ตอนที่ 24 : บทส่งท้าย
    สองวันต่อมา..
    พิรดาก้าวเดินอย่างประหม่าตรงไปยังห้องฝากขังในสถานีตำรวจประจำท้องที่หนึ่ง  เธอหยุดตรงหน้าซี่ลูกกรงของห้องขังห้องหนึ่ง  เบนหน้าช้า ๆ หันไปมองคนที่นั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่กับพื้นภายในห้องฝากขัง
    เห็นแค่เพียงเท่านั้นน้ำตาของเธอก็ไหลริน..ปากเผยออ้าเรียกชื่อ..แต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา..
    จนอารยะเงยหน้าขึ้น...
    อารยะโผเขาหาซี่ลูกกรงตรงหน้าพิรดา  เขาเองแค่เห็นน้ำตาของเธอหัวใจก็แทบแตกสลายลงไปเดี๋ยวนั้น..
    “ไม่เป็นไรนะ..ไม่เป็นไร..” อารยะปลอบเธอ
    พิรดาเบ้ปากบิดเบี้ยวและส่ายศีรษะไปมา..พยายามจะพูดตอบเขา “ฉันสิต้องพูดคำนี้กับเธอ..ฉันต้องเป็นคนปลอบเธอว่า ไม่เป็นไรนะ ถึงจะถูก..”
    อารยะสอดมือออกมาทำท่าจะเช็ดน้ำตาของพิรดา  แต่ทว่ามือของเขาในขณะนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกที่อยู่ภายในห้องขังเต็มไปหมด  เขาจึงยั้งมือไว้และเปลี่ยนมาลูบศีรษะเธอเบา ๆ  “..ฉันจะต้องออกมาจากคุกให้ได้..รอฉันนะ”
    พิรดาสอดมือเข้าไปลูบศีรษะเขาบ้าง “..ไม่เป็นไรนะ..ฉันจะรอเธอ..”
    อารยะคว้ามือของเธอแล้วซบหน้าลงสะอึกสะอื้น..พิรดารู้ดีว่าเขาไม่อยากให้เธอเห็นน้ำตา จึงเงยหน้าขึ้นรอให้เขาสงบลง..
    ครู่ต่อมาอารยะจึงเอ่ยถามถึงเพื่อนของเขา “ไอคิวเป็นยังไงบ้าง..”
    “หายดีแล้วล่ะ  ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่อ่อนเพลีย”
    “บอกมันว่าขอโทษนะที่ทำเรื่องแบบนั้นลงไป  ให้ขอโทษกี่ครั้งจนกว่ามันจะพอใจฉันก็ยอม”
    พริดาพยักหน้า “..ไอคิวน่ะเค้าไม่โกรธเธอเลยแม้แต่นิดเดียวนะ”
    “..อืม..มันโกรธใครไม่เป็น..คนที่ทำให้มันโกรธได้คงเหลือทนจริง ๆ..แบบฉันที่มันควรจะโกรธ แต่ก็กลับไม่โกรธ..จริงสิ..ฝากบอกมันอีกเรื่อง”
    “เรื่องอะไร..”
    “หนังสือน่ะ..หนังสือเรื่องแรงจูงใจหลายขั้ว  ไม่รู้ว่ามันได้ซื้ออ่านตามที่ฉันบอกหรือเปล่า แต่ฉันเคยแนะนำมันตั้งนานแล้วว่าให้ลองหาอ่านดูคิดว่ามันน่าจะชอบ”
    “คงเป็นตอนนั้น..ตอนนั้นก็เคยเห็นไอคิวถือหนังสืออะไรสักอย่างอ่านอยู่นะ”
    “อืม..บอกมันว่าให้ลองอ่านหน้า 44 ดู”
    “หืม..หน้านั้นมีอะไรเหรอ..”
    “หน้านั้นอธิบายทุกอย่าง..” อารยะเอ่ยพลางออกมาผ่านไรผมพิรดาออกไปยังเจ้าหน้าที่ผู้คุม..
    …
    โรงพยาบาล..
