บริษัทอัคราษฎ์ริเริ่มโครงจัดทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก ประเดิมโครงการโดยนำเหล่าพนักงานภายในบริษัทที่มีอายุงานเกินกว่า 3 ปีไปเที่ยวพักผ่อน  แนวคิดการจัดทัวร์ครั้งนี้ถูกปั้นให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นโดยอัครา เขาต้องการต่อยอดธุรกิจไปยังต่างประเทศและเพื่อให้บริษัทของตนมีชื่ออยู่ในประเทศต่าง ๆ จึงริเริ่มโครงการนี้ขึ้น โดยมีประเภททัวร์หลายระดับชั้น ตั้งแต่ระดับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ความพึงพอใจคือการได้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ถ่ายรูป ซื้อสินค้าและของที่ระลึกและรับประทานอาหารพื้นเมือง   ต่อมาจึงเป็นระดับผู้ประกอบกิจการส่วนตัว ที่ต้องการหาลู่ทางนำเอาสินค้าและบริการของตัวเองไปฝากขายโดยผ่านบริษัทอัคราษฎ์  สุดท้ายคือระดับนักธุรกิจที่ต้องดำเนินการตัดสินใจเพื่อลงทุนธุรกิจต่างประเทศกับอัคราษฎ์หรือมีอัคราษฎ์เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนระหว่างประเทศ
    ทัวร์ครั้งแรกจึงเป็นเหมือนการสัมมนานอกสถานที่ของบริษัท ตอบแทนพนักงานที่เหน็ดเหนื่อยช่วยกันทำงานให้ธุรกิจของอัคราษฎ์เจริญก้าวหน้า โดยพนักงานหนึ่งคนสามารถพาภรรยาไปได้อีกหนึ่งคน แต่ถ้าหากต้องการพาลูกของตนไปก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
    ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่บริษัทอัคราษฎ์เลือกจัดทัวร์  เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนัก ประกอบกับบริษัทอัคราษฎ์ต้องการไปขยายธุรกิจที่นั่นอยู่แล้ว และเพื่อให้เหล่าพนักงานได้เยี่ยมชมที่ตั้งบริษัทสาขาประเทศจีน จึงเหมือนไปครั้งเดียวได้ทั้งท่องเที่ยวและศึกษางานไปในตัว
    ทัวร์ครั้งแรกนี้ก็เหมือนทัวร์ประเทศจีนทั่ว ๆ ไปที่เหล่าบริษัททัวร์มักจัดตารางการท่องเที่ยวภายใน 5-7วัน ไปยังวัดและสถานที่สำคัญต่าง ๆ รวมถึงการพาไปรับประทานอาหารบนภัตตาคารระดับ3ดาวถึง5ดาว
    วันที่หนึ่งและวันที่สองผ่านไปอย่างสนุกสนาน เริ่มจากพาไปเยี่ยมชมวัดจีนต่าง ๆ รวมทั้งการแสดงอุปรากรณ์จีนที่น่าตื่นตาตื่นใจ   จนกระทั่งวันที่สามที่ต้องเดินทางไปเที่ยวสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในเมืองซีอาน เรื่องบางอย่างก็เกิดขึ้น และส่งผลให้เรื่องอื่น ๆ เลวร้ายลงเรื่อย ๆ …
    สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้  เมืองซีอาน..
