Bomb-ruined building #17 (แผนลักพาตัว)

posted on 27 Mar 2009 02:04 by iqdetective
ตอนที่ 17 : แผนลักพาตัว
    1 ปีก่อนหน้า..แคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย
    “เอาเหอะน่า..ก็ในเมื่อพ่อนายไม่โอนเงินมาให้เองนี่นา..ทำไงได้คนมันต้องกินต้องใช้  จะมาดัดสันดานอะไรเอาตอนที่พวกเราไม่มีเงินล่ะ..จริงมั้ย” วาทยาตบไหล่ศรารมดังแปะ
    “เออ..ถูกของมันนะเว้ย..อีกอย่างพวกเรากับยัยนั่นก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรหรอก จริงมั้ยไอ้พาส” ดนัยเสริม
    “แต่ยัยนั่นที่แกว่าคือแฟนของ..” ประพาสชี้ที่ตัวเอง    
    “ก็เพราะยัยนั่นเป็นแฟนแกไง มันถึงเหมาะเจาะที่สุด..คิดดูว่าถ้าเราทำตามแผนสำเร็จ รับรอบไม่มีใครคิดสงสัยพวกเราแน่นอน” มหภพดีดนิ้ว
    ศรารมมองเพื่อนทั้ง 4 ไปมา “..แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ..”
    มหภพเด้งตัวลุกขึ้นจากพื้นหญ้าทันควัน หันไปมองสระน้ำขนาดใหญ่ตรงหน้า จากนั้นหันกลับมามองต้นไม้ใหญ่ที่มีกลุ่มเพื่อนนั่งอยู่ภายใต้ร่มไม้ “สรุปเลยดีกว่า..”
    “เฮ้ยเดี๋ยว..” ประพาสท้วง
    “แกจะกลัวอะไร แกก็ไปเตี๊ยมกับแฟนแกว่าเราจะลักพาตัวเพื่อเอาเงินจากพ่อเธอ” มหภพชี้หน้า
    “แฟนแกเองก็ใช้เงินหมดไปแล้วนี่..รับรองว่าต้องเห็นด้วยกับแผนการนี้”
    “ยัยนั่นไม่มีทางโกหกพ่อตัวเองหรอก” ประพาสปัดมือมหภพ “แล้วก็อย่าชี้หน้าคนอื่นมั่วซั่ว”
    “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพวกเราจะไซโคยัยนั่นเอง” วาทยาบอก “รับรองว่าต้องยอมทำตามแผน”
    “ทำยังไงวะ” ดนัยมองวาทยา
    “'ง่าย ๆ..บอกว่าประพาสติดหนี้พนันบอล”
    “เออจริง” มหภพชูนิ้วให้วาทยา “แบบนั้นล่ะ  บอกว่านายกำลังจนตรอกติดหนี้พนันบอล แล้วพวกเราก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้เพราะทางบ้านยังไม่ได้โอนเงินมาให้..”
    “อืม..แบบนั้นก็ดี” ศรารมเริ่มเห็นด้วย “ดีเลย ๆ จะได้ไม่ต้องง้อเงินพ่อฉันอีก..เอะอะ ๆ ก็ว่าฉันผลาญเงิน ไม่เอาไหนอะไรสักอย่าง”
    “ฮ้า..โอเค ทีนี้ก็มีเงินเที่ยวแล้ว..”
    มหภพหยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงพร้อมกับไฟแช็ค  มองไปรอบ ๆ สวนสาธารณะติดทะเลสาบเบอร์เล่ย์กริฟฟินธ์ เขามองน้ำพุเทียมใจกลางทะเลสาบแล้วพ่นควันบุพรี่เลียนแบบน้ำพุ
    ...
    เสียงเครื่องยนต์ของเรือดังสม่ำเสมอ ตัวเรือสั่นไหวไปมาก้ำกึ่งอยู่บนผืนทรายและน้ำทะเล..
    ไอคิวปิดประตูรถดังปังด้วยความรีบร้อน กดรีโมทล็อครถที่จอดอยู่ริมรั้วไม้แล้วตรงเข้าไปภายในบริเวณหมู่บ้านริมทะเลทันที  เขาวิ่งวนไปมาเพื่อหาบ้านพักหลังที่เป็นของศิราษฏ์ ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของหมู่บ้านริมทะเลแห่งนี้  
    ไอคิวเดินกึ่งวิ่งมองไปตามบ้านพักหลังต่าง ๆ จนทะลุมาถึงชายหาด     เมื่อปรายตามองไปที่เรือลำหนึ่งซึ่งจอดเทียบอยู่ เห็นว่ามีสายยางเส้นหนาโยงไปยังบ้านพักหลังติดทะเลหลังหนึ่ง เขาก็รู้ในทันทีว่าต้องเป็นบ้านของศิราษฎ์อย่างแน่นอน
    ชั่วอึดใจที่เขาเห็นเรือ สายยาง และบ้านพักหลังนั้น  เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าใครสักคนจะกล้าทำเรื่องอำมหิตได้ถึงเพียงนี้
    “..นี่คิดจะมอมแก๊สให้ตายกันไปเลยหรือไง..”
    ไอคิวรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ หรือไม่บางทีสิ่งที่ทำให้เขาโกรธนั้นอาจจะเป็นเพราะ..
    ไม่กี่วินาทีที่เขาวิ่งตรงดิ่งจากชายทะเลเข้ามายังบ้านพัก เลี้ยวอ้อมพุ่มไม้หย่อมเล็ก ๆ เขาปะทะเข้ากับคนที่เดินสวนมาจนเซถลา..
    ใครกัน..คน ๆ นี้  ไอคิวจ้องมองชายวัยกลางคนที่ชนเขาไม่วางตา..ในแฟ้มประวัติมีรูปผู้ชายคนนี้อยู่นี่นา
    “เธอเป็นใคร  มาที่นี่ได้ยังไง”
    “คุณคือ..”
    พอไอคิวชี้หน้าเขา เพ่งพินิจด้วยความสงสัย ชายคนนั้นคงรู้สึกหวาดระแวงไอคิวขึ้นมาบ้าง จึงรีบวิ่งหนีอ้อมไปทิศทางอออกจากหมู่บ้าน
    ไอคิวทำท่าจะวิ่งตาม แต่ฉุกคิดได้ว่าต้องไปที่บ้านพักนั่นก่อน ไม่อย่างนั้น..
    ประตูบ้านพักไม่ได้ปิดสนิท  มันเปิดแง้มเพียงเล็กน้อย  แต่ถึงอย่างนั้นกลิ่นก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซต์ก็ลอยฟุ้งมาเตะจมูกเขา
    ไอคิวนิ่งอึ้งอยู่เสี้ยววินาที ภาพตรงหน้าคือคนจำนวน 5 คน นอนหมดสติอยู่ในบ้านพัก อีกคนนอนอยู่ด้านนอก มีควันดำปกคลุมเหมือนมีเมฆครึ้มเหนือเพดานห้องรับแขก
    “ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย..”
    ไอคิวตรงเข้าไปเปิดประตูอ้าออก เรียกคนที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดซึ่งคือมหภพให้ตื่น  แต่พอรู้ว่าไม่ได้ผลจึงตัดสินใจลากร่างของเขาออกมาด้านนอก ตามด้วยคนที่เหลือ..
    “ให้ตายสิ..ทำไมเราไม่ไปดับเรือซะก่อน”
    แต่ไอคิวก็ยังคงลากร่างผู้ที่นอนหมดสติออกมาจนครบ จากนั้นจึงวิ่งอ้อมไปด้านหลังตรงไปที่เรือยนต์ที่เขาเห็นครั้งแรก  เขามองหาสวิตซ์ปิด พอปิดได้ก็คุกเข่านั่งลงกับพื้นทรายเกาะขอบเรือหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย..
    เขาพลิกตัวเอนหลังพิงขอบเรือแล้วมองไปทางบ้านพักของศิราษฎ์ มองเห็นสายยางที่ต่อตรงไปยังบ้านพัก  จึงออกแรงลุกขึ้นไปดึงเอาสายยางออกจากท่อไอเสียเพื่อให้แน่ใจว่าก๊าซจะไม่เข้าไปในบ้านพักหลังนั้นอีก
    “คุณหรือ..” ไอคิวคุกเข่าลงอีกครั้ง มองเม็ดทรายขาวละเอียดบนชายหาด “นี่ตกลงเป็นคุณหรือ..คุณจามร”
    ภาพที่จามรชนเข้ากับเขาและจามรทำตาหลุกหลิกวิ่งหนีออกไปเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่นาที  ไอคิวยังจำได้แม่นยำเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า..
    “ตกลงเป็นคุณอย่างนั้นหรือ..คุณจามร..” ไอคิวชกทรายจนกระเด็นกลายเป็นหลุมที่ฝังมือของเขาเข้าไป “แสดงว่าที่ฉันคิดก็ผิดหมดหรือ..ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีน่ะสิ”
    ไอคิวเงยหน้ายิ้มแย้มอย่างยินดีพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด แต่พอลืมตาขึ้นเข้ากลับเห็นจามรอยู่ตรงหน้า  เขาถอยร่นหนีด้วยสัญชาติญาณพลางมองมือทั้งสองข้างของจามรว่ามีอาวุธอะไรหรือเปล่า  ปรากฏว่าจามรไม่ได้พกอาวุธอะไรมาทั้งสิ้น..
