Circle murder : Intro

posted on 25 Jun 2009 01:59 by iqdetective

Intro :
    กระจกใสกั้นห้องทำงานของธีรสินแตกกระจายออกด้วยแรงปะทะ  เม็ดกระจกที่ติดอยู่ด้านบนเชื่อมกับกรอบอะลูมินัมร่วงกราวลงมาบนพื้นพรมสีน้ำเงินเข้ม โชคดีที่กระจกกั้นนี้เป็นกระจกประเภท TEMPERED SAFETY GLASS แบบเดียวกับที่ทำเป็นกระจกรถยนต์  มันจึงไม่แตกออกเป็นรูปสามเหลี่ยมกลายเป็นหนามแหลมคม แต่แตกออกเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายเมล็ดข้าวโพด ดังนั้นเมื่อธีรสินล้มหงายหลังกระแทกลงพื้น เม็ดกระจกที่อยู่ด้านหลังจึงไม่ทำอันตราย รวมทั้งเม็ดกระจกที่ร่วงกราวลงมาเหนือร่างของเขาเช่นกัน
    แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นกำลังตรงเข้ามาประชิดเขาในระยะเพียงหนึ่งฟุต..
    ชายสวมชุดสีดำสนิทคนหนึ่งก้าวผ่านช่องว่างที่เคยเป็นกระจกใส รองเท้าเหยียบบดเม็ดกระจกบนพื้นพรมอย่างไม่แยแส ก้าวเดินเข้ามาเอาปืนจ่อที่ศีรษะของเขา
    ธีรสินที่อยู่ในอาการมึนงงและเจ็บปวดที่หลังเพราะเม็ดกระจกตำ มอง ปืนในมือของชายผู้นั้น แม้จะกลัวขึ้นสมองแต่ร่างกายห้ามไม่ให้เขาถอยหนี ดังนั้นเขาจึงพยายามเปล่งเสียงออกมาร้องขอชีวิต
    “อย่า..ได้โปรด..”
    นิ้วที่สอดอยู่เหนือไกปืนพร้อมที่จะยิงได้ทุกเมื่อ ทว่านิ้วนั้นกลับสั่นเทาเล็กน้อย และธีรสินเองก็แปลกใจที่เห็นดวงตาของฝ่ายตรงข้ามแดงก่ำรื้นด้วยน้ำตา
    ภายใต้หน้ากากสีดำปกคลุมใบหน้าที่คงเหลือไว้เพียงแค่บริเวณรอบดวงตาให้มองเห็นได้  ชายผู้นั้นรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่าง  มองธีรสินด้วยแววตาอาฆาต..เป็นแววตาที่เจือด้วยน้ำตาแห่งความโศกเศร้าของเขา
    “แก..ไม่มีสิทธิ์..” ริมฝีปากภายใต้หน้ากากนั้นเปล่งเสียงออกมา
    แม้เม็ดกระจกจะไม่ทำอันตรายแก่ธีรสิน แต่เพราะหลังเขาทับเม็ดกระจก ทำให้เขาเจ็บปวดเมื่อขยับร่างกายเพียงเล็กน้อย  เขาพยายามกวาดมือออกข้างลำตัว เพื่อพยุงดันร่างตัวเองให้ถอยห่างจากกระบอกปืน  แต่มือกลับไถลลื่นเพราะมีเม็ดกระจกกระจายอยู่บริเวณพื้นพรม  แต่ถึงแม้จะดันตัวเองให้เคลื่อนที่ได้ ยังไงก็ต้องจนมุมด้วยโต๊ะทำงานของเขาอยู่ดี..
    ชายผู้นั้นเลิกหน้ากากขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง  ธีรสินตาเบิกโพลงและหัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อรู้ว่าชายผู้นั้นคือใคร..
    “แกไม่สิทธิ์จะมาร้องขอชีวิต..” ดวงตาของชายผู้นั้นแดงก่ำ ใบหน้าเกร็งเขม็ง “..เพราะว่าแกไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป..”
    “ทำไม..”
    ปึก !!
    เสียงเบาบางแต่หนักอึ้งดังเล็ดลอดออกมาจากจากปลายกระบอกปืนเก็บเสียงพร้อมกับลูกกระสุนร้อนระอุ  ศีรษะของธีรสินกระแทกพื้นพรมโดยไร้เสียง  เลือดค่อย ๆ ไหลรินออกจากรูโบ๋ตรงกลางกระหม่อม  ศีรษะเอียงไปทางขวานิดหนึ่ง ขณะที่ดวงตาที่ไร้แววมองเพดานอย่างว่างเปล่า..
    ชายผู้นั้นเพ่งมองร่างไร้วิญญาณตรงหน้า ตัวเขาสั่นสะท้านเพราะเพิ่งลงมือฆ่าคนเป็นครั้งแรกในชีวิต  ความหวาดกลัวบังเกิดขึ้นภายในใจ  แต่แค่เพียงลูบหนึ่งที่รู้สึกหวาดกลัวการกระทำผิด สมองก็สั่งให้ดึงเอาเรื่งราวในอดีตมาหักล้างและเสริมเหตุผลให้ตัวเขาเอง..
    ว่าสิ่งที่เขาทำ..
    “..แกสมควรได้รับมัน !!”

   OOOOOOOOOO
 

    ภายในสำนักพิมพ์อันแสนชุลมุนวุ่นวาย บรรดาพนักงานคนทำข่าวต่างพากันวิ่งวุ่นไปมา  แต่สำหรับที่นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ  เพราะหนังสือพิมพ์รายวันต้องมีข่าวใหม่ข่าวเด็ดทุกวันเพื่อแข่งขันกับหนังสือพิมพ์รายอื่น ๆ
    ไอคิวเองถึงแม้จะเข้าออกที่นี่หลายครั้งแล้วก็ยังไม่คุ้นชินกับภาพความโกลาหลแบบนี้  มีเสียงดังส่งกันข้ามหัวไปมา บางคนใช้ปากกาชี้พนักงานอีกคนแบบสั่งงาน บางคนเอาปากกาเหน็บหูแล้วเอานิ้วบี้คางใช้ความคิด ปากกัดปากกาจนเห็นรอยแหว่งที่ก้นด้ามชัดเจน  เขารอรุ่นพี่มากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว  แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ารุ่นพี่ของเขาจะละจากภารกิจมาสนทนากับเขาได้เลย  โชคดีที่เขาพกหนังสือติดกระเป๋าเป้มาด้วย เขาจึงนั่งลงบนเก้าอี้สำหรับแขกอ่านมันเรื่อยมา
    ไอคิวก้มลงอ่าน แต่มองแล้วคล้ายคนนั่งหลับมากกว่า  พนักงานคนหนึ่งเดินผ่านมาและพอจะรู้ว่าเขามาหาปราการหยุดชะงักตรงหน้าเขาแล้วใช้ปากกาเคาะบนหนังสือที่เขาอ่าน  เขาเงยหน้าขึ้นทันที
    “อ้าวนึกว่าหลับ..”
    ไอคิวนึกว่าเป็นรุ่นพี่ที่ชื่อปราการเรียก แต่พอเห็นเป็นคนอื่นก็ผิดหวังเล็กน้อย
    “มารอไอ้ปราการหรือ..”
    “ครับ”
    “อือ..ก็อย่างที่เห็น มันไม่ว่าง ไม่นัดกับมันหลังเลิกงานล่ะ”
    “อ๋อ..คือพี่ปราการเค้าบอกว่าให้รอ เดี๋ยวเค้าก็ว่าง  จริง ๆ ผมก็แค่มาขอบคุณเค้าที่ช่วยหาข้อมูลบางเรื่องให้เท่านั้นเองครับ”
    “อ้อ..เรื่องนั้นเอง” พนักงานคนนั้นเหน็บปากกาแนบหู “เรื่องคดีตึกระเบิดอะไรนั่นใช่มั้ย  โชคดีจริง ๆ ที่สำนักพิมพ์เราได้ข่าวก่อนที่อื่น  ยอดขายวันนั้นพุ่งเลยล่ะ”
    “ครับ..” ไอคิวซึมเล็กน้อย เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนสนิทของเขาเอง
    “บก.เองก็ชมไอ้ปราการยกใหญ่ว่าอยู่ดี ๆ ก็คาบข่าวชิ้นโตมาได้  ข่าวนั้นกลายเป็นข่าวที่คลี่คลายคดีได้ถึงสามคดีทีเดียวนะ เรื่องตึกระเบิด เรื่องคดีลักพาตัวที่ออสเตรเลีย เรื่องคดีฆาตกรรมเจ้าของบริษัทอะไรนั่น”
    ไอคิวจับที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าแล้ววางหนังสือลงบนตัก พยายามไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
    “เอ้อ..เดี๋ยวมาคุยใหม่ ไปล่ะ..” นักข่าวคนนั้นวิ่งพรวดไปอีกทางทันที
    ไอคิวถอนหายใจเล็กน้อย ยกหนังสือขึ้นมาทำท่าจะอ่านอีกครั้ง  แต่ทว่ามีปากกาอีกด้ามเคาะลงตรงที่เดิม  เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเหลือบมองด้วยสายตาไม่พอใจ
    “ว่าไงรอนานหน่อยนะ โทษที” ปราการมายืนอยู่ตรงหน้า
    ไอคิวเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันที “ไม่เป็นไร ผมเข้าใจว่างานยุ่ง”
    “อืม..มีเวลาคุยไม่มากนะ  เรื่องที่ให้สืบได้ความว่าไง”
    “เรียบร้อยครับ” ไอคิวกล่าวหนักแน่นพร้อมกับหยิบซองเอกสารในเป้ออกมา
    ปราการรับไว้ “คงไม่ได้ไปบอกหมอนั่นใช่มั้ยว่าพี่ให้ไปสืบข่าว”
    “ปล่าวครับ  ผมบอกว่ามาขอบคุณพี่ปราการเรื่องคดีคราวก่อน”
    “อืม.ดีแล้ว ๆ โอเคนะ..วันนี้ต้องขอโทษจริง ๆ ยุ่งมาก  เอาเป็นว่าเดี๋ยวคุยรายละเอียดอีกทีตอนเย็นไม่ก็พรุ่งนี้ไปเลย”
    “ได้ครับ”
    ปราการโบกมือลาแล้วเดินกลับเข้าไปทำงานต่ออย่างรวดเร็วพร้อมซองเอกสารแนบข้างลำตัว  ไอคิวมองเห็นรุ่นพี่ของเขาดึงลิ้นชักโต๊ะออกมาแล้วยัดซองเอกสารนั้นลงไป จากนั้นใช้กุญแลล็อคทันที  เขาเองเข้าใจดีว่าเอกสารนั้นสำคัญมากขนาดที่ต้องรอครึ่งชั่วโมงเพื่อส่งให้ถึงมือรุ่นพี่เท่านั้น ห้ามวานให้ใครช่วยฝากส่งให้เด็ดขาด
    ไอคิวรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาเพราะอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว เขาเดินตรงไปที่เครื่องกดน้ำเย็นหยิบแก้วกระดาษรองน้ำเย็นยกขึ้นดื่มพรวดเดียว พอหันกลับมาเขาต้องชะงักเมื่อเห็นปากกาจ่ออยู่ที่จมูก
    “กลับแล้วหรือ  ช่วยอะไรพี่อย่างก่อนสิ” นักข่าวคนเดิมนั่นเอง เขาลดปากกาลง
    “อะไรหรือครับ” ไอคิวขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
    “วานเอาซองเอกสารสองซองนี้ไปหย่อนลงตู้ไปรษณีย์หน้าตึกที  พอดีมันเป็นเรื่องส่วนตัวเลยไม่อยากส่งไปแผนกภายใน”
    ไอคิวรับซองสีน้ำเงิน 2 ซองมามีแสตมป์ติดเรียบร้อยพร้อมที่อยู่ผู้รับ แต่ไม่ได้เขียนผู้ส่งเอาไว้
    “ขอบใจมากนะ” นักข่าวคนนั้นตบบ่าเขาแล้วหันหลังเดินกลับไปตามเคย..
    ไอคิวจึงจำใจต้องถือซองเอกสารสีน้ำเงินออกมาด้านนอกตึกของสำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันแห่งนี้ กวาดสายตาสู้แสงแดดมองหาตู้ไปรษณีย์สีแดงว่าอยู่ตรงไหน ทั้ง ๆ ที่เคยมาที่นี่หลายหนแต่ก็ไม่เคยสังเกต พอเห็นว่าตู้ไปรษณีย์ตั้งหลบอยู่ใต้ต้นไม้ริมทางเดินบาทวิถี เขาก็ก้าวเดินลงขั้นบันไดตรงไปทันที
    เขาเปิดกระเป๋าเป้เพื่อเก็บหนังสือของเขาลงไป เหลือแต่ซองเอกสาร 2 ซองที่ต้องถือไว้ พร้อมกับที่คั่นหนังสือที่หมิ่นเหม่จะหล่นออกจากกระเป๋าเป้  เขาหยุดตรงหน้าตู้ไปรษณีย์สีแดงสดที่ตัดกับสีเขียวของใบไม้  รถยนต์วิ่งผ่านตามถนนอยู่เบื้องหลัง
    รถตู้คันหนึ่งจอดกระทันหันขณะที่ไอคิวพยายามยัดซอง 2 ซองใส่เข้าไปพร้อมกัน ทั้ง ๆ ที่ถ้าใส่ทีละซองก็ทำได้ แต่เขาก็อยากฝืนทำมันแบบนั้น
    ในวินาทีนั้น ชายคนหนึ่งก้าวออกมาจากรถตรงเข้าคว้าซองเอกสารสีน้ำเงิน 2 ซองนั้น ตามด้วยชายอีกคนที่ก้าวออกมากระชากตัวไอคิวจากด้านหลังในขณะที่ไอคิวยังงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น
    พอไอคิวรู้ตัวอีกทีก็เข้ามาคว่ำหน้านอนไม่เป็นท่าอยู่ในรถตู้ติดฟิล์มทึบแสงและเร่งเครื่องพุ่งทะยานออกสู่ถนน  เขาพยายามดันตัวลุกขึ้น แต่ก็ถูกชายสองคนจับศีรษะดันให้ฟุบลงบนเบาะนั่ง
    “พวกแกจะทำอะไร!..พวกแกจะ..”
    ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งปะทะเข้าที่ใบหน้าของเขา  เขาพยายามพูดแต่ก็จนด้วยฤทธิ์ยาสลบ..
    ไอคิวสลบเหมือด ใบหน้าฟุบลงบนเบาะที่นั่ง แขนข้างซ้ายห้อยลงพื้นรถตู้..
    ชายทั้งสองคนขยับเสื้อสูทของตัวเองให้เข้าที่ ส่งสัญญาณมือบอกคนขับว่าทุกอย่างเรียบร้อย  คนหนึ่งหันมามองไอคิวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ
    “ถามได้..แบบนี้เค้าเรียกว่าลักพาตัวไงล่ะไอ้โง่..”

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าอ่านๆ

ขออนุญาตแอดไว้ก่อนนะคะ
ช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลยbig smile

Recommend