    อัคราสะดุดตากับตุ๊กตาทหารจีนที่ตั้งขายอยู่ด้านหน้าสุสาน  เขาเดินเข้าไปถามคนขายจึงรู้ว่ามันคือไฟแช็คที่ทำรูปทรงภายนอกเป็นทหารจีนในสมัยก่อนที่เห็นในสุสาน พอกดเปิดที่หัวทหารจีนไฟก็ถูกจุดขึ้น  เขายิ้มเพราะได้ของถูกใจจึงเหมาไฟแช็ครูปทรงทหารจีนมาจำนวนหนึ่งพร้อมกับโปสการ์ดและไพ่ที่ระลึกมาด้วย
    ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายในหอชมวิดีทัศน์ 360 องศาซึ่งเป็นสถานที่ที่มีจอภาพยนต์บอกเล่าประวัติความเป็นมาของสุสาน เป็นจอที่ต่อเชื่อมกันแบบ 360 องศา ผู้ชมอยู่กลางห้องโถงขนาดใหญ่เพื่อรับชม
    อารยะ..ตอนนั้นยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปี คว้าเอาไฟแช็ครูปทรงทหารจีนและหนังสือประวัติสุสานมาเป็นของตัว จ่ายเงินให้พนักงานขายและเข้าไปต่อคิวเพื่อให้ชายชราคนหนึ่งผู้ที่อ้างว่าเป็นคนขุดค้นพบสุสานนี้เป็นคนแรกได้เซ็นลายเซ็นลงบนปกหนังสือ
    หญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามายืนด้านหลังเขาพร้อมกับสะกิดเบา ๆ เร่งให้รีบเดินไปดูที่อื่นต่อ
    อารยะเหล่มองผู้ชายที่ต่อคิวด้านหลังเขา  ผู้ชายคนนั้นมองแม่ของเขาอย่างเคลิบเคลิ้มไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นๆ ที่เห็นแม่เป็นครั้งแรก  แม่ของอารยะเป็นผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มจนทำให้ผู้ชายหลายคนอดเหลียวมองไม่ได้  เขาเองก็ภูมิใจอย่างมากที่มีแม่สะสวยขนาดนี้
    “เดี๋ยวรถทัวร์จะไม่รอเอานะ” แม่ของเขายิ้มอย่างมีความสุข
    “แป๊บเดียวเองแม่ ..ให้เค้าเซ็นลายเซ็นก่อน”
    แม่ของเขามองแถวคิวที่ยาวเหยียด มีอารยะต่อเป็นคนที่ 10 กว่า “..ถ้างั้นแม่ออกไปรอข้างนอกนะ..เร็ว ๆ ล่ะ”
    “อื้อ..” อารยะพนักหน้า มองแม่ของเขาหันหลังเดินออกไปจากหอชมวิดีทัศน์  แล้วก็ฆ่าเวลาด้วยการเอาไฟแช็คมาเปิดไปเปิดมาเล่น ไฟแช็คนั้นเปิดค้างไว้ไม่ได้ ต้องเอามือกดไว้ ตอนนั้นเขาจึงคิดอยากจะดัดแปลงให้มันเปิดค้างได้หลังกลับจากเที่ยวเสร็จ
    อรปรียาเดินออกมาจากหอชมวิดีทัศน์ เอามือไพล่หลังก้าวเท้ายาวเร่งเดินท้าอากาศหนาวที่เข้ามาปะทะใบหน้า  เธอสวมเสื้อโค้ทตัวหนา พร้อมกับรองเท้าบูตคู่ใหม่ที่เพิ่งมีคนซื้อให้
    ด้านหน้าเป็นถนนคอนกรีตทอดยาวไปส่วนต่าง ๆ ของบริเวณเขตสุสาน มีทิวต้นไม้เป็นแนวอยู่ด้านหนึ่ง ใบและกิ่งก้านของมันแผ่ขยายปกคลุมม้านั่งที่ตั้งเรียงกันใต้ต้น  เธอเดินเอื่อย ๆ เข้าไปนั่งลงตรงม้านั่งที่ว่างอยู่ มองไปรอบ ๆ อย่างเพลิดเพลิน โดยที่ไม่รู้ว่ามีชาย 3 คนเฝ้ามองเธอตั้งแต่เดินออกมา  ชาย 3 คนที่ยืนอยู่หน้าหอชมวิดีทัศน์
    “น่ากินชะมัด” ชายคนหนึ่งว่า
    “เล่นของสูงน่า นั่นน่ะเมียน้อยเจ้านายเชียวนะ” อีกคนพูด
    “แต่ยังไงก็เมียน้อยไม่ใช่เรอะ..มันก็โสเภณีดี ๆ นั่นแหละ” คนที่สามเสริม
    “ถูก...ก็แค่เมียน้อยล่ะว้า แค่ยื่นเงินให้คงยอมทำตามทุกอย่าง” คนแรกพูดต่อ
    “คิดดูละกัน เมียหลวงดันไม่พามา แต่พาเมียน้อยมา ปล่อยให้เมียหลวงนอนซมป่วยอยู่ที่บ้าน คงกะจะมาเล่นชู้กับเมียน้อยเต็มที่” คนที่สามต่อ
    “แต่ก็น่าแปลกนะที่เธอพาลูกมาด้วย เท่าที่รู้นั่นเป็นลูกติดไม่ใช่เรอะ” คนที่สองพูดเชิงถาม
    “เจ้านายก็แค่ใจกว้างเพิ่มอีกที่นั่งให้มาเป็นเพื่อนกันก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากหรอก..แหม่..ก็จะเอาตัวแม่ทั้งที ทำใจดีกับลูกก็ไม่เห็นเป็นไร จริงมั้ยล่ะ” คนแรกบอก
    “อือ..จริง” อีกสองคนพูดพร้อมกัน
    ชายวัยกลางคนทั้ง 3 เฝ้ามองอยู่สักพักจนอารยะวิ่งผ่านออกมาจากหอชมวิดีทัศน์  คนที่สองจึงกล่าวขึ้นอีก
    “แล้วตกลงคืนนี้เอาไง”
    “ก็ไม่เอาไง..ตามแผนเดิม”
    “อืม.ยังไงก็ต้องทำให้สำเร็จคืนนี้ ไม่งั้นก็อาจจะยากขึ้นอีก คืนนี้นอนโรงแรมต่างเมือง น่าจะง่าย ถ้าจะเผด็จศึกแม่นั่น..อีกอย่างลูกชายก็ไม่ได้นอนห้องเดียวกันเหมือนเมื่อคืนด้วย”
    “ใครนะช่างคิดอะไรแปลก ๆ มาจ้างให้ข่มขืน”
    “ไม่ต้องสงสัยไปหรอก..มีคนเดียวเท่านั้นแหละที่ทำเรื่องแบบนี้ได้..อ้ะ  หมอนั่นเดินมาหาแม่นั่นแล้ว พวกเรารีบหลบไปที่อื่นดีกว่า..”
    ทั้งสามคนผลุบหายเข้าไปในหอชมวิดีทัศน์
    ศิราษฎ์เดินจากลานกว้างเข้ามาหาอรปรียาและอารยะ  เขายิ้มกว้างมองเธอจากนั้นก็เอื้อมมือไปจับไหล่อารยะอย่างรักใคร่เอ็นดู
    “โอ้.ซื้ออะไรมามากมาย” ศิราษฎ์มองของในมืออารยะ
    “อ๋อ..ก็มี..อันนี้หนังสือประวัติสุสาน โปสการ์ดสามชุด หยกนำโชค พวงกุญแจ แล้วก็ไฟแช็คครับ”
    “ไฟแช็คหรือ” ศิราษฎ์หรือไฟแช็คจากมืออารยะมาดู “เข้าใจทำดี  นี่จะซื้อไปฝากใครหรือ”
    “อ๋อ..ไฟแช็คนี้กะจะเก็บไว้อันหนึ่งและก็ให้ไอคิวอันหนึ่งครับ..” อารยะชูไฟแช็ครูปทรงทหารจีนอีกอันให้ศิรษฎ์ได้เห็นพร้อมกับเปิดหัวทหารจีนจุดไฟขึ้น..
    …
    อารยะก้าวออกมาจากพุ่มไม้อย่างประหม่า จ้องมองไปที่เพื่อนสนิทของเขาที่ชื่อไอคิว  ยกมือมือที่มีก้อนหินขึ้นมา “นี่..ไอคิว..นายปาก้อนหินนี่มาทำไมน่ะ” เขาตีหน้าซื่อ
    “แกยังจะมาทำเป็น..” ศรารมทำท่าจะกระโจนเข้าไปหาตัวอารยะ แต่ดนัยรั้งเอาไว้ก่อน
    “พอเถอะ..เลิกตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้แล้วนะ” ไอคิวเอ่ยต่อเพื่อนของเขา
    อารยะมองไอคิวอึดใจหนึ่งอย่างเงียบเชียบ  ลดมือลงแล้วปล่อยให้ก้อนหินหลุดออกจากมือตกลงพื้นดิน “นายพูดเรื่องอะไร..ฉันตีหน้าซื่ออะไร”
    “ฉันน่ะ..” ไอคิวเริ่มหงุดหงิด แต่ก็ต้องพยายามข่มเอาไว้ “..รู้สึกระแคะระคายตั้งแต่ตอนไปเยี่ยมนายที่บ้าน หลังเหตุการณ์ตึกระเบิดแล้ว..ไม่สิ..ก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ”
    “ระแคะระคายอะไร” อารยะยังทำสีหน้าไม่รู้เรื่อง “ระแคะระคายว่าฉันเป็นคนระเบิดตึกอย่างนั้นหรือ  เรื่องนั้นมันก็เห็น ๆ อยู่แล้วว่าคนที่ชื่ออัคราเป็นคนทำ”
    เห็นได้ชัดว่าอารยะกำลังพูดเรื่องเก่าที่ไอคิวได้อธิบายไปแล้ว..
    “ไม่ใช่เรื่องนั้น” ไอคิวตะคอก จมูกของเขาแดงเรื่อ รู้สึกเสียใจที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งกลับต้องมากลายเป็นฆาตกร “แต่ก็นั่นแหละ..นายอยู่เหนือเรื่องทั้งหมด คอยคุมเกมและก็ฆ่าผู้เคราะห์ร้ายสามคนในห้องสูบบุหรี่”
    อารยะหัวเราะในลำคออย่างดูแคลน “จริงอยู่นายเคยไขคดีมาแล้วสองคดี  แต่ว่าคดีนี้มันต่างกันนะ  นายจะมาเหมาเอาว่าเพื่อนตัวเองเป็นคนทำแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ  นายมีหลักฐานอะไรหรือไง”
    คราวนี้ได้ทีของไอคิวบ้าง “หลักฐานหรือ..นายพูดว่ามีหลักฐานอะไรหรือ  นายเคยดูตอนที่ฉันไขคดีสองคดีที่ผ่านมาหรือไง  นายไม่รู้หรือว่าฆาตกรทุกคนสิ่งแรกที่ต้องถามก็คือ มีหลักฐานอะไร”
    อารยะชะงัก แต่รู้ว่าไอคิวกำลังโกรธ “..คนที่เป็นแพะรับบาปอย่างฉันก็จะต้องถามแบบนี้เหมือนกันถ้าโดนปรักปรำอย่างไม่มีเหตุผล”
    “ถ้าอย่างนั้นนายแอบอยู่ทำไมล่ะ..ทำไมไม่เดินเข้ามาอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เพราะว่ากำลังคอยดูท่าทีอยู่ ดูว่าคนที่นี่จะแตกหักกันยังไงไม่ใช่หรือไง”
    “ที่ฉันแอบก็เพราะ..” อารยะหยุดคิด “ก็เพราะว่าฉันกำลังตกอยู่ในอันตรายจากบรรดาเพื่อนของศรารมต่างหาก” เขากวาดมือชี้ไปที่ศรารมและเพื่อน
    “ใช่แน่หรือ” จามรเอ่ยขึ้น ก้าวเท้าเดินมายืนเคียงกับไอคิว “นายที่กลับไปแล้ว มาที่นี่อีกทำไมล่ะ”
    อารยะยิ้มเยาะ “ก็คุณเองไม่ใช่หรือไงที่เรียกผมกลับมา”
    “อ้อ..นายก็เลยกลับมา  แค่เพราะผมเรียกอย่างนั้นหรือ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองจะได้หนีหายไปอยู่แล้วแต่ต้องกลับมาเพราะอะไรล่ะ”
    อารยะชะงักอีกครั้ง
    คราวนี้ราชาลพอจะเดาออกในสิ่งที่จามรกำลังสื่อ
    “ก็เพราะ..ไอคิวไง..นายบอกว่าจะมา ฉันก็เลย” อารยะมองไอคิว
    “ไม่ใช่หรอก  เพราะฉันบอกนายไปว่าใบโอนทรัพย์สินนั่นอาจจะใช้ไม่ได้ต่างหาก” จามรพูดใส่หน้าอารยะ “นายก็เลยต้องจำใจเลี้ยวรถกลับมาที่นี่อีกครั้ง แต่พอมาถึงก็เจอพวกเรากำลังพูดคุยกันโดยมีไอคิวเพื่อนของนายร่วมอยู่ด้วย จึงยังไม่กล้าออกมาเผชิญหน้า รอโอกาสให้ทุกอย่างคลี่คลายไปโดยไอคิว ถึงตอนนั้นนายค่อยมาแก้ข้อสงสัยที่ฉัน”
    “ใบโอนนั่นใช้ไม่ได้หรือ” มหภพเอ่ยถามจามรทันที เพื่อนอีกสามคนรวมทั้งศรารามเองก็จ้องเข้าอย่างอยากรู้
    ไอคิวเองก็รู้สึกสงสัย แต่ก็ยังคงยืนนิ่งรอฟังคำตอบจากจามร
    “เรียกว่าอาจจะไม่ได้” ราชาลเอ่ยขึ้นแทนพลางมองจามร “คุณเองก็พอจะรู้ตั้งแต่ตอนที่ผมให้ศรารมยอมเซ็นใบโอนโดยง่ายแล้วใช่มั้ยครับ”
    จามรพยักหน้า “ใช่ครับ ผมสงสัยว่าทำไมคุณราชาลถึงบอกให้ศรารมเซ็นง่าย ๆ แถมยังหยิบเอาปากกาของตัวเองออกมาอีก ก็เลยพอจะเดาออก”
    “เดาอะไรออก” ถึงคราวที่อารยะทำท่าลุกลี้ลุกลาน
    จามรยิ้มเยาะอย่างเป็นต่อ “ให้คุณราชาลอธิบายน่าจะดีกว่า ในฐานะที่เขาติดเรื่องนี้ขึ้นได้”
    ราชาลยิ้มรับ จากนั้นจึงเหลียวมองไปยังอารยะด้วยสายตาแบบผู้ใหญ่ที่ต้องการสอนเด็ก “นายอยู่ใกล้ชิดกับศิราษฎ์มาตลอดแต่กลับลืมเรื่องพื้นฐานแบบนี้ไปได้ยังไง  ไม่รู้หรือไงว่าลายเซ็นระดับผู้บริหารหรือเจ้าของบริษัทน่ะมีความสำคัญมากถึงขนาดแค่ลายเซ็นของจริงอย่างเดียวก็ยังเชื่อถือได้แค่ครึ่งเดียว..”
    “อ้ะ..!!” อารยะเข้าใจในทันที
    “จึงต้องมีปากกาและหมึกปากกาที่ระบุยี่ห้อชัดเจนด้วย” ราชาลหยิบปากกาของตนเองชูขึ้น
    “แบบนี้เอง..” ศรารมโล่งอก “แบบนี้ลายเซ็นที่ผมเซ็นลงไปก็ไม่เป็นผล ใช่..ใช่แล้ว คุณพ่อบอกเสมอว่าถ้าจะเซ็นอะไรสำคัญให้ใช้หมึกปากกายี่ห้อนั้นเท่านั้น”
    อารยะจ้องมองศรารม กัดริมฝีปากแน่น
    “พูดให้ง่าย ๆ ก็คือลายเซ็นของคุณศิราษฎ์และลายเซ็นของผู้สืบทอดอย่างศรารามถูกกำหนดเอาไว้ว่าต้องเซ็นจากปากกาและหมึกปากกายี่ห้อเดียวเท่านั้น” ราชาลสรุป
    “แล้วไหนล่ะใบโอนนั่น นายไม่ได้เอามันติดหรือไง” จามรถามเมื่อไม่เห็นอารยะถืออะไรอยู่ในมือ
    พอสิ้นเสียงจามร พิรดาก็เดินเข้ามาปรากฏแก่สายตาทุกคนอยู่เบื้องหลังอารยะ พร้อมกับใบโอนทรัพย์สินที่อารยะบอกให้เก็บเอาไว้
    “แปลว่าเอกสารนี่ก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว” พิรดาเอ่ยขึ้น มองผ่านอารยะไปทางไอคิว
    อารยะหันหลังกลับมามองพิรดาทันที “พิรดา..บอกให้รอที่รถไง”
    พิรดาสบตาอารยะด้วยสายตาอย่างคนสิ้นหวัง ยกเอกสารนั้นขึ้นแล้วฉีกออกเป็นสองแผ่น
    “ทำอะไรน่ะ” อารยะรีบโผเข้าไปคว้าเอกสารสองส่วนมาไว้กับตัว “โถ่..หมึกปากกาอะไรนั่นมันก็แค่หมึกเท่านั้นเอง..ขอแค่เป็นลายเซ็นของมันก็ใช้ได้แล้ว” เขาต่อว่าเธอแต่ตายังก้มมองแผ่นเอกสาร
    “ตอนนั้น..” พิรดาเอ่ยเสียงสั่น “ตอนนั้น..วันที่ตึกระเบิด..ที่บอกให้ไอคิวรออยู่ที่ร้านกาแฟของฉัน  ก็เพราะกำลังเตรียมการวางแผนเลว ๆ อยู่ใช่หรือเปล่า”
    อารยะร่างกระตุก เงยหน้ามองคนรักของตน
    “ก่อนหน้านั้นก็โทรมาบอกว่าถ้าเกิดเธอไม่อยู่  ก็จะให้ไอคิวดูแล..”
    “พิรดา..เธอ..”
    “เธอวางแผนมาตั้งแต่ต้นเลยอย่างนั้นใช่มั้ย..เธอวางแผนมานานเท่าไหร่..ตั้งแต่เมื่อไหร่..แล้วฉันกลายเป็นตัวละครในแผนการของเธอด้วยหรือเปล่า”
    พิรดาพูดรัวเร็วพร้อมกับอาการสะอื้นจนตัวสั่นขึ้นลงไม่หยุดหย่อน..มองอารยะที่ยืนนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend