Bomb-ruined building #23 ภาคไขปริศนา #4 (ตู้ปลา)
posted on 16 May 2009 13:11 by iqdetective
ตอนที่ 23 : ตู้ปลา
แม้แต่เธอเองก็..
ได้โปรดอยู่ข้างฉันเถอะ..พิรดา..เธอจะต้องเข้าใจสิ่งที่ฉันทำลงไปทั้งหมดนี้..
พิรดาส่ายหน้าช้า ๆ น้ำตาคลอเบ้า..เธอทำใจแล้วว่าเรื่องจะต้องลงเอยแบบนี้ อารยะของเธอจะต้องจนมุมด้วยเพื่อนสนิทของเขาเอง
ไอคิวยังคงฝืนอดทนกล่าวต่อไป แม้ร่างกายที่อ่อนแอจะฟ้องให้เขาหยุดลงเพียงเท่านี้..ความอ่อนล้าอันแสนทรมาณนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่มันกลับมาแสดงอาการรุนแรง ณ ตอนนี้..บางที นี่อาจจะเป็น..
“นาย..นายหาเรื่องจ้างให้เหยื่อรายหนึ่งที่นายต้องการฆ่าอยู่ในห้องสูบบุหรี่โดยการให้เขายั่วประสาทคุณมหภพ จากนั้นพอคุณมหภพออกไป นายก็เข้ามา เพื่อรอให้คุณอัคราเข้ามาแสร้งวางไฟแช็ครูปทรงทหารจีนลืมเอาไว้ นายทักคุณอัครา และให้เหยื่อคนที่สองของนายพูดว่าขอยืมไฟแช็ครูปทรงทหารจีนนั่น ซึ่งเข้าแผนว่าคุณอัคราจะต้องให้ไปอย่างยินดี จากนั้นก็เล่นละครบอกกับเหยื่อรายที่สองของนายว่าห้ามจุดเด็ดขาด แล้วแย่งไฟแช็คนั้นหย่อนลงไปในตู้ปลาอีกเหมือนกัน เพื่อให้คนอื่น ๆ ในห้องมองว่านายพยายามห้ามแล้วแต่ไม่ฟัง”
อารยะเสยผมที่ปรกหน้าผาก ไล่เหงื่อที่ผุดขึ้นตรงไรผมออกไป พยายามทำให้ตัวเองใจเย็นอย่างที่สุด
“ดูเหมือนว่านายจะพยายามบอกว่าฉันเป็นคนหย่อนไฟแช็คที่มีตัวส่งสัญญาณลงไปในน้ำอย่างนั้นหรือ” อารยะเอ่ยเสียราบเรียบต่างจากเมื่อครู่ “ถ้าฉันอยากให้ตึกนั้นระเบิดตามแผนของคุณอัคราจริงๆ ละก็ มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องหย่อนตัวส่งสัญญาณลงไปในน้ำให้เสียหายล่ะ..”
ไอคิวงอเข่าทรุดลงครึ่งหนึ่ง พิรดารีบประคองเอาไว้ทันที
“ถึงกับทรุดเลยรึ..” อารยะหัวเราะทันที เสยผมอีกครั้ง
“ไม่ใช่..ฉันไม่ได้ทรุดลงเพราะคำพูดของนาย สิ่งที่นายบอกมันก็ถูก ว่านายคงไม่หย่อนตัวส่งสัญญาณลงไปในน้ำให้โง่..เพราะฉะนั้นตอนที่นายแย่งไฟแช็ครูปทรงทหารจีนจากมือเหยื่อรายที่สอง นายจึงแอบสับเปลี่ยนกับไฟแช็ครูปทรงทหารจีนที่นายมีอยู่กับตัว”
มือของอารยะค้างอยู่บนศีรษะ ซึ่งทำให้บดบังสายตาที่ไอคิวจ้องมองมาพอดี
“อย่าบอกนะว่านายซื้อไฟแช็คแค่อันเดียวเพื่อเอามาเป็นของฝากให้ฉันเมื่อตอนไปเมืองจีน นายเองก็ต้องซื้อเก็บเอาไว้ด้วยอันหนึ่งหรือมากกว่า...สรุปว่านายใช้ไฟแช็ครูปทรงทหารจีนในแผนครั้งนี้สองอัน อันหนึ่งให้คุณมหภพนำพาเข้าไปในห้องนิรภัยบนชั้นสามสิบเก้า ส่วนอีกอันหนึ่งเอาไว้สับเปลี่ยนเล่นละครตบตาในห้องสูบบุหรี่หย่อนมันลงในตู้ปลา..เพราะเมื่อถึงคราวที่จนตรอกด้วยหลักฐาน นายจะได้อ้างได้ว่านายหย่อนไฟแช็คอันที่เป็นตัวส่งสัญญาณลงน้ำ และวงจรข้างในควรจะพังเสียหายใช้การไม่ได้อีก เหมือนอย่างที่นายพูด ถ้านายอยากให้ตึกระเบิดตามแผนจริง นายคงจะไม่หย่อนมันลงน้ำแน่นอน”
“...”
“และพอมาถึงตรงนี้ เมื่อเหยื่อรายที่สองหยิบไฟแช็ครูปทรงทหารจีนออกมาจากตู้ปลา..เอามากดย่อมไม่เกิดอะไรขึ้นเลย นอกจากเป็นสัญญาณบอกว่าชีวิตของเหยื่อทั้งสามที่นั่งอยู่ในห้องถึงคราวต้องจบลง...ส่วนเหยื่อรายที่สามที่ไม่ได้ถูกว่าจ้างให้ทำอะไร คว้าซองบุหรี่ที่นายยื่นให้ ใช้ไฟแช็คส่วนตัวจุดบุหรี่สูบอย่างง่ายดายแล้วส่งต่อไปให้เหยื่ออีกสองคนโดยที่ไม่นึกเอะใจว่านั่นคือบุหรี่ที่อาบยาสลบอย่างรุนแรงเอาไว้..”
ร่างของอารยะเกร็งจนกระตุก เขาลดมือข้างที่เสยผมลงมาแนบข้างลำตัวและกำแน่น ถอยเท้าข้างขวาหนึ่งก้าวเหมือนกำลังจะตั้งรับการต่อสู้อีกระลอก..
ส่วนคนที่เหลือได้แต่ยืนนิ่ง มองอารยะแต่หูก็จดจ่ออยู่ที่เสียงของไอคิว..
“ในเทปนั่นบันทึกเอาไว้หมด ไม่ใช่เพราะฉันเดามั่วซั่วอย่างที่นายว่า ถึงแม้เทปนั่นจะไม่มีเสียง แต่ก็มีพฤติกรรมทุกอย่างตามที่ฉันกล่าว นายอาจจะเถียงว่าก็แค่ยื่นซองบุหรี่ให้ เถียงว่าก็แค่ไปยืนอยู่ในห้องสูบบุหรี่นั้น พอออกมาก็ไม่รู้ไม่เห็นอะไรแล้ว ไม่รู้แม้กระทั่งว่าพอนายรีบออกมาเพื่อรุดหน้าขึ้นไปบนดาดฟ้า เหยื่อสามคนของนายก็สลบเหมือดไปหมดหรือไม่ก็ขาดใจตายไปตรงนั้น รอให้ตึกถล่มลงมาทับ”
อารยะสูดหายใจเข้าลึก ๆ เสียงดัง เขาหลับตาลง เปลือกตากดแนบสนิทกับดวงตา แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มองกลับไปยังเพื่อนสนิทของเขา
“แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์หรือหลักฐานอะไรนี่ว่าฉันฆ่าคนทั้งสาม”
“มีสิ..”
“อะไรล่ะ”
“ตู้ปลาที่อยู่ในห้องนั่นไง”
อารยะขมวดคิ้ว พยายามนึกว่าตัวเองพลาดอะไรไปหรือเปล่า แต่ก็พบว่าไม่มี เขาจึงระเบิดหัวเราะออกมา “ตู้ปลานั่นน่ะรึหลักฐาน”
“อืม..” อารยะเอ่ยเสียงเอื่อย ๆ จามรเอาท่อนไม้ที่ตัดสำหรับเป็นที่นั่งจากบริเวณใกล้ ๆ มาให้เขานั่งลง ส่วนพิรดาแตะไหล่เขาอย่างเป็นห่วงอยู่ข้าง ๆ “จำได้มั้ย..ว่าใครหย่อนอะไรลงไปในตู้ปลาบ้าง”
อารยะเบิกตาโพลง เขาลำดับเหตุการณ์ครั้งนั้นในหัวสมอง
“คนแรก..เหยื่อรายที่หนึ่งของนายแย่งไฟแช็คจากมือคุณมหภพหย่อนลงตู้ปลา คนที่สอง..คุณมหภพล้วงเอาไฟแช็คคืนจากตู้ปลา คนที่สาม..นายเองซึ่งแย่งไฟแช็ครูปทรงทหารจีนจากมือเหยื่อรายที่สองหย่อนลงตู้ปลา คนที่สี่..เหยื่อรายที่สองล้วงเอาไฟแช็ครูปทรงทหารจีนคืนมา..”
“แล้วมันยังไง..” อารยะดูลนลานอย่างเห็นได้ชัด
“จากรายงานการสืบสวน..ได้บอกว่าไฟแช็ครูปทรงทหารจีนที่พบในห้องสูบบุหรี่มีการฝังแผงส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับที่อยู่ในตัวคุณอัครา นั่นแปลว่าพอนายสับเปลี่ยนไฟแช็คแล้วแกล้งหย่อนลงตู้ปลาจนเหยื่อรายที่สองหยิบมันขึ้นแล้วกดจุดแต่ไม่ติด จากนั้นนายยื่นซองบุหรี่ให้เหยื่อรายที่สาม แต่นายไม่ได้ออกมาจากห้องสูบบุหรี่ทันที นายรอจนเหยื่อทั้งสามหลับสนิท จึงสับเปลี่ยนไฟแช็ครูปทรงทหารจีนคืนจากมือของเหยื่อรายที่สองพร้อมกับกดมันเพื่อส่งสัญญาณ..ดังนั้นไฟแช็คที่ตกอยู่ในห้องจึงเป็นอันเดิมที่คุณอัคราตั้งใจไว้”
อารยะขมวดคิ้ว ยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่ไอคิวพูด
“แปลว่าที่นิ้วมือของนายต้องมีคราบยาสลบติดอยู่น่ะสิ”
“อ้ะ..” อารยะเผลออุทานออกมา
นั่นสิ..ใช่อย่างที่ไอคิวบอกไม่มีผิด..ตอนนั้น..
“ไม่จากคนใดก็คนหนึ่งนั่นแหละที่นายได้รับคราบยาสลบมา แปลว่านอกจากสามคนที่ควรจะมีคราบยาสลบปนเปื้อนร่างกาย เพราะหยิบจับซองบุหรี่เดียวกันที่นายยืนให้ ซองบุหรี่นั่น ตอนแรกนายเองก็คงระวังไม่ให้ยาสลบมาถูกตัวเอง โดยหยิบแค่ซองไม่ได้โดนบุหรี่ภายในที่อุตส่าห์ใส่ยาสลบเข้าไป แต่ก็มาสะเพร่าเอาตอนหลังที่สับเปลี่ยนไฟแช็ค”
“...”
“แต่นายก็คงสัมผัสยาสลบแค่เพียงเล็กน้อย อีกทั้งคนไม่มีโอกาสได้เอานิ้วมือตัวเองมาสัมผัสปากหรือจมูกอย่างตรง ๆ เหมือนที่สามคนนั่นสูบเอายาสลบจากบุหรี่เข้าไปเต็ม ๆ ..แต่ว่านายก็มีโอกาสได้ทำแบบนี้ตอนโทรไปหาคุณอัคราแกล้งบอกเขาว่านายกำลังจะเข้าไปในห้องนิรภัยบนชั้นสามสิบเก้า”
ไอคิวยกมือขึ้นทำท่าใช้โทรศัพท์มือถือ
เหงื่อบนหน้าผากของอารยะไหลลงมาตรงคิ้วของเขา ลมไหลเอื่อย ๆ จากทะเลเข้าสู่ฝั่งไม่ช่วยให้เขาเย็นลงได้เลย
“มาจนวันนี้คราบยาสลบบนนิ้วมือของนายคงจะไม่หลงเหลือแล้ว..แต่คราบยาสลบนั่นต้องมีโอกาสเปื้อนที่โทรศัพท์มือถือของนายแน่นอน ถ้านายไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปซักในเครื่องซักผ้าด้วย”
พอกล่าวจบไอคิวก็ยื่นมือออกไปยังอารยะ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองแทบจะยกแขนอยู่ไม่ไหว
“ถ้านายบริสุทธิ์ใจ ขอโทรศัพท์มือถือของนายตอนนี้จะได้มั้ย”
..ไอคิว..อันที่จริงฉันรู้แล้วว่าฉันทำพลาด...
“ใช่..ถ้าเธอไม่กลัวอะไรล่ะก็ เอาโทรศัพท์ของเธอให้ไอคิวสิ” ราชาลเอ่ยขึ้น
..ที่ฉันครุ่นคิดเมื่อครู่ ก็แค่กลบเกลื่อนเรื่องที่ตัวเองทำพลาด แม้รู้ดีว่านายอาจะจับได้เรื่องยาสลบที่เปื้อนมือของฉัน..
“ว่ายังไงล่ะ..หยิบออกมาสิ” ศรารมก้าวเข้ามยืนตรงหน้าอารยะอย่างเป็นต่อ “ไม่กล้าหรือไง”
..ต่อให้..ต่อให้ฉันรอบคอบมากแค่ไหน การใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็กฉีดยาสลบชนิดน้ำเข้าไปในซองบุหรี่ ยังไงยาสลบก็มีโอกาสเปื้อนออกจากทางก้นซอง...หมายความว่าในกระเป๋ากางเกงของฉันก็ต้องมีคราบยาสลบเปื้อนอยู่..ไม่จำเป็นต้องไปหยิบไฟแช็คนั่นคืน แค่ฉันล้วงกระเป๋ากางเกงยาสลบนั่นก็มาเปื้อนมือฉันแล้ว..ดังนั้น..
“ให้ไอคิวสิ..ทำไมไม่ให้ล่ะ..” พิรดากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ..
อารยะเบนสายตามามองเธออย่างอ้อนวอน..แค่เธอก็พอ..ที่อยู่ข้างฉัน..พิรดา..ขอแค่เธอก็พอ..
ไอคิวทนไม่ไหวอีกต่อไป..เขาลดมือลง จากนั้นร่างกายก็ทรงตัวไม่อยู่เอนไปด้านข้างล้มกองลงบนพื้นทรายโดยที่พิรดาไม่ทันสังเกตเห็น..
“ไอคิว..!” พิรดาร้องเรียกแล้วย่อตัวลงไปประคอง
“ไอคิว..” อารยะเรียกชื่อเพื่อนเบา ๆ อย่างเป็นห่วง..
...
“นายมาพอดี นี่ฉันกำลังทดลองใส่ยานอนหลับลงไปในน้ำ ดูว่าปลาจะหลับหรือเปล่า”
“'งั้นเหรอ..” อารยะมองปลาในโหลแก้วที่วางอยู่บนเสื่อด้านหน้าไอคิว
“ไม่หาว่าบ้าหรือ ปกตินายต้องพูดว่าคิดอะไรบ้า ๆ สิ” ไอคิวแปลกใจ
“กำลังจะพูดอยู่นี่ไง..คิดอะไรบ้า ๆ” อารยะมองไอคิว “นายไม่กลัวปลาตายหรือไง”
“ฉันขออโหสิมันแล้ว และนี่ก็เป็นการทดลองนะ คงไม่บาปมากหรอก”
“..ไม่บาปเหรอ” อารยะจ้องปลาในโหลแก้วเขม็ง..
…
ดังนั้น..ฉันจึงแย่งไฟแช็ครูปทรงทหารจีนจากเหยื่อรายที่สอง สับเปลี่ยนกับไฟแช็ครูปทรงทหารจีนของตัวเอง แล้วจงใจหย่อนลงไปในตู้ปลาพร้อมมือของตัวเอง..หวังให้ยาสลบที่ปนเปื้อนเจือจางลงไปบ้าง..
อารยะไม่สนใจศรารม ผลักเขาให้พ้นทางเดินเข้าไปหาไอคิวเพื่อนสนิท ย่อตัวลงประคองไอคิวให้นั่งได้อีกครั้งบนท่อนไม้ ไอคิวพยายามเปิดตามองเพื่อน..
“ที่ฉันเป็นแบบนี้..ที่ฉันเป็นแบบนี้..” ไอคิวพยายามเอ่ยกับเพื่อน ลมหายใจร้อนระอุพ่นลงบนต้นแขนของอารยะ..
“อืม..เพราะฉันเอง..”
“เพราะนาย..”
“ตอนที่นายไปหาฉันที่บ้านวันนั้น..ฉันก็ได้วางยานายให้นายกลายเป็นไข้ ให้นายสะสมความอ่อนแอเรื่อยมาจนวันนี้..เพื่อป้องกันไม่ให้นายมีแรงพอจะเล่าเรื่องพวกนี้..แต่ว่านายก็ยังจะ..”
พิรดาหน้าแดงก่ำ ยกมือขึ้นตบหน้าอารยะ..เสียงดังก้องเข้าไปในหูเขา
อารยะนิ่งอึ้ง แต่ไม่กล้าสบตาพิรดา..
“ฉันยอมรับว่าเธอเป็นคนเก่ง..อารยะ..เก่งมากที่สร้างเรื่องพวกนี้ขึ้นมาได้..เก่งมากที่คิดแผนอุบาทว์แบบนี้ออกมา..เก่งมากที่กล้าวางยาเพื่อนสนิทของตัวเอง..” พิรดาตวาดใส่หน้าเขาไม่ยั้ง “..จะเหลือฉันไว้ทำไมล่ะ..ทำไมไม่วางยาฉันด้วย..”
ขอแค่เธอ..พิรดา..แค่เธอก็พอ..
ร่างของอารยะกระตุกถี่ขึ้น สองแก้มอาบด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตา..เขาเบนหน้าหันไปทางอื่นไม่อยากให้พริดาได้เห็น..
พิรดาใจอ่อนลงทันทีเมื่อเห็นเขาร้องไห้..
“นาย..ยอมรับแล้วใช่มั้ย..” ไอคิวถามขึ้น
ครั้งนี้อารยะไม่ดื้อดึงอีกต่อไป เขาพยักหน้าช้าให้เพื่อน..
ไอคิวยิ้มแห้ง ๆ .. “..ดีแล้ว..แค่นี้ฉันก็ไม่โกรธอะไรนายแล้ว..”
“ทำไมล่ะอารยะ..” พริดาเอื้อมมือไปช้อนใต้ค้างอารยะดึงใบหน้าของเขาให้หันมาทางเธอ “..เพราะอะไร..”
..จุดสีแดงคล้ำจุดหนึ่งผุดขึ้นในสมองของอารยะ จากนั้นมันแผ่ขยายขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเลือดที่ไหลเยิ้มออกมาจากริมฝีปากของอรปรียาผู้เป็นแม่ของเขา..
เด็กชายคนที่อยู่ใต้โต๊ะนั่นก็คือลูกชายคนเดียวของเหยื่อรายที่สอง..เด็กนั่นรู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่..
อารยะประคองร่างของแม่เอาไว้..เขาหยุดร้องตะโกน กลับมามีสติอีกครั้ง และมองไปที่รองเท้าบูทคู่ที่ศิราษฎ์ซื้อให้แม่ของเขา จนสังเกตเห็นว่าใต้โต๊ะวางโทรทัศน์มีเด็กคนหนึ่งซ่อนอยู่..
อารยะชะงัก..เขาค่อย ๆ วางร่างของแม่ลงนอนบนเตียง แม่ของเขายังคงหมดสติไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่อย่างนั้น.. เขาก้มลงตรงหน้าโต๊ะ มองเข้าไปและสบตากับเด็กชายคนนั้น..
เด็กชายทำตัวหดลีบลงอย่างกลัว ๆ
“อ๋อ..เธอเองหรือ” เขาจำหน้าเด็กคนนี้ได้ “เธอ..มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
เด็กชายไม่ตอบ..
“งั้น..ออกมาก่อนเถอะ..พี่ไม่ทำอะไรหรอกน่า..มาอยู่แบบนี้เดี๋ยวพ่อแม่เป็นห่วงเอานะ” เขายื่นมือไปให้เด็กชาย
เด็กชายมองมือของเขาสลับกลับหน้าเขาไปมา คงกำลังชั่งใจดูว่าเขาอันตรายหรือเปล่า..สุดท้ายก็ค่อยขยับตัวคานออกมาโดยไม่จับมือเขา..
อารยะฝืนยิ้มแม้ข้างในจะเจ็บปวด..เขาเอาต้นแขนปาดน้ำตาที่กำลังจะเอ่อล้นออกมา “พี่ขอถามอะไรอย่างสิ..เธอเห็น..เธอเห็นใครทำอะไรแม่ของพี่หรือเปล่า..”
เด็กชายส่ายหน้าทันที..
“ไม่เห็นหรือ..งั้นแล้วเธอมาอยู่ในห้องแม่ของพี่ได้ยังไงล่ะ”
“แม่พามา..”
“แม่พามาหรือ..พามาหาแม่พี่หรือ..”
เด็กชายส่ายหน้าอีก “เปล่า..พามาหาพ่อ..”
แค่เพียงเท่านั้น..อีกอึดใจต่อมาอารยะก็มาโผล่หน้าประตุลิฟท์ชั้น G เดินตรงไปยังล็อบบี้โรงแรม แต่ไม่มีใครนั่งอยู่เลยแม้สักคน เขาหมุนรอบตัวพยายามมองหาแต่ก็ไม่มีวี่แวว..
แต่กลับสะดุดตากับคนสองคนที่ยืนอยู่นอกโรงแรม..
อารยะเดินเข้าไปใกล้ผนังกระจกใส พยายามเพ่งมองคนสองคนที่ยืนหันหลังให้มองออกไปด้านนอก ปากคาบบุหรี่แล้วพ่นควันสีขาวผสมไอร้อนภายในร่างกายออกมาไม่หยุดหย่อน อากาศข้างนอกคงหนาวกว่าภายในโรงแรมมาก สองคนนี้ออกมมายืนรับลมหนาวแล้วสูบบุหรี่ตอนดึก ๆ แบบนี้รึ
ใช่..สองคนนี้กับคนที่เป็นพ่อของเด็กชายคนนั้น มักจะเดินอยู่ด้วยกันสามคนและเหล่มองแม่ของเขา..
สามคนนี้..
มีมือหนึ่งมาแตะที่ไหล่เขาจากด้านหลัง..
“อ้าวอารยะ..ยังไม่นอนอีกหรือ” ศิราษฎ์ทักเขาจากด้านหลัง
อารยะครุ่นคิดในชั่ววูบนั้น..คุณศิราษฎ์หรือเปล่าที่ทำเรื่องพวกนี้ ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่บอกว่าเป็นคุณศิรษฎ์นี่ ลูกอมนั่นก็แค่ลูกอม บางทีเราอาจจะเหนื่อยอ่อนจนหลับไปเองก็ได้ ถ้าเป็นเขา.มีเหตุผลอะไรถึงต้องทำกับแม่แบบนี้..
“เปล่าหรอกครับ แค่นอนไม่หลับ” อารยะหันมายิ้มให้ศิราษฎ์
ศิราษฎ์มองไปยังคนสองคนที่ยืนอยู่ด้านนอกโรงแรม “อ้อ..นึกว่าอากาศหนาว ๆ แล้วนึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา เลยแอบลงมาตอนดึก..”
“เปล่าครับ ผมไม่สูบบุหรี่หรอก”
“ฮ่า ๆ ล้อเล่นน่ะ..”
“ว่าแต่คุณศิราษฎ์ลงมาทำอะไรเหรอครับ”
“อ้อ..ฉันเหรอ..ฉันก็นอนไม่หลับน่ะ ก็ว่าจะแอบมาสูบบุหรี่อยู่เหมือนกัน” ศิราษฎ์ขยิบตาข้างหนึ่ง แต่ดูน่าเกลียดสำหรับอารยะ
“อ๋อครับ..ถ้างั้น ผมขอตัวไปนอนดีกว่า” เขาแกล้งหาวและเอามือปิดปาก..
..ต้องเป็นมัน 3 คน..
หลังจากนั้น อารยะแอบเฝ้ามองคนทั้ง 3 จากประตูห้องน้ำที่อยู่ติดกับล็อบบี้ ศิราษฎ์เดินไปสมทบกับสองคนที่ยืนสูบบุหรี่ จากนั้นล้วงเอามัดเงินยื่นให้..หนึ่งในสองคนยื่นกล้องวิดีโอให้ศิราษฎ์ ศิราษฎ์เปิดจอกางออกแล้วดูสิ่งที่บันทึกไว้
อารยะไม่รู้ว่าภาพในกล้องคืออะไร แต่ดูจากสีหน้าของศิราษฎ์แล้วดูจะพึงพอใจเป็นที่สุด เขาตบบ่าคนสองคนแบบที่ทำกับอารยะแล้วเดินกลับเข้ามาในโรงแรม..
อารยะปิดประตูห้องน้ำลง แล้วเข้ามายืนหน้ากระจกบานใหญ่..ครู่หนึ่งมีเสียงคุยกันและเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ประตูห้องน้ำ อารยะจึงรีบเข้าไปในห้องเก็บของริมสุด
ประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมกับเสียงหนึ่งในสองคน
“ไอ้นั่นมันวิปริต..มีอย่างที่ไหนจ้างให้ข่มขืนแล้วยังให้ถ่ายเก็บไว้” คนหนึ่งพูด
“มันคงกะจะเอาไปแบล็คเมล์ผู้หญิงคนนั้น” อีกคนพูด
“วิธีเขี่ยผู้หญิงที่มันเบื่อแล้วเป็นแบบนี้เอง..ฮ่า ๆ ๆ ทำให้ผู้หญิงรู้สึกด้อยค่าแล้วตีจากไปเอง ส่วนมันก็กลายเป็นอีโร่ในใจตลอดไป”
“แล้วก็มาเลือกทำเรื่องอุบาทว์นอกประเทศซะด้วยนะ แผนสูงจริง ๆ ว่าแต่หมอนั่นป่านนี้เป็นไงบ้างแล้วก็ไม่รู้..”
“ก็เมียมันดันไปเห็น คงทะเลาะกับเมียอยู่..ขอแค่อย่าให้ซวยมาถึงพวกเราก็พอ”
“ลูกมันก็เห็นด้วยนี่..น่าอนาจใจจริง ๆ ดันพาครอบครัวมาทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องทำงาน”
“แบบนี้เรียกงานหรือ แบบนี้เค้าเรียกว่าลาภลอยต่างหากล่ะ ฮ่า ๆ ๆ”
“เออจริง..ฮ่า ๆ ๆ”
อารยะหลั่งน้ำตาออกมาอีกระลอก ใบหน้าแดงก่ำบูดเบี้ยวเพราะความโกรธแค้น เขาปิดหูทั้งสองข้างไม่ฟังเสียงหัวเราะของปีศาจสองตัวข้างนอก ไม่อยากแม้แต่จะสูดอากาศที่มีกลิ่นบุหรี่ของสองคนนั้น...
ทำไมฉันกับแม่ถึงได้หลงคารมไอ้ปีศาจนั่นถึงขนาดยอมมาที่นี่ได้...แกทำอะไรกับแม่ฉัน ขอให้จำใส่หัวของพวกแกเอาไว้..ฉันคนนี้จะขอเอาคืนอย่างสาสม..
ฉันจะเอาคืนให้สาสม !!
แม้แต่เธอเองก็..
ได้โปรดอยู่ข้างฉันเถอะ..พิรดา..เธอจะต้องเข้าใจสิ่งที่ฉันทำลงไปทั้งหมดนี้..
พิรดาส่ายหน้าช้า ๆ น้ำตาคลอเบ้า..เธอทำใจแล้วว่าเรื่องจะต้องลงเอยแบบนี้ อารยะของเธอจะต้องจนมุมด้วยเพื่อนสนิทของเขาเอง
ไอคิวยังคงฝืนอดทนกล่าวต่อไป แม้ร่างกายที่อ่อนแอจะฟ้องให้เขาหยุดลงเพียงเท่านี้..ความอ่อนล้าอันแสนทรมาณนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่มันกลับมาแสดงอาการรุนแรง ณ ตอนนี้..บางที นี่อาจจะเป็น..
“นาย..นายหาเรื่องจ้างให้เหยื่อรายหนึ่งที่นายต้องการฆ่าอยู่ในห้องสูบบุหรี่โดยการให้เขายั่วประสาทคุณมหภพ จากนั้นพอคุณมหภพออกไป นายก็เข้ามา เพื่อรอให้คุณอัคราเข้ามาแสร้งวางไฟแช็ครูปทรงทหารจีนลืมเอาไว้ นายทักคุณอัครา และให้เหยื่อคนที่สองของนายพูดว่าขอยืมไฟแช็ครูปทรงทหารจีนนั่น ซึ่งเข้าแผนว่าคุณอัคราจะต้องให้ไปอย่างยินดี จากนั้นก็เล่นละครบอกกับเหยื่อรายที่สองของนายว่าห้ามจุดเด็ดขาด แล้วแย่งไฟแช็คนั้นหย่อนลงไปในตู้ปลาอีกเหมือนกัน เพื่อให้คนอื่น ๆ ในห้องมองว่านายพยายามห้ามแล้วแต่ไม่ฟัง”
อารยะเสยผมที่ปรกหน้าผาก ไล่เหงื่อที่ผุดขึ้นตรงไรผมออกไป พยายามทำให้ตัวเองใจเย็นอย่างที่สุด
“ดูเหมือนว่านายจะพยายามบอกว่าฉันเป็นคนหย่อนไฟแช็คที่มีตัวส่งสัญญาณลงไปในน้ำอย่างนั้นหรือ” อารยะเอ่ยเสียราบเรียบต่างจากเมื่อครู่ “ถ้าฉันอยากให้ตึกนั้นระเบิดตามแผนของคุณอัคราจริงๆ ละก็ มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องหย่อนตัวส่งสัญญาณลงไปในน้ำให้เสียหายล่ะ..”
ไอคิวงอเข่าทรุดลงครึ่งหนึ่ง พิรดารีบประคองเอาไว้ทันที
“ถึงกับทรุดเลยรึ..” อารยะหัวเราะทันที เสยผมอีกครั้ง
“ไม่ใช่..ฉันไม่ได้ทรุดลงเพราะคำพูดของนาย สิ่งที่นายบอกมันก็ถูก ว่านายคงไม่หย่อนตัวส่งสัญญาณลงไปในน้ำให้โง่..เพราะฉะนั้นตอนที่นายแย่งไฟแช็ครูปทรงทหารจีนจากมือเหยื่อรายที่สอง นายจึงแอบสับเปลี่ยนกับไฟแช็ครูปทรงทหารจีนที่นายมีอยู่กับตัว”
มือของอารยะค้างอยู่บนศีรษะ ซึ่งทำให้บดบังสายตาที่ไอคิวจ้องมองมาพอดี
“อย่าบอกนะว่านายซื้อไฟแช็คแค่อันเดียวเพื่อเอามาเป็นของฝากให้ฉันเมื่อตอนไปเมืองจีน นายเองก็ต้องซื้อเก็บเอาไว้ด้วยอันหนึ่งหรือมากกว่า...สรุปว่านายใช้ไฟแช็ครูปทรงทหารจีนในแผนครั้งนี้สองอัน อันหนึ่งให้คุณมหภพนำพาเข้าไปในห้องนิรภัยบนชั้นสามสิบเก้า ส่วนอีกอันหนึ่งเอาไว้สับเปลี่ยนเล่นละครตบตาในห้องสูบบุหรี่หย่อนมันลงในตู้ปลา..เพราะเมื่อถึงคราวที่จนตรอกด้วยหลักฐาน นายจะได้อ้างได้ว่านายหย่อนไฟแช็คอันที่เป็นตัวส่งสัญญาณลงน้ำ และวงจรข้างในควรจะพังเสียหายใช้การไม่ได้อีก เหมือนอย่างที่นายพูด ถ้านายอยากให้ตึกระเบิดตามแผนจริง นายคงจะไม่หย่อนมันลงน้ำแน่นอน”
“...”
“และพอมาถึงตรงนี้ เมื่อเหยื่อรายที่สองหยิบไฟแช็ครูปทรงทหารจีนออกมาจากตู้ปลา..เอามากดย่อมไม่เกิดอะไรขึ้นเลย นอกจากเป็นสัญญาณบอกว่าชีวิตของเหยื่อทั้งสามที่นั่งอยู่ในห้องถึงคราวต้องจบลง...ส่วนเหยื่อรายที่สามที่ไม่ได้ถูกว่าจ้างให้ทำอะไร คว้าซองบุหรี่ที่นายยื่นให้ ใช้ไฟแช็คส่วนตัวจุดบุหรี่สูบอย่างง่ายดายแล้วส่งต่อไปให้เหยื่ออีกสองคนโดยที่ไม่นึกเอะใจว่านั่นคือบุหรี่ที่อาบยาสลบอย่างรุนแรงเอาไว้..”
ร่างของอารยะเกร็งจนกระตุก เขาลดมือข้างที่เสยผมลงมาแนบข้างลำตัวและกำแน่น ถอยเท้าข้างขวาหนึ่งก้าวเหมือนกำลังจะตั้งรับการต่อสู้อีกระลอก..
ส่วนคนที่เหลือได้แต่ยืนนิ่ง มองอารยะแต่หูก็จดจ่ออยู่ที่เสียงของไอคิว..
“ในเทปนั่นบันทึกเอาไว้หมด ไม่ใช่เพราะฉันเดามั่วซั่วอย่างที่นายว่า ถึงแม้เทปนั่นจะไม่มีเสียง แต่ก็มีพฤติกรรมทุกอย่างตามที่ฉันกล่าว นายอาจจะเถียงว่าก็แค่ยื่นซองบุหรี่ให้ เถียงว่าก็แค่ไปยืนอยู่ในห้องสูบบุหรี่นั้น พอออกมาก็ไม่รู้ไม่เห็นอะไรแล้ว ไม่รู้แม้กระทั่งว่าพอนายรีบออกมาเพื่อรุดหน้าขึ้นไปบนดาดฟ้า เหยื่อสามคนของนายก็สลบเหมือดไปหมดหรือไม่ก็ขาดใจตายไปตรงนั้น รอให้ตึกถล่มลงมาทับ”
อารยะสูดหายใจเข้าลึก ๆ เสียงดัง เขาหลับตาลง เปลือกตากดแนบสนิทกับดวงตา แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง มองกลับไปยังเพื่อนสนิทของเขา
“แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์หรือหลักฐานอะไรนี่ว่าฉันฆ่าคนทั้งสาม”
“มีสิ..”
“อะไรล่ะ”
“ตู้ปลาที่อยู่ในห้องนั่นไง”
อารยะขมวดคิ้ว พยายามนึกว่าตัวเองพลาดอะไรไปหรือเปล่า แต่ก็พบว่าไม่มี เขาจึงระเบิดหัวเราะออกมา “ตู้ปลานั่นน่ะรึหลักฐาน”
“อืม..” อารยะเอ่ยเสียงเอื่อย ๆ จามรเอาท่อนไม้ที่ตัดสำหรับเป็นที่นั่งจากบริเวณใกล้ ๆ มาให้เขานั่งลง ส่วนพิรดาแตะไหล่เขาอย่างเป็นห่วงอยู่ข้าง ๆ “จำได้มั้ย..ว่าใครหย่อนอะไรลงไปในตู้ปลาบ้าง”
อารยะเบิกตาโพลง เขาลำดับเหตุการณ์ครั้งนั้นในหัวสมอง
“คนแรก..เหยื่อรายที่หนึ่งของนายแย่งไฟแช็คจากมือคุณมหภพหย่อนลงตู้ปลา คนที่สอง..คุณมหภพล้วงเอาไฟแช็คคืนจากตู้ปลา คนที่สาม..นายเองซึ่งแย่งไฟแช็ครูปทรงทหารจีนจากมือเหยื่อรายที่สองหย่อนลงตู้ปลา คนที่สี่..เหยื่อรายที่สองล้วงเอาไฟแช็ครูปทรงทหารจีนคืนมา..”
“แล้วมันยังไง..” อารยะดูลนลานอย่างเห็นได้ชัด
“จากรายงานการสืบสวน..ได้บอกว่าไฟแช็ครูปทรงทหารจีนที่พบในห้องสูบบุหรี่มีการฝังแผงส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับที่อยู่ในตัวคุณอัครา นั่นแปลว่าพอนายสับเปลี่ยนไฟแช็คแล้วแกล้งหย่อนลงตู้ปลาจนเหยื่อรายที่สองหยิบมันขึ้นแล้วกดจุดแต่ไม่ติด จากนั้นนายยื่นซองบุหรี่ให้เหยื่อรายที่สาม แต่นายไม่ได้ออกมาจากห้องสูบบุหรี่ทันที นายรอจนเหยื่อทั้งสามหลับสนิท จึงสับเปลี่ยนไฟแช็ครูปทรงทหารจีนคืนจากมือของเหยื่อรายที่สองพร้อมกับกดมันเพื่อส่งสัญญาณ..ดังนั้นไฟแช็คที่ตกอยู่ในห้องจึงเป็นอันเดิมที่คุณอัคราตั้งใจไว้”
อารยะขมวดคิ้ว ยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่ไอคิวพูด
“แปลว่าที่นิ้วมือของนายต้องมีคราบยาสลบติดอยู่น่ะสิ”
“อ้ะ..” อารยะเผลออุทานออกมา
นั่นสิ..ใช่อย่างที่ไอคิวบอกไม่มีผิด..ตอนนั้น..
“ไม่จากคนใดก็คนหนึ่งนั่นแหละที่นายได้รับคราบยาสลบมา แปลว่านอกจากสามคนที่ควรจะมีคราบยาสลบปนเปื้อนร่างกาย เพราะหยิบจับซองบุหรี่เดียวกันที่นายยืนให้ ซองบุหรี่นั่น ตอนแรกนายเองก็คงระวังไม่ให้ยาสลบมาถูกตัวเอง โดยหยิบแค่ซองไม่ได้โดนบุหรี่ภายในที่อุตส่าห์ใส่ยาสลบเข้าไป แต่ก็มาสะเพร่าเอาตอนหลังที่สับเปลี่ยนไฟแช็ค”
“...”
“แต่นายก็คงสัมผัสยาสลบแค่เพียงเล็กน้อย อีกทั้งคนไม่มีโอกาสได้เอานิ้วมือตัวเองมาสัมผัสปากหรือจมูกอย่างตรง ๆ เหมือนที่สามคนนั่นสูบเอายาสลบจากบุหรี่เข้าไปเต็ม ๆ ..แต่ว่านายก็มีโอกาสได้ทำแบบนี้ตอนโทรไปหาคุณอัคราแกล้งบอกเขาว่านายกำลังจะเข้าไปในห้องนิรภัยบนชั้นสามสิบเก้า”
ไอคิวยกมือขึ้นทำท่าใช้โทรศัพท์มือถือ
เหงื่อบนหน้าผากของอารยะไหลลงมาตรงคิ้วของเขา ลมไหลเอื่อย ๆ จากทะเลเข้าสู่ฝั่งไม่ช่วยให้เขาเย็นลงได้เลย
“มาจนวันนี้คราบยาสลบบนนิ้วมือของนายคงจะไม่หลงเหลือแล้ว..แต่คราบยาสลบนั่นต้องมีโอกาสเปื้อนที่โทรศัพท์มือถือของนายแน่นอน ถ้านายไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปซักในเครื่องซักผ้าด้วย”
พอกล่าวจบไอคิวก็ยื่นมือออกไปยังอารยะ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองแทบจะยกแขนอยู่ไม่ไหว
“ถ้านายบริสุทธิ์ใจ ขอโทรศัพท์มือถือของนายตอนนี้จะได้มั้ย”
..ไอคิว..อันที่จริงฉันรู้แล้วว่าฉันทำพลาด...
“ใช่..ถ้าเธอไม่กลัวอะไรล่ะก็ เอาโทรศัพท์ของเธอให้ไอคิวสิ” ราชาลเอ่ยขึ้น
..ที่ฉันครุ่นคิดเมื่อครู่ ก็แค่กลบเกลื่อนเรื่องที่ตัวเองทำพลาด แม้รู้ดีว่านายอาจะจับได้เรื่องยาสลบที่เปื้อนมือของฉัน..
“ว่ายังไงล่ะ..หยิบออกมาสิ” ศรารมก้าวเข้ามยืนตรงหน้าอารยะอย่างเป็นต่อ “ไม่กล้าหรือไง”
..ต่อให้..ต่อให้ฉันรอบคอบมากแค่ไหน การใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็กฉีดยาสลบชนิดน้ำเข้าไปในซองบุหรี่ ยังไงยาสลบก็มีโอกาสเปื้อนออกจากทางก้นซอง...หมายความว่าในกระเป๋ากางเกงของฉันก็ต้องมีคราบยาสลบเปื้อนอยู่..ไม่จำเป็นต้องไปหยิบไฟแช็คนั่นคืน แค่ฉันล้วงกระเป๋ากางเกงยาสลบนั่นก็มาเปื้อนมือฉันแล้ว..ดังนั้น..
“ให้ไอคิวสิ..ทำไมไม่ให้ล่ะ..” พิรดากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ..
อารยะเบนสายตามามองเธออย่างอ้อนวอน..แค่เธอก็พอ..ที่อยู่ข้างฉัน..พิรดา..ขอแค่เธอก็พอ..
ไอคิวทนไม่ไหวอีกต่อไป..เขาลดมือลง จากนั้นร่างกายก็ทรงตัวไม่อยู่เอนไปด้านข้างล้มกองลงบนพื้นทรายโดยที่พิรดาไม่ทันสังเกตเห็น..
“ไอคิว..!” พิรดาร้องเรียกแล้วย่อตัวลงไปประคอง
“ไอคิว..” อารยะเรียกชื่อเพื่อนเบา ๆ อย่างเป็นห่วง..
...
“นายมาพอดี นี่ฉันกำลังทดลองใส่ยานอนหลับลงไปในน้ำ ดูว่าปลาจะหลับหรือเปล่า”
“'งั้นเหรอ..” อารยะมองปลาในโหลแก้วที่วางอยู่บนเสื่อด้านหน้าไอคิว
“ไม่หาว่าบ้าหรือ ปกตินายต้องพูดว่าคิดอะไรบ้า ๆ สิ” ไอคิวแปลกใจ
“กำลังจะพูดอยู่นี่ไง..คิดอะไรบ้า ๆ” อารยะมองไอคิว “นายไม่กลัวปลาตายหรือไง”
“ฉันขออโหสิมันแล้ว และนี่ก็เป็นการทดลองนะ คงไม่บาปมากหรอก”
“..ไม่บาปเหรอ” อารยะจ้องปลาในโหลแก้วเขม็ง..
…
ดังนั้น..ฉันจึงแย่งไฟแช็ครูปทรงทหารจีนจากเหยื่อรายที่สอง สับเปลี่ยนกับไฟแช็ครูปทรงทหารจีนของตัวเอง แล้วจงใจหย่อนลงไปในตู้ปลาพร้อมมือของตัวเอง..หวังให้ยาสลบที่ปนเปื้อนเจือจางลงไปบ้าง..
อารยะไม่สนใจศรารม ผลักเขาให้พ้นทางเดินเข้าไปหาไอคิวเพื่อนสนิท ย่อตัวลงประคองไอคิวให้นั่งได้อีกครั้งบนท่อนไม้ ไอคิวพยายามเปิดตามองเพื่อน..
“ที่ฉันเป็นแบบนี้..ที่ฉันเป็นแบบนี้..” ไอคิวพยายามเอ่ยกับเพื่อน ลมหายใจร้อนระอุพ่นลงบนต้นแขนของอารยะ..
“อืม..เพราะฉันเอง..”
“เพราะนาย..”
“ตอนที่นายไปหาฉันที่บ้านวันนั้น..ฉันก็ได้วางยานายให้นายกลายเป็นไข้ ให้นายสะสมความอ่อนแอเรื่อยมาจนวันนี้..เพื่อป้องกันไม่ให้นายมีแรงพอจะเล่าเรื่องพวกนี้..แต่ว่านายก็ยังจะ..”
พิรดาหน้าแดงก่ำ ยกมือขึ้นตบหน้าอารยะ..เสียงดังก้องเข้าไปในหูเขา
อารยะนิ่งอึ้ง แต่ไม่กล้าสบตาพิรดา..
“ฉันยอมรับว่าเธอเป็นคนเก่ง..อารยะ..เก่งมากที่สร้างเรื่องพวกนี้ขึ้นมาได้..เก่งมากที่คิดแผนอุบาทว์แบบนี้ออกมา..เก่งมากที่กล้าวางยาเพื่อนสนิทของตัวเอง..” พิรดาตวาดใส่หน้าเขาไม่ยั้ง “..จะเหลือฉันไว้ทำไมล่ะ..ทำไมไม่วางยาฉันด้วย..”
ขอแค่เธอ..พิรดา..แค่เธอก็พอ..
ร่างของอารยะกระตุกถี่ขึ้น สองแก้มอาบด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตา..เขาเบนหน้าหันไปทางอื่นไม่อยากให้พริดาได้เห็น..
พิรดาใจอ่อนลงทันทีเมื่อเห็นเขาร้องไห้..
“นาย..ยอมรับแล้วใช่มั้ย..” ไอคิวถามขึ้น
ครั้งนี้อารยะไม่ดื้อดึงอีกต่อไป เขาพยักหน้าช้าให้เพื่อน..
ไอคิวยิ้มแห้ง ๆ .. “..ดีแล้ว..แค่นี้ฉันก็ไม่โกรธอะไรนายแล้ว..”
“ทำไมล่ะอารยะ..” พริดาเอื้อมมือไปช้อนใต้ค้างอารยะดึงใบหน้าของเขาให้หันมาทางเธอ “..เพราะอะไร..”
..จุดสีแดงคล้ำจุดหนึ่งผุดขึ้นในสมองของอารยะ จากนั้นมันแผ่ขยายขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเลือดที่ไหลเยิ้มออกมาจากริมฝีปากของอรปรียาผู้เป็นแม่ของเขา..
เด็กชายคนที่อยู่ใต้โต๊ะนั่นก็คือลูกชายคนเดียวของเหยื่อรายที่สอง..เด็กนั่นรู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่..
อารยะประคองร่างของแม่เอาไว้..เขาหยุดร้องตะโกน กลับมามีสติอีกครั้ง และมองไปที่รองเท้าบูทคู่ที่ศิราษฎ์ซื้อให้แม่ของเขา จนสังเกตเห็นว่าใต้โต๊ะวางโทรทัศน์มีเด็กคนหนึ่งซ่อนอยู่..
อารยะชะงัก..เขาค่อย ๆ วางร่างของแม่ลงนอนบนเตียง แม่ของเขายังคงหมดสติไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่อย่างนั้น.. เขาก้มลงตรงหน้าโต๊ะ มองเข้าไปและสบตากับเด็กชายคนนั้น..
เด็กชายทำตัวหดลีบลงอย่างกลัว ๆ
“อ๋อ..เธอเองหรือ” เขาจำหน้าเด็กคนนี้ได้ “เธอ..มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
เด็กชายไม่ตอบ..
“งั้น..ออกมาก่อนเถอะ..พี่ไม่ทำอะไรหรอกน่า..มาอยู่แบบนี้เดี๋ยวพ่อแม่เป็นห่วงเอานะ” เขายื่นมือไปให้เด็กชาย
เด็กชายมองมือของเขาสลับกลับหน้าเขาไปมา คงกำลังชั่งใจดูว่าเขาอันตรายหรือเปล่า..สุดท้ายก็ค่อยขยับตัวคานออกมาโดยไม่จับมือเขา..
อารยะฝืนยิ้มแม้ข้างในจะเจ็บปวด..เขาเอาต้นแขนปาดน้ำตาที่กำลังจะเอ่อล้นออกมา “พี่ขอถามอะไรอย่างสิ..เธอเห็น..เธอเห็นใครทำอะไรแม่ของพี่หรือเปล่า..”
เด็กชายส่ายหน้าทันที..
“ไม่เห็นหรือ..งั้นแล้วเธอมาอยู่ในห้องแม่ของพี่ได้ยังไงล่ะ”
“แม่พามา..”
“แม่พามาหรือ..พามาหาแม่พี่หรือ..”
เด็กชายส่ายหน้าอีก “เปล่า..พามาหาพ่อ..”
แค่เพียงเท่านั้น..อีกอึดใจต่อมาอารยะก็มาโผล่หน้าประตุลิฟท์ชั้น G เดินตรงไปยังล็อบบี้โรงแรม แต่ไม่มีใครนั่งอยู่เลยแม้สักคน เขาหมุนรอบตัวพยายามมองหาแต่ก็ไม่มีวี่แวว..
แต่กลับสะดุดตากับคนสองคนที่ยืนอยู่นอกโรงแรม..
อารยะเดินเข้าไปใกล้ผนังกระจกใส พยายามเพ่งมองคนสองคนที่ยืนหันหลังให้มองออกไปด้านนอก ปากคาบบุหรี่แล้วพ่นควันสีขาวผสมไอร้อนภายในร่างกายออกมาไม่หยุดหย่อน อากาศข้างนอกคงหนาวกว่าภายในโรงแรมมาก สองคนนี้ออกมมายืนรับลมหนาวแล้วสูบบุหรี่ตอนดึก ๆ แบบนี้รึ
ใช่..สองคนนี้กับคนที่เป็นพ่อของเด็กชายคนนั้น มักจะเดินอยู่ด้วยกันสามคนและเหล่มองแม่ของเขา..
สามคนนี้..
มีมือหนึ่งมาแตะที่ไหล่เขาจากด้านหลัง..
“อ้าวอารยะ..ยังไม่นอนอีกหรือ” ศิราษฎ์ทักเขาจากด้านหลัง
อารยะครุ่นคิดในชั่ววูบนั้น..คุณศิราษฎ์หรือเปล่าที่ทำเรื่องพวกนี้ ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่บอกว่าเป็นคุณศิรษฎ์นี่ ลูกอมนั่นก็แค่ลูกอม บางทีเราอาจจะเหนื่อยอ่อนจนหลับไปเองก็ได้ ถ้าเป็นเขา.มีเหตุผลอะไรถึงต้องทำกับแม่แบบนี้..
“เปล่าหรอกครับ แค่นอนไม่หลับ” อารยะหันมายิ้มให้ศิราษฎ์
ศิราษฎ์มองไปยังคนสองคนที่ยืนอยู่ด้านนอกโรงแรม “อ้อ..นึกว่าอากาศหนาว ๆ แล้วนึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา เลยแอบลงมาตอนดึก..”
“เปล่าครับ ผมไม่สูบบุหรี่หรอก”
“ฮ่า ๆ ล้อเล่นน่ะ..”
“ว่าแต่คุณศิราษฎ์ลงมาทำอะไรเหรอครับ”
“อ้อ..ฉันเหรอ..ฉันก็นอนไม่หลับน่ะ ก็ว่าจะแอบมาสูบบุหรี่อยู่เหมือนกัน” ศิราษฎ์ขยิบตาข้างหนึ่ง แต่ดูน่าเกลียดสำหรับอารยะ
“อ๋อครับ..ถ้างั้น ผมขอตัวไปนอนดีกว่า” เขาแกล้งหาวและเอามือปิดปาก..
..ต้องเป็นมัน 3 คน..
หลังจากนั้น อารยะแอบเฝ้ามองคนทั้ง 3 จากประตูห้องน้ำที่อยู่ติดกับล็อบบี้ ศิราษฎ์เดินไปสมทบกับสองคนที่ยืนสูบบุหรี่ จากนั้นล้วงเอามัดเงินยื่นให้..หนึ่งในสองคนยื่นกล้องวิดีโอให้ศิราษฎ์ ศิราษฎ์เปิดจอกางออกแล้วดูสิ่งที่บันทึกไว้
อารยะไม่รู้ว่าภาพในกล้องคืออะไร แต่ดูจากสีหน้าของศิราษฎ์แล้วดูจะพึงพอใจเป็นที่สุด เขาตบบ่าคนสองคนแบบที่ทำกับอารยะแล้วเดินกลับเข้ามาในโรงแรม..
อารยะปิดประตูห้องน้ำลง แล้วเข้ามายืนหน้ากระจกบานใหญ่..ครู่หนึ่งมีเสียงคุยกันและเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ประตูห้องน้ำ อารยะจึงรีบเข้าไปในห้องเก็บของริมสุด
ประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมกับเสียงหนึ่งในสองคน
“ไอ้นั่นมันวิปริต..มีอย่างที่ไหนจ้างให้ข่มขืนแล้วยังให้ถ่ายเก็บไว้” คนหนึ่งพูด
“มันคงกะจะเอาไปแบล็คเมล์ผู้หญิงคนนั้น” อีกคนพูด
“วิธีเขี่ยผู้หญิงที่มันเบื่อแล้วเป็นแบบนี้เอง..ฮ่า ๆ ๆ ทำให้ผู้หญิงรู้สึกด้อยค่าแล้วตีจากไปเอง ส่วนมันก็กลายเป็นอีโร่ในใจตลอดไป”
“แล้วก็มาเลือกทำเรื่องอุบาทว์นอกประเทศซะด้วยนะ แผนสูงจริง ๆ ว่าแต่หมอนั่นป่านนี้เป็นไงบ้างแล้วก็ไม่รู้..”
“ก็เมียมันดันไปเห็น คงทะเลาะกับเมียอยู่..ขอแค่อย่าให้ซวยมาถึงพวกเราก็พอ”
“ลูกมันก็เห็นด้วยนี่..น่าอนาจใจจริง ๆ ดันพาครอบครัวมาทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องทำงาน”
“แบบนี้เรียกงานหรือ แบบนี้เค้าเรียกว่าลาภลอยต่างหากล่ะ ฮ่า ๆ ๆ”
“เออจริง..ฮ่า ๆ ๆ”
อารยะหลั่งน้ำตาออกมาอีกระลอก ใบหน้าแดงก่ำบูดเบี้ยวเพราะความโกรธแค้น เขาปิดหูทั้งสองข้างไม่ฟังเสียงหัวเราะของปีศาจสองตัวข้างนอก ไม่อยากแม้แต่จะสูดอากาศที่มีกลิ่นบุหรี่ของสองคนนั้น...
ทำไมฉันกับแม่ถึงได้หลงคารมไอ้ปีศาจนั่นถึงขนาดยอมมาที่นี่ได้...แกทำอะไรกับแม่ฉัน ขอให้จำใส่หัวของพวกแกเอาไว้..ฉันคนนี้จะขอเอาคืนอย่างสาสม..
ฉันจะเอาคืนให้สาสม !!