    “นายอาจจะคิดไม่ผิดก็ได้นะ..” จามรก้าวเข้ามาใกล้ไอคิว
    ไอคิวพยายามลุกขึ้นยืน ตัวโอนเอนเพราะพื้นทรายอ่อนยวบ “ไม่ผิดหรือ..แล้วที่คุณทำนี่หมายความว่าไง” เขาชี้ไปที่เรือยนต์ด้านหลัง
    “ถ้าฉันเดาไม่ผิด  นายคือเพื่อนของอารยะ..ถูกมั้ย”
    ไอคิวหรี่ตามองเขาอย่างหยั่งเชิง “ใช่..อารยะเป็นเพื่อนผม”
    จามรพ่นลมหายใจออกมาพร้อมรอยยิ้ม “..นายมาเพราะกลัวเพื่อนของนายจะถูกคนห้าคนนั้นทำร้ายหรือ”
    “..ใช่”
    “นายกำลังคิดว่าฉันพยายามจะฆ่าคนห้าคนนั้น”
    “..ใช่”
    “รวมทั้งคุณศิราษฏ์”
    “ใช่..”
    “กับผู้เคราะห์ร้ายอีกสามคนในห้องสูบบุหรี่”
    ไอคิวจ้องเขา..นี่ผู้ชายคนนี้กำลังพยายามจะสื่ออะไรอย่างนั้นหรือ..
    “แต่สองอย่างหลังฉันเปล่า..” จามรบอก “อย่างแรกฉันยอมรับ  ที่ยอมรับก็เพราะนายมาช่วยพวกนั้นไว้ได้ทัน..ไม่มีใครตาย ซึ่งมันผิดแผนนิดหน่อย”
    “คุณอยากให้พวกเขาตายจริง ๆ หรือไง” ไอคิวตะคอกกลับ “คุณยังมีหน้ามาบอกว่าผิดแผนที่ผมมาช่วยงั้นหรือ”  เขาตรงรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อจามร
    “ผมไม่คิดจะให้พวกนั้นตายหรอกนะ” จามรปัดมือไอคิวออกอย่างใจเย็น “ที่บอกว่าผิดแผนคือการที่เธอมา แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันอยากให้พวกเขาตาย  ฉันแค่อยากให้อารยะมาเป็นแพะรับไปก็เท่านั้นเอง..”
    ไอคิวฉุนเฉียวขึ้นสมองจนมีน้ำตาเอ่อล้นขอบตา “ให้เพื่อนผมเป็นแพะงั้นหรือ..” เขาพยักหน้าซ้ำไปซ้ำมา.. จากนั้นก็มองไปยังบ้านพัก ”แล้วตอนนี้เพื่อนผมอยู่ไหน”
    “ไปแล้ว แต่กำลังจะมา..ผมโทรเรียกให้กลับมาน่ะ”
    “..แล้วถ้าอารยะมาไม่ทันมันจะเป็นยังไง” ไอคิวตะคอกอีก “คนพวกนั้นไม่ตายหมดหรือไง”
    จามรนิ่งเฉย มองออกไปยังทะเลเบื้องหน้า “..จะตายหรือไม่ตายผมไม่แคร์..ทีพวกมันทำกับลูกสาวผมล่ะ..แค่มันไม่ตายก็ถือว่าผมปราณีมากแล้ว..”
    ไอคิวพยักหน้าซ้ำอีก.. “แบบนี้เอง..เรื่องนี้เอง..เรื่องลูกสาวของคุณที่เสียชีวิตที่ออสเตรเลีย..”
    จามรหันขวับกลับมามองไอคิว “เธอรู้หรือ..”
    “ใช่..เพราะผมสืบรู้ว่าคุณสูญเสียลูกสาวไปและดันบังเอิญว่าลูกสาวคุณเรียนอยู่ที่เดียวกับคนห้าคนนั้น..  แม้ผมจะคิดว่าคุณอาจจะฆ่าคนห้าคนนั่น  แต่ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะฆ่าคุณศิราษฎ์หรือผู้เคราะห์ร้ายสามคนในห้องสูบบุหรี่  ถ้าคนห้าคนนั่นยังเป็นปกติดีอยู่ก็แสดงว่าคุณอาจจะยังไม่รู้เรื่องที่พวกนั้นทำอะไรกับลูกสาวคุณไว้หรือถ้าคุณรู้แล้วก็คงคิดได้ว่าไม่ควรฆ่าใครเพื่อชดใช้ให้ลูกสาว  แต่พอผมมาเห็นเรือลำนี้ถูกต่อท่อไอเสียไปที่บ้านพัก  แล้วก็เห็นคุณ  ผมก็รู้ในทันทีว่าต้องใช่แน่นอน  แต่ไม่คิดว่าคุณจะฆ่าผู้เคราะห์สามคนนั้นด้วย”
    “ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้ฆ่า  ผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตึกระเบิดนั่นทั้งสิ้น  สำหรับคุณศิราษฎ์..ไม่ราชาลหรืออัครานั่นแหละที่เป็นคนฆ่า ส่วนสามคนนั่นผมไม่รู้”
    “ผมบอกได้ตรงนี้เลยว่าคนที่ฆ่าคุณศิราษฎ์คือคุณอัคราแน่นอน”
    “เธอมั่นใจหรือ แต่ตอนนั้นที่เสื้อคุณราชาลมีเลือด..”
    “เรื่องนั้นคุณอัคราทำได้อยู่แล้ว  เพื่อจะโยนความผิดไปให้คุณราชาล  ผมเองก็คิดว่าตำรวจก็คงจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วด้วย แต่ที่ยังไม่เปิดเผยอะไรมากก็เพราะอัครายังเป็นพยานสำคัญอีกคดีหนึ่งอยู่ด้วย” ไอคิวบอก
    “ตกลงว่ามีสามคดีซ้อนกันอยู่งั้นหรือ” จามรถาม
    “สามหรือ..” ไอคิวยังไม่เข้าใจ
    “ใช่สิ..ต้องเป็นสามคดี” จามรชูนิ้วชี้ขึ้นนับ “คดีแรก คดีระเบิดตึกกับคุณศิราษฎ์ คดีที่สองผู้เคราะห์ร้ายสามคนที่ตายในห้องสูบบุหรี่ คดีที่สามก็คือคดีที่ผมพยายามฆ่าคนพวกนั้น”
    ไอคิวจ้องจามรตาไม่กระพริบ “ใช่จริง ๆ ด้วย..นี่หมายถึงมีแรงจูงใจซ้อนกันอยู่สามแบบนี่เอง..แบบนี้ทุกอย่างก็ถูกจัดฉากขึ้นน่ะสิ..แทบจะทุกอย่างถูกจัดฉากขึ้นหมดเลยงั้นหรือนี่..”
    จามรมองไอคิวที่อ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอีกครั้ง “นี่เธอ..รู้แล้วใช่หรือเปล่า..ว่าใครที่ฆ่าผู้เคราะห์ร้ายสามคนนั้น”
    ไอคิวพยักหน้าช้า ๆ แต่แล้วก็ส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่อยากตอบตรงความจริง “..คุณจามร  คุณช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ให้ฟังหน่อยได้หรือเปล่าครับ  ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่บ้าง..”
    จามรพยักหน้าแทนคำตอบ  ในใจลึก ๆ รู้สึกสงสารไอคิวขึ้นมาทันที..
    …
    ภายในโกดังขนาดเล็กมืดสลัวมีเพียงแสงไฟฟ้าหลอดกลมที่ห้อยลงมาจากเพดานที่ช่วยให้เห็นสภาพโดยรวมภายในห้อง  แคทรีนถูกมัดปิดปากด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่และมัดร่างเข้ากับเก้าอี้ไม้ที่นั่งพอดีตัว
    แคทรีน ผู้เป็นลูกสาวของจามรจ้องหน้าคนรักเขม็งเหมือนกำลังจะบอกว่าทำแบบนี้มันเกินไปหรือเปล่า  แต่ประพาสที่ยืนอยู่ข้างหน้ากลับพยักหน้าให้เชื่อใจพลางกุมมือเธอไว้
    “It's gonna be fine,trust me.”
    “But..” แคทรีนกล่าวเสียงอู้อี้เพราะมีผ้าเช็ดหน้าของประพาสปิดปากไว้แน่น
    “Wear it.” ใครคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของเขายื่นหมวกคลุมหน้าสีดำให้ประพาส “It's time to wear it.”
    แคทรีนพยายาสะบัดผมสีน้ำตาลแดงของเธออกจากใบหน้า ภายในห้องนี่ร้อนอบอ้าวกว่าภายนอกมาก เพราะถูกปิดมิดชิดทุกด้าน
    “Are you sure you told him come alone ? What if he called police ?!” ไอ้โม่งคนหนึ่งโพล่งออกมา แต่พอรู้ว่าเป็นเสียงของศรารม
    “Sure !! พ่อแคทรีนคงไม่โง่พาตำรวจมาหรอกน่า  อีกอย่างคนที่เพิ่งบินมาจากเมืองไทยคงไม่รู้จะเรียกตำรวจต่างประเทศที่ไหนหรอก” มหภพบอก
    “อย่าประมาทไป  ใช่ว่าพ่อของแคทรีนจะสื่อสารกับตำรวจที่นี่ไม่ได้ซะหน่อย” ดนัยบอกแล้วกวักมือเรียกเพื่อน ๆ ให้มารวมกลุ่ม “ดูจีพีเอสนี่  พ่อของเธอกำลังมาถึงจุดที่สองแล้ว”
    “สนุกดีแฮะ..เหมือนกำลังสะกดรอยใครอยู่จริง ๆ” วาทยาหน้าตาตื่นมองเครื่องรับส่งสัญญาณ GPS ในมือของดนัย “แกนี่ก็คิดแผนได้เนียนจริง ๆ นะ มหภพ..เล่นให้พ่อแคทรีนเปลี่ยนกระเป๋าที่ติดสัญญาณแล้วพาเดินเล่นสามจุดก่อนมาถึงที่นี่”
    “แน่อยู่แล้ว..เพื่อความชัวร์ว่าพ่อยัยนั่นจะไม่พาใครมาด้วย เราก็ต้องกำหนดจุดหลอกเอาไว้แบบนี้”
    “เอาล่ะ พ่อเธอมาถึงจุดที่สองแล้ว  ศรารม..นายเตรียมตัวโทรไปบอกจุดสุดท้าย”
    ศรารมมองเพื่อนไอ้โม่ง 4 คนตรงหน้า หยิบเอาโทรศัพท์มือถือแบบใช้แล้วทิ้งออกมา..
    “Hi! You. Are you arrive at that place ?” ศรารมดัดเสียงแล้วพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแบบชาวออสเตรเลีย
    “Why you ask me to here this place ? It have no anything.” จามรกระแทกเสียงใส่โทรศัพท์มือถือ
    “OK,Can you see  the boy who had been sitting on the street ?” ศรารมยังคงใจเย็นพูดโต้ตอบ
    “Em,what next ?” จามรมองหาเด็กผู้ชายริมถนน  เขาเดินเข้าไปใกล้
    “Give your mobile to him and take his mobile.” ศรารมบอกทันควัน
    “What are you doing ?” จามรตะคอกอีก
    “Just do ti,right! Don't ask.”
    “Hi,I'm here.” เสียงเด็กชาวต่างชาติดังเข้ามา เป็นอันว่าจามรได้แลกโทรศัพท์มือถือกับเด็กคนนั้นเรียบร้อย
    “Oh,Child. Thank you very much. Yah,I will give you money tomorrow.”
    ศรารมกดตัดสายทันที จากนั้นต่อสายไปยังอีกเลขหมายซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่พ่อของแคทรีนได้จากเด็กคนนั้น
    “OK,Next point you have to go is ...”
    “What ? That take an hour to go there.“
    “No,just 15 minutes.If you walk through the wild beside you.”
    “OK,But let me talk to my daughter.”
    ศรารมชะงัก มองหน้าเพื่อน ๆ ที่สวมไอ้โม่ง “He ask to talk to his daughter.”
    มหภพพยักหน้า ศรารมจึงดึงประพาสไปหาแคทรีนพร้อมกับเขา ประพาสถอดหมวกออกครึ่งหน้าก่อนพูดบางอย่างกับแคทรีน จากนั้นจึงเอาโทรศัพท์มือถือแนบหูเธอและดึงผ้าออกจากปาก
    แคทรีนมองประพาสอย่างประหม่า มีแต่เสียงลมหายส่งผ่านไปทางสายโทรศัพท์
    “Cat,Is that you ?”
    “Ah,I'm here.” แคทรีนมองไอ้โม่งทุกคน “Father,It have five.”
    ศรารมเบิกตาโพลงอย่างตกใจรีบเอามือปิดปากแล้วดึงโทรศัพท์ออกจากใบหน้าของเธอ
    “I give you fifteen minutes !” เขาปิดโทรศัพท์มือถือทันที
    ศรารมเหวี่ยงโทรศัพท์มือถือไปชนผนังจนกระเด็นกระดอน หันมองแคทรีน “เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกไป..เธอพูดออกไปได้ยังไงว่าพวกเรามีห้าคน”
    แคทรีนมองหน้าศรารมอย่างเกรงกลัว น้ำตาเอ่อล้นออกมา..

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend