Bomb-ruined building #22 ภาคไขปริศนา #3 (ใต้โต๊ะ)
posted on 13 May 2009 13:39 by iqdetective
ตอนที่ 22 : ใต้โต๊ะ
ประเทศจีน..
เด็กชายอายุราว 10 ขวบเดินออกมาพร้อมหญิงวัย 30 กว่าปีผู้เป็นแม่จากห้อง 1210 ชั้น 12 ของโรงแรมระดับ 3 ดาว ในมณฑลฉ่านซี ตอนแรกเด็กชายวิ่งถลาไปตามทางเดินเฉลียงยาวไปสู่ลิฟท์ แต่แม่ของเด็กชายก็คว้าแขนหมับและจูงไปให้เดินดี ๆ
นาฬิกาบนข้อมือของเธอบอกเวลา 23.35 นาฬิกา..บรรยากาศภายในโรงแรมเงียบเชียบไร้ผู้คน
หญิงผู้นั้นกดเปิดลิฟท์และพาลูกชายเดินเข้าลิฟท์อย่างไม่รีบร้อน พอเธอกดปุ่มปิด ลูกชายก็ซนเอามือไปกดชั้น 14 ที่เอื้อมถึงไม่ยาก เธอตีมือลูกเบา ๆ แล้วกดชั้น G
ป่านนี้สามีของเธอไปไหน..ดึกดื่นป่านนี้ ถ้าไม่นั่งคุยกับเพื่อนร่วมงานอยู่ที่ชั้นล็อบบี้ หรือแอบลงมาสูบบุหรี่ ก็คงเดินเตร็ดเตร่ในละแวกใกล้โรงแรม
“แม่ไม่น่าพาออกมาเลย ซนไม่เข้าเรื่อง” เธอดุลูกชาย
ลิฟท์ขึ้นสู่ชั้น 14 ประตูเปิดอ้าออก มีผู้ชาย 3 คนยืนรออยู่หน้าลิฟท์กำลังขยับเสื้อผ้าของตัวเองแต่ละคนให้เข้าที่เข้าทาง ชายเสื้อหลุดออกมานอกกางเกง บางคนขยับหัวเข็มขัดรัดให้แน่น
“คุณ..” เธอเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ “คุณอยู่ที่นี่เองหรือ”
สีหน้าของผู้ชายคนหนึ่งในสามคนดูตกใจไม่น้อยที่เห็นภรรยาตัวเองขึ้นลิฟท์มาชั้นเดียวกัน “ใช่..แล้วเธอล่ะ”
“คุณมาทำไมอะไรชั้นนี้น่ะ”
“เอ่อ..มา..” สามีของเธอซึ่งยืนตรงกลางขยับคอเสื้อไปมา
“พวกเรามาประชุมที่ห้องหัวหน้าน่ะ พอดีหัวหน้าเรียกประชุมด่วน” อีกคนแก้แทน
“งั้นหรือคะ..จะลงไปด้วยกันไหม” เธอถามสามีและเพื่อนร่วมงานของสามีทั้งสอง
“ลงสิ..ลง..” สามีของเธอก้าวเข้ามาในลิฟท์ ตามด้วยอีก 2 คน “แล้วนี่เธอขึ้นมาทำไม”
“อ๋อ.พอดีฉันจะลงไปดูคุณที่ล๊อบบี้ แต่ลูกดันกดชั้นนี้ก่อน”
“งั้นหรือ..” เขาถอนหายใจยาวแล้วก้มมองลูกชาย “ซนไม่เข้าเรื่องนะเรา”
ลูกชายของเขายิ้มแย้ม “พ่อไปไหนมาหรือฮะ”
“ประชุมไงครับ..พ่อไปประชุมมา”
กลิ่นตัวของสามีของเธอส่งกลิ่นรุนแรงเหมือนคนที่ออกกำลังกายมาอย่างหนัก ลำคอก็มีคราบเหงื่ออย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งเพื่อนร่วมงานอีกสองคนก็เช่นกัน เธอรู้สึกไม่มั่นใจในคำพูดของเขาขึ้นมาทันที
เขารีบกดชั้น 12 “กลับไปก่อนนะ..ฉันจะลงไปชั้นล่างก่อน”
“มีอะไรอีกหรือคะ..”
“สูบบุหรี่น่ะ เดี๋ยวกลับมา”
“อย่าสูบให้มากนะคะ สัญญากับลูกแล้วนะ”
“จ้ะ..” เขายิ้มเจื่อน ๆ
ประตูลิฟท์เปิดออกสู่ชั้น 12 สองแม่ลูกเดินออกมาจากลิฟท์ ลูกชายหันหลังโบกมือให้พ่อก่อนประตูลิฟท์ปิดลง..
เธอยืนนิ่งชั่วครู่ จนลูกชายต้องเขย่าแขนเธอเบา ๆ เธอจึงก้มมองลูกชาย เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “อยากเดินขึ้นบันไดออกกำลังกายกันมั้ย”
ลูกชายของเธอพยักหน้า แต่ก็แอบหาวไม่ให้แม่เห็น..
สองแม่ลูกเดินขึ้นบันไดมายังชั้น 14 อีกครั้ง ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าทางเดินบนชั้น 14 นั้นช่างเงียบเชียบและมืดสลัวต่างจากชั้น 12 ทั้ง ๆ ที่ดวงไฟที่ส่องสว่างก็มีจำนวนเท่ากัน เธอมองซ้ายขวาแล้วตัดสินใจเลือกไปทางซ้าย เดินตรงไปสุดทางเดิน ประตูห้องริมสุดทางเดินเหมือนจะปิดสนิท แต่ทว่าแง้มอยู่เล็กน้อยเพราะมีของบางสิ่งขัดประตูอยู่ พอมองดี ๆ สิ่งนั้นคือแหวนผู้ชายที่ขัดระหว่างประตูกับขอบประตูและที่ผ้าเช็ดเท้าช่วยหนุนไม่ให้ประตูปิดล็อคอัตโนมัติ
เธอจำแหวนนั้นได้ดี..แหวนแต่งงานของเธอกับสามี
เธอรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาทันที ปล่อยมือจากลูกชายแล้วดันประตูค้างเอาไว้ก้มลงเก็บแหวนนั้นขึ้นมา..ใช่จริง ๆ..เป็นแหวนแต่งงานของสามีเธอไม่ผิดแน่..เธอกลั้นใจดันประตูเปิดออกจนชิดผนัง สิ่งแรกที่เห็นคือรองเท้าบูทผู้หญิงวางอยู่อย่างเรียบร้อย เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปจนผ่านมุมที่บดบังของห้องน้ำ เผยให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง
เธอตกใจสุดขีดกรีดร้อง แต่ก็เอามือป้องปากห้ามไม่ให้เสียงดังเล็ดลอกออกมาจากฝ่ามือ..
ร่างของหญิงผู้นั้นบอบช้ำไปทั่ว เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ แม้แต่ส่วนซ่อนเร้นก็บอบช้ำเกินกว่าจะทนมองได้
ลูกชายของเธอเดินตามมาคว้ามือเธอจากข้างหลัง เธอจึงรู้สึกตัวรีบดันลูกชายไปชิดขอบประตูห้องน้ำแล้วถลาไปที่เตียงดึงเอาผ้าห่มคลุมร่างเปลือยเปล่าบอบช้ำนั้นไว้ จึงเห็นเพียงแค่ใบหน้ายุ่งเหยิงเท่านั้น
“ใครกันทำเรื่องแบบนี้..” เธอมองหญิงผู้ที่นอนอยู่บนเตียง จนจำได้ว่านี่คือภรรยาของคุณศิราษฎ์
ผู้หญิงที่คนสามีเธอบอกว่าเป็นภรรยาน้อยของคุณศิราษฎ์
“หมายความว่ายังไง..” เธอส่ายหน้าไปมา.. “ทำไมแหวนนี่ถึงได้มาอยู่..”
มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ เธอจึงหันไปมองประตูห้องและเห็นสามีของเธอทำท่าจะเดินเข้ามาแต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าเธออยู่ในห้อง..
“นี่เธอ..” ฝ่ายสามีอึกอักนึกคำพูดไม่ออก จึงพูดแก้ตัวแบบหัวเสียออกไป “บอกให้รออยู่ที่ห้องไม่ใช่หรือ”
เธอมองมือของเขาที่จับขอบประตูอยู่ ไม่มีแหวนอยู่จริง ๆ
ลูกชายยืนพิงประตูห้องน้ำอยู่ระหว่างพ่อและแม่ ต่างมองไปมาด้วยความงุนงง
ตอนนี้ฝ่ายภรรยาเริ่มมีน้ำตาเอ่อล้น เพราะแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่กำลังคิดคือเรื่องจริง..”กลับมาหาอะไรหรือ..” เธอกำแหวนไว้ในมือแน่น “กลับมาหาอะไร..”
“เดี๋ยว..เธอพูดเรื่องอะไร..”
“สามคนทำอะไรกัน..” เธอปล่อยมือออกจากผ้าห่มที่คลุมร่างหญิงบนเตียง เดินเข้ามาใกล้เขา “สามคนทำอะไรกับผู้หญิงคนนี้”
ฝ่ายสามีอึกอักแก้ตัวไม่ออก จึงใช้วิธีตะคอกรุนแรง “อะไรของเธอ..”
ลูกชายสะดุ้งโหยงเพราะเสียงของพ่อ
“พาลูกกลับไปห้องเดี๋ยวนี้”
เธอคว้าแขนลูกเข้ามาอยู่ด้านหลังทันที “นี่อะไร..” เธอแบมือออก เผยให้เห็นแหวนแต่งงานของเขา
เขาทำท่าจะคว้า แต่เธอกระชากมือกลับทันที “กลับมาหาแหวนนี่หรือ..โชคดีหรือโชคร้ายที่คุณทำแหวนตกเอาไว้ที่นี่”
“เอาแหวนคืนมา..ผมแค่ทำตกไว้ตรงระเบียง”
“'งั้นเหรอ..แต่ฉันเห็นมันขัดประตูห้องนี้อยู่ จนฉันเปิดเข้ามาได้นี่ไง..บอกมาสิ..คุณกับเพื่อนทำอะไรผู้หญิงคนนี้”
“ไม่ได้ทำ” เขาตะคอกใส่
ลูกชายที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นแม่สะดุ้งอีกครั้ง แล้วถอยหนีห่างจนชนรองเท้าบูทหงายหลังล้มกองกับพื้นห้องที่ปูด้วยพรม พอเห็นช่องว่างใต้โต๊ะวางโทรทัศน์ก็รีบมุดเข้าไปทันที
“คุณสามคนข่มขืนเธอ..”
เด็กชายมองตรงไปบนเตียงที่หญิงคนนั้นนอนอยู่ เปลือกตาของเธอปิดไม่สนิท เผยให้เห็นดวงตาน้อยนิดซึ่งเหมือนกำลังจ้องมองเด็กชายอยู่
“คุณทั้งข่มขืนและก็ทำร้ายเธอขนาดนี้เพราะอะไร..เพราะอะไร..”
“ผมไม่ได้ทำอะไร..” เขารีบคว้ามือภรรยาที่กำลังจะทุบเขาแล้วกระชากออกมาจากห้อง
“ปล่อย..คุณต้องบอกมาก่อน”
“กลับห้องก่อน ไปคุยกันที่ห้อง”
“ปล่อย!”
มีเสียงฝีเท้าตึงตังครู่เดียวเท่านั้น จากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง สองสามีภรรยาลืมลูกชายไว้ที่ห้องนี้..
เด็กชายนั่งนิ่ง ค่อย ๆ ยื่นหน้าออกมาและหลบสายตาของหญิงบนเตียง ค่อย ๆ คลานออกมาหน้ารองเท้าบูท แต่แล้วก็ผลุบกลับเข้าไปตามเดิมเมื่อแว่วเสียงคนเดินเข้ามา
ชายผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง ยืนอยู่ที่เดียวกันที่พ่อของเด็กชายยืน...
เด็กชายจำได้..พี่ผู้ชายตัวโตคนนี้คือ ลูกชายของผ้หญิงที่นอนบนเตียง..คืออารยะ
อารยะก้าวมายืนอยู่หน้าประตู มองตรงมาที่รองเท้าบูทของแม่ของเขา ซึ่งทำให้เด็กน้อยเข้าใจว่ากำลังถูกเห็นจึงยิ่งหดตัวลีบภายใต้โต๊ะวางโทรทัศน์
อารยะก้าวเดินเข้ามา..พอเห็นแม่องตัวเองก็ตะโกนเรียกแม่เสียงดังจนเด็กชายสะดุ้งอีกหน จากนั้นก็ส่งเสียงร้องเรียกแม่อย่างโหยหวน
เสียงนั้น..เสียงของอารยะ..ทำให้เด็กชายรู้สึกหวาดกลัวสุดขีด..
คุณพ่อทำอะไร..อะไรคือข่มขืนนะ..อะไรคือทำร้าย..แล้วผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงทำไม่ดูน่ากลัวแบบนี้...คุณพ่อเป็นคนทำหรือ...
…
“จริง ๆ แล้วก็มีเรื่องนึงที่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันหรือเปล่า แต่พอคุณถามเรื่องไปเที่ยวประเทศจีนก็ทำให้นึกออกขึ้นมา คือว่าหลังจากที่กลับมาลูกชายของคุณผู้ชายก็ดูเปลี่ยนไป” คนรับใช้หญิงกล่าวตะกุกตะกัก
“เปลี่ยนไปหรือครับ” ไอคิวถามย้ำ
“ค่ะ..คุณผู้หญิงก็ดูเปลี่ยนไปเหมือนกัน แต่ว่าที่เห็นชัด ๆ คือคุณหนูดูเปลี่ยนไป ดิฉันดูแลคุณหนูมาตั้งแต่ 7 ขวบ คุณหนูร่าเริงและสนิทกับคุณผู้ชายมาก แต่พอกลับมาจากเที่ยวครั้งนั้นคุณหนูก็ดูจะห่างเหินคุณผู้ชายจนเดี๋ยวนี้” ..
…
อารยะยิ้มเยอะ ส่งสายตาเย้ยหยันไปให้ไอคิวที่ยืนโอนเอนเหมือนจะหมดแรง..
“ฉัน..จะต้อง..เสี่ยงอันตรายขึ้นไปบนดาดฟ้า ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตึกจะระเบิดงั้นหรือ คนดี ๆ ที่ไหนเค้าทำกันแบบนั้น ถ้าฉันรู้ว่ามันจะระเบิดฉันคงรีบเผ่นหนีออกมาจากตึกนั้นแล้วล่ะ”
“นายจะพูดยังไงก็ได้..แต่นายรู้ดีที่สุดว่านายขึ้นไปทำไม และรู้ว่ายืนตรงไหนจะปลอดภัยที่สุด นายยืนอยู่เหนือห้องนิรภัย ที่ไม่ว่าจะตึกจะถล่มยังไงห้องนั้นก็ยังมีสภาพเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเหมือนเดิม ซึ่งรับประกันได้ว่านายจะได้ยืนอยู่บนพื้นที่ทนทานที่สุดด้วย”
อารยะมองเพื่อนสนิท “อ้อ..เป็นแบบนั้นเองหรือ”
“จะบอกอะไรให้..คุณอัคราน่ะ จำนายได้แม่นยำตอนที่นายอยู่กับเขาในห้องสูบบุหรี่”
อารยะชะงัก..
“ตอนที่หน่วยกู้ภัยขึ้นไปช่วยดึงคนที่อยู่ในห้องนั้นออกมา นายแกล้งทำเป็นโมโหเลือดขึ้นหน้าแล้วหันไปบีบคอทำร้ายคุณอัครา ตอนนั้นฉันเองก็คิดว่านายคงจะรักและเทิดทูนคุณศิราษฎ์มากจนอารมณ์พลุ่งพล่าน แต่เปล่าเลย..นั่นเป็นแค่การแสดงฉากใหญ่เพื่อจุดประสุงค์เดียวคือการไม่เปิดโอกาสให้อัคราพูดหรือเอะใจเอ่ยอะไรออกมาว่าทำไมคนที่เคยอยู่ในห้องสูบบุหรี่..คนที่เกือบทำให้แผนระเบิดของคุณอัคราเสียเรื่องโดยแกล้งทำเป็นทักว่าคุณอัคราลืมไฟแช็คเอาไว้ ทำไมคน ๆ นั้นถึงมาโผล่อยู่บนดาดฟ้า ถ้าเขาเอะใจเมื่อไหร่ก็คงรู้ว่านายคงมีแผนอะไรสักอย่าง นายจึงต้องรีบเข้าไปทำร้ายและทำให้ดูเหมือนว่าเขาพลัดตกลงตึกไปเอง”
“แต่โชคดีที่คุณอัคราไม่ตาย” ราชาลเสริมขึ้น อารยะหันควับไปทางเขา “นายคงหวังให้เขาตาย แต่เขากลับยังมีชีวิตรอดอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ ที่ซึ่งนายไม่อาจเข้าไปฆ่าได้ซ้ำสองเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยของตัวเอง”
ไอคิวมองอารยะอย่างคับข้องใจ “หลังจากนั้นนายจึงหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ทำให้ฉันและพิรดาพาลคิดไปว่านายคงจะเศร้าโศกเสียใจที่คุณศิราษฎ์ตายไป แต่คงไม่หรอก..ตอนนั้นนายคงกำลังว้าวุ่นใจที่รู้ข่าวว่าคุณอัครายังไม่ตาย และพยายามคิดหาวิธีกลบเกลื่อนร่องรอยอย่างอื่นแทน”
พิรดาที่ยืนอยู่เบื้องหลังอารยะค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามา แต่เธอเดินผ่านอารยะไปที่ไอคิว แล้วหันกลับมามองอารยะด้วยสายตาที่ไร้เยื่อใย ซึ่งทำให้อารยะเจ็บปวดที่สุด ได้แต่จ้องตอบขอความเห็นใจจากพิรดา
“แต่ว่าโชคก็เข้าข้างนายอยู่บ้าง..ที่ทำให้นายได้เทปหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่านายอยู่ในห้องสูบบุหรี่นั้นกับคุณอัครา”
พอไอคิวพูดถึงตรงนี้ อารยะที่กำลังมองพิรดากระตุกรุนแรงหันหลับมาจ้องมองไอคิวทันที “ทำไมถึง..”
“..ทำไมถึงรู้” ไอคิวช่วยต่อคำพูด “ก็เพราะรุ่นพี่ของฉันคนหนึ่งที่ทำงานอยู่กองหนังสือพิมพ์ก็ได้สำเนาเทปนั่นมาเหมือนกันน่ะสิ”
“...!”
“จำได้มั้ยว่าตอนที่นายอยู่บนดาดฟ้าส่วนฉันอยู่ข้างล่าง โทรคุยกันว่าจะช่วยคนข้างใต้ตึกออกไปอย่างไรดี จู่ ๆ ก็มีนักข่าวสาวคนหนึ่งแย่งโทรศัพท์ไปจากมือฉัน..ซึ่งเดาว่าตอนที่นายคงกำลังจะพูดคำว่า..”
..ห้องวงจรปิดน่ะ..อยู่ชั้นล่างด้านหน้าลิฟท์..