    ...ไอคิวใช้สองมือดันตัวเองให้นั่งบนเตียงนอน  ตลอด 2 วันที่ผ่านมาเขาได้แต่นอนอยู่กับที่บนเตียงไม่ไปไหน ทำให้เขารู้สึกเบื่อและอยากหายเร็ว ๆ เขามองไปรอบห้องจนพบกระเป๋าเป้ของเขาถูกวางเอาไว้บนชั้นวางข้างเตียง เขาจึงพยายามเอื้อมสุดมือไปหยิบมันมาและเปิดออกหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งออกมา
    
    หนังสือที่เขาหยิบขึ้นมาคือหนังสือที่เขาอ่านค้างเอาไว้ในวันที่ตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์ระเบิด  หนังสือที่อารยะแนะนำให้เขาได้อ่าน  เขาพลิกหน้าหนังสือตามที่ใช้ที่คั่นหนังสือคั่นเอาไว้  หน้า 43 และ 44 ถูกเปิดขึ้น เขาเริ่มต้นอ่านตั้งแต่หน้า 43 อีกครั้ง..
    …
    ไม่เพียงเท่านั้น แรงจูงใจอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยที่เราเองก็ไม่สามารถเดาได้ว่านั่นคือแรงจูงใจจริง ๆ หรือไม่  หรือเราอาจจะสงสัยว่านั่นเพียงพอจะเป็นแรงจูงใจให้คน ๆ หนึ่งทำอะไรลงไปแบบสุดขั้วได้เชียวหรือ  กับบางคนแล้วเรื่องเล็กน้องขี้ปะติ๋วที่เรามอง ก็อาจจะเป็นเรื่องใหญ่มหาศาลที่ไม่อาจจะลืมได้  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตอนเป็นเด็กคุณอาจจะเคยหวงแหนของเล่นมากเหลือเกิน  ถึงขนาดที่ร้องไห้ฟูมฟายเมื่อมันหายหรือพังหรือถูกแย่งไปโดยเพื่อนข้างบ้าน  แต่พอมองย้อนกลับไปกลับกลายเป็นเรื่องตลก ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณเหลือเกิน  หรือหากคุณเคยเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขหรือแมว และหากคุณมีใจเลี้ยงดูมันประหนึ่งเหมือนมันเป็นสมาชิกหนึ่งในครอบครัว  พอมันตาย ไม่ว่าจะตามอายุขัยหรือด้วยอุบัติเหตุ  คุณรู้สึกเสียใจเหมือนสูญเสียคนในครอบครัวไป  และยิ่งหากคุณพบว่าสัตว์เลี้ยงถูกฆ่า คุณก็อาฆาตโกรธเคืองคนที่ฆ่าอย่างมากมาย
    คนภายนอกรอบตัวคุณอาจจะมองว่าก็แค่สัตว์เลี้ยงจะไปอะไรมากมาย  แต่คุณเองเท่านั้นรู้ดีว่ามันไม่ใช่  มันเป็นมากกว่านั้น..ไม่อย่างนั้นคงไม่มีข่าวการฆาตกรรมซึ่งมีแรงจูงใจมาจากสัตว์เลี้ยงที่แสนรัก ซึ่งน่าตกใจว่าผู้ที่เป็นฆาตกรคือผู้พิทักษ์สัตว์หรือคนชราขี้เหงาคนหนึ่ง
    แล้วถ้าเกิดว่าเป็นคนในครอบครัวคุณจริง ๆ ล่ะ..นั่นไม่ยิ่งเลวร้ายกว่าหรือ  นั่นไม่ยิ่งก่อให้เกิดแรงจูงใจมหาศาลกว่าหรือ..ถ้าลองมีสมาชิกในครอบครัวของคุณถูกทำร้าย คุณจ ะทนอยู่ได้หรือที่จะไม่คิดทำร้ายตอบ  จะว่านั่นเป็นสัญชาติญาณป้องกันตัวของมนุษย์ก็ไม่ผิด ซึ่งคุณคงจะเคยเห็นบนข่าวในโทรทัศนืและหนังสือพิมพ์ที่พ่อแม่หรือญาติจะเข้าไปทุบตีฆาตกรใจโหดที่ฆ่าข่มขืนลูกสาวของพวกเขา
    ถ้าคุณอยู่บนโลกใบนี้โดยมีคุณกับคนที่คุณรักแค่สองคน  อยู่ดี ๆ คนที่คุณรัก ซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้องหรือคู่ชีวิตถูกทำร้าย แม้ไม่ตายแต่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ชีวิตต่อจากนั้นกลายเป็นสีดำ ไม่สดใสเหมือนแต่ก่อน  เกิดความหวาดกลัวต่อผู้คน ต่อสังคม หรืแม้แต่ต่อตัวเอง  มีความรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า ไร้ค่า มีมลทิน จนแทบจะทนแบกรับไม่ไหว ซึ่งแม้ว่าคุณจะทุ่มเทมอบความรัก ปลอบประโลมมากเพียงใดก็ไม่อาจทำให้รู้สึกดีขึ้นมาได้  จนคนที่คุณรักตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง เพื่อปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างให้หลุดพ้นจากบ่วงแห่งความทุกข์ทรมาณนั้น
    แค่ได้อ่านย่อหน้านี้ แม้ไม่ได้เกิดกับตัวคุณ แต่ในใจคุณก็คงคิดว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างที่ผิดมหันต์อย่างแน่นอน  ซึ่งก็คงได้แค่คิด เหมือนกับที่ดูภาพยนต์ชีวิตสักเรื่องแล้วคล้อยตามว่าอยากจะกำจัดตัวร้ายออกไปให้พ้น ๆ..แค่คิดจินตนาการเท่านั้น
    แต่บางคนไม่ได้แค่คิด...แรงจูงใจเอ่อล้นจนท่วมท้นยากจะหักห้าม มีแต่ต้องทำเท่านั้น  มีแต่ต้องกำจัดต้นตอของความเศร้าโศกนี้เท่านั้น  เพราะเหตุนี้ในสังคมจึงเกิดการฆ่ากันตายไม่หยุดหย่อน ซึ่งไม่อาจห้ามได้  นั่นเป็นเพราะสัญชาติญาณการเอาตัวรอดและปกป้องตัวเองที่เราเองก็ไม่สามารถควบคุมมันได้
    สิ่งที่พอจะทำให้มันเบาบางลงคงมีเพียงอย่างเดียวคือการมีสติ  ที่ทุกคนรู้ดีแต่ทำไม่ได้ดี..

    ไอคิววางหนังสือลงบนตักพลางถอนหายใจยาว เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างจนมีเสียงเปิดประตูดังขึ้น เขาหันกลับไปมองก็พบว่านายตำรวจคนหนึ่งเดินนำพารถเข็นคันหนึ่งเข้ามาและผู้ที่นั่งอยู่บนรถเข็นนั้นก็คืออัครา..
    “คุณอัครา..” ไอคิวแปลกใจไม่น้อยที่เห็นเขามาเยี่ยม
    อัครายิ้มเล็กน้อย มองไปยังนายตำรวจ “ผมขออนุญาตตำรวจน่ะครับ ก่อนที่จะต้องเข้าคุกจริง ๆ”
    “ทำไมถึง..”
    “ได้ยินว่าเธอเองที่เป็นคนคลี่คลายคดีนี้”
    “ครับ..” ไอคิวไม่ยินดียินร้ายหากจะมีคนชมเขา เพราะนี่เป็นคดีของเพื่อนของเขาเอง
    “อารยะเพื่อนของนายก็คือคนวางแผนทุกอย่างและเป็นฆาตกรที่ฆ่าสามคนในห้องสูบบุหรี่”
    “ครับ..”
    “อืม..เรื่องที่เธอเคยถามฉัน..ฉันก็ยินดีจะตอบในวันนี้”
    “เรื่อง..อะไรหรือครับ” ไอคิวขมวดคิ้ว  เขาลืมไปแล้วว่าเขาถามอะไรอัคราไปบ้างในตอนที่ไปเยี่ยมอัคราที่โรงพยาบาลตำรวจ “อ้ะ..คุณอัคราหมายถึง..”
    “ใช่..เรื่องนั้นแหละ” อัคราเข็นเก้าอี้เข็นเข้ามาใกล้เตียงที่ไอคิวนั่งอยู่ “ฉันสารภาพกับตำรวจแล้ว..ว่าฉันฆ่าศิราษฎ์จริง”
    คิ้วที่ขมวดของไอคิวคลายลง แล้วยิ้มออกมา “ผมถือว่าเป็นเรื่องดีได้มั้ยครับ”
    “อืม..” อัคราพยักหน้า “เธอคงรู้แล้วใช่มั้ยว่าฉันลงมือยังไง”
    ไอคิวยิ้มและส่ายหน้า “ผมไม่รู้เลยครับ  ผมแค่เดาว่าต้องเป็นคุณอัครา  เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนิรภัยนั้นผมไม่อาจชี้ชัดได้ตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเพราะผมไม่ได้อยู่ในนั้น  ได้แต่ฟังจากปากของคนที่อยู่เท่านั้น  ซึ่งก็รู้เท่าที่รู้ล่ะครับ”
    “อย่างนั้นหรือ  แล้วถ้าสมมติว่าให้นายลองเดาดูอีกทีล่ะว่าฉันลงมือยังไง”
    “เดาหรือครับ..” ไอคิวเกาคาง “ถ้าให้เดาก็คง...ตอนที่ไฟดับลงเพราะระบบไฟฟ้าภายในตึกถูกทำลายตอนที่ตึกถล่ม ซึ่งคุณก็ย่อมรู้อยู่แล้วว่าไฟต้องดับและห้องนั้นต้องมืดสนิทเพราะเป็นห้องนิรภัยที่ไม่มีหน้าต่าง  คุณเตรียมความคุ้นเคยกับความมืดโดยการหลับตาข้างหนึ่งเอาไว้ก่อนหน้านั้น  พอตึกถล่ม ไฟดับและสายตาของทุกคนไม่คุ้นชินความความมืดบวกกับการต้องประคองตัวเองจากแรงสั่นสะเทือน มีแต่คุณที่มองเห็นในความมืดได้ชัดกว่าคนอื่นก็รีบตรงไปทำร้ายคุณศิราษฎ์ทันที โดยใช้มีดแทงเขาที่ท้องของคุณศิราษฎ์”
    “ถูกต้อง..แต่นอกจากนั้นผมใช้แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปช่วยให้ผมระบุตำแหน่งของศิราษฎ์ในความมืดและทำให้สายตาของทุกคนแย่ขึ้นอีกด้วย..ถ้าอย่างนั้น  แล้วต่อจากนั้นล่ะเธอรู้หรือเปล่า”
    “ต่อจากนั้นคุณก็คงทุบต้นคอของคุณราชาลกับคุณจามรให้สลบไป ซึ่งคงง่ายดายเพราะทุกคนเสียศูนย์กันอยู่แล้ว  เปลี่ยนเสื้อสูทกับคุณราชาล”
    “เปลี่ยนเสื้อสูทหรือ..ผมเปลี่ยนทำไมล่ะ”
    ไอคิวยิ้ม อัคราพยายามจะลองภูมิเขาจนวินาทีสุดท้าย “ก็ตอนที่คุณเอามีดทำร้ายคุณศิราษฎ์ คุณเช็ดรอยนิ้วมือบนมีดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรอยนิ้วมือติดแน่ ๆ แล้วใช้เสื้อสูทของตัวเองรวบจับมีดแทงคุณศิราษฎ์ ป้องกันเลือดกระเซ็นโดนตัวคุณได้อีกทาง  เลือดจึงเปรอะเปื้อนด้านในของเสื้อสูท จากนั้นคุณจึงสับเปลี่ยนเสื้อสูทกับคุณราชาล เอาเสื้อสูทของคุณที่เปื้อนเลือดสวมให้คุณราชาล  คุณราชาลจึงมีเลือดติดอยู่ที่เสื้อเชิ้ตด้านในจากการที่เลือดบนเสื้อสูทซึมเข้าไป..”
    อัคราพยักหน้าหนักแน่น “ใช่..เป็นแบบนั้นล่ะ”
    “ครับ..ว่าแต่ทำไมคุณถึงยอมรับสารภาพล่ะครับ  ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้น..”
    “พอคิดไปคิดมา..ยังไงทุกอย่างก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่ดี และฉันเองก็อยากให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความเลวร้ายของหมอนั่นด้วย”
    “หมอนั่น..”
    “ศิราษฎ์นั่นแหละ..ภายใต้ภาพพจน์นักธุรกิจที่ดูดีก้าวไกล  จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ามันก็เป็นแค่ไอ้พวกจิตวิปริตคนหนึ่งที่ชอบเห็นคนของตัวเองมีอะไรกับคนอื่น”
    “อ้ะ..” ไอคิวนึกถึงกรณีของแม่ของอารยะขึ้นมาทันที
    “ไม่ใช่แค่อรปรียา แม่ของอารยะเท่านั้นหรอกนะที่โดนแบบนั้น  ยังมีอีกหลายคนที่โดนทำแบบเดียวกันแต่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยออกมาเพราะมันถ่ายวิดีโอเอาไว้  ฉันเองก็รู้พฤติกรรมของมันแต่ก็ต้องยอมปล่อยไปเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ถ้ามันไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจฉันก็ขอทำเป็นไม่เห็น”
    “..สรุปว่าเรื่องทั้งหมดนี้..เกิดจากคุณศิราษฎ์เพียงคนเดียว..” ไอคิวถอนใจเฮือกใหญ่
    “อืม..หมอนั่นมันสร้างศัตรูไว้รอบตัวเต็มไปหมด  แต่ภาพพจน์ที่ดูดีของมันก็ช่วยเอาไว้  แม้แต่ศรารมลูกชายของมันเองก็ยังไม่ใส่ใจ  จนทำให้นิสัยของศรารมกลายเป็นแบบนี้  มันทรยศเพื่อนอย่างฉัน  ทรยศคนที่รักมัน  ทำร้ายลูกชายของตัวเองทางอ้อม..”
    อัคราพูดน้ำเสียงแฝงความสะใจอยู่ไม่น้อย  ดูเหมือนเขาจะยินดีที่ตัวเองสามารถกำจัดศิราษฎ์ได้
    “ว่าแต่เธอเถอะ..คงจะลำบากใจไม่น้อยที่ต้องมารู้ว่าเพื่อนของตัวเองกลายเป็นคนร้าย”
    “ครับ..” ไอคิวยอมรับ สีหน้าซีดเซียว “..คุณอัครารู้ว่าเป็นอารยะตั้งแต่เมื่อไหร่หรือครับ”
    “..ตั้งแต่ตอนที่ฉันนึกได้ว่าคนที่มาทักฉันว่าลืมไฟแช็คคืออารยะนั่นล่ะ  อารยะคือผู้ช่วยของศิราษฎ์ ตลอดเวลาที่ฉันแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยแทบไม่เคยเห็นว่าเขาจะสูบบุหรี่  คิดได้แบบนั้นก็แปลกใจที่พบเขาอยู่ในห้อง อีกอย่างหนึ่ง  อารยะเป็นเพียงคนเดียวที่เข้ามาแตะไหล่ประชิดตัวฉัน เป็นคนที่มีโอกาสแอบเอาโทรศัพท์มือถือมาใส่กระเป๋าฉันเพื่อโทรหามากที่สุด”
    “อย่างนั้นเองหรือครับ..อารยะแอบใส่โทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋าเสื้อคุณตอนทักว่าคุณลืมไฟแช็คนั่นเอง”
    “เรากลับกันได้แล้วล่ะครับ” ตำรวจเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก
    “ขออีกห้านาทีนะ” อัคราบอกกับตำรวจ “เอาล่ะ..ไอคิวฉันคงต้องไปแล้ว  สุดท้ายฉันอยากให้นายอธิบายแผนของอารยะให้ฉันฟังหน่อยเถอะ”
    “คุณอัคราทำไมถึงอยากรู้นักล่ะครับ..”
    “เพราะฉันอยู่ในแผนไม่ใช่หรือไง  ฉันก็ต้องอยากรู้บ้างสิ”
    ไอคิวถอนใจ เขาไม่อยากรื้อนฟื้นเรื่องนี้มากนัก
    “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ..เริ่มจากสรุปให้อารยะสืบรู้เรื่องของทุกคนที่อยู่ในแผนของเขา  หมายความว่าเขารู้เรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับคุณอัครา เกี่ยวกับศรารมและเพื่อน ๆ ที่ก่อวีรกรรมการลักพาตัวลูกสาวของจามร  ดึงจามรและราชาลเข้ามาเกี่ยวข้องโดยนัดวันเข้าพบเป็นวันเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ  รู้ว่าเพื่อนทั้งสี่คนของศรารมกำลังพยายามจะเรียกเงินค่าไถ่เมื่อครั้งนั้นคืนจากศรารมและมารวมตัวกัน รู้แผนการวางระเบิดของคุณอัคราล่วงหน้าโดยการสังเกตพฤติกรรมของคุณ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือพอคุณเข้ามาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริษัท เขาก็จับตามองเพราะรู้ดีว่าคุณเป็นใครและค่อย ๆ คิดแผนการซ้อนทับแผนของคุณ  ในวันนั้นเขาหาทางออกให้ตัวเองบาดเจ็บน้อยที่สุดโดยการขึ้นไปแขวนป้ายบนดาดฟ้าตึก และรู้ดีว่าการจะช่วยคนออกมาจากห้องนิรภัยต้องช่วยจากทางดาดฟ้าเท่านั้น  เขารู้ว่าคุณอาจจะจำเขาได้ตอนที่อยู่ในห้องสูบบุหรี่จึงแสร้งโกรธแค้นและผลักคุณโดยทำเป็นเหมือนคุณถีบตัวเขาตกลงไปเอง หวังให้ตกตึกลงไปเสียชีวิต แต่โชคร้ายที่คุณรอดมาได้  จากนั้นสืบรู้ว่ากลุ่มเพื่อนของศรารมวางแผนจะกำจัดเขาที่บ้านพักตากอากาศหลังเสร็จงานศพของคุณศิราษฎ์  จึงตรงไปยังบ้านพักก่อน ทำให้บ้านพักอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับแผนการ คือแปะสติกเกอร์ใสลงบนกระจกหน้าต่าง เพื่อให้ทุบแตกได้ยากขึ้น เตรียมกาวและตะปูซ่อนเอาไว้ปิดหน้าต่างในวันที่จะต้องไปจริง  เตรียมเรือยนต์และถังน้ำมันกับท่อส่งก๊าซเข้ามายังห้องครัวในบ้านพักตากอากาศ  พอถึงวันที่ศรารมนัดก็เดินทางไปยังบ้านพักเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร และพยายามสร้างเงื่อนไขให้ลงล็อคกับแผนที่เขาเตรียมไว้  แต่สิ่งที่ผิดพลาดคือการไปของผมแค่นั้น”
    “เธอหรือ..”
    “ครับ..คุณคงยังไม่รู้ว่าอารยะเตรียมการแม้กระทั่งวางยาทำให้ผมป่วยอ่อนเพลียในวันที่ผมไปหาเขาที่บ้านหลังวันที่ตึกถล่ม  แต่โชคดีที่ผมฝืนอดทนจนไปที่บ้านพักได้..” ไอคิวก้มมองหนังสือแรงจูงใจหลายขั้วบนตัก “..คงเพราะมีแรงจูงใจที่สงสัยว่าเพื่อนตัวเองเป็นฆาตกร บวกกับหลาย ๆ เรื่องในอดีตเกี่ยวกับอารยะและผมที่มันมาสอดคล้องกับแผนการในครั้งนี้..ที่เหลือก็คงเป็นไปตามที่ข่าวรายงาน..จริงสิ  ผมถามคุณอัคราเรืองหนึ่งได้หรือเปล่าครับ”
    “ว่ามาสิ..” อัคราเหล่มองนายตำรวจแว่บหนึ่ง
    “ตู้ปลาที่อยู่ในห้องสูบบหรี่ เพิ่งย้ายเข้ามาไม่นานใช่มั้ยครับ”
    “อืมใช่..”
    “แสดงว่าคงเป็นคำสั่งของอารยะให้เอาตู้ปลาไปไว้ในนั้น  ถ้าอย่างนั้นตอนที่คุณอยู่ในห้องสูบบหรี่ คุณยังเห็นปลาว่ายอยู่ใช่หรือเปล่าครับ”
    อัครานึกครู่หนึ่ง “..ใช่นะ..ปลาว่ายอยู่..”
    “ครับ..แสดงว่าปลาสลบหลังจากอารยะหย่อนไฟแช็คลงไปจริง ๆ   ถ้าได้ดูเทปจากกล้องวงจรปิดก็คงจะรู้ได้อย่างง่ายดายว่าอารยะเป็นคงวางยาสลบทั้งสามคนนั้น เพราะปลาเองก็สลบไปด้วย  บางทีเหตุผลที่อารยะจ้างนักข่าวให้ไปค้นหาเทปก็เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยตรงนี้ด้วยก็ได้  ถ้าตำรวจเห็นอารยะหย่อนไฟแช็คลงไป หลังจากนั้นปลาก็ค่อย ๆ แน่นิ่งไปก็คงพอจะเดาออกว่าเป็นเขาอย่างแน่นอน..”
    “หมดห้านาทีไปนานแล้วนะครับ” ตำรวจเอ่ยอีกครั้ง อัคราจึงโบกมือลาไอคิวแล้วหมุนเกาอี้เข็นหันกลับออกไป
    ไอคิวมองหนังสือแรงจูงใจหลายขั้นอย่างหดหู่
    “หนังสือที่นายแนะนำให้ฉันอ่าน  ถ้าฉันได้อ่านถึงหน้านี้ก็คงจะรู้ว่านายกำลังคิดอะไรอยู่..”
    จู่ ๆ ประตุห้องเปิดอีกครั้ง นายตำรวจคนเดิมเดินเข้ามา แต่ไม่ได้พาอัครามาด้วย
    “มีอะไรหรือครับ..”
    “ทางเราได้เทปหลักฐานของนักข่าวคนที่ถูกอารยะว่าจ้างแล้วล่ะ..เป็นอย่างที่เธอบอกนั่นล่ะว่า หลังจากที่อารยะหย่อนไฟแช็คลงตู้ปลา  ไม่นานปลาก็ค่อย ๆ ว่ายน้อยลง ดูในเทปอาจจะเห็นไม่ชัด  แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าตู้ปลานั่นว่างเปล่ามีแต่น้ำ ซึ่งหมายความว่าปลาคงนอนจมอยู่ก้นตู้..”
    “ครับ เป็นแบบนั้นจริง ๆ ด้วย”
    “แต่ดูเหมือนนายไม่อยากจะพูดเรื่องนี้สักเท่าไหร่นะ  ไม่อย่างนั้นก็คงบอกไปตัวแต่ตอนที่อยู่ที่บ้านพักตากอากาศที่จังหวัดระยองแล้ว..”
    “..ครับ..เพราะผมรู้สึกผิดที่การทดลองไร้สาระของผม กลายมาเป็นส่วนของในแผนของเพื่อน..”
    ตำรวจเพ่งมองไอคิวครู่หนึ่งอย่างสงสัย..
    “ผมเคยทดลองวางยาสลบปลาด้วยยานอนหลับน่ะครับ แล้วพอดีอารยะก็มาเห็นเข้าในตอนนั้น”
    “อ้อ..อย่างนั้นหรือ”
    “..แล้วเพื่อนผมเป็นยังไงบ้างหรือครับ”
    “ฝากขังอยู่..รอตัดสินอีกครั้ง”
    “ครับ..”
    “เพราะว่าผลการชันสูตรล่าสุดน่ะบ่งชี้ว่าเหยื่อสามคนนั้นแค่สลบไปเท่านั้นไม่ได้ตายไปจริง ๆ แต่สลบไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะฤทธิ์ยาสลบที่รุนแรง ซึ่งดูเหมือนใกล้จะไม่มีลมหายใจถ้าหากฤทธิ์ยาสลบมากกว่านี้อีกนิดเดียว...หมายความอารยะทำให้สามคนนั้นแค่สลบไปเท่านั้น  จากนั้นจึงโดนตึกถล่มถึงแก่ชีวิต ซึ่งแม้โดนตึกถล่มก็ตายไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว..”
    “..”
    “คือถ้าจะให้พูดเข้าข้างเพื่อนเธอก็คือ เพื่อนเธอพอมีทางจะสู้คดีนี้ได้อยู่เหมือนกัน”
    “งั้นหรือครับ..”
    “โอเค..ผมไปก่อนนะครับ” นายตำรวจโบกมือลาและหันหลังกลับออกไปทันที
    ไอคิวลดตัวลงนอนราบบนเตียง มือหนึ่งวางอยู่บนหนังสือแรงจูงใจหลายขั้ว..เขาล้วงกระเป๋าเป้อีกครั้งหยิบเอาโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่เหลือน้อยเต็มที
    เขากดโทรไปหาพิรดา..
    “พิรดา..ตอนนี้เธอ” ไอคิวพลิกตัวมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง “ตอนนี้เธออยู่กับอารยะใช่หรือเปล่า..ขอสายมันหน่อยได้หรือเปล่า”
    “ไอคิว..นายหรือ  ฉันขอโทษนะที่..”
    “ไม่เป็นไร..ไม่ต้องพูดเรื่องนั้นหรอก”
    “...แต่ยังไง..”
    “ถ้านายทำเพราะแรงจูงใจของนายที่ไม่อาจห้ามได้ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก..ต่อจากนี้ไปนายก็ต้องชดใช้ผลที่เกิดจากแรงจูงใจนั้น  ขอแค่นายตั้งใจชดใช้มันก็พอ..”
    “...”
    “เข้าใจหรือเปล่า..”
    “อืม..นายจำที่พิรดาเคยบอกได้หรือเปล่า..”
    “เรื่องอะไรล่ะ”
    “ที่ฉันบอกว่าฝากดูแลน่ะ..”
    “..จำได้สิ..” ไอคิวนึกย้อนกลับในวันที่ตึกกิจเจริฐวัฒนไพบูลย์ระเบิด  ตอนนั้นเข้าคุยโทรศัพท์กับพิรดาระหว่างเดินตรงไปยังตึก “..แต่ฉันไม่คิดจะดูแลให้หรอกนะ..”
    “...”
    “เพราะฉะนั้น นายต้องทำตัวดี ๆ แล้วรีบออกมาดูแลเธอเอง..”
    “..ยังไงก็ฝากด้วยนะ..นอกจากพิรดาแล้วก็มีแต่นายเท่านั้นที่ฉันไว้ใจ..”
    “อืม..เอาเป็นว่าจะพยายาม...งั้นก็เท่านี้ล่ะ” ไอคิวเสียงสั่น
    “อืม..เจอกัน”
    “..เจอกัน” ไอคิวลดโทรศัพท์มือถือลงวางบนหนังสือ  มือข้างที่ถือโทรศัพท์นั้นสั่นเทาเล็กน้อย..

..จบคดี..

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกคนนะครับ โปรดติดตาม case ต่อไป เร็ว  ๆ นี้

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend