Bomb-ruined building #24 ภาคไขปริศนา #5 (บทส่งท้าย)
posted on 26 May 2009 17:05 by iqdetectiveสองวันต่อมา..
พิรดาก้าวเดินอย่างประหม่าตรงไปยังห้องฝากขังในสถานีตำรวจประจำท้องที่หนึ่ง เธอหยุดตรงหน้าซี่ลูกกรงของห้องขังห้องหนึ่ง เบนหน้าช้า ๆ หันไปมองคนที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่กับพื้นภายในห้องฝากขัง
เห็นแค่เพียงเท่านั้นน้ำตาของเธอก็ไหลริน..ปากเผยออ้าเรียกชื่อ..แต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา..
จนอารยะเงยหน้าขึ้น...
อารยะโผเขาหาซี่ลูกกรงตรงหน้าพิรดา เขาเองแค่เห็นน้ำตาของเธอหัวใจก็แทบแตกสลายลงไปเดี๋ยวนั้น..
“ไม่เป็นไรนะ..ไม่เป็นไร..” อารยะปลอบเธอ
พิรดาเบ้ปากบิดเบี้ยวและส่ายศีรษะไปมา..พยายามจะพูดตอบเขา “ฉันสิต้องพูดคำนี้กับเธอ..ฉันต้องเป็นคนปลอบเธอว่า ไม่เป็นไรนะ ถึงจะถูก..”
อารยะสอดมือออกมาทำท่าจะเช็ดน้ำตาของพิรดา แต่ทว่ามือของเขาในขณะนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกที่อยู่ภายในห้องขังเต็มไปหมด เขาจึงยั้งมือไว้และเปลี่ยนมาลูบศีรษะเธอเบา ๆ “..ฉันจะต้องออกมาจากคุกให้ได้..รอฉันนะ”
พิรดาสอดมือเข้าไปลูบศีรษะเขาบ้าง “..ไม่เป็นไรนะ..ฉันจะรอเธอ..”
อารยะคว้ามือของเธอแล้วซบหน้าลงสะอึกสะอื้น..พิรดารู้ดีว่าเขาไม่อยากให้เธอเห็นน้ำตา จึงเงยหน้าขึ้นรอให้เขาสงบลง..
ครู่ต่อมาอารยะจึงเอ่ยถามถึงเพื่อนของเขา “ไอคิวเป็นยังไงบ้าง..”
“หายดีแล้วล่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่อ่อนเพลีย”
“บอกมันว่าขอโทษนะที่ทำเรื่องแบบนั้นลงไป ให้ขอโทษกี่ครั้งจนกว่ามันจะพอใจฉันก็ยอม”
พริดาพยักหน้า “..ไอคิวน่ะเค้าไม่โกรธเธอเลยแม้แต่นิดเดียวนะ”
“..อืม..มันโกรธใครไม่เป็น..คนที่ทำให้มันโกรธได้คงเหลือทนจริง ๆ..แบบฉันที่มันควรจะโกรธ แต่ก็กลับไม่โกรธ..จริงสิ..ฝากบอกมันอีกเรื่อง”
“เรื่องอะไร..”
“หนังสือน่ะ..หนังสือเรื่องแรงจูงใจหลายขั้ว ไม่รู้ว่ามันได้ซื้ออ่านตามที่ฉันบอกหรือเปล่า แต่ฉันเคยแนะนำมันตั้งนานแล้วว่าให้ลองหาอ่านดูคิดว่ามันน่าจะชอบ”
“คงเป็นตอนนั้น..ตอนนั้นก็เคยเห็นไอคิวถือหนังสืออะไรสักอย่างอ่านอยู่นะ”
“อืม..บอกมันว่าให้ลองอ่านหน้า 44 ดู”
“หืม..หน้านั้นมีอะไรเหรอ..”
“หน้านั้นอธิบายทุกอย่าง..” อารยะเอ่ยพลางออกมาผ่านไรผมพิรดาออกไปยังเจ้าหน้าที่ผู้คุม..
…
โรงพยาบาล..
...ไอคิวใช้สองมือดันตัวเองให้นั่งบนเตียงนอน ตลอด 2 วันที่ผ่านมาเขาได้แต่นอนอยู่กับที่บนเตียงไม่ไปไหน ทำให้เขารู้สึกเบื่อและอยากหายเร็ว ๆ เขามองไปรอบห้องจนพบกระเป๋าเป้ของเขาถูกวางเอาไว้บนชั้นวางข้างเตียง เขาจึงพยายามเอื้อมสุดมือไปหยิบมันมาและเปิดออกหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งออกมา
หนังสือที่เขาหยิบขึ้นมาคือหนังสือที่เขาอ่านค้างเอาไว้ในวันที่ตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์ระเบิด หนังสือที่อารยะแนะนำให้เขาได้อ่าน เขาพลิกหน้าหนังสือตามที่ใช้ที่คั่นหนังสือคั่นเอาไว้ หน้า 43 และ 44 ถูกเปิดขึ้น เขาเริ่มต้นอ่านตั้งแต่หน้า 43 อีกครั้ง..
ไม่เพียงเท่านั้น แรงจูงใจอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยที่เราเองก็ไม่สามารถเดาได้ว่านั่นคือแรงจูงใจจริง ๆ หรือไม่ หรือเราอาจจะสงสัยว่านั่นเพียงพอจะเป็นแรงจูงใจให้คน ๆ หนึ่งทำอะไรลงไปแบบสุดขั้วได้เชียวหรือ กับบางคนแล้วเรื่องเล็กน้องขี้ปะติ๋วที่เรามอง ก็อาจจะเป็นเรื่องใหญ่มหาศาลที่ไม่อาจจะลืมได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตอนเป็นเด็กคุณอาจจะเคยหวงแหนของเล่นมากเหลือเกิน ถึงขนาดที่ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อมันหายหรือพังหรือถูกแย่งไปโดยเพื่อนข้างบ้าน แต่พอมองย้อนกลับไปกลับกลายเป็นเรื่องตลก ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณเหลือเกิน หรือหากคุณเคยเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขหรือแมว และหากคุณมีใจเลี้ยงดูมันประหนึ่งเหมือนมันเป็นสมาชิกหนึ่งในครอบครัว พอมันตาย ไม่ว่าจะตามอายุขัยหรือด้วยอุบัติเหตุ คุณรู้สึกเสียใจเหมือนสูญเสียคนในครอบครัวไป และยิ่งหากคุณพบว่าสัตว์เลี้ยงถูกฆ่า คุณก็อาฆาตโกรธเคืองคนที่ฆ่าอย่างมากมาย
คนภายนอกรอบตัวคุณอาจจะมองว่าก็แค่สัตว์เลี้ยงจะไปอะไรมากมาย แต่คุณเองเท่านั้นรู้ดีว่ามันไม่ใช่ มันเป็นมากกว่านั้น..ไม่อย่างนั้นคงไม่มีข่าวการฆาตกรรมซึ่งมีแรงจูงใจมาจากสัตว์เลี้ยงที่แสนรัก ซึ่งน่าตกใจว่าผู้ที่เป็นฆาตกรคือผู้พิทักษ์สัตว์หรือคนชราขี้เหงาคนหนึ่ง
แล้วถ้าเกิดว่าเป็นคนในครอบครัวคุณจริง ๆ ล่ะ..นั่นไม่ยิ่งเลวร้ายกว่าหรือ นั่นไม่ยิ่งก่อให้เกิดแรงจูงใจมหาศาลกว่าหรือ..ถ้าลองมีสมาชิกในครอบครัวของคุณถูกทำร้าย คุณจ ะทนอยู่ได้หรือที่จะไม่คิดทำร้ายตอบ จะว่านั่นเป็นสัญชาติญาณป้องกันตัวของมนุษย์ก็ไม่ผิด ซึ่งคุณคงจะเคยเห็นบนข่าวในโทรทัศนืและหนังสือพิมพ์ที่พ่อแม่หรือญาติจะเข้าไปทุบตีฆาตกรใจโหดที่ฆ่าข่มขืนลูกสาวของพวกเขา
ถ้าคุณอยู่บนโลกใบนี้โดยมีคุณกับคนที่คุณรักแค่สองคน อยู่ดี ๆ คนที่คุณรัก ซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือคู่ชีวิตถูกทำร้าย แม้ไม่ตายแต่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ชีวิตต่อจากนั้นกลายเป็นสีดำ ไม่สดใสเหมือนแต่ก่อน เกิดความหวาดกลัวต่อผู้คน ต่อสังคม หรืแม้แต่ต่อตัวเอง มีความรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ไร้ค่า มีมลทิน จนแทบจะทนแบกรับไม่ไหว ซึ่งแม้ว่าคุณจะทุ่มเทมอบความรัก ปลอบประโลมมากเพียงใดก็ไม่อาจทำให้รู้สึกดีขึ้นมาได้ จนคนที่คุณรักตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง เพื่อปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างให้หลุดพ้นจากบ่วงแห่งความทุกข์ทรมาณนั้น
แค่ได้อ่านย่อหน้านี้ แม้ไม่ได้เกิดกับตัวคุณ แต่ในใจคุณก็คงคิดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างที่ผิดมหันต์อย่างแน่นอน ซึ่งก็คงได้แค่คิด เหมือนกับที่ดูภาพยนต์ชีวิตสักเรื่องแล้วคล้อยตามว่าอยากจะกำจัดตัวร้ายออกไปให้พ้น ๆ..แค่คิดจินตนาการเท่านั้น
แต่บางคนไม่ได้แค่คิด...แรงจูงใจเอ่อล้นจนท่วมท้นยากจะหักห้าม มีแต่ต้องทำเท่านั้น มีแต่ต้องกำจัดต้นตอของความเศร้าโศกนี้เท่านั้น เพราะเหตุนี้ในสังคมจึงเกิดการฆ่ากันตายไม่หยุดหย่อน ซึ่งไม่อาจห้ามได้ นั่นเป็นเพราะสัญชาติญาณการเอาตัวรอดและปกป้องตัวเองที่เราเองก็ไม่สามารถควบคุมมันได้
สิ่งที่พอจะทำให้มันเบาบางลงคงมีเพียงอย่างเดียวคือการมีสติ ที่ทุกคนรู้ดีแต่ทำไม่ได้ดี..
ไอคิววางหนังสือลงบนตักพลางถอนหายใจยาว เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างจนมีเสียงเปิดประตูดังขึ้น เขาหันกลับไปมองก็พบว่านายตำรวจคนหนึ่งเดินนำพารถเข็นคันหนึ่งเข้ามาและผู้ที่นั่งอยู่บนรถเข็นนั้นก็คืออัครา..
“คุณอัครา..” ไอคิวแปลกใจไม่น้อยที่เห็นเขามาเยี่ยม
อัครายิ้มเล็กน้อย มองไปยังนายตำรวจ “ผมขออนุญาตตำรวจน่ะครับ ก่อนที่จะต้องเข้าคุกจริง ๆ”
“ทำไมถึง..”
“ได้ยินว่าเธอเองที่เป็นคนคลี่คลายคดีนี้”
“ครับ..” ไอคิวไม่ยินดียินร้ายหากจะมีคนชมเขา เพราะนี่เป็นคดีของเพื่อนของเขาเอง
“อารยะเพื่อนของนายก็คือคนวางแผนทุกอย่างและเป็นฆาตกรที่ฆ่าสามคนในห้องสูบบุหรี่”
“ครับ..”
“อืม..เรื่องที่เธอเคยถามฉัน..ฉันก็ยินดีจะตอบในวันนี้”
“เรื่อง..อะไรหรือครับ” ไอคิวขมวดคิ้ว เขาลืมไปแล้วว่าเขาถามอะไรอัคราไปบ้างในตอนที่ไปเยี่ยมอัคราที่โรงพยาบาลตำรวจ “อ้ะ..คุณอัคราหมายถึง..”
“ใช่..เรื่องนั้นแหละ” อัคราเข็นเก้าอี้เข็นเข้ามาใกล้เตียงที่ไอคิวนั่งอยู่ “ฉันสารภาพกับตำรวจแล้ว..ว่าฉันฆ่าศิราษฎ์จริง”
คิ้วที่ขมวดของไอคิวคลายลง แล้วยิ้มออกมา “ผมถือว่าเป็นเรื่องดีได้มั้ยครับ”
“อืม..” อัคราพยักหน้า “เธอคงรู้แล้วใช่มั้ยว่าฉันลงมือยังไง”
ไอคิวยิ้มและส่ายหน้า “ผมไม่รู้เลยครับ ผมแค่เดาว่าต้องเป็นคุณอัครา เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนิรภัยนั้นผมไม่อาจชี้ชัดได้ตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเพราะผมไม่ได้อยู่ในนั้น ได้แต่ฟังจากปากของคนที่อยู่เท่านั้น ซึ่งก็รู้เท่าที่รู้ล่ะครับ”
“อย่างนั้นหรือ แล้วถ้าสมมติว่าให้นายลองเดาดูอีกทีล่ะว่าฉันลงมือยังไง”
“เดาหรือครับ..” ไอคิวเกาคาง “ถ้าให้เดาก็คง...ตอนที่ไฟดับลงเพราะระบบไฟฟ้าภายในตึกถูกทำลายตอนที่ตึกถล่ม ซึ่งคุณก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่าไฟต้องดับและห้องนั้นต้องมืดสนิทเพราะเป็นห้องนิรภัยที่ไม่มีหน้าต่าง คุณเตรียมความคุ้นเคยกับความมืดโดยการหลับตาข้างหนึ่งเอาไว้ก่อนหน้านั้น พอตึกถล่ม ไฟดับและสายตาของทุกคนไม่คุ้นชินความความมืดบวกกับการต้องประคองตัวเองจากแรงสั่นสะเทือน มีแต่คุณที่มองเห็นในความมืดได้ชัดกว่าคนอื่นก็รีบตรงไปทำร้ายคุณศิราษฎ์ทันที โดยใช้มีดแทงเขาที่ท้องของคุณศิราษฎ์”
“ถูกต้อง..แต่นอกจากนั้นผมใช้แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปช่วยให้ผมระบุตำแหน่งของศิราษฎ์ในความมืดและทำให้สายตาของทุกคนแย่ขึ้นอีกด้วย..ถ้าอย่างนั้น แล้วต่อจากนั้นล่ะเธอรู้หรือเปล่า”
“ต่อจากนั้นคุณก็คงทุบต้นคอของคุณราชาลกับคุณจามรให้สลบไป ซึ่งคงง่ายดายเพราะทุกคนเสียศูนย์กันอยู่แล้ว เปลี่ยนเสื้อสูทกับคุณราชาล”
“เปลี่ยนเสื้อสูทหรือ..ผมเปลี่ยนทำไมล่ะ”
ไอคิวยิ้ม อัคราพยายามจะลองภูมิเขาจนวินาทีสุดท้าย “ก็ตอนที่คุณเอามีดทำร้ายคุณศิราษฎ์ คุณเช็ดรอยนิ้วมือบนมีดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรอยนิ้วมือติดแน่ ๆ แล้วใช้เสื้อสูทของตัวเองรวบจับมีดแทงคุณศิราษฎ์ ป้องกันเลือดกระเซ็นโดนตัวคุณได้อีกทาง เลือดจึงเปรอะเปื้อนด้านในของเสื้อสูท จากนั้นคุณจึงสับเปลี่ยนเสื้อสูทกับคุณราชาล เอาเสื้อสูทของคุณที่เปื้อนเลือดสวมให้คุณราชาล คุณราชาลจึงมีเลือดติดอยู่ที่เสื้อเชิ้ตด้านในจากการที่เลือดบนเสื้อสูทซึมเข้าไป..”
อัคราพยักหน้าหนักแน่น “ใช่..เป็นแบบนั้นล่ะ”
“ครับ..ว่าแต่ทำไมคุณถึงยอมรับสารภาพล่ะครับ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น..”
“พอคิดไปคิดมา..ยังไงทุกอย่างก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่ดี และฉันเองก็อยากให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความเลวร้ายของหมอนั่นด้วย”
“หมอนั่น..”
“ศิราษฎ์นั่นแหละ..ภายใต้ภาพพจน์นักธุรกิจที่ดูดีก้าวไกล จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ามันก็เป็นแค่ไอ้พวกจิตวิปริตคนหนึ่งที่ชอบเห็นคนของตัวเองมีอะไรกับคนอื่น”
“อ้ะ..” ไอคิวนึกถึงกรณีของแม่ของอารยะขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่แค่อรปรียา แม่ของอารยะเท่านั้นหรอกนะที่โดนแบบนั้น ยังมีอีกหลายคนที่โดนทำแบบเดียวกันแต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยออกมาเพราะมันถ่ายวิดีโอเอาไว้ ฉันเองก็รู้พฤติกรรมของมันแต่ก็ต้องยอมปล่อยไปเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้ามันไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจฉันก็ขอทำเป็นไม่เห็น”
“..สรุปว่าเรื่องทั้งหมดนี้..เกิดจากคุณศิราษฎ์เพียงคนเดียว..” ไอคิวถอนใจเฮือกใหญ่
“อืม..หมอนั่นมันสร้างศัตรูไว้รอบตัวเต็มไปหมด แต่ภาพพจน์ที่ดูดีของมันก็ช่วยเอาไว้ แม้แต่ศรารมลูกชายของมันเองก็ยังไม่ใส่ใจ จนทำให้นิสัยของศรารมกลายเป็นแบบนี้ มันทรยศเพื่อนอย่างฉัน ทรยศคนที่รักมัน ทำร้ายลูกชายของตัวเองทางอ้อม..”
อัคราพูดน้ำเสียงแฝงความสะใจอยู่ไม่น้อย ดูเหมือนเขาจะยินดีที่ตัวเองสามารถกำจัดศิราษฎ์ได้
“ว่าแต่เธอเถอะ..คงจะลำบากใจไม่น้อยที่ต้องมารู้ว่าเพื่อนของตัวเองกลายเป็นคนร้าย”
“ครับ..” ไอคิวยอมรับ สีหน้าซีดเซียว “..คุณอัครารู้ว่าเป็นอารยะตั้งแต่เมื่อไหร่หรือครับ”
“..ตั้งแต่ตอนที่ฉันนึกได้ว่าคนที่มาทักฉันว่าลืมไฟแช็คคืออารยะนั่นล่ะ อารยะคือผู้ช่วยของศิราษฎ์ ตลอดเวลาที่ฉันแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยแทบไม่เคยเห็นว่าเขาจะสูบบุหรี่ คิดได้แบบนั้นก็แปลกใจที่พบเขาอยู่ในห้อง อีกอย่างหนึ่ง อารยะเป็นเพียงคนเดียวที่เข้ามาแตะไหล่ประชิดตัวฉัน เป็นคนที่มีโอกาสแอบเอาโทรศัพท์มือถือมาใส่กระเป๋าฉันเพื่อโทรหามากที่สุด”
“อย่างนั้นเองหรือครับ..อารยะแอบใส่โทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋าเสื้อคุณตอนทักว่าคุณลืมไฟแช็คนั่นเอง”
“เรากลับกันได้แล้วล่ะครับ” ตำรวจเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก
“ขออีกห้านาทีนะ” อัคราบอกกับตำรวจ “เอาล่ะ..ไอคิวฉันคงต้องไปแล้ว สุดท้ายฉันอยากให้นายอธิบายแผนของอารยะให้ฉันฟังหน่อยเถอะ”
“คุณอัคราทำไมถึงอยากรู้นักล่ะครับ..”
“เพราะฉันอยู่ในแผนไม่ใช่หรือไง ฉันก็ต้องอยากรู้บ้างสิ”
ไอคิวถอนใจ เขาไม่อยากรื้อนฟื้นเรื่องนี้มากนัก
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ..เริ่มจากสรุปให้อารยะสืบรู้เรื่องของทุกคนที่อยู่ในแผนของเขา หมายความว่าเขารู้เรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับคุณอัครา เกี่ยวกับศรารมและเพื่อน ๆ ที่ก่อวีรกรรมการลักพาตัวลูกสาวของจามร ดึงจามรและราชาลเข้ามาเกี่ยวข้องโดยนัดวันเข้าพบเป็นวันเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ รู้ว่าเพื่อนทั้งสี่คนของศรารมกำลังพยายามจะเรียกเงินค่าไถ่เมื่อครั้งนั้นคืนจากศรารมและมารวมตัวกัน รู้แผนการวางระเบิดของคุณอัคราล่วงหน้าโดยการสังเกตพฤติกรรมของคุณ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือพอคุณเข้ามาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริษัท เขาก็จับตามองเพราะรู้ดีว่าคุณเป็นใครและค่อย ๆ คิดแผนการซ้อนทับแผนของคุณ ในวันนั้นเขาหาทางออกให้ตัวเองบาดเจ็บน้อยที่สุดโดยการขึ้นไปแขวนป้ายบนดาดฟ้าตึก และรู้ดีว่าการจะช่วยคนออกมาจากห้องนิรภัยต้องช่วยจากทางดาดฟ้าเท่านั้น เขารู้ว่าคุณอาจจะจำเขาได้ตอนที่อยู่ในห้องสูบบุหรี่จึงแสร้งโกรธแค้นและผลักคุณโดยทำเป็นเหมือนคุณถีบตัวเขาตกลงไปเอง หวังให้ตกตึกลงไปเสียชีวิต แต่โชคร้ายที่คุณรอดมาได้ จากนั้นสืบรู้ว่ากลุ่มเพื่อนของศรารมวางแผนจะกำจัดเขาที่บ้านพักตากอากาศหลังเสร็จงานศพของคุณศิราษฎ์ จึงตรงไปยังบ้านพักก่อน ทำให้บ้านพักอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับแผนการ คือแปะสติกเกอร์ใสลงบนกระจกหน้าต่าง เพื่อให้ทุบแตกได้ยากขึ้น เตรียมกาวและตะปูซ่อนเอาไว้ปิดหน้าต่างในวันที่จะต้องไปจริง เตรียมเรือยนต์และถังน้ำมันกับท่อส่งก๊าซเข้ามายังห้องครัวในบ้านพักตากอากาศ พอถึงวันที่ศรารมนัดก็เดินทางไปยังบ้านพักเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร และพยายามสร้างเงื่อนไขให้ลงล็อคกับแผนที่เขาเตรียมไว้ แต่สิ่งที่ผิดพลาดคือการไปของผมแค่นั้น”
“เธอหรือ..”
“ครับ..คุณคงยังไม่รู้ว่าอารยะเตรียมการแม้กระทั่งวางยาทำให้ผมป่วยอ่อนเพลียในวันที่ผมไปหาเขาที่บ้านหลังวันที่ตึกถล่ม แต่โชคดีที่ผมฝืนอดทนจนไปที่บ้านพักได้..” ไอคิวก้มมองหนังสือแรงจูงใจหลายขั้วบนตัก “..คงเพราะมีแรงจูงใจที่สงสัยว่าเพื่อนตัวเองเป็นฆาตกร บวกกับหลาย ๆ เรื่องในอดีตเกี่ยวกับอารยะและผมที่มันมาสอดคล้องกับแผนการในครั้งนี้..ที่เหลือก็คงเป็นไปตามที่ข่าวรายงาน..จริงสิ ผมถามคุณอัคราเรืองหนึ่งได้หรือเปล่าครับ”
“ว่ามาสิ..” อัคราเหล่มองนายตำรวจแว่บหนึ่ง
“ตู้ปลาที่อยู่ในห้องสูบบหรี่ เพิ่งย้ายเข้ามาไม่นานใช่มั้ยครับ”
“อืมใช่..”
“แสดงว่าคงเป็นคำสั่งของอารยะให้เอาตู้ปลาไปไว้ในนั้น ถ้าอย่างนั้นตอนที่คุณอยู่ในห้องสูบบหรี่ คุณยังเห็นปลาว่ายอยู่ใช่หรือเปล่าครับ”
อัครานึกครู่หนึ่ง “..ใช่นะ..ปลาว่ายอยู่..”
“ครับ..แสดงว่าปลาสลบหลังจากอารยะหย่อนไฟแช็คลงไปจริง ๆ ถ้าได้ดูเทปจากกล้องวงจรปิดก็คงจะรู้ได้อย่างง่ายดายว่าอารยะเป็นคงวางยาสลบทั้งสามคนนั้น เพราะปลาเองก็สลบไปด้วย บางทีเหตุผลที่อารยะจ้างนักข่าวให้ไปค้นหาเทปก็เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยตรงนี้ด้วยก็ได้ ถ้าตำรวจเห็นอารยะหย่อนไฟแช็คลงไป หลังจากนั้นปลาก็ค่อย ๆ แน่นิ่งไปก็คงพอจะเดาออกว่าเป็นเขาอย่างแน่นอน..”
“หมดห้านาทีไปนานแล้วนะครับ” ตำรวจเอ่ยอีกครั้ง อัคราจึงโบกมือลาไอคิวแล้วหมุนเกาอี้เข็นหันกลับออกไป
ไอคิวมองหนังสือแรงจูงใจหลายขั้นอย่างหดหู่
“หนังสือที่นายแนะนำให้ฉันอ่าน ถ้าฉันได้อ่านถึงหน้านี้ก็คงจะรู้ว่านายกำลังคิดอะไรอยู่..”
จู่ ๆ ประตุห้องเปิดอีกครั้ง นายตำรวจคนเดิมเดินเข้ามา แต่ไม่ได้พาอัครามาด้วย
“มีอะไรหรือครับ..”
“ทางเราได้เทปหลักฐานของนักข่าวคนที่ถูกอารยะว่าจ้างแล้วล่ะ..เป็นอย่างที่เธอบอกนั่นล่ะว่า หลังจากที่อารยะหย่อนไฟแช็คลงตู้ปลา ไม่นานปลาก็ค่อย ๆ ว่ายน้อยลง ดูในเทปอาจจะเห็นไม่ชัด แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าตู้ปลานั่นว่างเปล่ามีแต่น้ำ ซึ่งหมายความว่าปลาคงนอนจมอยู่ก้นตู้..”
“ครับ เป็นแบบนั้นจริง ๆ ด้วย”
“แต่ดูเหมือนนายไม่อยากจะพูดเรื่องนี้สักเท่าไหร่นะ ไม่อย่างนั้นก็คงบอกไปตัวแต่ตอนที่อยู่ที่บ้านพักตากอากาศที่จังหวัดระยองแล้ว..”
“..ครับ..เพราะผมรู้สึกผิดที่การทดลองไร้สาระของผม กลายมาเป็นส่วนของในแผนของเพื่อน..”
ตำรวจเพ่งมองไอคิวครู่หนึ่งอย่างสงสัย..
“ผมเคยทดลองวางยาสลบปลาด้วยยานอนหลับน่ะครับ แล้วพอดีอารยะก็มาเห็นเข้าในตอนนั้น”
“อ้อ..อย่างนั้นหรือ”
“..แล้วเพื่อนผมเป็นยังไงบ้างหรือครับ”
“ฝากขังอยู่..รอตัดสินอีกครั้ง”
“ครับ..”
“เพราะว่าผลการชันสูตรล่าสุดน่ะบ่งชี้ว่าเหยื่อสามคนนั้นแค่สลบไปเท่านั้นไม่ได้ตายไปจริง ๆ แต่สลบไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะฤทธิ์ยาสลบที่รุนแรง ซึ่งดูเหมือนใกล้จะไม่มีลมหายใจถ้าหากฤทธิ์ยาสลบมากกว่านี้อีกนิดเดียว...หมายความอารยะทำให้สามคนนั้นแค่สลบไปเท่านั้น จากนั้นจึงโดนตึกถล่มถึงแก่ชีวิต ซึ่งแม้โดนตึกถล่มก็ตายไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว..”
“..”
“คือถ้าจะให้พูดเข้าข้างเพื่อนเธอก็คือ เพื่อนเธอพอมีทางจะสู้คดีนี้ได้อยู่เหมือนกัน”
“งั้นหรือครับ..”
“โอเค..ผมไปก่อนนะครับ” นายตำรวจโบกมือลาและหันหลังกลับออกไปทันที
ไอคิวลดตัวลงนอนราบบนเตียง มือหนึ่งวางอยู่บนหนังสือแรงจูงใจหลายขั้ว..เขาล้วงกระเป๋าเป้อีกครั้งหยิบเอาโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่เหลือน้อยเต็มที
เขากดโทรไปหาพิรดา..
“พิรดา..ตอนนี้เธอ” ไอคิวพลิกตัวมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง “ตอนนี้เธออยู่กับอารยะใช่หรือเปล่า..ขอสายมันหน่อยได้หรือเปล่า”
“ไอคิว..นายหรือ ฉันขอโทษนะที่..”
“ไม่เป็นไร..ไม่ต้องพูดเรื่องนั้นหรอก”
“...แต่ยังไง..”
“ถ้านายทำเพราะแรงจูงใจของนายที่ไม่อาจห้ามได้ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก..ต่อจากนี้ไปนายก็ต้องชดใช้ผลที่เกิดจากแรงจูงใจนั้น ขอแค่นายตั้งใจชดใช้มันก็พอ..”
“...”
“เข้าใจหรือเปล่า..”
“อืม..นายจำที่พิรดาเคยบอกได้หรือเปล่า..”
“เรื่องอะไรล่ะ”
“ที่ฉันบอกว่าฝากดูแลน่ะ..”
“..จำได้สิ..” ไอคิวนึกย้อนกลับในวันที่ตึกกิจเจริฐวัฒนไพบูลย์ระเบิด ตอนนั้นเข้าคุยโทรศัพท์กับพิรดาระหว่างเดินตรงไปยังตึก “..แต่ฉันไม่คิดจะดูแลให้หรอกนะ..”
“...”
“เพราะฉะนั้น นายต้องทำตัวดี ๆ แล้วรีบออกมาดูแลเธอเอง..”
“..ยังไงก็ฝากด้วยนะ..นอกจากพิรดาแล้วก็มีแต่นายเท่านั้นที่ฉันไว้ใจ..”
“อืม..เอาเป็นว่าจะพยายาม...งั้นก็เท่านี้ล่ะ” ไอคิวเสียงสั่น
“อืม..เจอกัน”
“..เจอกัน” ไอคิวลดโทรศัพท์มือถือลงวางบนหนังสือ มือข้างที่ถือโทรศัพท์นั้นสั่นเทาเล็กน้อย..
..จบคดี..
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกคนนะครับ โปรดติดตาม case ต่อไป เร็ว ๆ นี้