“..ตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่านักข่าวคนนั้นได้ฟังอะไรไปบ้าง แต่พอรู้ว่ารุ่นพี่ที่กองหนังสือพิมพ์บอกว่าได้เทปมาจากนักข่าวคนหนึ่งก็พอจะเดาออก..นักข่าวคนนั้นพอได้ฟังว่าห้องวงจรปิดอยู่ชั้นล่างด้านหน้าลิฟท์ ก็คงจะจดจำใส่หัวเอาไว้ แล้วหาโอกาสแอบไปคว้าเอาเทปนั้นมา”
“นี่หมายความว่า..” อารยะตัดบทอย่างดื้อดึง “นายคิดว่านักข่าวนั่นขายเทปให้ฉันหรือไง”
“เทปที่เราดูในบ้านพักวันนี้น่ะหรือ..” มหภพเอ่ยขึ้น สบตากับเพื่อนทั้ง 4 คน ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างอารยะจะซื้อเทปนั่นเอามาให้พวกเขาดู
“เปล่าเลย..ในทางตรงข้าม” ไอคิวพยายามยืนหลังตรงต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อย ขอบตาของเขาเริ่มคล้ำอย่างเห็นได้ชัดและริมฝีปากก็แห้งผากเหมือนคนเป็นไข้ “นายจ้างนักข่าวคนนั้นเพื่อไปเอาเทปนั่นมาให้นายต่างหาก”
คราวนี้ทุกคนดูจะตกใจจนระงับอาการไว้ไม่อยู่ จึงได้ยินเสียงอุทานของแต่ละคนดังแว่วออกมาจากทุกทิศทาง
“จ้างงั้นหรือ..” จามรเค้นเสียง “ไม่อยากจะเชื่อเลย”
“นายคงคิดแล้วคิดอีก ว่าถ้าคุณอัคราไม่ตายจะทำยังไงดี ขืนคุณอัคราพูดออกมาว่าเห็นนายอยู่ในห้องสูบบุหรี่ก่อนเวลาระเบิดขึ้นมา แถมยังมีเทปจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานว่าพูดจริง นายคงถูกต้องสงสัยอย่างแน่นอน..นายนึกถึงนักข่าวสาวคนนั้น คนที่แย่งโทรศัพท์ไปตอนที่บอกตำแหน่งของห้องวงจรปิด แน่นอน..ถ้าเป็นนักข่าวที่อยากจะได้ข่าวคนนั้นล่ะก็คงจะสามารถนำเอาเทปของห้องสูบบุหรี่มาให้นายได้อย่างแน่นอน”
อารยะหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เขากำหมัดแน่นมองพื้นทรายเบื้องหน้า
“แต่นักข่าวก็คือนักข่าว ยังไงก็คงต้องสำเนาเทปเก็บเอาไว้ใช้..นายคงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้”
“ฉันบอกมันแล้วต่างหากว่าอย่าอัดสำเนาเด็ดขาด” อารยะพูดเสียงเบาบอกตัวเองอย่างโมโห
“นายพูดว่าอะไรนะ” ไอคิวถาม
อารยะรีบเงยหน้าขึ้นตอบ “เปล่า..นายมีหลักฐานหรือไงว่าฉันจ้างนักข่าวนั่น..”
“ไม่มี..การว่าจ้างแบบนี้คงไม่ต้องมีใบเสร็จหรอกมั้ง” ไอคิวเสียดสี
อารยะอึกอักกลับมานิ่งเงียบอีกครั้ง..คิดว่าไอคิวจะพูดต่อแต่ก็กลับเงียบตาม แต่สายตานั้นมองมาอย่างแน่วแน่จนเขาแพ้พ่าย เขาจึงอดรนทนไม่ไหวต้องถามกลับเสียเอง “..แล้วยังไงอีก”
“..พอได้เทปมานายก็จัดการทำลายส่วนที่เห็นว่านายอยู่ในห้องกับคุณอัคราก่อนการระเบิด เริ่มตั้งแต่ตอนที่คุณอัคราแกล้งทำเป็นลืมไฟแช็คจนนายหยิบขึ้นมาแล้วทักว่าเขาลืม ไปจนกระทั่งนายเอาไฟแช็คนั่นจุ่มลงไปในตู้ปลาทำให้ผู้ชายคนหนึ่งหัวเสียต้องไปล้วงเอาไฟแช็คออกมาจากตู้ปลาเอง”
“นั่นคือก่อนที่ไอ้มหภพมันจะเข้าไปใช่หรือเปล่า” ดนัยเอ่ยถามขึ้น
“เปล่าครับ แต่เป็นหลังคุณมหภพเข้าไปสูบบุหรี่..นั่นคือคุณมหภพเข้าไปก่อน ตามด้วยอารยะและคุณอัครา แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงไม่ถึงสิบนาที”
“อย่างนี้เอง..” มหภพเออออตาม นึกถึงตอนที่เขาเข้าไปสูบบุหรี่ในห้องสูบบุหรี่
“ไม่ใช่แค่นั้น..คุณมหภพจะต้องตกใจยิ่งกว่าถ้ารู้ว่าผู้ชายคนที่แกล้งเอาไฟแช็คของคุณหย่อนลงในตู้ปลาอย่างไม่มีเหตุผลนั้นคือหนึ่งในผู้ตายสามรายที่ตายในห้องสูบบุหรี่ที่อารยะเป็นคนฆ่า”
มหภพชะงักจ้องหน้าอารยะทันที ส่วนอารยะจ้องไอคิวเขม็ง
“อย่าพูดมั่วซั่วว่าฉันฆ่า..” อารยะตะคอก
ไอคิวทำเป็นไม่สนใจยังคงพูดกับมหภพ “และผมเดาว่าผู้ชายคนนั้นก็ถูกจ้างให้มากระชากเอาไฟแช็คไปจากมือคุณหย่อนลงตู้ปลาอย่างหน้าตาเฉย”
“ว่าไงนะ..” มหภพงุนงง
“เพื่ออะไร” อารยะถามกลับเสียงดัง
ไอคิวได้ทีจึงหันมาโต้กลับทันที “เพื่อให้คุณมหภพหัวเสียเกิดความอยากบุหรี่มากขึ้นจนอดรนทนไม่ไหวต้องหยิบเอาไฟแช็ครูปทรงทหารจีนบนพื้นทางเดินบนชั้นสามสิบเก้าที่นายวางล่อเอาไว้ไงล่ะ”
อารยะชะงักตัวแข็งทื่อ นี่เขาประเมินเพื่อนคนนี้ต่ำไปหรือนี่..ทำไมเรื่องที่ไม่น่าจะเอะใจแบบนี้ไอคิวถึงได้มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
เขามองไปที่พิรดา..แม้แต่พิรดา..เธอคงจะไม่เหลือความเชื่อใจในตัวเขาอีกต่อไป..
ประเทศจีน..
เด็กชายอายุราว 10 ขวบเดินออกมาพร้อมหญิงวัย 30 กว่าปีผู้เป็นแม่จากห้อง 1210 ชั้น 12 ของโรงแรมระดับ 3 ดาว ในมณฑลฉ่านซี ตอนแรกเด็กชายวิ่งถลาไปตามทางเดินเฉลียงยาวไปสู่ลิฟท์ แต่แม่ของเด็กชายก็คว้าแขนหมับและจูงไปให้เดินดี ๆ
นาฬิกาบนข้อมือของเธอบอกเวลา 23.35 นาฬิกา..บรรยากาศภายในโรงแรมเงียบเชียบไร้ผู้คน
หญิงผู้นั้นกดเปิดลิฟท์และพาลูกชายเดินเข้าลิฟท์อย่างไม่รีบร้อน พอเธอกดปุ่มปิด ลูกชายก็ซนเอามือไปกดชั้น 14 ที่เอื้อมถึงไม่ยาก เธอตีมือลูกเบา ๆ แล้วกดชั้น G
ป่านนี้สามีของเธอไปไหน..ดึกดื่นป่านนี้ ถ้าไม่นั่งคุยกับเพื่อนร่วมงานอยู่ที่ชั้นล็อบบี้ หรือแอบลงมาสูบบุหรี่ ก็คงเดินเตร็ดเตร่ในละแวกใกล้โรงแรม
“แม่ไม่น่าพาออกมาเลย ซนไม่เข้าเรื่อง” เธอดุลูกชาย
ลิฟท์ขึ้นสู่ชั้น 14 ประตูเปิดอ้าออก มีผู้ชาย 3 คนยืนรออยู่หน้าลิฟท์กำลังขยับเสื้อผ้าของตัวเองแต่ละคนให้เข้าที่เข้าทาง ชายเสื้อหลุดออกมานอกกางเกง บางคนขยับหัวเข็มขัดรัดให้แน่น
“คุณ..” เธอเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ “คุณอยู่ที่นี่เองหรือ”
สีหน้าของผู้ชายคนหนึ่งในสามคนดูตกใจไม่น้อยที่เห็นภรรยาตัวเองขึ้นลิฟท์มาชั้นเดียวกัน “ใช่..แล้วเธอล่ะ”
“คุณมาทำไมอะไรชั้นนี้น่ะ”
“เอ่อ..มา..” สามีของเธอซึ่งยืนตรงกลางขยับคอเสื้อไปมา
“พวกเรามาประชุมที่ห้องหัวหน้าน่ะ พอดีหัวหน้าเรียกประชุมด่วน” อีกคนแก้แทน
“งั้นหรือคะ..จะลงไปด้วยกันไหม” เธอถามสามีและเพื่อนร่วมงานของสามีทั้งสอง
“ลงสิ..ลง..” สามีของเธอก้าวเข้ามาในลิฟท์ ตามด้วยอีก 2 คน “แล้วนี่เธอขึ้นมาทำไม”
“อ๋อ.พอดีฉันจะลงไปดูคุณที่ล๊อบบี้ แต่ลูกดันกดชั้นนี้ก่อน”
“งั้นหรือ..” เขาถอนหายใจยาวแล้วก้มมองลูกชาย “ซนไม่เข้าเรื่องนะเรา”
ลูกชายของเขายิ้มแย้ม “พ่อไปไหนมาหรือฮะ”
“ประชุมไงครับ..พ่อไปประชุมมา”
กลิ่นตัวของสามีของเธอส่งกลิ่นรุนแรงเหมือนคนที่ออกกำลังกายมาอย่างหนัก ลำคอก็มีคราบเหงื่ออย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งเพื่อนร่วมงานอีกสองคนก็เช่นกัน เธอรู้สึกไม่มั่นใจในคำพูดของเขาขึ้นมาทันที
เขารีบกดชั้น 12 “กลับไปก่อนนะ..ฉันจะลงไปชั้นล่างก่อน”
“มีอะไรอีกหรือคะ..”
“สูบบุหรี่น่ะ เดี๋ยวกลับมา”
“อย่าสูบให้มากนะคะ สัญญากับลูกแล้วนะ”
“จ้ะ..” เขายิ้มเจื่อน ๆ
ประตูลิฟท์เปิดออกสู่ชั้น 12 สองแม่ลูกเดินออกมาจากลิฟท์ ลูกชายหันหลังโบกมือให้พ่อก่อนประตูลิฟท์ปิดลง..
เธอยืนนิ่งชั่วครู่ จนลูกชายต้องเขย่าแขนเธอเบา ๆ เธอจึงก้มมองลูกชาย เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “อยากเดินขึ้นบันไดออกกำลังกายกันมั้ย”
ลูกชายของเธอพยักหน้า แต่ก็แอบหาวไม่ให้แม่เห็น..
สองแม่ลูกเดินขึ้นบันไดมายังชั้น 14 อีกครั้ง ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าทางเดินบนชั้น 14 นั้นช่างเงียบเชียบและมืดสลัวต่างจากชั้น 12 ทั้ง ๆ ที่ดวงไฟที่ส่องสว่างก็มีจำนวนเท่ากัน เธอมองซ้ายขวาแล้วตัดสินใจเลือกไปทางซ้าย เดินตรงไปสุดทางเดิน ประตูห้องริมสุดทางเดินเหมือนจะปิดสนิท แต่ทว่าแง้มอยู่เล็กน้อยเพราะมีของบางสิ่งขัดประตูอยู่ พอมองดี ๆ สิ่งนั้นคือแหวนผู้ชายที่ขัดระหว่างประตูกับขอบประตูและที่ผ้าเช็ดเท้าช่วยหนุนไม่ให้ประตูปิดล็อคอัตโนมัติ
เธอจำแหวนนั้นได้ดี..แหวนแต่งงานของเธอกับสามี
เธอรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาทันที ปล่อยมือจากลูกชายแล้วดันประตูค้างเอาไว้ก้มลงเก็บแหวนนั้นขึ้นมา..ใช่จริง ๆ..เป็นแหวนแต่งงานของสามีเธอไม่ผิดแน่..เธอกลั้นใจดันประตูเปิดออกจนชิดผนัง สิ่งแรกที่เห็นคือรองเท้าบูทผู้หญิงวางอยู่อย่างเรียบร้อย เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปจนผ่านมุมที่บดบังของห้องน้ำ เผยให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง
เธอตกใจสุดขีดกรีดร้อง แต่ก็เอามือป้องปากห้ามไม่ให้เสียงดังเล็ดลอกออกมาจากฝ่ามือ..
ร่างของหญิงผู้นั้นบอบช้ำไปทั่ว เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ แม้แต่ส่วนซ่อนเร้นก็บอบช้ำเกินกว่าจะทนมองได้
ลูกชายของเธอเดินตามมาคว้ามือเธอจากข้างหลัง เธอจึงรู้สึกตัวรีบดันลูกชายไปชิดขอบประตูห้องน้ำแล้วถลาไปที่เตียงดึงเอาผ้าห่มคลุมร่างเปลือยเปล่าบอบช้ำนั้นไว้ จึงเห็นเพียงแค่ใบหน้ายุ่งเหยิงเท่านั้น
“ใครกันทำเรื่องแบบนี้..” เธอมองหญิงผู้ที่นอนอยู่บนเตียง จนจำได้ว่านี่คือภรรยาของคุณศิราษฎ์
ผู้หญิงที่คนสามีเธอบอกว่าเป็นภรรยาน้อยของคุณศิราษฎ์
“หมายความว่ายังไง..” เธอส่ายหน้าไปมา.. “ทำไมแหวนนี่ถึงได้มาอยู่..”
มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ เธอจึงหันไปมองประตูห้องและเห็นสามีของเธอทำท่าจะเดินเข้ามาแต่ก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าเธออยู่ในห้อง..
“นี่เธอ..” ฝ่ายสามีอึกอักนึกคำพูดไม่ออก จึงพูดแก้ตัวแบบหัวเสียออกไป “บอกให้รออยู่ที่ห้องไม่ใช่หรือ”
เธอมองมือของเขาที่จับขอบประตูอยู่ ไม่มีแหวนอยู่จริง ๆ
ลูกชายยืนพิงประตูห้องน้ำอยู่ระหว่างพ่อและแม่ ต่างมองไปมาด้วยความงุนงง
ตอนนี้ฝ่ายภรรยาเริ่มมีน้ำตาเอ่อล้น เพราะแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่กำลังคิดคือเรื่องจริง..”กลับมาหาอะไรหรือ..” เธอกำแหวนไว้ในมือแน่น “กลับมาหาอะไร..”
“เดี๋ยว..เธอพูดเรื่องอะไร..”
“สามคนทำอะไรกัน..” เธอปล่อยมือออกจากผ้าห่มที่คลุมร่างหญิงบนเตียง เดินเข้ามาใกล้เขา “สามคนทำอะไรกับผู้หญิงคนนี้”
ฝ่ายสามีอึกอักแก้ตัวไม่ออก จึงใช้วิธีตะคอกรุนแรง “อะไรของเธอ..”
ลูกชายสะดุ้งโหยงเพราะเสียงของพ่อ
“พาลูกกลับไปห้องเดี๋ยวนี้”
เธอคว้าแขนลูกเข้ามาอยู่ด้านหลังทันที “นี่อะไร..” เธอแบมือออก เผยให้เห็นแหวนแต่งงานของเขา
เขาทำท่าจะคว้า แต่เธอกระชากมือกลับทันที “กลับมาหาแหวนนี่หรือ..โชคดีหรือโชคร้ายที่คุณทำแหวนตกเอาไว้ที่นี่”
“เอาแหวนคืนมา..ผมแค่ทำตกไว้ตรงระเบียง”
“'งั้นเหรอ..แต่ฉันเห็นมันขัดประตูห้องนี้อยู่ จนฉันเปิดเข้ามาได้นี่ไง..บอกมาสิ..คุณกับเพื่อนทำอะไรผู้หญิงคนนี้”
“ไม่ได้ทำ” เขาตะคอกใส่
ลูกชายที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นแม่สะดุ้งอีกครั้ง แล้วถอยหนีห่างจนชนรองเท้าบูทหงายหลังล้มกองกับพื้นห้องที่ปูด้วยพรม พอเห็นช่องว่างใต้โต๊ะวางโทรทัศน์ก็รีบมุดเข้าไปทันที
“คุณสามคนข่มขืนเธอ..”
เด็กชายมองตรงไปบนเตียงที่หญิงคนนั้นนอนอยู่ เปลือกตาของเธอปิดไม่สนิท เผยให้เห็นดวงตาน้อยนิดซึ่งเหมือนกำลังจ้องมองเด็กชายอยู่
“คุณทั้งข่มขืนและก็ทำร้ายเธอขนาดนี้เพราะอะไร..เพราะอะไร..”
“ผมไม่ได้ทำอะไร..” เขารีบคว้ามือภรรยาที่กำลังจะทุบเขาแล้วกระชากออกมาจากห้อง
“ปล่อย..คุณต้องบอกมาก่อน”
“กลับห้องก่อน ไปคุยกันที่ห้อง”
“ปล่อย!”
มีเสียงฝีเท้าตึงตังครู่เดียวเท่านั้น จากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง สองสามีภรรยาลืมลูกชายไว้ที่ห้องนี้..
เด็กชายนั่งนิ่ง ค่อย ๆ ยื่นหน้าออกมาและหลบสายตาของหญิงบนเตียง ค่อย ๆ คลานออกมาหน้ารองเท้าบูท แต่แล้วก็ผลุบกลับเข้าไปตามเดิมเมื่อแว่วเสียงคนเดินเข้ามา
ชายผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง ยืนอยู่ที่เดียวกันที่พ่อของเด็กชายยืน...
เด็กชายจำได้..พี่ผู้ชายตัวโตคนนี้คือ ลูกชายของผ้หญิงที่นอนบนเตียง..คืออารยะ
อารยะก้าวมายืนอยู่หน้าประตู มองตรงมาที่รองเท้าบูทของแม่ของเขา ซึ่งทำให้เด็กน้อยเข้าใจว่ากำลังถูกเห็นจึงยิ่งหดตัวลีบภายใต้โต๊ะวางโทรทัศน์
อารยะก้าวเดินเข้ามา..พอเห็นแม่องตัวเองก็ตะโกนเรียกแม่เสียงดังจนเด็กชายสะดุ้งอีกหน จากนั้นก็ส่งเสียงร้องเรียกแม่อย่างโหยหวน
เสียงนั้น..เสียงของอารยะ..ทำให้เด็กชายรู้สึกหวาดกลัวสุดขีด..
คุณพ่อทำอะไร..อะไรคือข่มขืนนะ..อะไรคือทำร้าย..แล้วผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงทำไม่ดูน่ากลัวแบบนี้...คุณพ่อเป็นคนทำหรือ...
…
“จริง ๆ แล้วก็มีเรื่องนึงที่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันหรือเปล่า แต่พอคุณถามเรื่องไปเที่ยวประเทศจีนก็ทำให้นึกออกขึ้นมา คือว่าหลังจากที่กลับมาลูกชายของคุณผู้ชายก็ดูเปลี่ยนไป” คนรับใช้หญิงกล่าวตะกุกตะกัก
“เปลี่ยนไปหรือครับ” ไอคิวถามย้ำ
“ค่ะ..คุณผู้หญิงก็ดูเปลี่ยนไปเหมือนกัน แต่ว่าที่เห็นชัด ๆ คือคุณหนูดูเปลี่ยนไป ดิฉันดูแลคุณหนูมาตั้งแต่ 7 ขวบ คุณหนูร่าเริงและสนิทกับคุณผู้ชายมาก แต่พอกลับมาจากเที่ยวครั้งนั้นคุณหนูก็ดูจะห่างเหินคุณผู้ชายจนเดี๋ยวนี้” ..
…
อารยะยิ้มเยอะ ส่งสายตาเย้ยหยันไปให้ไอคิวที่ยืนโอนเอนเหมือนจะหมดแรง..
“ฉัน..จะต้อง..เสี่ยงอันตรายขึ้นไปบนดาดฟ้า ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตึกจะระเบิดงั้นหรือ คนดี ๆ ที่ไหนเค้าทำกันแบบนั้น ถ้าฉันรู้ว่ามันจะระเบิดฉันคงรีบเผ่นหนีออกมาจากตึกนั้นแล้วล่ะ”
“นายจะพูดยังไงก็ได้..แต่นายรู้ดีที่สุดว่านายขึ้นไปทำไม และรู้ว่ายืนตรงไหนจะปลอดภัยที่สุด นายยืนอยู่เหนือห้องนิรภัย ที่ไม่ว่าจะตึกจะถล่มยังไงห้องนั้นก็ยังมีสภาพเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเหมือนเดิม ซึ่งรับประกันได้ว่านายจะได้ยืนอยู่บนพื้นที่ทนทานที่สุดด้วย”
อารยะมองเพื่อนสนิท “อ้อ..เป็นแบบนั้นเองหรือ”
“จะบอกอะไรให้..คุณอัคราน่ะ จำนายได้แม่นยำตอนที่นายอยู่กับเขาในห้องสูบบุหรี่”
อารยะชะงัก..
“ตอนที่หน่วยกู้ภัยขึ้นไปช่วยดึงคนที่อยู่ในห้องนั้นออกมา นายแกล้งทำเป็นโมโหเลือดขึ้นหน้าแล้วหันไปบีบคอทำร้ายคุณอัครา ตอนนั้นฉันเองก็คิดว่านายคงจะรักและเทิดทูนคุณศิราษฎ์มากจนอารมณ์พลุ่งพล่าน แต่เปล่าเลย..นั่นเป็นแค่การแสดงฉากใหญ่เพื่อจุดประสุงค์เดียวคือการไม่เปิดโอกาสให้อัคราพูดหรือเอะใจเอ่ยอะไรออกมาว่าทำไมคนที่เคยอยู่ในห้องสูบบุหรี่..คนที่เกือบทำให้แผนระเบิดของคุณอัคราเสียเรื่องโดยแกล้งทำเป็นทักว่าคุณอัคราลืมไฟแช็คเอาไว้ ทำไมคน ๆ นั้นถึงมาโผล่อยู่บนดาดฟ้า ถ้าเขาเอะใจเมื่อไหร่ก็คงรู้ว่านายคงมีแผนอะไรสักอย่าง นายจึงต้องรีบเข้าไปทำร้ายและทำให้ดูเหมือนว่าเขาพลัดตกลงตึกไปเอง”
“แต่โชคดีที่คุณอัคราไม่ตาย” ราชาลเสริมขึ้น อารยะหันควับไปทางเขา “นายคงหวังให้เขาตาย แต่เขากลับยังมีชีวิตรอดอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ ที่ซึ่งนายไม่อาจเข้าไปฆ่าได้ซ้ำสองเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยของตัวเอง”
ไอคิวมองอารยะอย่างคับข้องใจ “หลังจากนั้นนายจึงหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ทำให้ฉันและพิรดาพาลคิดไปว่านายคงจะเศร้าโศกเสียใจที่คุณศิราษฎ์ตายไป แต่คงไม่หรอก..ตอนนั้นนายคงกำลังว้าวุ่นใจที่รู้ข่าวว่าคุณอัครายังไม่ตาย และพยายามคิดหาวิธีกลบเกลื่อนร่องรอยอย่างอื่นแทน”
พิรดาที่ยืนอยู่เบื้องหลังอารยะค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามา แต่เธอเดินผ่านอารยะไปที่ไอคิว แล้วหันกลับมามองอารยะด้วยสายตาที่ไร้เยื่อใย ซึ่งทำให้อารยะเจ็บปวดที่สุด ได้แต่จ้องตอบขอความเห็นใจจากพิรดา
“แต่ว่าโชคก็เข้าข้างนายอยู่บ้าง..ที่ทำให้นายได้เทปหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่านายอยู่ในห้องสูบบุหรี่นั้นกับคุณอัครา”
พอไอคิวพูดถึงตรงนี้ อารยะที่กำลังมองพิรดากระตุกรุนแรงหันหลับมาจ้องมองไอคิวทันที “ทำไมถึง..”
“..ทำไมถึงรู้” ไอคิวช่วยต่อคำพูด “ก็เพราะรุ่นพี่ของฉันคนหนึ่งที่ทำงานอยู่กองหนังสือพิมพ์ก็ได้สำเนาเทปนั่นมาเหมือนกันน่ะสิ”
“...!”
“จำได้มั้ยว่าตอนที่นายอยู่บนดาดฟ้าส่วนฉันอยู่ข้างล่าง โทรคุยกันว่าจะช่วยคนข้างใต้ตึกออกไปอย่างไรดี จู่ ๆ ก็มีนักข่าวสาวคนหนึ่งแย่งโทรศัพท์ไปจากมือฉัน..ซึ่งเดาว่าตอนที่นายคงกำลังจะพูดคำว่า..”
..ห้องวงจรปิดน่ะ..อยู่ชั้นล่างด้านหน้าลิฟท์..
“..ตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่านักข่าวคนนั้นได้ฟังอะไรไปบ้าง แต่พอรู้ว่ารุ่นพี่ที่กองหนังสือพิมพ์บอกว่าได้เทปมาจากนักข่าวคนหนึ่งก็พอจะเดาออก..นักข่าวคนนั้นพอได้ฟังว่าห้องวงจรปิดอยู่ชั้นล่างด้านหน้าลิฟท์ ก็คงจะจดจำใส่หัวเอาไว้ แล้วหาโอกาสแอบไปคว้าเอาเทปนั้นมา”
“นี่หมายความว่า..” อารยะตัดบทอย่างดื้อดึง “นายคิดว่านักข่าวนั่นขายเทปให้ฉันหรือไง”
“เทปที่เราดูในบ้านพักวันนี้น่ะหรือ..” มหภพเอ่ยขึ้น สบตากับเพื่อนทั้ง 4 คน ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างอารยะจะซื้อเทปนั่นเอามาให้พวกเขาดู
“เปล่าเลย..ในทางตรงข้าม” ไอคิวพยายามยืนหลังตรงต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อย ขอบตาของเขาเริ่มคล้ำอย่างเห็นได้ชัดและริมฝีปากก็แห้งผากเหมือนคนเป็นไข้ “นายจ้างนักข่าวคนนั้นเพื่อไปเอาเทปนั่นมาให้นายต่างหาก”
คราวนี้ทุกคนดูจะตกใจจนระงับอาการไว้ไม่อยู่ จึงได้ยินเสียงอุทานของแต่ละคนดังแว่วออกมาจากทุกทิศทาง
“จ้างงั้นหรือ..” จามรเค้นเสียง “ไม่อยากจะเชื่อเลย”
“นายคงคิดแล้วคิดอีก ว่าถ้าคุณอัคราไม่ตายจะทำยังไงดี ขืนคุณอัคราพูดออกมาว่าเห็นนายอยู่ในห้องสูบบุหรี่ก่อนเวลาระเบิดขึ้นมา แถมยังมีเทปจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานว่าพูดจริง นายคงถูกต้องสงสัยอย่างแน่นอน..นายนึกถึงนักข่าวสาวคนนั้น คนที่แย่งโทรศัพท์ไปตอนที่บอกตำแหน่งของห้องวงจรปิด แน่นอน..ถ้าเป็นนักข่าวที่อยากจะได้ข่าวคนนั้นล่ะก็คงจะสามารถนำเอาเทปของห้องสูบบุหรี่มาให้นายได้อย่างแน่นอน”
อารยะหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เขากำหมัดแน่นมองพื้นทรายเบื้องหน้า
“แต่นักข่าวก็คือนักข่าว ยังไงก็คงต้องสำเนาเทปเก็บเอาไว้ใช้..นายคงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้”
“ฉันบอกมันแล้วต่างหากว่าอย่าอัดสำเนาเด็ดขาด” อารยะพูดเสียงเบาบอกตัวเองอย่างโมโห
“นายพูดว่าอะไรนะ” ไอคิวถาม
อารยะรีบเงยหน้าขึ้นตอบ “เปล่า..นายมีหลักฐานหรือไงว่าฉันจ้างนักข่าวนั่น..”
“ไม่มี..การว่าจ้างแบบนี้คงไม่ต้องมีใบเสร็จหรอกมั้ง” ไอคิวเสียดสี
อารยะอึกอักกลับมานิ่งเงียบอีกครั้ง..คิดว่าไอคิวจะพูดต่อแต่ก็กลับเงียบตาม แต่สายตานั้นมองมาอย่างแน่วแน่จนเขาแพ้พ่าย เขาจึงอดรนทนไม่ไหวต้องถามกลับเสียเอง “..แล้วยังไงอีก”
“..พอได้เทปมานายก็จัดการทำลายส่วนที่เห็นว่านายอยู่ในห้องกับคุณอัคราก่อนการระเบิด เริ่มตั้งแต่ตอนที่คุณอัคราแกล้งทำเป็นลืมไฟแช็คจนนายหยิบขึ้นมาแล้วทักว่าเขาลืม ไปจนกระทั่งนายเอาไฟแช็คนั่นจุ่มลงไปในตู้ปลาทำให้ผู้ชายคนหนึ่งหัวเสียต้องไปล้วงเอาไฟแช็คออกมาจากตู้ปลาเอง”
“นั่นคือก่อนที่ไอ้มหภพมันจะเข้าไปใช่หรือเปล่า” ดนัยเอ่ยถามขึ้น
“เปล่าครับ แต่เป็นหลังคุณมหภพเข้าไปสูบบุหรี่..นั่นคือคุณมหภพเข้าไปก่อน ตามด้วยอารยะและคุณอัครา แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงไม่ถึงสิบนาที”
“อย่างนี้เอง..” มหภพเออออตาม นึกถึงตอนที่เขาเข้าไปสูบบุหรี่ในห้องสูบบุหรี่
“ไม่ใช่แค่นั้น..คุณมหภพจะต้องตกใจยิ่งกว่าถ้ารู้ว่าผู้ชายคนที่แกล้งเอาไฟแช็คของคุณหย่อนลงในตู้ปลาอย่างไม่มีเหตุผลนั้นคือหนึ่งในผู้ตายสามรายที่ตายในห้องสูบบุหรี่ที่อารยะเป็นคนฆ่า”
มหภพชะงักจ้องหน้าอารยะทันที ส่วนอารยะจ้องไอคิวเขม็ง
“อย่าพูดมั่วซั่วว่าฉันฆ่า..” อารยะตะคอก
ไอคิวทำเป็นไม่สนใจยังคงพูดกับมหภพ “และผมเดาว่าผู้ชายคนนั้นก็ถูกจ้างให้มากระชากเอาไฟแช็คไปจากมือคุณหย่อนลงตู้ปลาอย่างหน้าตาเฉย”
“ว่าไงนะ..” มหภพงุนงง
“เพื่ออะไร” อารยะถามกลับเสียงดัง
ไอคิวได้ทีจึงหันมาโต้กลับทันที “เพื่อให้คุณมหภพหัวเสียเกิดความอยากบุหรี่มากขึ้นจนอดรนทนไม่ไหวต้องหยิบเอาไฟแช็ครูปทรงทหารจีนบนพื้นทางเดินบนชั้นสามสิบเก้าที่นายวางล่อเอาไว้ไงล่ะ”
อารยะชะงักตัวแข็งทื่อ นี่เขาประเมินเพื่อนคนนี้ต่ำไปหรือนี่..ทำไมเรื่องที่ไม่น่าจะเอะใจแบบนี้ไอคิวถึงได้มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
เขามองไปที่พิรดา..แม้แต่พิรดา..เธอคงจะไม่เหลือความเชื่อใจในตัวเขาอีกต่อไป..
#1 By แหวนคู่รักทองคำขาว (125.25.138.174) on 2009-10-23 23:43