Bomb-ruined building #19 (ก้อนหิน)

posted on 30 Mar 2009 18:15 by iqdetective

ตอนที่ 19 : ก้อนหิน
    ลมทะเลพัดแรงขึ้นในขณะที่แสงแดดที่เคยเจิดจ้าค่อย ๆ จางลงเพราะมีเมฆก้อนใหญ่บดบัง
    ผมของจามรปลิวปรกใบหน้าจนเขาต้องรีบเอามือข้างหนึ่งขยับศีรษะและปัดผมเฝ้าออกจากหน้าผาก  จะว่าไปแล้วไอคิวก็สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนที่เจอจามรที่เรือยนต์ริมชายหาดว่าทรงผมของจมรนั้นดูไม่เข้ากับเขาสักเท่าไหร่นัก  เขาดูมีอายุราวสัก 50 ปี แต่ผมของเขากลับดูดำมันวาวเหมือนคนดูแลสุขภาพผมเป็นอย่างดี
    แต่ลมแรงเมื่อครู่พัดผ่านเข้ามา ไอคิวก็ร้องอ๋อในใจในทันที
    “..จริงอยู่ที่แคทรีนไม่ได้เสียชีวิตที่นั่น หรือเพราะบาดแผลเล็กน้อยที่คอจากการกระทำของแก” จามรยังคงจ้องหน้าศรารมไม่เลิก “แต่เพราะแคทรีนฆ่าตัวตาย..”
    ประพาสก้มหน้านิ่ง
    “เพราะเธอไม่ยอมไปเยี่ยมหรือไปหา..” จามรหันมาที่ประพาส “ไม่แม้แต่จะโทรหา..”
    มหภพพยักหน้าพอเข้าใจ “ตอนนั้น..พวกเราตัดสินใจกันว่าจะไม่ติดต่อเธอหรือใครทั้งสิ้นที่เกี่ยวข้อง  แต่ว่าก่อนที่พวกเราจะนัดแนะวางแผนเรื่องลักพาตัวเธอ  ผมก็บอกเธอแล้วว่าอาจจะต้องทำแบบนี้”
    “..แต่ลูกสาวฉันก็ยังอยากให้เพื่อนเธอโทรมา..ถึงแม้จะตกลงกันแล้วว่าจะไม่ติดต่อก็เถอะ..ดังนั้นลูกสาวฉันก็คงอดคิดไม่ได้ว่าเธอเป็นแค่คนที่หมดประโยชน์ไปแล้ว..”
    “แคทรีน..ฆ่าตัวตายยังไงหรือครับ” ประพาสเงยหน้าขึ้นมองจามร
    คำถามของประพาสทำให้จามรนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “..แคทรีนใช้มีดปาดคอตัวเอง”
    ศรารมหันควับมาทางจามร “..ทำไม..แค่ต้องการประชดงั้นหรือ..ทำไมทำอะไรโง่ ๆ..”
    จามรพยายามระงับความโกรธเอาไว้ มองหน้าศรารม “โง่หรือ..อย่างไหนมันโง่กว่ากันระหว่างการที่พวกแกเล่นพิเรนหลอกลักพาตัวกับการที่ลูกสาวฉันฆ่าตัวตายเพราะหมดอะไรตายอยาก สำนึกว่าตัวเองเป็นแค่ผู้หญิงที่ถูกหลอกใช้และเพื่อให้คนอย่างพวกแกได้เข้าใจว่าเธอรู้สึกยังไงจึงเลือกใช้มีดซ้ำรอยเดิมให้ตายไปจริง ๆ”
    ประพาสไหล่กระตุกไปมา รู้สึกลำคอตีบตันไปหมด..
    ราชาลที่นั่งอยู่นานยันตัวลุกขึ้นยืน เดินไปอยู่ข้างจามร “แต่ฉันยังสงสัยเรื่องหนึ่ง..”
    วาทยามองราชาล เขาเองเป็นหนึ่งในสามที่อยู่ในโกดังตอนนั้น ซึ่งกำลังสงสัยเรื่องเดียวกับที่ราชาลจะเอ่ยถาม
    “ทำไม ตั้งแต่แรก..ตอนที่อยู่ในห้องนิรภัยในตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์ แล้วก็ตอนที่เรามาถึงที่บ้านพักตากอากาศนี่  ทำไมดูเหมือนพวกนี้ไม่รู้ว่าคุณเป็นพ่อของแคทรีนเลยจนกระทั่งคุณบอกเองว่าใช่”
    จามรยิ้มพลางถอนหายใจเบา ๆ “อ๋อ..เรื่องนั้นเหรอ”
    วาทยาลุกขึ้นบ้าง เขาปัดเศษดินที่กางเกงตัวเองพลางมองชายวัยกลางคนทั้งสอง
    “ภรรยาของผม..แม่ของแคทรีนเป็นลูกครึ่งไทยออสเตรเลีย  ดังนั้นเธอจึงได้เชื้อจากแม่ไปมาก  หน้าตาไม่ค่อยเหมือนผมสักเท่าไหร่  และอีกอย่าง” จามรล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบแว่นตาที่พับเหน็บไว้ออกมาใส่  จากนั้นจับที่ศีรษะตัวเองแล้ว สอดนิ้วมือเข้าไปที่ไรผมตรงหน้าผากแล้วดึงช้า ๆ
    “เฮ้ย !!” วาทยาถลนตามองไม่อยากเชื่อ
    ใบหน้าที่แท้จริงของจามรคือชายวัย 50 ปี ผู้ใส่แว่นสายตายาวขอบหนา และศีรษะล้านจากด้านหน้าไปถึงกลางศีรษะ ผมกลายเป็นสีอดอกเลา  ทำให้เขาดูแก่ลงกว่าตอนที่ใส่วิกผมและถอดแว่นออกไปเกือบ 10 ปี
    แน่นอนว่าเพื่อนที่เหลือก็ตกใจไม่แพ้กัน  ความสงสัยที่ยังไม่แน่ใจว่าจามรเป็นพ่อของแคทรีนหรือไม่หมดสิ้นลง..
    “ผมจะใส่มันเมื่อทำงานเท่านั้น..ตอนที่ไปช่วยแคทรีนผมไม่ห่วงเรื่อภาพลักษณ์ของตัวเองหรอกครับ” เขาบอกราชาล “ผมจึงไปช่วยทั้งอย่างนี้  และแคทรีเองก็คุ้นกับภาพแบบนี้ตอนอยู่บ้านของผมมากที่สุดด้วย”
    ไอคิวพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจ...
    “..เดี๋ยวนะครับ  ยังมีอีกข้อที่ผมอยากรู้” ดนัยเอ่ยขึ้น “คุณรู้ได้ยังไงว่าเป็นพวกผม”
    จามรยิ้มเยอะ เอาวิกผมสวมกับศีรษะอย่างหลวม ๆ “จำไม่ได้หรือไงลูกสาวฉันพูดว่า It have five.”
    “นั่นไง..” ศรารมฟึดฟัด “รู้จริง ๆ ด้วย”
    “กับคำว่า เจ็บ ที่คนที่โดนยิงร้องออกมา” ในตอนนั้นคนทั้ง 5 สวมผ้าคลุมหน้ากลายเป็นไอ้โม่ง ดังนั้นจามรเองก็ไม่รู้ว่าเขายิงโดนวาทยา ”..แค่สองคำนี้พอสืบไปสืบมาก็รู้แล้วว่าน่าจะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับแคทรีน มีอยู่ด้วยกันห้าคนและมีคนไทยอยู่ด้วย”
    “เพราะงั้นคุณถึงมาที่ตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์  มาหาพ่อผมในวันนั้นหรือ” ศรารมถามกลับ
    “ใช่..รวมทั้งเรื่องธุรกิจที่จะดำเนินการกับพ่อแกด้วย  แต่เพราะตอนนั้นมีราชาลอยู่ ฉันจึงพูดเรื่องลูกสาวไม่ได้  แต่พ่อแกได้รู้เรื่องนี้ตอนฉันโทรไปฟ้องแล้ว”
    ศรารมหน้าซีดลง “..ทำไมเรื่องแย่ ๆ ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันแบบนี้ด้วย..”
    ไอคิวหัวเราะในลำคอกับคำพูดลอย ๆ ของศรารม แต่ไม่มีใครสักเกตเห็น..
    “แล้วตกลงคุณได้โทรเรียกตำรวจหรือเปล่า..” ดนัยถามอีก
    จามรขมวดคิ้ว พยายามนึก “อ๋อ..โทรสิ  หลังจากที่พวกแกหนีไปฉันก็โทรแจ้งทันที”
    “ไม่ใช่ ๆ..ก่อนหน้านั้นสิ  ตอนที่คุณต้องแลกโทรศัพท์กับเด็กริมถนนน่ะ” มหภพเอ่ยถามขึ้นบ้าง
    “ตอนนั้นหรือ..เปล่าหรอก  ฉันไม่ได้เรียกใครมาหรอก  ฉันก็แค่คิดว่าการที่พวกนายใช้วิธีแลกโทรศัพท์มือถือกับเด็กนั่นก็คงเพื่อยืนยันไม่ให้มีใครตามฉันมาได้ และก็เป็นการระบุตำแหน่งของฉันไปในตัวด้วย ฉันก็เลยเอาโทรศัพท์มือถือที่ต้องให้เด็กเครื่องนั้นกดโทรกลับไป  ปรากฏว่าโทรติดจริง ๆ แต่พวกนายก็ไมได้รับ  แค่นี้ก็พอรู้แล้วว่าถ้าเป็นแบบนี้พวกนายต้องคิดว่าฉันให้ตำรวจหรือใครตามมา..แต่ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเร่งให้พวกนายทำเรื่องแย่ ๆ ลงไปอีก”
    “แต่ยังไงคุณก็เอาผิดผมไม่ได้หรอก” ศรารมพูดยียวน
    “ไอ้ศรารม..” ประพาสตั้งท่าจะเงื้อมือไปกระชากคอเสื้ออีก
    “ไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่างว่าพวกผมทำแบบนั้น  ลูกสาวคุณก็ฆ่าตัวตายไปเอง  คำพูดพวกนั้นก็ใช้เป็นหลักฐานอะไรไม่ได้หรอกนะครับ” ศรารมก้าวถอยหนีจากประพาส
    “แกนี่มันเหลือขอจริง ๆ ” จามรตะคอกรุนแรง “รู้มั้ยฉันต่อรองอะไรกับคุณศิราษฎ์พ่อของแก  ฉันจะเอาเงินของฉันคืนเป็นสองเท่า  เงินห้าหมื่นดอลล่าร์ของฉัน  ฉันจะเอาจากพ่อแกแสนดอลล่าร์ เพื่อแลกกับมีดพกที่แกทำตกไว้ในโกดังนั่น..”
    ศรารมหน้าซีดลงทันที รู้สึกตัวเบาหวิวเหมือนจะโดนลมพัดปลิวไปได้ง่าย ๆ
    “แสดงว่าแกไม่เคยกลับไปเหยียบโกดังนั่นอีก  ไม่เคยคิดที่จะกลับไปดูว่าแกได้ทิ้งหลักฐานอะไรไว้บ้าง”
    “มีดพกอะไร..ฉันไม่ได้ทำตกไว้ซะหน่อย  อย่ามาพูดพล่อย ๆ นะ” ศรารมลนลาน
    “ตอนที่แกเฉือนคอลูกสาวฉันไง  แล้วแกก็ตกใจเกิดอาการหอบขึ้นมาซะเอง  กลัวความผิดจนทิ้งมีดนั่นแล้วก็วิ่งหนีไป”
    มหภพหันมองเพื่อนอย่างสงสัย “แกทิ้งมีดนั่นไปจริง ๆ รึ”
    ศรารมส่ายหน้า แม้จะจำได้ว่าเขาทิ้งมันไปจริง ๆ “ไหน..ไหนล่ะมีดนั่น..”
    “ฉันจะเอามาที่นี่ทำไมล่ะ  ฉันเก็บเอาไว้อย่างดีเลยล่ะ มีดที่มีเลือดของลูกสาวกับรอยนิ้วมือของแกเต็มไปหมดน่ะ” จามรขยับวิกไปมา พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
    ศรารมทรุดเข่าลงกับพื้น อาการหอบหายใจเกิดขึ้นอีก เขามองเพื่อนทุกคนไปมา “พวกนายต้องช่วยฉันนะ..พวกเราทำเรื่องนี้กันหมดนะ..แก..มหภพ  แกเป็นคนวางแผน..คุณจามร..มหภพมันเป็นคนวางแผนลักพาตัวทั้งหมด..ไอ้ประพาสกับวาทยาก็วางแผนเกลี้ยกล่อมแคทรีน หลอกว่าประพาสเสียพนันบอลจนต้องรีบหาเงินมาใช้  ไอ้ดนัยก็ช่วยจัดหาโกดังร้างกับโทรศัพท์มือถือ ส่วนฉันก็แค่เล่นตามบทก็เท่านั้นเอง”
    “เฮอะ..ไอ้นี่” ดนัยสบถ “พอเข้าตาจนก็โบ้ยความผิดให้คนอื่น  ใครกันที่ร้อนเงิน  ใครกันที่เอาเงินนั่นไปมากที่สุด  ใครกันที่บอกว่าจะฟอกเงินให้บริสุทธิ์โดยยัดเงินใส่บัญชีกลางของบริษัทสำหรับแจกเงินเดือนพนักงาน   แกเองไม่ใช่หรือไง”
    “ผมว่าคุณทุกคนแหละ..” ราชาลพูดขึ้นบ้าง “พวกคุณทุกคนต้องรับผิดชอบเหมือนกัน”
    “ไอ้พวกทรยศ..ไอ้เพื่อนทรยศ” ศรารมชี้หน้าเพื่อนทั้ง 4 จากนั้นหันมาทางไอคิว “..จะบอกให้  วันนั้นที่ตึกถล่มไอ้สี่คนนี่มันมาตกลงขอส่วนแบ่งที่เหลือจากฉัน  มันบอกว่าเรื่องเงียบไปหนึ่งปีก็ถึงคราวที่จะต้องแบ่งเงินที่เหลือมาให้หมด ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะไปเคาะประตูห้องทำงานข้าง ๆ เพื่อบอกความจริงกับคุณพ่อ..”
    “น่าเสียดายที่พ่อแกรู้จากฉันแล้ว..” จามรกล่าว
    ศรารมชะงักมองจามรชั่วครู่ แต่แล้วก็ดันทุรังอธิบายต่อ “แล้วที่บ้านพักนี่ ก็เป็นแผนที่พวกมันวางไว้เพื่อจะฆ่าอารยะ แล้วขอส่วนแบ่งลักพาตัวกับส่วนแบ่งมรดกส่วนของอารยะที่คุณพ่ออาจจะให้มันแลกกับการปิดปาก  พวกมันมัดมือชกใช้บ้านพักของพ่อที่นี่  บอกว่าจะทำให้อารยะดูเหมือนจมน้ำตาย..เป็นไงล่ะ  แผนของไอ้พวกนี้น่ะมันเลือดเย็นกว่าฉันอีก..”
    แต่เพื่อนทั้ง 4 คนของศรารมพร้อมใจกันนิ่งเฉย ไม่คิดโต้ตอบ  ศรารมจึงเป็นคนเดียวที่ลุกลี้ลุกลนมองทุกคนไปมา..
    “นี่ผมพูดความจริงนะ” ศรารมก้าวเข้าไปหาจามร “คุณจามร..คุณจะเอาสองเท่าอะไรนั่นก็ได้ แต่อย่าให้เรืองนี้ถึงตำรวจเลยนะ..” เขาเริ่มมีน้ำตาคลอด้วยอาการกลัวความผิด “นะ คุณจามร  สงสารผมเถอะ..”
    จามรยืนนิ่งเบือนหน้าไปทางอื่น ศรารมมองราชาลและไอคิวด้วยสีหน้าอ้อนวอน
    “นี่คุณกำลังกลัวอะไรอยู่หรือ..” ไอคิวเอ่ยถามขึ้น
    “กลัวอะไร..ก็กลัว..” ศรารมอึกอัก
    “ผมว่าคุณกำลังสับสน  อันที่จริงคุณมีแค่ข้อหาเดียวคือเรื่องการลักพาตัวร่วมกันเพื่อน ๆ ของคุณ  ซึ่งถ้าเจรจากับคุณจามรโดยไม่ให้กฏหมายเข้ามายุ่งก็ถือเป็นการไม่เอาความโดยยินยอมมอบเงินตามจำนวนที่คุณจามรร้องขอ ส่วนเรื่องทำร้ายร่างกายคุณแคทรีนก็อาจจะต้องดูกันไปก่อนว่าเป็นคดีที่ยอมความได้หรือไม่ เพราะมีหลักฐานสำคัญคือรอยนิ้วมือของคุณบนมีดพกเล่มนั้น  แต่คุณไม่ได้โดนข้อหาฆ่าคนตายซะหน่อย  คุณแคทรีนเธอฆ่าตัวตายเองหลังจากนั้น  เรื่องวางแผนฆ่าอารยะเพื่อนของผมก็เหมือนกัน  อารยะยังไม่ตาย..ก็ถือว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น  ผมไม่เห็นว่าคุณจะต้องตื่นกลัวอะไรเลยนะครับ”
    ศรารมเริ่มหอบถี่ขึ้น แต่พอฟังคำของไอคิวเขาก็ค่อย ๆ หายใจเป็นจังหวะต่ำลง
    “ทำไมต้องเกิดเรื่องแย่ ๆ แบบนี้ขึ้นด้วย..คุณพ่อเสียไป  ตึกพังพินาจ กิจการก็ไม่รู้จะเริ่มต้นใหม่ยังไง แถมคุณพ่อดันยกทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้ไอ้อารยะนั่นอีก ผมเองก็เกือบจะต้องขาดใจตายเพราะมัน..” เขาพยายามพูดให้ตัวเองดูน่าสงสารสำหรับจามร
    ไอคิวถอนหายใจ “ความจริงเรื่องมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก  จะพูดว่ายังไงดีล่ะ”
    จามรไม่สนใจศรารม เดินไปนั่นลงบนขั้นบันไดหน้าบ้านพัก  รอฟังไอคิว
    “คือเรื่องทั้งหมดไม่ใช่เพราะสวรรค์หรือเบื้องบนกลั่นแกล้งหรอกนะครับ  แต่จะเรียกว่ากรรมตามทันก็คงไม่ผิด..แต่ว่า..มันก็มีผู้ที่ทำให้กรรมนี้ก่อเกิดขึ้นมา”
    ราชาลหันกลับมามองไอคิวทันที  รวมทั้งฝ่ายเพื่อน ๆ ของศรารมเองก็เริ่มสนใจที่ไอคิวพยายามจะอธิบาย
    ไอคิวถอนหายใจอีกครั้ง รู้สึกหนักใจอย่างบอกไม่ถูก “..เป็นอันว่าเรื่องของพวกคุณก็เคลียร์กันเรียบร้อย  คราวนี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญที่ผมจะต้องเคลียร์บ้าง”
    “เคลียร์หรือ..” ราชาล อดที่จะถามไม่ได้
    “เรื่องที่พวกคุณเจอทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะคนเพียงคนเดียว  เรื่องทั้งหมดถูกวางหมากเอาไว้ก่อนหน้าแล้วให้พวกคุณเดินตามอย่างที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองโดนบังคับหรือกลายเป็นหุ่นเชิดอยู่  แม้พวกคุณจะออกนอกลู่ไปบ้าง  แต่ก็ยังวกกลับมาเดินตามหมากที่ได้วางเอาไว้ได้..”
    มหภพดูตกใจมากกว่าทุกคน คงเพราะเขาเองก็เป็นจอมวางแผนคงจะรู้สึกเสียหน้าที่โดนวางแผนซ้ำซ้อน “อะไร..นายพูดว่าใครวางหมากนะ”
    “คนที่วางหมากให้พวกคุณเดินตามก็ไม่ใช่ใคร  อยู่ในที่นี้แหละครับ..”
    เพื่อนทั้ง 5 มองกันไปมาอย่างหวาดระแวง  ราชาลเองก็มองทุกคน  มีแต่จามรคนเดียวที่นั่งตรงบันไดนิ่งเงียบไม่สะทกสะท้าน..
    “ใครงั้นหรือ..” ราชาลผู้ที่ยืนใกล้ไอคิวที่สุดเอ่ยถามเสียงเบาบาง
    ไอคิวมองหาก้อนหินก้อนที่เขาเคยโยนใส่ประพาสตอนที่กำลังจะใช้มีดบาดคอศรารม มันตกอยู่ใกล้ ๆ วาทยาที่ยืนนิ่งมองเขาอยู่  ไอคิวหยิบมันขึ้นมา “ผมจะโยนก้อนหินนี้ไปที่คน ๆ นั้น..”
    ประพาสส่ายหน้าปฏิเสธไปเสียก่อน ก้อนหินก้อนนั้นเคยถูกปามาที่เขา
    “คนที่โดนก้อนหินก้อนนี้คือคนที่วางแผนทุกอย่าง รวมทั้งวางแผนฆ่าผู้เคราะห์ร้ายสามคนในห้องสูบบหรี่ด้วย..” ประโยคสุดท้ายไอคิวพูดเสียงตะกุกตะกักเหมือนคนไม่มั่นใจ
    ไอคิวกำก้อนหินแน่น หลับตาพยายามข่มอารมณ์ว้าวุ่นข้างในใจ  อึดใจต่อมาเขาลืมตาขึ้นแล้วตั้งท่าโยนก้อนหินไปยังทิศทางหนึ่ง
    มีคน ๆ หนึ่งเบี่ยงตัวหลบก้อนหินนั้นโดยสัญญาณชาติญาณ  ก้อนหินจึงพุ่งตรงไปยังพุ่มไม้เบื้องหลังหายเข้าไป
    “นี่แกหรือ..” ศรารมชิงพูดเป็นคนแรก ชี้ไปยังเพื่อนคนหนึ่ง “นี่แกเองหรือ..”
    “เป็นไปได้ยังไง..” ประพาสเอ่ยขึ้นบ้าง
    “นี่เธอ..มั่นใจหรือ” ราชาลถามไอคิวทันที
    “นั่นสิ..นายมั่วหรือเปล่า โยนก้อนหินมั่วหรือเปล่า” ดนัยเสริมอีก
    แต่ไอคิวกลับไม่แสดงอาการหวั่นใจสักนิด
    วาทยาหน้าซีด เขาค่อย ๆ ขยับขาข้างหนึ่งเข้ามาชิดติดกับขางอีกข้าง มองไอคิวอย่างงุนงง “น..นาย..ต้องมั่วแน่ ๆ ไม่ใช่ฉันซะหน่อย  ฉันจะไปวางแผนอะไรแบบนั้นได้ยังไง”
    ไอคิวฝืนยิ้มให้วาทยา “ไม่ใช่คุณวาทยาหรอกครับ  ผมบอกแล้วไงว่าคนที่โดนก้อนหินก้อนนี้คือคนที่วางแผนทุกอย่าง”
    “ก็นายปามาที่ไอ้วาทยา แล้วมันก็..” ศรารมชี้ไปที่เพื่อน มองหน้าไอคิวอย่างหงุดหงิด  แต่แล้วก็เข้าใจ “เฮ้ย..”
    ไอคิวพยักหน้าให้ศรารมช้า ๆ “รู้แล้วนะครับว่าผมไม่ได้ปาพลาด ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณวาทยาต้องหลบ แค่เห็นผมเงื้อมือปามาทางคุณ คุณก็ต้องกะจังหวะหลบได้อยู่แล้วโดยสัญชาติญาณ  คนที่ผมตั้งใจปาให้โดนอยู่ในพุ่มไม้ตรงนั้นต่างหาก”
    จามรที่พอรู้อยู่ก่อนแล้วว่าไอคิวหมายถึงใครยันตัวลุกขึ้นชะเง้อมอง..
    “ออกมาเถอะ..” ไอคิวเริ่มมีจมูกแดงเรื่อ “..นายออกมาซะเถอะ  จะได้จบ ๆ ไปซะที  ฉันเองก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน”
    พุ่มไม้สั่นไหวเล็กน้อย  คนที่ก้าวออกมาคือเพื่อนของไอคิวเอง..
    อารยะก้าวออกมา จ้องมองมาที่ไอคิว  มือข้างซ้ายกำก้อนหินเอาไว้แน่น...

(ติดตามภาคไขปริศนาเดือนหน้าเมษายนครับ)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend