานั่งรถตู้มาที่ใดที่หนึ่ง
เบื้องหน้ามีชาย 3 คนยืนอยู่ ใส่ชุดแบบเดียวกันคือเสื้อสูทสีดำพร้อมกับแว่นตาสีดำอำพรางใบหน้า แต่ดูอย่างไรก็เหมือนถูกบังคับให้ต้องแต่งตัวแบบนี้มากกว่า
ไอคิวสะบัดศีรษะไปมาเพื่อไล่น้ำที่ถูกรดลงบนใบหน้าออก พยายามดันตัวลุกขึ้นนั่ง มองไปยังถังน้ำที่หนึ่งในสามคนนั้นถืออยู่ เขาพยายามเหล่มองรอบตัวให้รู้แน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน แต่รอบ ๆ ข้างนั้นมืดสลัว มีเพียงแสงแดดเล็ดลอดผ่านช่องว่างของประตูเป็นแนวยาวเบื้องหลังคนทั้งสาม
“ลักพาตัวหรือ” ไอคิวเงยหน้าถามชายทั้งสามคน
ทั้งสามคนยิ้มเยาะ คนที่ถือถังน้ำเอ่ยขึ้น “ถูกต้อง”
“ทำไมล่ะ..ผมยังนึกไม่ออกว่าทำไมผมถึงถูกลักพาตัวน่ะ ผมไม่ได้รวยพอที่จะให้ใครเรียกค่าไถ่ได้หรอกนะ”
“เรื่องนั้นคงไม่จำเป็นต้องบอก” อีกคนที่เอายาสลบปิดปากเขาเสริมขึ้นมา จากนั้นปิดไฟฉายที่ถืออยู่ในมือส่องไปเบื้องหลังไอคิว “คุณเข้าไปในนั้นจะดีกว่า”
ไอคิวเหลียวไปมองด้านหลัง แสงจากไฟฉายส่องพอมองเห็นว่ามันเป็นห้อง ๆ หนึ่งที่ขึงด้วยตาข่ายเหล็กอย่างหยาบ ๆ ติดชิดผนัง มีประตูตาข่ายเหล็กเปิดออกได้
“แล้วทำไมไม่หิ้วผมไปในนั้นตั้งแต่ทีแรก”
“ไม่อยากให้มันเปียกน่ะ” คนที่ถือถังน้ำชูถังน้ำขึ้น แล้วก็เหวี่ยงมันไปอีกทาง เสียงกระเด็นกระดอนดังก้อง
ไอคิวค่อยใช้มือจับที่กระเป๋ากางเกงเพื่อสำรวจว่าโทรศัพท์มือถือของเขายังอยู่หรือเปล่า แต่ปรากฏว่าสามคนนั้นคงเอามันไปแล้ว
“ข้างในมีที่นั่ง..นั่งสบายกว่าตรงนี้นะครับ”
ไอคิวนิ่งมองคนทั้งสามครู่หนึ่ง เขาคงต่อสู่ขัดขืนอะไรไม่ได้ จึงยอมลุกขึ้นหันหลังเดินเข้าไป ชายที่เป็นคนขับรถจับประตูปิดล่ามโซ่แล้วล็อคด้วยกุญแจทันที
ข้างในมีเบาะนั่งอย่างที่คนหนึ่งว่าไว้ ไอคิวนั่งลงมองสามคนที่อยู่นอกห้องว่าจะทำอะไรต่อไป
พอแน่ใจว่าประตูปิดแน่นหนา คนนั้นก็เดินไปอีกทางเพื่อแง้มหน้าต่างแบบบานเปิดขึ้นแล้วใช้ไม้ท่อนเล็กค้ำมันเอาไว้ แสงสว่างจากด้านนอกจึงที่ให้ภายในสว่างขึ้นอีกหน่อย
ไอคิวมองรอบตัวทันที..ที่นี่คือบ้านไม้ร้างหลังหนึ่งที่ไม่มีเครื่องเรือนอะไรเลย ห้องตาข่ายเหล็กตรงนี้คงเคยถูกใช้เป็นห้องเก็บอะไหล่อุปกรณ์หรือเครื่องใช้อะไรบางอย่าง บางทีบ้านหลังนี้อาจจะเป็นร้านขายของเก่าหรือเศษเหล็ก
“ที่นี่ที่ไหน” แม้จะดูเป็นคำถามโง่ ๆ แต่ไอคิวก็อยากจะถาม
“บ้านร้าง” คนหนึ่งตอบ
“บ้านร้างที่ไหน”
“ในประเทศนี่ล่ะ”
ไอคิวไม่ยื้อถามต่อ เพราะรู้ดีว่ายังไงก็คงไม่มีทางได้คำตอบกลับมา “พวกนายแน่ใจหรือว่าไม่ได้จับผิดตัว”
“ผิดไม่ผิดเดี๋ยวก็รู้”
“ผมขอย้ำว่าผมไม่ได้มีเงินทองให้พวกนายหรือเจ้านายของพวกนายได้เอาไปหรอกนะ”
“มันไม่ใช่เรื่องเงินหรอก” คนที่เปิดหน้าต่างเอ่ยขึ้น แต่กลับถูกตำหนิด้วยสายตาของอีกสองคน เขาจึงหยุดพูดแค่นั้น
“ไม่ใช่เรื่องเงินหรือ งั้นเรื่องอะไรล่ะ ผมเองก็ไม่เคยไม่มีความแค้นอะไรกับใครนี่นา”
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้” คนเดิมเอ่ย “..เดี๋ยวคุณก็ได้รู้เอง ไม่นานหรอก”
ไอคิวนิ่งมองคนทั้งสาม พยายามคิดว่าเพราะเหตุใด เขาคิดได้อย่างหนึ่ง “..ถ้าอย่างนั้น..เอาผมมาฆ่ารึ”
ฝ่ายคนที่ขับรถและเปิดหน้าต่างชะงักมองเพื่อนร่วมงานอีกสองคนทันที ไอคิวรู้สึกใจหายวาบเมื่อเห็นสายตาของคน ๆ นั้น
“ขอให้คุณอยู่ในนี้ไปก่อนก็แล้วกัน อย่าคิดหนีนะครับ” อีกคนเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ จากนั้นพยักหน้าให้อีกสองคน
ทั้งสามคนหันหลังกลับ เปิดประตูเดินออกไป แสงแดดส่องเข้ามาครู่เดียวแล้วก็กลับมืดสลัวแบบเดิม..
นี่ใครคิดจะฆ่าเรา..ไอคิวรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา..ไม่สิ..ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่..ต้องมี..
ไอคิวมองไปยังหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ฝุ่นภายในฟุ้งกระจายเมื่อต้องแสงแดดที่ส่องเข้ามา เขาพยายามลำดับเหตุการณ์ของวันนี้ก่อนที่จะถูกลักพาตัวมาที่นี่..วันนี้เขาแทบไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากสำนักพิมพ์ที่รุ่นพี่ปราการทำงานอยู่เพื่อเอาเอกสารที่เขาสืบมาได้มอบให้..
หรือว่า..เพราะเอกสารเหล่านั้น ความพยายามที่จะรวบรวมเอกสารเหล่านั้น ไอคิวต้องพูดคุยกับคนหลายคนและไปหลายที่ หรือว่าบางทีอาจจะมีคนที่ไม่อาจจะให้เอกสารนั้นไปตกถึงมือนักข่าวแอบเพ่งเล็งอยู่
จู่ ๆ ประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง หนึ่งในสามคนเดินเข้ามาตรงมายังไอคิวทันที เขารู้สึกใจเต้นตึกตักหายใจไม่เต็มปอด หวาดกลัวว่าอาจจะโดนทำร้ายหรือไม่ก็ฆ่าให้ตายซะเดี๋ยวนี้
ชายคนนั้นโยนกระเป๋าเป้ของไอคิวลอดผ่านช่องว่างตรงพื้น กระเป๋าเป้ไถลเข้าไปด้านในห้อง
“หนังสือของคุณ คิดว่าคงทำให้หายเหงาและไม่คิดฟุ้งซ่านนะครับ”
เขาเดินกลับออกไป ปิดประตู ตามด้วยเสียงคล้องโซ่และล็อคกุญแจ..
ไม่ทราบลำดับเวลา..
ซองเอกสารสีน้ำตาลถูกโยนเข้ามาภายในทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กของเอื้อกูล ทาวน์เฮ้าส์ในหมู่บ้านแห่งนี้สร้างติดกันราว 10 หลัง หลังของเอื้อกูลอยู่นับจากด้านขวาทางเข้าเป็นหลังที่ 8 พอดี ซองนั้นหล่นดังตุบลงบนทางเดินปูด้วยหินอ่อนแตกเหลือใช้นำมาจัดวางเรียงแบบสะเปะสะปะ บุรุษไปรษณีย์มักจะเลี้ยวรถมอเตอร์ไซต์กลับทันทีหลังจากโยนจดหมายเสร็จเรียบร้อย ได้ยินเสียงบิดเครื่องยนต์หายวับไปไม่กี่วินาที
เอื้อกูลผละจากรายการโทรทัศน์ในวันเสาร์หันไปมองหนังสือพิมพ์และซองสีน้ำตาลนั้นถูกทิ้งอยู่คู่กัน
เขาบิดขี้เกียจก่อนลุกขึ้นเดินมาตรงทางเดินหน้าบ้านแล้วก้มลงหยิบหนังสือพิมพ์กับซองนั้น เขาโยนหนังสือพิมพ์ลงบนชั้นวางของที่มีหนังสือพิมพ์วางเรียงรายหลายฉบับ พลิกซองนั้นไปมาพยายามมองหาชื่อผู้ส่งแต่ไม่มีการเขียนระบุไว้ แถมชื่อของเขาเองก็เขียนผิดเป็น เอื้อกุล อีกต่างหาก
เขาก็ไม่ใส่ใจนัก ฉีกขอบซองออกเป็นแนวตรงแล้วล้วงเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา มีซองกระดาษสีขาวพับครึ่งแผ่นหนึ่งกับรูปขนาด 7 x 8 นิ้ว จำนวน 4 ใบ
ทันทีที่เขาเห็นรูปพวกนั้น ใบหน้าของเขาซีดลงประหนึ่งถูกสูบเลือดออกจนหมด รูปพวกนั้น...
เขารีบคลี่กระดาษอีกแผ่นออกอ่าน ข้อความในนั้นถูกพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์
10 ปีก่อนพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตลงกระทันหันเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะขับรถกลับจากเชียงใหม่ รถเสียหลักพุ่งชนขอบกั้นและพุ่งดิ่งลงสู่เหวลึก แต่ว่ากว่าที่จะมีคนไปพบจุดเกิดเหตุก็ล่วงเลยไปกว่า 2 สัปดาห์
แล้วรูปพวกนี้มัน..
เอื้อกูลจำได้แม่นยำว่าพ่อแม่ของเขาสวมชุดแบบไหนสีอะไร ทำผมทรงไหนในวันสุดท้าย วันนั้นเขาซึ่งอายุเพียง 13 ปีถูกฝากเอาไว้ที่บ้านญาติที่เชียงใหม่ในช่วงปิดเทอมใหญ่ เขายังจำได้ตอนที่เขายืนกอดอกแน่นเพราะความหนาวเย็นโบกมือลาพ่อแม่ของเขาอยู่บนระเบียงบ้านที่โอบล้อมด้วยไร่ชา กลิ่นใบชาคละคลุ้มให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์
หลังจากนั้นอีก 1 ชั่งโมงต่อมาพ่อแม่ของเขาเสียชีวิต..
รูปพวกนี้ถ่ายพ่อกับแม่ของเขาขณะออกมาจากรถในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง อีกรูปหนึ่งเป็นราวกั้นถนนที่พังยับเยิน อีกรูปถ่ายก้มลงไปที่เหวลึกที่ปกคลุมด้วยต้นไม้รกทึบ แต่ก็พอเห็นจุดเล็ก ๆ ซึ่งคือรถยนต์ที่เอาส่วนหน้าปักลงไปพื้นดินเบื้องล่าง และรูปสุดท้ายคือรูปที่พยายามซูมเข้าไปในตัวรถเพื่อถ่ายภาพคนที่อยู่ข้างใน แต่ภาพเบลอไม่คมชัด
นี่หมายความว่ายังไง..
เอื้อกูลพินิจพิจารณารูป 4 รูปนั้นซ้ำไปซ้ำมา ประกอบกับอ่านข้อความในแผ่นกระดาษนี้อย่างถี่ถ้วน..
นี่แปลว่าที่พ่อแม่เสียชีวิตไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างนั้นหรือ..แปลว่ามีคนวางแผนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น..แล้วรูปพวกนี้ก็คือผลงานของผู้ถูกจ้างเพื่อนำไปขึ้นเงินกับผู้ว่าจ้างอย่างนั้นหรือ..
เอื้อกูลกำกระดาษแผ่นนั้นจนยับยู่ยี่ เส้นเลือดตรงหน้าผากปูดโปน สายตาจับจ้องไปที่โทรทัศน์ตรงหน้า..
“คนที่ชื่อกฤติกรอย่างนั้นหรือ..”
OOOOOOO
16.15 นาฬิกา วันแรกของการลักพาตัว..ไอคิวรู้สึกแสบไปทั้งจมูก รู้สึกว่าใบหน้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ เขาลืมตาตื่นขึ้นทันทีและมีสติรู้ตัวเดี๋ยวนั้นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ถูกโปะยาสลบพานั่งรถตู้มาที่ใดที่หนึ่ง
เบื้องหน้ามีชาย 3 คนยืนอยู่ ใส่ชุดแบบเดียวกันคือเสื้อสูทสีดำพร้อมกับแว่นตาสีดำอำพรางใบหน้า แต่ดูอย่างไรก็เหมือนถูกบังคับให้ต้องแต่งตัวแบบนี้มากกว่า
ไอคิวสะบัดศีรษะไปมาเพื่อไล่น้ำที่ถูกรดลงบนใบหน้าออก พยายามดันตัวลุกขึ้นนั่ง มองไปยังถังน้ำที่หนึ่งในสามคนนั้นถืออยู่ เขาพยายามเหล่มองรอบตัวให้รู้แน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน แต่รอบ ๆ ข้างนั้นมืดสลัว มีเพียงแสงแดดเล็ดลอดผ่านช่องว่างของประตูเป็นแนวยาวเบื้องหลังคนทั้งสาม
“ลักพาตัวหรือ” ไอคิวเงยหน้าถามชายทั้งสามคน
ทั้งสามคนยิ้มเยาะ คนที่ถือถังน้ำเอ่ยขึ้น “ถูกต้อง”
“ทำไมล่ะ..ผมยังนึกไม่ออกว่าทำไมผมถึงถูกลักพาตัวน่ะ ผมไม่ได้รวยพอที่จะให้ใครเรียกค่าไถ่ได้หรอกนะ”
“เรื่องนั้นคงไม่จำเป็นต้องบอก” อีกคนที่เอายาสลบปิดปากเขาเสริมขึ้นมา จากนั้นปิดไฟฉายที่ถืออยู่ในมือส่องไปเบื้องหลังไอคิว “คุณเข้าไปในนั้นจะดีกว่า”
ไอคิวเหลียวไปมองด้านหลัง แสงจากไฟฉายส่องพอมองเห็นว่ามันเป็นห้อง ๆ หนึ่งที่ขึงด้วยตาข่ายเหล็กอย่างหยาบ ๆ ติดชิดผนัง มีประตูตาข่ายเหล็กเปิดออกได้
“แล้วทำไมไม่หิ้วผมไปในนั้นตั้งแต่ทีแรก”
“ไม่อยากให้มันเปียกน่ะ” คนที่ถือถังน้ำชูถังน้ำขึ้น แล้วก็เหวี่ยงมันไปอีกทาง เสียงกระเด็นกระดอนดังก้อง
ไอคิวค่อยใช้มือจับที่กระเป๋ากางเกงเพื่อสำรวจว่าโทรศัพท์มือถือของเขายังอยู่หรือเปล่า แต่ปรากฏว่าสามคนนั้นคงเอามันไปแล้ว
“ข้างในมีที่นั่ง..นั่งสบายกว่าตรงนี้นะครับ”
ไอคิวนิ่งมองคนทั้งสามครู่หนึ่ง เขาคงต่อสู่ขัดขืนอะไรไม่ได้ จึงยอมลุกขึ้นหันหลังเดินเข้าไป ชายที่เป็นคนขับรถจับประตูปิดล่ามโซ่แล้วล็อคด้วยกุญแจทันที
ข้างในมีเบาะนั่งอย่างที่คนหนึ่งว่าไว้ ไอคิวนั่งลงมองสามคนที่อยู่นอกห้องว่าจะทำอะไรต่อไป
พอแน่ใจว่าประตูปิดแน่นหนา คนนั้นก็เดินไปอีกทางเพื่อแง้มหน้าต่างแบบบานเปิดขึ้นแล้วใช้ไม้ท่อนเล็กค้ำมันเอาไว้ แสงสว่างจากด้านนอกจึงที่ให้ภายในสว่างขึ้นอีกหน่อย
ไอคิวมองรอบตัวทันที..ที่นี่คือบ้านไม้ร้างหลังหนึ่งที่ไม่มีเครื่องเรือนอะไรเลย ห้องตาข่ายเหล็กตรงนี้คงเคยถูกใช้เป็นห้องเก็บอะไหล่อุปกรณ์หรือเครื่องใช้อะไรบางอย่าง บางทีบ้านหลังนี้อาจจะเป็นร้านขายของเก่าหรือเศษเหล็ก
“ที่นี่ที่ไหน” แม้จะดูเป็นคำถามโง่ ๆ แต่ไอคิวก็อยากจะถาม
“บ้านร้าง” คนหนึ่งตอบ
“บ้านร้างที่ไหน”
“ในประเทศนี่ล่ะ”
ไอคิวไม่ยื้อถามต่อ เพราะรู้ดีว่ายังไงก็คงไม่มีทางได้คำตอบกลับมา “พวกนายแน่ใจหรือว่าไม่ได้จับผิดตัว”
“ผิดไม่ผิดเดี๋ยวก็รู้”
“ผมขอย้ำว่าผมไม่ได้มีเงินทองให้พวกนายหรือเจ้านายของพวกนายได้เอาไปหรอกนะ”
“มันไม่ใช่เรื่องเงินหรอก” คนที่เปิดหน้าต่างเอ่ยขึ้น แต่กลับถูกตำหนิด้วยสายตาของอีกสองคน เขาจึงหยุดพูดแค่นั้น
“ไม่ใช่เรื่องเงินหรือ งั้นเรื่องอะไรล่ะ ผมเองก็ไม่เคยไม่มีความแค้นอะไรกับใครนี่นา”
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้” คนเดิมเอ่ย “..เดี๋ยวคุณก็ได้รู้เอง ไม่นานหรอก”
ไอคิวนิ่งมองคนทั้งสาม พยายามคิดว่าเพราะเหตุใด เขาคิดได้อย่างหนึ่ง “..ถ้าอย่างนั้น..เอาผมมาฆ่ารึ”
ฝ่ายคนที่ขับรถและเปิดหน้าต่างชะงักมองเพื่อนร่วมงานอีกสองคนทันที ไอคิวรู้สึกใจหายวาบเมื่อเห็นสายตาของคน ๆ นั้น
“ขอให้คุณอยู่ในนี้ไปก่อนก็แล้วกัน อย่าคิดหนีนะครับ” อีกคนเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ จากนั้นพยักหน้าให้อีกสองคน
ทั้งสามคนหันหลังกลับ เปิดประตูเดินออกไป แสงแดดส่องเข้ามาครู่เดียวแล้วก็กลับมืดสลัวแบบเดิม..
นี่ใครคิดจะฆ่าเรา..ไอคิวรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา..ไม่สิ..ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่..ต้องมี..
ไอคิวมองไปยังหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ฝุ่นภายในฟุ้งกระจายเมื่อต้องแสงแดดที่ส่องเข้ามา เขาพยายามลำดับเหตุการณ์ของวันนี้ก่อนที่จะถูกลักพาตัวมาที่นี่..วันนี้เขาแทบไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากสำนักพิมพ์ที่รุ่นพี่ปราการทำงานอยู่เพื่อเอาเอกสารที่เขาสืบมาได้มอบให้..
หรือว่า..เพราะเอกสารเหล่านั้น ความพยายามที่จะรวบรวมเอกสารเหล่านั้น ไอคิวต้องพูดคุยกับคนหลายคนและไปหลายที่ หรือว่าบางทีอาจจะมีคนที่ไม่อาจจะให้เอกสารนั้นไปตกถึงมือนักข่าวแอบเพ่งเล็งอยู่
จู่ ๆ ประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง หนึ่งในสามคนเดินเข้ามาตรงมายังไอคิวทันที เขารู้สึกใจเต้นตึกตักหายใจไม่เต็มปอด หวาดกลัวว่าอาจจะโดนทำร้ายหรือไม่ก็ฆ่าให้ตายซะเดี๋ยวนี้
ชายคนนั้นโยนกระเป๋าเป้ของไอคิวลอดผ่านช่องว่างตรงพื้น กระเป๋าเป้ไถลเข้าไปด้านในห้อง
“หนังสือของคุณ คิดว่าคงทำให้หายเหงาและไม่คิดฟุ้งซ่านนะครับ”
เขาเดินกลับออกไป ปิดประตู ตามด้วยเสียงคล้องโซ่และล็อคกุญแจ..