Bomb-ruined building #21 ภาคไขปริศนา #2 (รอเท้าบูท)
posted on 26 Apr 2009 13:25 by iqdetective
ตอนที่ 21 : รองเท้าบูท
ไอคิวเคยตั้งข้อสงสัยเอาไว้ 5 ข้อเรื่องเหตุการณ์ตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์ระเบิด
ข้อที่ 1 อารยะเพื่อนของเขาทำไมถึงได้เสียใจมากมายกับการเสียชีวิตของศิราษฎ์ ผู้เป็นพ่อของศรารม
ข้อที่ 2 ทำไมศรารม ผู้เป็นลูกชายดูเหมือนไม่ชอบอารยะเท่าไหร่นัก
ข้อที่ 3 ใครเป็นคนวางระเบิด ตอนนี้คนที่น่าสงสัยที่สุดคืออัครา
ข้อที่ 4 ใครเป็นคนฆ่าศิราษฎ์ในห้องนิรภัย อัครา ราชาล หรือคนอื่น ๆ ในห้อง
ข้อที่ 5 ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า
คำตอบของคำถามเหล่านั้นบัดนี้ได้กระจ่างหมดแล้ว
ข้อที่ 1 อารยะมีความผูกพันในฐานะเสมือนลูกชายคนหนึ่งของศิราษฎ์ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีความแค้นแฝงอยู่ลึก ๆ ด้วย
ข้อที่ 2 ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ศรารมผู้ไม่เอาไหนในสายตาของศิราษฎ์ไม่ชอบหน้า
ข้อที่ 3 แน่นอนว่าอัคราคือคนที่วางระเบิด เขาได้สารภาพออกมาหมดหลังได้ดูสิ่งที่ตัวเอาได้กระทำลงไปผ่านการนำเสนอข่าวติดต่อกันของสื่อโทรทัศน์
ข้อที่ 4 อัคราเป็นคนฆ่าศิราษฎ์ แต่เพียงไม่ยอมรับ และโยนความผิดให้ราชาล
ข้อที่ 5 ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ 3 คนภายในห้องสูบบุหรี่ถูกฆาตกรรมโดยเจตนา
และคนที่ฆ่าก็คือ..
“เปล่านะ..พิรดา ฉันไม่เคยคิดจะใช้เธอเป็นเครื่องมือของเรื่องนี้ ฉันแทบไม่อยาก..ไม่อยากให้เธอมารับรู้ด้วยซ้ำ” อารยะเอ่ยเสียงดังบอกพิรดา ในมือยังคงถือเอกสารสองชิ้นที่ขาดออกจากกัน
ไอคิวยิ้มเจื่อน เพื่อนของเขาเผลอพูดคำว่า “ฉันไม่เคยคิดจะใช้เธอเป็นเครื่องมือของเรื่องนี้”
“อยู่ดี ๆ ก็มาบอกว่าให้ฉันดูแลคนรักของตัวเอง มีสองเหตุผลที่นายจะพูดแบบนั้น” ไอคิวเอ่ยขึ้น “อย่างแรกคือมีลางสังหรณ์ว่าตัวเองอาจจะต้องประสบเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ทำให้ถึงตาย อย่างที่สองคือกลัวว่าแผนของตัวเองอาจจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกจับได้”
อารยะที่สายตายังอยู่ที่พิรดาและหันหลังให้ทุกคนนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ..ก่อนเอ่ยออกมา “อย่าดีแต่พูด..” เขาหันกลับมองไอคิวอีกครั้ง “อย่าดีแต่พูดโน่นพูดนี่เดาสุ่มไปเรื่อย” อารยะจ้องมองไอคิวด้วยแววตาขุนเคือง ”นายมีข้อพิสูจน์อะไรถึงมากล่าวหาแบบนี้”
สีหน้าของอารยะที่ส่งมานั้นทำให้ไอคิวรู้สึกหม่นหมองลงอย่างมาก ณ ขณะนั้น...เพื่อนของเขากำลังจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกคับแค้นใจที่เขาเปิดโปงเรื่องทั้งหมดนี้
“ว่ายังไง..เงียบอะไรอยู่ พูดออกมาสิ..” อารยะท้าทาย ทั้ง ๆ ที่ในใจก็หวั่นไม่น้อยว่าไอคิวอาจจะรู้
เงียบอะไรอยู่..ไอคิวละสายตาจากอารยะมองที่พื้นเบื้องหน้า..นี่เราทำไมถึงไม่พูดอะไรโต้กลับออกไปบ้าง ทั้ง ๆ ที่...
…
“อ๋อ..ไฟแช็คนี้กะจะเก็บไว้อันหนึ่งและก็ให้ไอคิวอันหนึ่งครับ..” อารยะชูไฟแช็ครูปทรงทหารจีนอีกอันให้ศิราษฎ์ได้เห็นพร้อมกับเปิดหัวทหารจีนจุดไฟขึ้น..
...
อารยะเดินเข้ามาในบ้านหลังเก่าของไอคิวพร้อมด้วยถุงของฝากในมือ แต่สีหน้าของเขาแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนคนที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ไม่มีผิด เพราะดวงตาที่ไร้แวว สีหน้าก็ขาดชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง
พอไอคิวเห็นอารยะก็กวักมือเรียกให้เขาเดินตรงมายังสวนเล็ก ๆ หลังบ้าน ซึ่งเขากำลังนั่งอยู่บนเสื่อ ทำการทดลองวิทยาศาสตร์บางอย่างอยู่
“นายมาพอดี นี่ฉันกำลังทดลองใส่ยานอนหลับลงไปในน้ำ ดูว่าปลาจะหลับหรือเปล่า”
“'งั้นเหรอ..” อารยะมองปลาในโหลแก้วที่วางอยู่บนเสื่อด้านหน้าไอคิว
“ไม่หาว่าบ้าหรือ ปกตินายต้องพูดว่าคิดอะไรบ้า ๆ สิ” ไอคิวแปลกใจ
“กำลังจะพูดอยู่นี่ไง..คิดอะไรบ้า ๆ” อารยะมองไอคิว “นายไม่กลัวปลาตายหรือไง”
“ฉันขออโหสิมันแล้ว และนี่ก็เป็นการทดลองนะ คงไม่บาปมากหรอก”
“..ไม่บาปเหรอ” อารยะจ้องปลาในโหลแก้วเขม็ง จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเหมือนคนที่อาฆาตใครมายาวนาน “ขอทดลองมั่งสิ”
ไอคิวเหล่มองอย่างสงสัย แต่สายตาพาลไปเห็นของในมืออารยะเสียก่อน “เอาอะไรมา”
“นี่หรือ..” อารยะมองของในมือตัวเอง “อ้อ..ของฝากไง ฉันซื้อมาฝากจากเมืองจีน”
ไอคิวมองของในมืออารยะที่เอาล้วงออกมาจากถุงพลาสติก มันคือโปสการ์ดชุดหนึ่งและไพ่สำรับหนึ่ง เขารับของสองสิ่งมาจากเพื่อน “ขอบใจ ๆ..”
“ที่จริงมีอีกอย่างที่จะให้ แต่คิดไปคิดมาเก็บไว้เอาดีกว่า..”
“อ้อเหรอ..ไม่เป็นไร” ไอคิวพูดอย่างไม่ใส่ใจ “แค่นี้ก็พอและ”
“อืม..” อารยะสีหน้าหม่นลงอีกครั้ง เอานิ้วชี้จ่มลงในน้ำในโหลแก้วแล้วหมุนวนไปมาแกล้งปลาในโหลให้ว่ายหนี “ไม่เห็นมันจะหลับ..”
“คงใส่น้อยไปมั้ง” ไอคิวหยิบห่อกระดาษเล็กคลี่ออกเผยให้เห็นผงยานอนหลับที่เขาบดไว้ 500 มิลลิกรัม
“ไม่อยากรู้เหรอว่าของฝากที่ไม่อยากให้คืออะไร..”
“หือ..อะไรล่ะ” ไอคิวเอาไม้ไอติมขนาดเล็กตักผงยานอนหลับมาจุ่มลงน้ำในโหลแก้ว
“ไฟแช็คน่ะ” อารยะเอามือออกจากโหล
“ไฟแช็คเหรอ”
“ยังไงนายก็ไม่สูบบุหรี่อยู่แล้วนี่ คงไม่ต้องการมันหรอก”
“อ้อ..อืม ไม่ต้องหรอก..ว่าแต่นายจะสะสมหรือไง”
“เปล่า..แค่คิดว่าจะเก็บเอาไว้เผื่อใช้ประโยชน์ได้”
ปลาในโหลแก้วว่ายช้าลงเรื่อย ๆ..สุดท้ายก็จมลงก้นโหลนอนแน่นิ่ง..
…
หลังกลับจากสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เมืองซีอาน คณะทัวร์อัคราษฎ์ที่ประกอบด้วยรถบัสจำนวน 3 คัน 100 คนเข้าพักในโรงแรมท้องถิ่นระดับสามดาวในมณฑลฉ่านซี
อารยะเดินออกมาจากภัตตาคารเล็ก ๆ ภายในโรงแรมตรงเข้าไปยังห้องน้ำหลังรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จ อาหารของวันนี้ไม่ถูกปากและท้องของเขา จึงต้องรี่เข้ามาถ่ายท้องในห้องน้ำ
ระหว่างที่กำลังนั่งปลดทุกข์ อารยะได้ยินบทสนาของคน ๆ หนึ่งในห้องน้ำติดกันซึ่งกำลังคุยโทรศัพท์เป็นด้วยภาษาไทย
“ตกลงเวลาห้าทุ่ม..ใช่ ห้าทุ่ม ชั้นสิบสี่ ห้องริมสุดทางเดิน”
แม้อารยะจะไม่ใส่ใจแต่เสียงก็ดังพอที่เขาจะได้ยินโดยไม่ต้องเงี่ยหูฟัง
“คืนนี้เจ้านายจะไปรอเราที่ล็อบบี้ชั้นล่าง เปิดโอกาสให้พวกเราเล่นกันเต็มที่”
เล่นหรือ..เล่นไพ่อย่างนั้นหรือ อารยะคิด
“อ้อ..เด็กนั่นไม่ต้องห่วง..เจ้านายบอกว่าเค้าจะจัดการเอง จะไม่ให้มาขัดจังหวะพวกเราอย่างแน่นอน..เท่านี้ก่อน..”
พอชายคนนั้นพูดจบเสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นทันที ตามด้วยเสียงเปิดกลอนประตูห้องน้ำเดินออกไป..
อารยะกลับเข้ามาในภัตตาคารอีกครั้ง แต่ก็พบว่าอรปรียา แม่ของเขาไม่อยู่เสียแล้ว เขาจึงลองเดินออกมาดูที่ล๊อบบี้โรงแรมและเห็นอรปรียากำลังนั่งอยู่กับศิราษฎ์สองคน โดยมีสายตาบางคู่ของพนักงานแอบมองอย่างสงสัยใคร่รู้
อารยะไม่สนใจ เขาเดินเข้าไปหาแม่ของเขา โอบกอดแม่จากด้านหลังโซฟาแล้วหอมเข้าที่แก้ม
“ตกใจหมด..นึกว่าใคร”
“ฮะ ๆ ๆ ก็มีผมคนเดี๋ยวที่หอมแม่แบบนี้” เขาอ้อมเข้ามานั่งลงข้าง ๆ อรปรียา
“แม่ลูกคู่นี้น่าอิจฉาจริง ๆ ” ศิราษฎ์ยิ้มให้อารยะ “ผมเองก็อยากทำแบบนี้กับลูกชายบ้างจัง รายนั้นวัน ๆ ดีแต่ก่อเรื่องให้ปวดหัว”
อรปรียาฝืนยิ้ม อารยะดูออกว่าแม่ของเขาไม่อยากพูดเรื่องลูกชายของศิราษฎ์เท่าไหร่นัก แต่เขาเองกลับเฉย ๆ เพราะคิดว่าเขาเหนือกว่าแทบทุกด้าน
“ใกล้จบหรือยังคะ”
“ยังหรอกครับ คงอีกนาน นี่ผมเองก็เพิ่งดัดนิสัยไม่โอนเงินไปให้เขาที่ออสเตรเลีย อีกหน่อยก็อาจจะระงับเครดิตการ์ดด้วย”
บริกรชาวจีนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาศิราษฎ์และกระซิบข้างหูเขาแล้วเดินกลับออกไป
“เห็นทีผมคงต้องขอตัวก่อน” ศิราษฎ์ลุกขึ้นยืนหยิบเสื้อโค้ทข้างตัวมาพาดไว้ที่แขน “รองเท้าที่ผมซื้อให้ใส่พอดีหรือเปล่า”
“ค่ะ..” อรปรียายิ้มแย้ม ขยับรองเท้าบูทเล็กน้อย “เรื่องด่วนหรือคะ”
“อ่อ ครับ..นิดหน่อย งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้เช้านะครับ..เจอกันนะอารยะ” ศิราษฎ์เอี้ยวตัวมาตบบ่าอารยะ “อ้อ เกือบลืมไป” เขาล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทหยิบสิ่งหนึ่งออกมายื่นให้อารยะ
“ลูกอมน่ะ เอาไว้เคี้ยวเวลาง่วง ๆ ไกด์ให้ฉันมา แต่ฉันไม่กินมันหรอก”
อารยะมองลูกอมรสเปปเปอร์มินท์ในมือ แม้ออกจะแปลกใจนิดหน่อยแต่เขาก็รับไว้ “ขอบคุณครับ..”
พอศิราษฎ์ปลีกตัวออกไปสักพัก สองแม่ลูกก็พากันขึ้นลิฟท์ตรงไปยังชั้น 12 ที่อารยะพักอยู่
“ฝันดีนะจ้ะ” อรปรียาหอมแก้มลูกชายก่อนปล่อยให้เขาเดินออกจากลิฟท์
“ทำไมเค้าไม่ให้เรานอนห้องเดียวกันเหมือนเมื่อวานนี้ล่ะครับ”
“คงมีห้องเหลือมั้ง” อรปรียายักไหล่ “ดีออก แม่ก็ทนนอนกับคนที่ดิ้นทั้งคืนไม่ไหว”
“ผมไม่ได้นอนดิ้นซะหน่อยนะแม่” อารยะโบกมือ
“ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะจ้ะ ตื่นเจ็ดโมงเช้านะ”
ประตูลิฟท์ปิดลง อารยะจึงหมุนตัวเดินไปตามทางเดินอย่างเซ็ง ๆ หยิบเอาซองกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วไขเข้าไปข้างใน เขาถอดเสื้อกันหนาวออก ดึงกระเป๋าสตางค์และเศษของต่าง ๆ ออกจากกระเป๋ากางเกงรวมทั้งลูกอมที่ศิราษฎ์เพิ่งให้โยนเอาไว้ปลายเตียงก่อนกระโจนนอนลงบนเตียงแล้วก็ดิ้นไปดิ้นมาอย่างเบื่อหน่าย..เดินวนเวียนอยู่ในห้อง..เปิดโทรทัศน์ กดรีโมทดูช่องต่าง ๆ..แกะลูกอมที่ศิราษฎ์โยนใส่ปาก..นอนดูภาพยนต์..และก็เผลอหลับไปโดยที่ยังถือรีโมทค้างไว้ในมือ ปุ่มเพิ่มระดับเสียงถูกกดค้างก่อนที่รีโมทจะตกลงข้างตัว..
..อารยะเด้งตัวตื่นขึ้นเพราะเสียงระเบิดในตอนสุดท้ายของภาพยนต์ดังสนั่นหวั่นไหว
เขาขยี้ตาลุกขึ้นไปเปิดม่านหน้าต่างมองภายนอกโรงแรมเห็นสีสันยามค่ำคืนของมณฑลฉ่านซีไกลออกไป
ในที่สุด..อารยะตัดสินใจลงลิฟท์มายังชั้นล่างสุดของโรงแรมเพื่อออกมาเดินเล่นบริเวณรอบนอกโรงแรมรับอากาศหนาวเย็น แต่ยังไม่ทันได้เดินผ่านล็อบบี้เขาก็ไปเห็นศิราษฎ์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมในล็อบบี้
ศิราษฎ์นั่งอยู่กับอัครา คงกำลังสนทนากันเรื่องธุรกิจของบริษัทอัคราษฎ์
จู่ ๆ อารยะฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ขณะนี้อยูที่ 23.40 น. เรื่องที่ได้ยินตอนเข้าห้องน้ำตอนนั้น
แม่ของเขาเองก็พักอยู่ที่ชั้น 14 ..เวลา 5 ทุ่ม ชั้น 14 ห้องริมสุดทางเดิน
อารยะกดเปิดประตูลิฟท์กลับเข้าไปอีกครั้งและมาโผล่ที่ชั้น 14 มีทางเดินซ้ายและขวา...
ห้องริมสุดทางเดิน..
เขาเลือกเดินไปทางซ้าย หวังว่าคงจะได้ยินเสียงเอะอะลอดออกมาจากห้อง เหมือนกับที่เขาเคยเล่นไพ่กับเพื่อนแล้วร้องโวยวาย แต่ทว่าทุกอย่างกลับเงียบเชียบและสิ่งที่น่าเอะใจคือประตูห้องริมสุดนั้นเปิดค้างเอาไว้
อารยะมองเข้าไปในห้อง เขาไม่เห็นเตียงนอนว่าใครกำลังนอนอยู่เพราะถูกมุมของห้องน้ำบัง แต่สิ่งที่เห็นคือรองเท้าบูทคู่คุ้นตาวางอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าใกล้ประตู..รองเท้าบูทคู่ที่ศิราษฎ์ซื้อให้แม่ของเขา
นี่ห้องแม่หรือ..แล้วทำไมประตูถึงเปิดแบบนี้
อารยะก้าวพรวดเข้าไปภายในห้อง แม่ของเขานอนอยู่บนเตียง...แต่เขาต้องตกตะลึงจนเข่าแทบทรุด
“แม่ !!” อารยะโผเข้าไปหาอรปรียา ช้อนตัวเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด
อรปรียาหลับหมดสติ ร่างกายเปลือยเปล่าถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มสีขาว ไหล่และแขนมีรอยฟกช้ำ คิ้วและหางตามีรอยสีม่วงแดง มุมปากมีเลือดไหลซึม แก้มมีรอยข่วนยาว เปลือกตาบวมเป่ง และหากไม่มีผ้าห่มปกคลุม จะเห็นร่างกายของเธอบอมช้ำเต็มไปหมด
นี่มันเกิดอะไรขึ้น..นี่มัน
“คืนนี้เจ้านายจะไปรอเราที่ล็อบบี้ชั้นล่าง เปิดโอกาสให้พวกเราเล่นกันเต็มที่”
คำว่าเล่นที่คน ๆ นั้นพูดหมายถึงแบบนี้หรือ
“อ้อ..เด็กนั่นไม่ต้องห่วง..เจ้านายบอกว่าเค้าจะจัดการเอง จะไม่ให้มาขัดจังหวะพวกเราอย่างแน่นอน...”
เด็กนั่นก็คือเขาเอง เค้าที่ถูกจัดการโดยเจ้านายของพวกมัน ทำให้หลับไม่รู้เรื่องกว่า 4 ชั่วโมง
“คืนนี้เจ้านายจะไปรอเราที่ล็อบบี้ชั้นล่าง”
คุณศิราษฎ์อย่างนั้นหรือ..เขาให้ลูกอมที่เคลือบยานอนหลับ เขารอที่ล็อบบี้ชั้นล่าง
อารยะเผลอบีบต้นแขนของแม่ด้วยความโกรธแค้นสุดขีด ใบหน้าอันแสนใจดีของศิราษฎ์ผุดขึ้นมาในหัวสมองไม่หยุดหย่อน..
…
เงียบอะไรอยู่..ไอคิวละสายตาจากอารยะมองที่พื้นเบื้องหน้า..นี่เราทำไมถึงไม่พูดอะไรโต้กลับออกไปบ้าง ทั้ง ๆ ที่เราสามารถอธิบายทุกอย่างได้อยู่แล้ว
“..ข้อพิสูจน์..” ไอคิวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนของเขาอีกครั้ง “ข้อพิสูจน์ต้องมีอยู่แล้ว ตอนอายุสิบเก้านายเคยไปเที่ยวประเทศจีนกับแม่ของนาย ไปกับทัวร์ของบริษัทคุณศิราษฎ์ ฉันยังจำได้ว่านายเคยเอาของฝากมาให้ถึงบ้าน”
“แล้วยังไง..” อารยะตีสีหน้าเรียบเฉย
“ก่อนที่นายจะไปนายยังร่าเริงสมกับที่นายเป็นอยู่ แต่พอกลับมาคราวนั้นนายก็เปลี่ยนกลายเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด”
อารยะนิ่งเงียบ..
“ตอนนี้ฉันพอจะเดาออก ว่าไอ้ของฝากที่นายบอกว่าเปลี่ยนใจไม่ให้ฉันมันคืออะไร..ไฟแช็ครูปทรงทหารจีนนั่นใช่หรือเปล่า..ไฟแช็คที่นายตั้งใจจะเก็บมันเอาไว้เพื่อเตือนสติตัวเองหรือไม่ก็คิดก่อแผนบางอย่างในตอนนั้น”
อารยะยักไหล่ “ฉันซื้อไฟแช็คมาแล้วไงหรือ ใคร ๆ ก็ซื้อได้ไม่ใช้หรือไง”
“ไฟแช็คในคดีนี้มีสองอัน อันหนึ่งที่หัวทหารจีนเปิดค้างไว้ไม่ได้ อีกอันหนึ่งเปิดค้างได้ แล้วไฟแช็คที่คุณมหภพจุดในห้องนิรภัยบนชั้นสามสิบเก้าของตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์คือไฟแช็คที่ถูกดัดแปลงให้เปิดหัวทหารค้างเอาไว้ได้”
“แล้วไง..”
“นายเป็นคนวางไฟแช็คนั่นไว้ตรงทางเดินบนชั้นสามสิบเก้าและทำให้มีกลิ่นบุหรี่ติดเพื่อล่อให้มหภพที่ไวต่อกลิ่นบุหรี่ได้เห็น”
ดวงตาของอารยะขยายกว้างเล็กน้อยจ้องมองไอคิว
“มหภพที่กำลังอยู่ในระหว่างการเลิกสูบบุหรี่เห็นจึงอดไม่ได้ที่จะหยิบมันแล้วเข้าไปในห้องรับแขกที่เป็นห้องนิรภัยนั้น ส่วนนายที่กำลังโทรคุยอยู่กับคุณอัคราก็แกล้งบอกว่า ผมกำลังจะเข้าไปในห้องนั้นเหมือนกัน”
“อ้ะ..” อารยะเผลอหลุดอุทานออกมา เพราะไม่คิดว่าไอคิวจะรู้เรื่องที่เขาโทรคุยกับอัคราผู้วางระเบิด
“สิ่งหนึ่งที่คุณอัคราได้บอกก็คือคนที่โทรศัพท์คุยกับเขาได้พูดโกหกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการบอกว่าจะเข้าไปในห้องนิรภัยนั้นด้วย ซึ่งทำให้คุณอัคราเพ่งเล็งสงสัยแต่พวกของคุณศรารมทั้งห้าคน และอาจจะสงสัยคุณมหภพมากที่สุดเพราะเป็นคนที่ถือไฟแช็ครูปทรงทหารจีนอยู่ในมือ ซึ่งเหมือนกับของเขาที่ใช้ทำเป็นรีโมทกดส่งสัญญาณเพื่อระเบิด แต่อันที่จริงแล้วคนที่คุยกับเขาไม่ได้อยู่บนชั้นสามสิบเก้าและไม่ได้เข้าไปในห้องนิรภัย”
อารยะพ่นลมหายใจอย่างดูถูก “เอาตามที่นายพูด ถ้าคน ๆ นั้นที่รู้ว่าคนทั้งห้าคนจะเข้าไปในห้องนิรภัย มันก็ต้องแอบอยู่บนชั้นสามสิบเก้านั่นแหละ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่”
“ง่าย ๆ ..ก็แค่ใส่สัญญาณติดตามลงไปในไฟแช็ครูปทรงทหารจีนนั่นไง”
คราวนี้อารยะชะงัก และแสดงออกให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน
“นายไม่จำเป็นต้องอยู่บนชั้นสามสิบเก้า แต่อยู่บนดาดฟ้าเหนือขึ้นไป โดยอ้างเหตุผลว่าไปแขวนป้ายไวนิลงานเปิดตัวบริษัทกิจเจริญวัฒนไพบูลย์อย่างเป็นทางการ คอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของไฟแช็คที่ทิ้งไว้ว่ามันเคลื่อนที่หรือไม่”
อารยะหน้าซีดเผือด ถ้าลองไอคิวรู้ถ้าขั้นนี้แล้วก็คง..
“มีนายคนเดียวเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้ นายยอมเสี่ยงอันตรายนิดหน่อยขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าตึกที่รู้แน่ ๆ ว่าต้องถล่ม เพื่อให้ตัวเองดูเป็นผู้เคราะห์ร้ายไปด้วย แถมยังมีพยานแน่ชัดคือฉันกับพิรดาที่โทรคุยกับนายหลังตึกถล่มเกือบจะตลอดเวลา บอกให้รู้ว่านายอยู่บนนั้นแล้วไม่ได้ไปไหนหรือทำอะไรทั้งสิ้น”
พอไอคิวกล่าวจบ ตัวเขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหมือนทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน
ไอคิวเคยตั้งข้อสงสัยเอาไว้ 5 ข้อเรื่องเหตุการณ์ตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์ระเบิด
ข้อที่ 1 อารยะเพื่อนของเขาทำไมถึงได้เสียใจมากมายกับการเสียชีวิตของศิราษฎ์ ผู้เป็นพ่อของศรารม
ข้อที่ 2 ทำไมศรารม ผู้เป็นลูกชายดูเหมือนไม่ชอบอารยะเท่าไหร่นัก
ข้อที่ 3 ใครเป็นคนวางระเบิด ตอนนี้คนที่น่าสงสัยที่สุดคืออัครา
ข้อที่ 4 ใครเป็นคนฆ่าศิราษฎ์ในห้องนิรภัย อัครา ราชาล หรือคนอื่น ๆ ในห้อง
ข้อที่ 5 ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า
คำตอบของคำถามเหล่านั้นบัดนี้ได้กระจ่างหมดแล้ว
ข้อที่ 1 อารยะมีความผูกพันในฐานะเสมือนลูกชายคนหนึ่งของศิราษฎ์ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีความแค้นแฝงอยู่ลึก ๆ ด้วย
ข้อที่ 2 ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ศรารมผู้ไม่เอาไหนในสายตาของศิราษฎ์ไม่ชอบหน้า
ข้อที่ 3 แน่นอนว่าอัคราคือคนที่วางระเบิด เขาได้สารภาพออกมาหมดหลังได้ดูสิ่งที่ตัวเอาได้กระทำลงไปผ่านการนำเสนอข่าวติดต่อกันของสื่อโทรทัศน์
ข้อที่ 4 อัคราเป็นคนฆ่าศิราษฎ์ แต่เพียงไม่ยอมรับ และโยนความผิดให้ราชาล
ข้อที่ 5 ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ 3 คนภายในห้องสูบบุหรี่ถูกฆาตกรรมโดยเจตนา
และคนที่ฆ่าก็คือ..
“เปล่านะ..พิรดา ฉันไม่เคยคิดจะใช้เธอเป็นเครื่องมือของเรื่องนี้ ฉันแทบไม่อยาก..ไม่อยากให้เธอมารับรู้ด้วยซ้ำ” อารยะเอ่ยเสียงดังบอกพิรดา ในมือยังคงถือเอกสารสองชิ้นที่ขาดออกจากกัน
ไอคิวยิ้มเจื่อน เพื่อนของเขาเผลอพูดคำว่า “ฉันไม่เคยคิดจะใช้เธอเป็นเครื่องมือของเรื่องนี้”
“อยู่ดี ๆ ก็มาบอกว่าให้ฉันดูแลคนรักของตัวเอง มีสองเหตุผลที่นายจะพูดแบบนั้น” ไอคิวเอ่ยขึ้น “อย่างแรกคือมีลางสังหรณ์ว่าตัวเองอาจจะต้องประสบเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่ทำให้ถึงตาย อย่างที่สองคือกลัวว่าแผนของตัวเองอาจจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกจับได้”
อารยะที่สายตายังอยู่ที่พิรดาและหันหลังให้ทุกคนนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ..ก่อนเอ่ยออกมา “อย่าดีแต่พูด..” เขาหันกลับมองไอคิวอีกครั้ง “อย่าดีแต่พูดโน่นพูดนี่เดาสุ่มไปเรื่อย” อารยะจ้องมองไอคิวด้วยแววตาขุนเคือง ”นายมีข้อพิสูจน์อะไรถึงมากล่าวหาแบบนี้”
สีหน้าของอารยะที่ส่งมานั้นทำให้ไอคิวรู้สึกหม่นหมองลงอย่างมาก ณ ขณะนั้น...เพื่อนของเขากำลังจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกคับแค้นใจที่เขาเปิดโปงเรื่องทั้งหมดนี้
“ว่ายังไง..เงียบอะไรอยู่ พูดออกมาสิ..” อารยะท้าทาย ทั้ง ๆ ที่ในใจก็หวั่นไม่น้อยว่าไอคิวอาจจะรู้
เงียบอะไรอยู่..ไอคิวละสายตาจากอารยะมองที่พื้นเบื้องหน้า..นี่เราทำไมถึงไม่พูดอะไรโต้กลับออกไปบ้าง ทั้ง ๆ ที่...
…
“อ๋อ..ไฟแช็คนี้กะจะเก็บไว้อันหนึ่งและก็ให้ไอคิวอันหนึ่งครับ..” อารยะชูไฟแช็ครูปทรงทหารจีนอีกอันให้ศิราษฎ์ได้เห็นพร้อมกับเปิดหัวทหารจีนจุดไฟขึ้น..
...
อารยะเดินเข้ามาในบ้านหลังเก่าของไอคิวพร้อมด้วยถุงของฝากในมือ แต่สีหน้าของเขาแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนคนที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ไม่มีผิด เพราะดวงตาที่ไร้แวว สีหน้าก็ขาดชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง
พอไอคิวเห็นอารยะก็กวักมือเรียกให้เขาเดินตรงมายังสวนเล็ก ๆ หลังบ้าน ซึ่งเขากำลังนั่งอยู่บนเสื่อ ทำการทดลองวิทยาศาสตร์บางอย่างอยู่
“นายมาพอดี นี่ฉันกำลังทดลองใส่ยานอนหลับลงไปในน้ำ ดูว่าปลาจะหลับหรือเปล่า”
“'งั้นเหรอ..” อารยะมองปลาในโหลแก้วที่วางอยู่บนเสื่อด้านหน้าไอคิว
“ไม่หาว่าบ้าหรือ ปกตินายต้องพูดว่าคิดอะไรบ้า ๆ สิ” ไอคิวแปลกใจ
“กำลังจะพูดอยู่นี่ไง..คิดอะไรบ้า ๆ” อารยะมองไอคิว “นายไม่กลัวปลาตายหรือไง”
“ฉันขออโหสิมันแล้ว และนี่ก็เป็นการทดลองนะ คงไม่บาปมากหรอก”
“..ไม่บาปเหรอ” อารยะจ้องปลาในโหลแก้วเขม็ง จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเหมือนคนที่อาฆาตใครมายาวนาน “ขอทดลองมั่งสิ”
ไอคิวเหล่มองอย่างสงสัย แต่สายตาพาลไปเห็นของในมืออารยะเสียก่อน “เอาอะไรมา”
“นี่หรือ..” อารยะมองของในมือตัวเอง “อ้อ..ของฝากไง ฉันซื้อมาฝากจากเมืองจีน”
ไอคิวมองของในมืออารยะที่เอาล้วงออกมาจากถุงพลาสติก มันคือโปสการ์ดชุดหนึ่งและไพ่สำรับหนึ่ง เขารับของสองสิ่งมาจากเพื่อน “ขอบใจ ๆ..”
“ที่จริงมีอีกอย่างที่จะให้ แต่คิดไปคิดมาเก็บไว้เอาดีกว่า..”
“อ้อเหรอ..ไม่เป็นไร” ไอคิวพูดอย่างไม่ใส่ใจ “แค่นี้ก็พอและ”
“อืม..” อารยะสีหน้าหม่นลงอีกครั้ง เอานิ้วชี้จ่มลงในน้ำในโหลแก้วแล้วหมุนวนไปมาแกล้งปลาในโหลให้ว่ายหนี “ไม่เห็นมันจะหลับ..”
“คงใส่น้อยไปมั้ง” ไอคิวหยิบห่อกระดาษเล็กคลี่ออกเผยให้เห็นผงยานอนหลับที่เขาบดไว้ 500 มิลลิกรัม
“ไม่อยากรู้เหรอว่าของฝากที่ไม่อยากให้คืออะไร..”
“หือ..อะไรล่ะ” ไอคิวเอาไม้ไอติมขนาดเล็กตักผงยานอนหลับมาจุ่มลงน้ำในโหลแก้ว
“ไฟแช็คน่ะ” อารยะเอามือออกจากโหล
“ไฟแช็คเหรอ”
“ยังไงนายก็ไม่สูบบุหรี่อยู่แล้วนี่ คงไม่ต้องการมันหรอก”
“อ้อ..อืม ไม่ต้องหรอก..ว่าแต่นายจะสะสมหรือไง”
“เปล่า..แค่คิดว่าจะเก็บเอาไว้เผื่อใช้ประโยชน์ได้”
ปลาในโหลแก้วว่ายช้าลงเรื่อย ๆ..สุดท้ายก็จมลงก้นโหลนอนแน่นิ่ง..
…
หลังกลับจากสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ เมืองซีอาน คณะทัวร์อัคราษฎ์ที่ประกอบด้วยรถบัสจำนวน 3 คัน 100 คนเข้าพักในโรงแรมท้องถิ่นระดับสามดาวในมณฑลฉ่านซี
อารยะเดินออกมาจากภัตตาคารเล็ก ๆ ภายในโรงแรมตรงเข้าไปยังห้องน้ำหลังรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จ อาหารของวันนี้ไม่ถูกปากและท้องของเขา จึงต้องรี่เข้ามาถ่ายท้องในห้องน้ำ
ระหว่างที่กำลังนั่งปลดทุกข์ อารยะได้ยินบทสนาของคน ๆ หนึ่งในห้องน้ำติดกันซึ่งกำลังคุยโทรศัพท์เป็นด้วยภาษาไทย
“ตกลงเวลาห้าทุ่ม..ใช่ ห้าทุ่ม ชั้นสิบสี่ ห้องริมสุดทางเดิน”
แม้อารยะจะไม่ใส่ใจแต่เสียงก็ดังพอที่เขาจะได้ยินโดยไม่ต้องเงี่ยหูฟัง
“คืนนี้เจ้านายจะไปรอเราที่ล็อบบี้ชั้นล่าง เปิดโอกาสให้พวกเราเล่นกันเต็มที่”
เล่นหรือ..เล่นไพ่อย่างนั้นหรือ อารยะคิด
“อ้อ..เด็กนั่นไม่ต้องห่วง..เจ้านายบอกว่าเค้าจะจัดการเอง จะไม่ให้มาขัดจังหวะพวกเราอย่างแน่นอน..เท่านี้ก่อน..”
พอชายคนนั้นพูดจบเสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นทันที ตามด้วยเสียงเปิดกลอนประตูห้องน้ำเดินออกไป..
อารยะกลับเข้ามาในภัตตาคารอีกครั้ง แต่ก็พบว่าอรปรียา แม่ของเขาไม่อยู่เสียแล้ว เขาจึงลองเดินออกมาดูที่ล๊อบบี้โรงแรมและเห็นอรปรียากำลังนั่งอยู่กับศิราษฎ์สองคน โดยมีสายตาบางคู่ของพนักงานแอบมองอย่างสงสัยใคร่รู้
อารยะไม่สนใจ เขาเดินเข้าไปหาแม่ของเขา โอบกอดแม่จากด้านหลังโซฟาแล้วหอมเข้าที่แก้ม
“ตกใจหมด..นึกว่าใคร”
“ฮะ ๆ ๆ ก็มีผมคนเดี๋ยวที่หอมแม่แบบนี้” เขาอ้อมเข้ามานั่งลงข้าง ๆ อรปรียา
“แม่ลูกคู่นี้น่าอิจฉาจริง ๆ ” ศิราษฎ์ยิ้มให้อารยะ “ผมเองก็อยากทำแบบนี้กับลูกชายบ้างจัง รายนั้นวัน ๆ ดีแต่ก่อเรื่องให้ปวดหัว”
อรปรียาฝืนยิ้ม อารยะดูออกว่าแม่ของเขาไม่อยากพูดเรื่องลูกชายของศิราษฎ์เท่าไหร่นัก แต่เขาเองกลับเฉย ๆ เพราะคิดว่าเขาเหนือกว่าแทบทุกด้าน
“ใกล้จบหรือยังคะ”
“ยังหรอกครับ คงอีกนาน นี่ผมเองก็เพิ่งดัดนิสัยไม่โอนเงินไปให้เขาที่ออสเตรเลีย อีกหน่อยก็อาจจะระงับเครดิตการ์ดด้วย”
บริกรชาวจีนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาศิราษฎ์และกระซิบข้างหูเขาแล้วเดินกลับออกไป
“เห็นทีผมคงต้องขอตัวก่อน” ศิราษฎ์ลุกขึ้นยืนหยิบเสื้อโค้ทข้างตัวมาพาดไว้ที่แขน “รองเท้าที่ผมซื้อให้ใส่พอดีหรือเปล่า”
“ค่ะ..” อรปรียายิ้มแย้ม ขยับรองเท้าบูทเล็กน้อย “เรื่องด่วนหรือคะ”
“อ่อ ครับ..นิดหน่อย งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้เช้านะครับ..เจอกันนะอารยะ” ศิราษฎ์เอี้ยวตัวมาตบบ่าอารยะ “อ้อ เกือบลืมไป” เขาล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทหยิบสิ่งหนึ่งออกมายื่นให้อารยะ
“ลูกอมน่ะ เอาไว้เคี้ยวเวลาง่วง ๆ ไกด์ให้ฉันมา แต่ฉันไม่กินมันหรอก”
อารยะมองลูกอมรสเปปเปอร์มินท์ในมือ แม้ออกจะแปลกใจนิดหน่อยแต่เขาก็รับไว้ “ขอบคุณครับ..”
พอศิราษฎ์ปลีกตัวออกไปสักพัก สองแม่ลูกก็พากันขึ้นลิฟท์ตรงไปยังชั้น 12 ที่อารยะพักอยู่
“ฝันดีนะจ้ะ” อรปรียาหอมแก้มลูกชายก่อนปล่อยให้เขาเดินออกจากลิฟท์
“ทำไมเค้าไม่ให้เรานอนห้องเดียวกันเหมือนเมื่อวานนี้ล่ะครับ”
“คงมีห้องเหลือมั้ง” อรปรียายักไหล่ “ดีออก แม่ก็ทนนอนกับคนที่ดิ้นทั้งคืนไม่ไหว”
“ผมไม่ได้นอนดิ้นซะหน่อยนะแม่” อารยะโบกมือ
“ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะจ้ะ ตื่นเจ็ดโมงเช้านะ”
ประตูลิฟท์ปิดลง อารยะจึงหมุนตัวเดินไปตามทางเดินอย่างเซ็ง ๆ หยิบเอาซองกุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วไขเข้าไปข้างใน เขาถอดเสื้อกันหนาวออก ดึงกระเป๋าสตางค์และเศษของต่าง ๆ ออกจากกระเป๋ากางเกงรวมทั้งลูกอมที่ศิราษฎ์เพิ่งให้โยนเอาไว้ปลายเตียงก่อนกระโจนนอนลงบนเตียงแล้วก็ดิ้นไปดิ้นมาอย่างเบื่อหน่าย..เดินวนเวียนอยู่ในห้อง..เปิดโทรทัศน์ กดรีโมทดูช่องต่าง ๆ..แกะลูกอมที่ศิราษฎ์โยนใส่ปาก..นอนดูภาพยนต์..และก็เผลอหลับไปโดยที่ยังถือรีโมทค้างไว้ในมือ ปุ่มเพิ่มระดับเสียงถูกกดค้างก่อนที่รีโมทจะตกลงข้างตัว..
..อารยะเด้งตัวตื่นขึ้นเพราะเสียงระเบิดในตอนสุดท้ายของภาพยนต์ดังสนั่นหวั่นไหว
เขาขยี้ตาลุกขึ้นไปเปิดม่านหน้าต่างมองภายนอกโรงแรมเห็นสีสันยามค่ำคืนของมณฑลฉ่านซีไกลออกไป
ในที่สุด..อารยะตัดสินใจลงลิฟท์มายังชั้นล่างสุดของโรงแรมเพื่อออกมาเดินเล่นบริเวณรอบนอกโรงแรมรับอากาศหนาวเย็น แต่ยังไม่ทันได้เดินผ่านล็อบบี้เขาก็ไปเห็นศิราษฎ์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมในล็อบบี้
ศิราษฎ์นั่งอยู่กับอัครา คงกำลังสนทนากันเรื่องธุรกิจของบริษัทอัคราษฎ์
จู่ ๆ อารยะฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ขณะนี้อยูที่ 23.40 น. เรื่องที่ได้ยินตอนเข้าห้องน้ำตอนนั้น
แม่ของเขาเองก็พักอยู่ที่ชั้น 14 ..เวลา 5 ทุ่ม ชั้น 14 ห้องริมสุดทางเดิน
อารยะกดเปิดประตูลิฟท์กลับเข้าไปอีกครั้งและมาโผล่ที่ชั้น 14 มีทางเดินซ้ายและขวา...
ห้องริมสุดทางเดิน..
เขาเลือกเดินไปทางซ้าย หวังว่าคงจะได้ยินเสียงเอะอะลอดออกมาจากห้อง เหมือนกับที่เขาเคยเล่นไพ่กับเพื่อนแล้วร้องโวยวาย แต่ทว่าทุกอย่างกลับเงียบเชียบและสิ่งที่น่าเอะใจคือประตูห้องริมสุดนั้นเปิดค้างเอาไว้
อารยะมองเข้าไปในห้อง เขาไม่เห็นเตียงนอนว่าใครกำลังนอนอยู่เพราะถูกมุมของห้องน้ำบัง แต่สิ่งที่เห็นคือรองเท้าบูทคู่คุ้นตาวางอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าใกล้ประตู..รองเท้าบูทคู่ที่ศิราษฎ์ซื้อให้แม่ของเขา
นี่ห้องแม่หรือ..แล้วทำไมประตูถึงเปิดแบบนี้
อารยะก้าวพรวดเข้าไปภายในห้อง แม่ของเขานอนอยู่บนเตียง...แต่เขาต้องตกตะลึงจนเข่าแทบทรุด
“แม่ !!” อารยะโผเข้าไปหาอรปรียา ช้อนตัวเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด
อรปรียาหลับหมดสติ ร่างกายเปลือยเปล่าถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มสีขาว ไหล่และแขนมีรอยฟกช้ำ คิ้วและหางตามีรอยสีม่วงแดง มุมปากมีเลือดไหลซึม แก้มมีรอยข่วนยาว เปลือกตาบวมเป่ง และหากไม่มีผ้าห่มปกคลุม จะเห็นร่างกายของเธอบอมช้ำเต็มไปหมด
นี่มันเกิดอะไรขึ้น..นี่มัน
“คืนนี้เจ้านายจะไปรอเราที่ล็อบบี้ชั้นล่าง เปิดโอกาสให้พวกเราเล่นกันเต็มที่”
คำว่าเล่นที่คน ๆ นั้นพูดหมายถึงแบบนี้หรือ
“อ้อ..เด็กนั่นไม่ต้องห่วง..เจ้านายบอกว่าเค้าจะจัดการเอง จะไม่ให้มาขัดจังหวะพวกเราอย่างแน่นอน...”
เด็กนั่นก็คือเขาเอง เค้าที่ถูกจัดการโดยเจ้านายของพวกมัน ทำให้หลับไม่รู้เรื่องกว่า 4 ชั่วโมง
“คืนนี้เจ้านายจะไปรอเราที่ล็อบบี้ชั้นล่าง”
คุณศิราษฎ์อย่างนั้นหรือ..เขาให้ลูกอมที่เคลือบยานอนหลับ เขารอที่ล็อบบี้ชั้นล่าง
อารยะเผลอบีบต้นแขนของแม่ด้วยความโกรธแค้นสุดขีด ใบหน้าอันแสนใจดีของศิราษฎ์ผุดขึ้นมาในหัวสมองไม่หยุดหย่อน..
…
เงียบอะไรอยู่..ไอคิวละสายตาจากอารยะมองที่พื้นเบื้องหน้า..นี่เราทำไมถึงไม่พูดอะไรโต้กลับออกไปบ้าง ทั้ง ๆ ที่เราสามารถอธิบายทุกอย่างได้อยู่แล้ว
“..ข้อพิสูจน์..” ไอคิวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนของเขาอีกครั้ง “ข้อพิสูจน์ต้องมีอยู่แล้ว ตอนอายุสิบเก้านายเคยไปเที่ยวประเทศจีนกับแม่ของนาย ไปกับทัวร์ของบริษัทคุณศิราษฎ์ ฉันยังจำได้ว่านายเคยเอาของฝากมาให้ถึงบ้าน”
“แล้วยังไง..” อารยะตีสีหน้าเรียบเฉย
“ก่อนที่นายจะไปนายยังร่าเริงสมกับที่นายเป็นอยู่ แต่พอกลับมาคราวนั้นนายก็เปลี่ยนกลายเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด”
อารยะนิ่งเงียบ..
“ตอนนี้ฉันพอจะเดาออก ว่าไอ้ของฝากที่นายบอกว่าเปลี่ยนใจไม่ให้ฉันมันคืออะไร..ไฟแช็ครูปทรงทหารจีนนั่นใช่หรือเปล่า..ไฟแช็คที่นายตั้งใจจะเก็บมันเอาไว้เพื่อเตือนสติตัวเองหรือไม่ก็คิดก่อแผนบางอย่างในตอนนั้น”
อารยะยักไหล่ “ฉันซื้อไฟแช็คมาแล้วไงหรือ ใคร ๆ ก็ซื้อได้ไม่ใช้หรือไง”
“ไฟแช็คในคดีนี้มีสองอัน อันหนึ่งที่หัวทหารจีนเปิดค้างไว้ไม่ได้ อีกอันหนึ่งเปิดค้างได้ แล้วไฟแช็คที่คุณมหภพจุดในห้องนิรภัยบนชั้นสามสิบเก้าของตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์คือไฟแช็คที่ถูกดัดแปลงให้เปิดหัวทหารค้างเอาไว้ได้”
“แล้วไง..”
“นายเป็นคนวางไฟแช็คนั่นไว้ตรงทางเดินบนชั้นสามสิบเก้าและทำให้มีกลิ่นบุหรี่ติดเพื่อล่อให้มหภพที่ไวต่อกลิ่นบุหรี่ได้เห็น”
ดวงตาของอารยะขยายกว้างเล็กน้อยจ้องมองไอคิว
“มหภพที่กำลังอยู่ในระหว่างการเลิกสูบบุหรี่เห็นจึงอดไม่ได้ที่จะหยิบมันแล้วเข้าไปในห้องรับแขกที่เป็นห้องนิรภัยนั้น ส่วนนายที่กำลังโทรคุยอยู่กับคุณอัคราก็แกล้งบอกว่า ผมกำลังจะเข้าไปในห้องนั้นเหมือนกัน”
“อ้ะ..” อารยะเผลอหลุดอุทานออกมา เพราะไม่คิดว่าไอคิวจะรู้เรื่องที่เขาโทรคุยกับอัคราผู้วางระเบิด
“สิ่งหนึ่งที่คุณอัคราได้บอกก็คือคนที่โทรศัพท์คุยกับเขาได้พูดโกหกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการบอกว่าจะเข้าไปในห้องนิรภัยนั้นด้วย ซึ่งทำให้คุณอัคราเพ่งเล็งสงสัยแต่พวกของคุณศรารมทั้งห้าคน และอาจจะสงสัยคุณมหภพมากที่สุดเพราะเป็นคนที่ถือไฟแช็ครูปทรงทหารจีนอยู่ในมือ ซึ่งเหมือนกับของเขาที่ใช้ทำเป็นรีโมทกดส่งสัญญาณเพื่อระเบิด แต่อันที่จริงแล้วคนที่คุยกับเขาไม่ได้อยู่บนชั้นสามสิบเก้าและไม่ได้เข้าไปในห้องนิรภัย”
อารยะพ่นลมหายใจอย่างดูถูก “เอาตามที่นายพูด ถ้าคน ๆ นั้นที่รู้ว่าคนทั้งห้าคนจะเข้าไปในห้องนิรภัย มันก็ต้องแอบอยู่บนชั้นสามสิบเก้านั่นแหละ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่”
“ง่าย ๆ ..ก็แค่ใส่สัญญาณติดตามลงไปในไฟแช็ครูปทรงทหารจีนนั่นไง”
คราวนี้อารยะชะงัก และแสดงออกให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน
“นายไม่จำเป็นต้องอยู่บนชั้นสามสิบเก้า แต่อยู่บนดาดฟ้าเหนือขึ้นไป โดยอ้างเหตุผลว่าไปแขวนป้ายไวนิลงานเปิดตัวบริษัทกิจเจริญวัฒนไพบูลย์อย่างเป็นทางการ คอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของไฟแช็คที่ทิ้งไว้ว่ามันเคลื่อนที่หรือไม่”
อารยะหน้าซีดเผือด ถ้าลองไอคิวรู้ถ้าขั้นนี้แล้วก็คง..
“มีนายคนเดียวเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้ นายยอมเสี่ยงอันตรายนิดหน่อยขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าตึกที่รู้แน่ ๆ ว่าต้องถล่ม เพื่อให้ตัวเองดูเป็นผู้เคราะห์ร้ายไปด้วย แถมยังมีพยานแน่ชัดคือฉันกับพิรดาที่โทรคุยกับนายหลังตึกถล่มเกือบจะตลอดเวลา บอกให้รู้ว่านายอยู่บนนั้นแล้วไม่ได้ไปไหนหรือทำอะไรทั้งสิ้น”
พอไอคิวกล่าวจบ ตัวเขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหมือนทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน