Bomb-ruined building #16 (เรือยนต์)
posted on 10 Mar 2009 20:04 by iqdetective
ตอนที่ 16 : เรือยนต์
“ฉันเองไม่รู้ว่าไอ้ไฟแช็คแบบนั้นมันมีขายกลาดเกลื่อนขนาดไหนนะ แต่เท่าที่รู้คือไฟแช็คทรงทหารจีนนั่นสามารถหาซื้อได้ที่ประเทศจีนแน่ ๆ เพราะว่ามันเป็นของที่ระลึกขายในสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในเมืองซีอาน สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศจีน..” มหภพพูดอย่างรวดเร็ว
เพื่อนทั้ง 4 คน รวมทั้งราชาลและจามร ไม่เว้นแม้แต่อารยะกับพิรดา..ทุกคนต่างนิ่งอึ้งกับสิ่งที่มหภพอธิบาย
พิรดาผงะถอยเหมือนจะทรุดลงนั่ง แต่ก็พยายามประคองตัวเองไว้
ก่อนที่อารยะจะพามายืนอยู่ตรงหน้าบ้านพักตากอากาศของคุณศิราษฎ์นี้..ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาที..
...
อารยะเปิดประตูรถด้านคนขับที่ได้ถูกปลดล็อคโดยศรารมที่มีกุญแจรถของเขาอยู่และหวังจะขับรถของเขาหลบหนีออกไปจากหมู่บ้านริมทะเลแห่งนี้ แต่กลับพบว่าเขาได้ใช้เครื่องล็อคเกียร์ซึ่งมีกุญแจแยกจากพวงกุญแจที่ศรารมถืออยู่อีกที
เขาก้าวพรวดเข้าไปเปิดช่องใส่ของด้านหน้าแล้วหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาอย่างระมัดระวัง
“เธอถือนี่เอาไว้นะ” อารยะปิดประตูรถ ยื่นซองเอกสารนั้นให้พิรดาที่ยืนรออยู่
“เอกสารอะไรหรือ..”
“เอกสารการโอนทรัพย์สินบางส่วนของศรารมให้ฉัน”
พิรดาตกใจ “หมายความว่านี่อารยะจะให้เค้าเซ็นหรือ”
“บีบบังคับให้เซ็นต่างหาก ไอ้ลูกนอกคอกนั่นไม่มีวันเซ็นโอนง่าย ๆ หรอก”
พิรดากลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกเหมือนกำลังมองใครสักคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน..ที่ไม่ใช่อารยะ “ยังไง..”
อารยะพาพิรดาเดินเข้าไปในตัวหมู่บ้านพร้อมกับอธิบายสิ่งที่เขาทำลงไป
“..สองวันก่อนฉันมาที่นี่คนเดียวหลังจากไปงานศพของคุณศิราษฎ์ รู้สึกว่าตัวเองจะต้องเกิดอะไรขึ้นที่นี่โดยแผนของคนพวกนั้น แถมยังได้ยินพวกนั้นคุยกันว่าจะมาพักผ่อนที่นี่หลังเสร็จงานศพและคุยกันเรื่องบริษัท พวกนั้นมองฉันอย่างเหยียด ๆ ทุกครั้งที่เจอหน้า ฉันจึงต้องป้องกันตัวไว้ก่อน ฉันก็เลยเอาแผ่นสติกเกอร์ใสไปแปะกระจกหน้าต่างของบ้านพัก และก่อนหน้าที่เธอจะมาฉันแอบเข้าไปในบ้านพักหลังนั้นของคุณศิราษฎ์แล้ว จัดการลงกาวที่ขอบหน้าต่างทุกบานในบ้านพัก เตรียมแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์เอาไว้ โดยเอามอเตอร์ของเรือยนต์ต่อเข้ากับท่อยางส่งแก๊สผ่านย้อนเข้าไปในบ้านพัก เพราะรู้ดีว่าศรารมเป็นโรคหอบ เมื่อมันสูดดมแก๊สเข้าไป โรคหอบมันต้องกำเริบ..สถานการณ์ที่เสี่ยงแบบนั้นมันจะต้องยอมเซ็นลายเซ็นให้อย่างแน่นอน”
พริดาเบิกตาโพลงจ้องมองผู้ชายที่ชื่อารยะตรงหน้า “เธอคิดเองเหรอ..”
“อือ.ก็ใช่น่ะสิ ไม่ได้ให้ไอคิวคิดให้หรอกนะ ขืนให้มันคิดก็คงต้องทักท้วงแน่นอน”
“แต่ว่ามันไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยหรือไง ถ้าเกิดศรารมเค้าตายขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ”
อารยะฉุนกึก มองหน้าพิรดา “แล้วทีพวกมันเรียกฉันมาที่นี่ล่ะ..พวกมันคิดจะฆ่าฉันนะ ฉันก็แค่ซ้อนแผนย้อนกลับไปทำร้ายพวกมัน ไม่ถึงกับตายด้วยซ้ำ”
“นี่เธอเตรียมการเอาไว้แทบทุกอย่างเลยเหรอ” พิรดาชูซองเอกสารขึ้นตรงหน้า
“ก็ไม่ทุกอย่างหรอก แต่ก็เกือบทุกอย่าง”
“ไหนเธอบอกว่ารักคุณศิราษฎ์เหมือนพ่อไงล่ะ แล้วทำไมทำกับลูกของเค้าแบบนี้”
“ก็เพราะรักไง” อารยะดึงตัวพริดาเข้ามาหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างจากบ้านพักของศิราษฎ์เพียงไม่กี่สิบเมตร “เพราะรู้ดีว่าถ้ามรดกของคุณศิราษฎ์ไปตกอยู่ในมือลูกไม่เอาไหนอย่างศรารมนั่นทุกอย่างต้องจบเห่แน่ แค่ตึกถล่มแค่นี้ก็เกินพอแล้ว”
พิรดาสะบัดมือออกจากมือเขา “ก็เลยเสนอตัวเองเป็นคนดูแลมรดกอย่างนั้นเหรอ..เหตุผลของเธอมันฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยนะ”
อารยะมองพิรดาอย่างรู้สึกน้อยใจ “..เพราะเธอไม่รู้ว่าคุณศิราษฎ์ทำอะไรไว้บ้างก็เลยพูดกับฉันแบบนี้ ถ้าเธอรู้ว่าคุณศิราษฎ์เองก็ไม่ได้ดีเด่อะไร แล้วก็เคยโกงเพื่อนสนิทของตัวเองมาก่อนเธอจะไม่มีวันพูดกับฉันแบบนี้..” เขามีน้ำตาเอ่อล้นออกมา
พิรดาชะงัก เธอเพิ่งเคยเห็นน้ำตาของเขาเป็นครั้งแรก จับมือเขาอีกครั้งแล้วบีบเบา ๆ
“แล้วที่คุณศิราษฎ์ทำกับแม่ฉันเธอรู้บ้างหรือเปล่า” อารยะมองพิรดา ยกแขนปาดน้ำตาตัวเอง “พอรู้ว่าแม่ไม่ได้สวยงามเหมือนแต่ก่อน ผู้ชายคนที่ชื่อศิราษฎ์นั่นก็ทิ้งแม่ไปอย่างไม่ใยดี แล้วก็มาแสดงความเห็นใจอยากไถ่โทษกับตัวลูกชายของแม่อย่างฉัน ในตอนที่แม่ตายไปแล้ว..”
พิรดาไม่รู้จะพูดอะไร ดึงแขนเขามาและโอบกอดเขา ตัวเขากระตุกถี่และสงบลงในที่สุด
“เพราะฉะนั้นฉันถึงต้องเอาคืนพวกคนตระกูลกิจเจริญวัฒนไพบูลย์” อารยะบอก “เธอช่วยฉันนะ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”
“..ก่อนที่ฉันจะขับรถมาเธอบอกฉันว่าแค่อยากแก้เผ็ดพวกนั้นเฉยๆ ฉันไม่คิดว่าเรื่องมันจะเลยเถิดมาแบบนี้..”
“ไม่ ๆ..เธอไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่ข้าง ๆ ฉันก็พอนะ แล้วก็คอยระวังไอคิวที่กำลังจะมาเอาไว้ไม่ให้มันทำเสียแผน”
พิรดากอดอารยะแน่นขึ้นอีก มือข้างที่ถือซองเอกสารก็จับแน่นขึ้น
…
เอกสารการโอนทรัพย์สินอยู่ในมือของอารยะเรียบร้อย ไม่ว่ามหภพหรือใคร ๆ จะนึกอะไรเกี่ยวกับเรื่องการระเบิดตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์หรือเรื่องไฟแช็ครูปทรงทหารจีนหรือเรื่องสุสุานจิ๋นซีฮ่องเต้ เมืองซีอาน ประเทศจีน หรืออะไรก็ตาม..ล้วนไม่เกี่ยวกับเขาอีกต่อไป
ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการอยู่ในมือของเขาแล้ว
อารยะยื่นมือไปควานหามือของพิรดาที่อยู่ด้านหลังตัวเขา พอคว้าได้เขาก็รีบพาเธอหลบหลีกหนีออกจากหน้าบ้านพักทันที
“..เธอจะไม่ไปปิดเครื่องยนต์เรือก่อนเหรอ เดี๋ยวศรารมก็ได้ตายจริง ๆ หรอก” พิรดาถูกเขาดึงแขนให้เดินตามออกมา
“ไม่ต้องหรอก น้ำมันเครื่องยนต์เรือมันมีไม่มาก ป่านนี้คงหมดไปแล้ว”
“ถ้างั้นตอนนี้เราก็จะกลับแล้วใช่มั้ย..”
“ใช่..เรากลับตอนนี้แหละ”
“แล้วไอคิวล่ะ ที่ไอคิวบอกให้รอก่อน”
อารยะหยุดฝีท้าว มองพิรดา “ไม่ต้องรอมันแล้ว ขืนรอพวกนั้นมันคงฆ่าฉันตายก่อน เดี๋ยวเราค่อยอธิบายกับมันทีหลัง”
พิรดาจึงจำต้องยอมทำตามอารยะ พอมาถึงหน้ารั้วหมู่บ้าน เธอจึงเดินนำเขาไปที่รถที่จอดอยู่ริมถนน..
…
มหภพนอนเหยียดกับพื้น ยืนมือตัวเองผ่านช่องกระจกประตูที่แตกเพื่อคว้าเอากุญแจที่อารยะวางไว้บนเศษกระถางต้นไม้ พอคว้าได้ก็รีบไขกุญแจและปลดโซ่ออกทันที
“ปล่อยมันหนีไปอีกจนได้” วาทยาทุบขอบหน้าต่างอย่างโมโห
“แล้วนี่ยังไง..ตกลงกลายเป็นว่าแกก็ไม่มีสมบัติอะไรสักอย่างเหลืออยู่อีกเลย” ดนัยยืนกอดอกอยู่ปลายเท้าของศรารมที่นอนเหยียดบนโซฟา
ศรารมยิ้ม นึกสมเพชตัวเอง “ทำไม..ฉันหมดประโยชน์กับพวกแกแล้วหรือไง”
“เรื่องนั้นพอซะที เรากลับกันได้แล้ว ทุกอย่างมันจบแล้ว” ประพาสที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวข้างดนัยเอ่ยขึ้น
จามรลดผ้าเช็ดหน้าลงจากจมูก จากเดิมที่ยืนพิงผนังใกล้กับโทรทัศน์กลับเดินออกมาด้านนอกบ้านพักตรงที่อารยะเคยยืนอยู่เหมือนจะมองหาอารยะที่หายไป แต่แล้วกลับหันมาหาทุกคน “ยังกลับไม่ได้..จนกว่าจะคุยเรื่องของลูกสาวฉัน...” เขาพูดได้แค่นั้นก็เซถลาคุกเข่าลงกับพื้นเหมือนคนหน้ามืดชั่วขณะ..
มหภพที่ยืนอยู่หน้าประตูมองดูอาการของจามรแล้วจึงโพล่งออกมา “..เพราะแก๊สที่พวกเราสูดเข้าไปหรือเปล่า..”
ต้องใช่แน่นอน..มหภพคิด เพราะเขาเองพอก้มลงหยิบกุญแจขึ้นมาไขได้สำเร็จก็รู้สึกหน้ามืดไปวูบหนึ่งเหมือนกัน แต่เขายังพอทนได้เพราะยังหนุ่มแน่นผิดกับจามรและราชาล
ราชาลเองก็เริ่มรู้สึกเหมือนกับจามร เขาจับขมับตัวเอง สะบัดศีรษะไปมา..
ห้องรับแขกของบ้านพักโยกโคลงไปมาแล้วหมุนคว้างในที่สุด..จามรสลบแน่นิ่งไปคนแรกอยู่หน้าบ้านพัก ตามด้วย ราชาล ศรารม มหภพ ดนัย วาทยา และประพาส
...เราต้องนับ 1 ถึง 60 วินาทีในใจให้ครบ 1นาที..เริ่ม..หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ...
พอแน่ใจว่าทุกคนหลับสนิทหมดแล้ว คราวนี้ก็เป็นตาของฉันบ้าง..
ขอบใจมาก อารยะ..ขอบใจมาก ศรารม ขอบใจทุก ๆ คนที่ทำให้ฉันรู้ความจริงเรื่องนั้น..
ในบรรดาคนจำนวน 7 คนที่นอนสลบเหมือดไม่เป็นท่า มีคน ๆ หนึ่งยันตัวลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ เขาก้าวข้ามขาของอีกคนที่นอนหมดสติอยู่ รีบเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วใช้มือรองน้ำในอ้างล้างหน้าสาดหน้าตัวเองหลายครั้ง หยิบเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าจุ่มน้ำจนเปียกแล้วปิดจมูกตัวเอง เดินมาหยุดอยู่ที่มุมห้องมองคนทั้ง 6 ที่หลับไปเพราะฤทธิ์ของยาสลบที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เขาทดลองเตะขาใครคนหนึ่งใกล้ ๆ พอแน่ใจว่าไม่ตอบสนอง จึงเดินออกมานอกบ้านพัก..จ้องมองเข้าไปในห้องรับแขกอยู่นานสองนาน..
“ไม่มีวันอภัยให้ได้หรอก..ไม่มีวัน..”
เขาล้วงหยิบขวดสเปรย์ขวดหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง..ใครก็ตามที่ส่งยาสลบนี่มาให้ฉัน..ต้องขอบคุณจริง ๆ..
เขาเดินอ้อมเข้าไปหลังบ้านพักจึงพบสายยางต่อส่งก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์จากเรือยนต์ที่จอดเทียบฝั่งอยู่ไม่ไกล สายยางส่งตรงไปที่รูโหว่ในห้องครัวใกล้ถุงแก๊สหุงต้ม..
ภายในเรือยนต์ที่จอดนิ่งอยู่ มีเกลลอนน้ำมันอยู่หนึ่งเกลลอนวางไว้อยู่ในเรือ บรรจุน้ำมันอยู่ครึ่งหนึ่ง..
เขาบรรจงเทเกลลอนน้ำมันลงในถังบรรจุน้ำมันของเครื่องยนต์ จากนั้นจึงออกแรงดึงสายสตาร์ทอยู่ 2-3 ครั้งจนเครื่องยนต์ทำงาน..
…
โทรศัพท์มือถือของอารยะดังขึ้น เขามองเบอร์ที่ปรากฏอย่างหวาด ๆ
“ไอคิวเหรอ..” พิรดาหักพวงมาลัยเลี้ยวก่อนหันมามองเขา
“เปล่า..ไม่ใช่ไอคิว” อารยะหันหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้พิรดาดู “คนนี้ต่างหาก”
พิรดามองชื่อและเบอร์ที่ปรากฏอย่างงุนงง..
“สวัสดีครับ คุณ..” อารยะกรอกเสียงใส่โทรศัพท์มือถือ
“อารยะ..นายแน่ใจหรือว่านายจะขับรถกลับออกไปทั้งอย่างนี้” เขาเดินออกห่างจากเรือยนต์ตรงมาที่บ้านพัก
“ทำไมหรือครับ..ผมก็ไม่จำเป็นต้องอยู่อีกแล้วนี่”
“นายแน่ใจหรือว่าเอกสารนั่นน่ะใช้ได้”
อารยะขมวดคิ้ว “ใช้ได้แน่นอนครับ ผมพิมพ์เอกสารนั่นถูกต้องแน่นอน ลายเซ็นของศรารมก็ถูกต้องด้วย”
“งั้นหรือ..นี่นายไม่สมกับเป็นคนสนิทชิดใกล้ของคุณศิราษฎ์เลยนะ”
อารยะเริ่มไม่เชื่อมั่น เขายื่นมือไปบอกให้พิรดาชะลอรถ “หมายความว่าไง..”
“งั้นก็กลับมาก่อนสิ”
“คุณหมายความว่าไง..”
“นายกลับมาก่อน แล้วก็จะรู้เอง” เขากดวางสายไปในทันที
“เลี้ยวกลับ พิรดา..” อารยะบอก
“ทำไม มีอะไร เค้าโทรมาทำไม..”
“บอกให้เลี้ยวกลับก็เลี้ยวกลับเถอะน่า..”
พิรดาชะงักมองเขา ชะลอรถแล้วเลี้ยวกลับไปอีกเลนหนึ่งของถนน..
…
ไอคิวจอดรถข้างทางทันที เขาพยายามรื้อค้นเอกสารที่ได้มามากมายที่วางอยู่บนเบาะข้างคนขับ
“ยังไงนะครับ..” ไอคิวถามย้ำกับปลายสาย เขาใช้หูฟังต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับรุ่นพี่ที่สำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์คนเดิม
“เมื่อกี้นี้เพิ่งมีนักข่าวคนหนึ่งเอาเทปมาขาย บอกว่าเป็นเทปลับที่ยังไม่ได้เปิดเผยที่ไหนมาก่อน”
“นักข่าว..เทปอะไรหรือครับ”
“มันเป็นเทปที่อัดสำเนามาจากเทปกล้องวงจรปิดในห้องสูบบุหรี่ของตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์”
ไอคิวชะงักทันที เขายิ้มอย่างดีใจ “งั้นหรือครับ แล้วมันเป็นยังไง”
“เดี๋ยว ๆ..ก่อนอื่นนายต้องสัญญาก่อนว่าพอรู้ตัวคนร้ายและสะสางคดีนี่แล้วแล้วนายจะบอกพี่เป็นคนแรก ให้หนังสือพิมพ์ของพี่ได้พาดหัวข่าวก่อน”
“ได้เลยครับ..ไม่มีปัญหา”
“โอเค..ถ้างั้นก็จะบอกล่ะนะ..ภาพในกล้องวงจรปิดนั้นมีคนที่ชื่อมหภพกำลังสูบบุหรี่อยู่..”
ไอคิวนั่งนิ่งฟัง.. “..ตู้ปลาหรือครับ..”
“อืม..อ้อ..แล้วก็หลังจากนั้นก็มีอีกคนหนึ่งเข้าไป..แต่คิดว่าคงไม่น่าเกี่ยวเท่าไหร่”
“ใครหรือครับ..”
รุ่นพี่เอ่ยชื่อหนึ่งออกมา..
ไอคิวพยักหน้าช้า ๆ กลายเป็นว่าแทนที่เขาจะตกใจแต่เขากลับดูเหมือนมั่นใจอะไรบางอย่างมากขึ้น
“ครับ..แต่เรื่องกรอบข่าว ยังไง ๆ ก็คงเลี่ยงให้ไปอยู่หน้าอื่นไม่ได้ใช่มั้ยครับ..”
“ไม่ได้สิ..นี่มันข่าวดังที่คนสนใจนะ ขืนให้เอาไปลงหน้าอื่น บก. ก็ด่าพี่ตายสิ..ทำไมมีอะไรหรือ”
“เปล่าหรอกครับ..ผมแค่ไม่อยากเห็นข่าวอาชญากรรมลงหน้าหนึ่งบ่อย ๆ ก็เท่านั้นเอง..” ไอคิวรื้อเองก็อีกครั้ง หยิบเอารูปถ่ายรูปหนึ่งขึ้นมา..
รูปนั้นคือภาพสุสุานจิ๋นซีฮ่องเต้ ในเมืองซีอาน ประเทศจีน
“ฉันเองไม่รู้ว่าไอ้ไฟแช็คแบบนั้นมันมีขายกลาดเกลื่อนขนาดไหนนะ แต่เท่าที่รู้คือไฟแช็คทรงทหารจีนนั่นสามารถหาซื้อได้ที่ประเทศจีนแน่ ๆ เพราะว่ามันเป็นของที่ระลึกขายในสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในเมืองซีอาน สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศจีน..” มหภพพูดอย่างรวดเร็ว
เพื่อนทั้ง 4 คน รวมทั้งราชาลและจามร ไม่เว้นแม้แต่อารยะกับพิรดา..ทุกคนต่างนิ่งอึ้งกับสิ่งที่มหภพอธิบาย
พิรดาผงะถอยเหมือนจะทรุดลงนั่ง แต่ก็พยายามประคองตัวเองไว้
ก่อนที่อารยะจะพามายืนอยู่ตรงหน้าบ้านพักตากอากาศของคุณศิราษฎ์นี้..ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่นาที..
...
อารยะเปิดประตูรถด้านคนขับที่ได้ถูกปลดล็อคโดยศรารมที่มีกุญแจรถของเขาอยู่และหวังจะขับรถของเขาหลบหนีออกไปจากหมู่บ้านริมทะเลแห่งนี้ แต่กลับพบว่าเขาได้ใช้เครื่องล็อคเกียร์ซึ่งมีกุญแจแยกจากพวงกุญแจที่ศรารมถืออยู่อีกที
เขาก้าวพรวดเข้าไปเปิดช่องใส่ของด้านหน้าแล้วหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาอย่างระมัดระวัง
“เธอถือนี่เอาไว้นะ” อารยะปิดประตูรถ ยื่นซองเอกสารนั้นให้พิรดาที่ยืนรออยู่
“เอกสารอะไรหรือ..”
“เอกสารการโอนทรัพย์สินบางส่วนของศรารมให้ฉัน”
พิรดาตกใจ “หมายความว่านี่อารยะจะให้เค้าเซ็นหรือ”
“บีบบังคับให้เซ็นต่างหาก ไอ้ลูกนอกคอกนั่นไม่มีวันเซ็นโอนง่าย ๆ หรอก”
พิรดากลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกเหมือนกำลังมองใครสักคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน..ที่ไม่ใช่อารยะ “ยังไง..”
อารยะพาพิรดาเดินเข้าไปในตัวหมู่บ้านพร้อมกับอธิบายสิ่งที่เขาทำลงไป
“..สองวันก่อนฉันมาที่นี่คนเดียวหลังจากไปงานศพของคุณศิราษฎ์ รู้สึกว่าตัวเองจะต้องเกิดอะไรขึ้นที่นี่โดยแผนของคนพวกนั้น แถมยังได้ยินพวกนั้นคุยกันว่าจะมาพักผ่อนที่นี่หลังเสร็จงานศพและคุยกันเรื่องบริษัท พวกนั้นมองฉันอย่างเหยียด ๆ ทุกครั้งที่เจอหน้า ฉันจึงต้องป้องกันตัวไว้ก่อน ฉันก็เลยเอาแผ่นสติกเกอร์ใสไปแปะกระจกหน้าต่างของบ้านพัก และก่อนหน้าที่เธอจะมาฉันแอบเข้าไปในบ้านพักหลังนั้นของคุณศิราษฎ์แล้ว จัดการลงกาวที่ขอบหน้าต่างทุกบานในบ้านพัก เตรียมแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์เอาไว้ โดยเอามอเตอร์ของเรือยนต์ต่อเข้ากับท่อยางส่งแก๊สผ่านย้อนเข้าไปในบ้านพัก เพราะรู้ดีว่าศรารมเป็นโรคหอบ เมื่อมันสูดดมแก๊สเข้าไป โรคหอบมันต้องกำเริบ..สถานการณ์ที่เสี่ยงแบบนั้นมันจะต้องยอมเซ็นลายเซ็นให้อย่างแน่นอน”
พริดาเบิกตาโพลงจ้องมองผู้ชายที่ชื่อารยะตรงหน้า “เธอคิดเองเหรอ..”
“อือ.ก็ใช่น่ะสิ ไม่ได้ให้ไอคิวคิดให้หรอกนะ ขืนให้มันคิดก็คงต้องทักท้วงแน่นอน”
“แต่ว่ามันไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยหรือไง ถ้าเกิดศรารมเค้าตายขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ”
อารยะฉุนกึก มองหน้าพิรดา “แล้วทีพวกมันเรียกฉันมาที่นี่ล่ะ..พวกมันคิดจะฆ่าฉันนะ ฉันก็แค่ซ้อนแผนย้อนกลับไปทำร้ายพวกมัน ไม่ถึงกับตายด้วยซ้ำ”
“นี่เธอเตรียมการเอาไว้แทบทุกอย่างเลยเหรอ” พิรดาชูซองเอกสารขึ้นตรงหน้า
“ก็ไม่ทุกอย่างหรอก แต่ก็เกือบทุกอย่าง”
“ไหนเธอบอกว่ารักคุณศิราษฎ์เหมือนพ่อไงล่ะ แล้วทำไมทำกับลูกของเค้าแบบนี้”
“ก็เพราะรักไง” อารยะดึงตัวพริดาเข้ามาหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างจากบ้านพักของศิราษฎ์เพียงไม่กี่สิบเมตร “เพราะรู้ดีว่าถ้ามรดกของคุณศิราษฎ์ไปตกอยู่ในมือลูกไม่เอาไหนอย่างศรารมนั่นทุกอย่างต้องจบเห่แน่ แค่ตึกถล่มแค่นี้ก็เกินพอแล้ว”
พิรดาสะบัดมือออกจากมือเขา “ก็เลยเสนอตัวเองเป็นคนดูแลมรดกอย่างนั้นเหรอ..เหตุผลของเธอมันฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยนะ”
อารยะมองพิรดาอย่างรู้สึกน้อยใจ “..เพราะเธอไม่รู้ว่าคุณศิราษฎ์ทำอะไรไว้บ้างก็เลยพูดกับฉันแบบนี้ ถ้าเธอรู้ว่าคุณศิราษฎ์เองก็ไม่ได้ดีเด่อะไร แล้วก็เคยโกงเพื่อนสนิทของตัวเองมาก่อนเธอจะไม่มีวันพูดกับฉันแบบนี้..” เขามีน้ำตาเอ่อล้นออกมา
พิรดาชะงัก เธอเพิ่งเคยเห็นน้ำตาของเขาเป็นครั้งแรก จับมือเขาอีกครั้งแล้วบีบเบา ๆ
“แล้วที่คุณศิราษฎ์ทำกับแม่ฉันเธอรู้บ้างหรือเปล่า” อารยะมองพิรดา ยกแขนปาดน้ำตาตัวเอง “พอรู้ว่าแม่ไม่ได้สวยงามเหมือนแต่ก่อน ผู้ชายคนที่ชื่อศิราษฎ์นั่นก็ทิ้งแม่ไปอย่างไม่ใยดี แล้วก็มาแสดงความเห็นใจอยากไถ่โทษกับตัวลูกชายของแม่อย่างฉัน ในตอนที่แม่ตายไปแล้ว..”
พิรดาไม่รู้จะพูดอะไร ดึงแขนเขามาและโอบกอดเขา ตัวเขากระตุกถี่และสงบลงในที่สุด
“เพราะฉะนั้นฉันถึงต้องเอาคืนพวกคนตระกูลกิจเจริญวัฒนไพบูลย์” อารยะบอก “เธอช่วยฉันนะ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”
“..ก่อนที่ฉันจะขับรถมาเธอบอกฉันว่าแค่อยากแก้เผ็ดพวกนั้นเฉยๆ ฉันไม่คิดว่าเรื่องมันจะเลยเถิดมาแบบนี้..”
“ไม่ ๆ..เธอไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่ข้าง ๆ ฉันก็พอนะ แล้วก็คอยระวังไอคิวที่กำลังจะมาเอาไว้ไม่ให้มันทำเสียแผน”
พิรดากอดอารยะแน่นขึ้นอีก มือข้างที่ถือซองเอกสารก็จับแน่นขึ้น
…
เอกสารการโอนทรัพย์สินอยู่ในมือของอารยะเรียบร้อย ไม่ว่ามหภพหรือใคร ๆ จะนึกอะไรเกี่ยวกับเรื่องการระเบิดตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์หรือเรื่องไฟแช็ครูปทรงทหารจีนหรือเรื่องสุสุานจิ๋นซีฮ่องเต้ เมืองซีอาน ประเทศจีน หรืออะไรก็ตาม..ล้วนไม่เกี่ยวกับเขาอีกต่อไป
ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการอยู่ในมือของเขาแล้ว
อารยะยื่นมือไปควานหามือของพิรดาที่อยู่ด้านหลังตัวเขา พอคว้าได้เขาก็รีบพาเธอหลบหลีกหนีออกจากหน้าบ้านพักทันที
“..เธอจะไม่ไปปิดเครื่องยนต์เรือก่อนเหรอ เดี๋ยวศรารมก็ได้ตายจริง ๆ หรอก” พิรดาถูกเขาดึงแขนให้เดินตามออกมา
“ไม่ต้องหรอก น้ำมันเครื่องยนต์เรือมันมีไม่มาก ป่านนี้คงหมดไปแล้ว”
“ถ้างั้นตอนนี้เราก็จะกลับแล้วใช่มั้ย..”
“ใช่..เรากลับตอนนี้แหละ”
“แล้วไอคิวล่ะ ที่ไอคิวบอกให้รอก่อน”
อารยะหยุดฝีท้าว มองพิรดา “ไม่ต้องรอมันแล้ว ขืนรอพวกนั้นมันคงฆ่าฉันตายก่อน เดี๋ยวเราค่อยอธิบายกับมันทีหลัง”
พิรดาจึงจำต้องยอมทำตามอารยะ พอมาถึงหน้ารั้วหมู่บ้าน เธอจึงเดินนำเขาไปที่รถที่จอดอยู่ริมถนน..
…
มหภพนอนเหยียดกับพื้น ยืนมือตัวเองผ่านช่องกระจกประตูที่แตกเพื่อคว้าเอากุญแจที่อารยะวางไว้บนเศษกระถางต้นไม้ พอคว้าได้ก็รีบไขกุญแจและปลดโซ่ออกทันที
“ปล่อยมันหนีไปอีกจนได้” วาทยาทุบขอบหน้าต่างอย่างโมโห
“แล้วนี่ยังไง..ตกลงกลายเป็นว่าแกก็ไม่มีสมบัติอะไรสักอย่างเหลืออยู่อีกเลย” ดนัยยืนกอดอกอยู่ปลายเท้าของศรารมที่นอนเหยียดบนโซฟา
ศรารมยิ้ม นึกสมเพชตัวเอง “ทำไม..ฉันหมดประโยชน์กับพวกแกแล้วหรือไง”
“เรื่องนั้นพอซะที เรากลับกันได้แล้ว ทุกอย่างมันจบแล้ว” ประพาสที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวข้างดนัยเอ่ยขึ้น
จามรลดผ้าเช็ดหน้าลงจากจมูก จากเดิมที่ยืนพิงผนังใกล้กับโทรทัศน์กลับเดินออกมาด้านนอกบ้านพักตรงที่อารยะเคยยืนอยู่เหมือนจะมองหาอารยะที่หายไป แต่แล้วกลับหันมาหาทุกคน “ยังกลับไม่ได้..จนกว่าจะคุยเรื่องของลูกสาวฉัน...” เขาพูดได้แค่นั้นก็เซถลาคุกเข่าลงกับพื้นเหมือนคนหน้ามืดชั่วขณะ..
มหภพที่ยืนอยู่หน้าประตูมองดูอาการของจามรแล้วจึงโพล่งออกมา “..เพราะแก๊สที่พวกเราสูดเข้าไปหรือเปล่า..”
ต้องใช่แน่นอน..มหภพคิด เพราะเขาเองพอก้มลงหยิบกุญแจขึ้นมาไขได้สำเร็จก็รู้สึกหน้ามืดไปวูบหนึ่งเหมือนกัน แต่เขายังพอทนได้เพราะยังหนุ่มแน่นผิดกับจามรและราชาล
ราชาลเองก็เริ่มรู้สึกเหมือนกับจามร เขาจับขมับตัวเอง สะบัดศีรษะไปมา..
ห้องรับแขกของบ้านพักโยกโคลงไปมาแล้วหมุนคว้างในที่สุด..จามรสลบแน่นิ่งไปคนแรกอยู่หน้าบ้านพัก ตามด้วย ราชาล ศรารม มหภพ ดนัย วาทยา และประพาส
...เราต้องนับ 1 ถึง 60 วินาทีในใจให้ครบ 1นาที..เริ่ม..หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ...
พอแน่ใจว่าทุกคนหลับสนิทหมดแล้ว คราวนี้ก็เป็นตาของฉันบ้าง..
ขอบใจมาก อารยะ..ขอบใจมาก ศรารม ขอบใจทุก ๆ คนที่ทำให้ฉันรู้ความจริงเรื่องนั้น..
ในบรรดาคนจำนวน 7 คนที่นอนสลบเหมือดไม่เป็นท่า มีคน ๆ หนึ่งยันตัวลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ เขาก้าวข้ามขาของอีกคนที่นอนหมดสติอยู่ รีบเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วใช้มือรองน้ำในอ้างล้างหน้าสาดหน้าตัวเองหลายครั้ง หยิบเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าจุ่มน้ำจนเปียกแล้วปิดจมูกตัวเอง เดินมาหยุดอยู่ที่มุมห้องมองคนทั้ง 6 ที่หลับไปเพราะฤทธิ์ของยาสลบที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เขาทดลองเตะขาใครคนหนึ่งใกล้ ๆ พอแน่ใจว่าไม่ตอบสนอง จึงเดินออกมานอกบ้านพัก..จ้องมองเข้าไปในห้องรับแขกอยู่นานสองนาน..
“ไม่มีวันอภัยให้ได้หรอก..ไม่มีวัน..”
เขาล้วงหยิบขวดสเปรย์ขวดหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง..ใครก็ตามที่ส่งยาสลบนี่มาให้ฉัน..ต้องขอบคุณจริง ๆ..
เขาเดินอ้อมเข้าไปหลังบ้านพักจึงพบสายยางต่อส่งก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์จากเรือยนต์ที่จอดเทียบฝั่งอยู่ไม่ไกล สายยางส่งตรงไปที่รูโหว่ในห้องครัวใกล้ถุงแก๊สหุงต้ม..
ภายในเรือยนต์ที่จอดนิ่งอยู่ มีเกลลอนน้ำมันอยู่หนึ่งเกลลอนวางไว้อยู่ในเรือ บรรจุน้ำมันอยู่ครึ่งหนึ่ง..
เขาบรรจงเทเกลลอนน้ำมันลงในถังบรรจุน้ำมันของเครื่องยนต์ จากนั้นจึงออกแรงดึงสายสตาร์ทอยู่ 2-3 ครั้งจนเครื่องยนต์ทำงาน..
…
โทรศัพท์มือถือของอารยะดังขึ้น เขามองเบอร์ที่ปรากฏอย่างหวาด ๆ
“ไอคิวเหรอ..” พิรดาหักพวงมาลัยเลี้ยวก่อนหันมามองเขา
“เปล่า..ไม่ใช่ไอคิว” อารยะหันหน้าจอโทรศัพท์มือถือให้พิรดาดู “คนนี้ต่างหาก”
พิรดามองชื่อและเบอร์ที่ปรากฏอย่างงุนงง..
“สวัสดีครับ คุณ..” อารยะกรอกเสียงใส่โทรศัพท์มือถือ
“อารยะ..นายแน่ใจหรือว่านายจะขับรถกลับออกไปทั้งอย่างนี้” เขาเดินออกห่างจากเรือยนต์ตรงมาที่บ้านพัก
“ทำไมหรือครับ..ผมก็ไม่จำเป็นต้องอยู่อีกแล้วนี่”
“นายแน่ใจหรือว่าเอกสารนั่นน่ะใช้ได้”
อารยะขมวดคิ้ว “ใช้ได้แน่นอนครับ ผมพิมพ์เอกสารนั่นถูกต้องแน่นอน ลายเซ็นของศรารมก็ถูกต้องด้วย”
“งั้นหรือ..นี่นายไม่สมกับเป็นคนสนิทชิดใกล้ของคุณศิราษฎ์เลยนะ”
อารยะเริ่มไม่เชื่อมั่น เขายื่นมือไปบอกให้พิรดาชะลอรถ “หมายความว่าไง..”
“งั้นก็กลับมาก่อนสิ”
“คุณหมายความว่าไง..”
“นายกลับมาก่อน แล้วก็จะรู้เอง” เขากดวางสายไปในทันที
“เลี้ยวกลับ พิรดา..” อารยะบอก
“ทำไม มีอะไร เค้าโทรมาทำไม..”
“บอกให้เลี้ยวกลับก็เลี้ยวกลับเถอะน่า..”
พิรดาชะงักมองเขา ชะลอรถแล้วเลี้ยวกลับไปอีกเลนหนึ่งของถนน..
…
ไอคิวจอดรถข้างทางทันที เขาพยายามรื้อค้นเอกสารที่ได้มามากมายที่วางอยู่บนเบาะข้างคนขับ
“ยังไงนะครับ..” ไอคิวถามย้ำกับปลายสาย เขาใช้หูฟังต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับรุ่นพี่ที่สำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์คนเดิม
“เมื่อกี้นี้เพิ่งมีนักข่าวคนหนึ่งเอาเทปมาขาย บอกว่าเป็นเทปลับที่ยังไม่ได้เปิดเผยที่ไหนมาก่อน”
“นักข่าว..เทปอะไรหรือครับ”
“มันเป็นเทปที่อัดสำเนามาจากเทปกล้องวงจรปิดในห้องสูบบุหรี่ของตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์”
ไอคิวชะงักทันที เขายิ้มอย่างดีใจ “งั้นหรือครับ แล้วมันเป็นยังไง”
“เดี๋ยว ๆ..ก่อนอื่นนายต้องสัญญาก่อนว่าพอรู้ตัวคนร้ายและสะสางคดีนี่แล้วแล้วนายจะบอกพี่เป็นคนแรก ให้หนังสือพิมพ์ของพี่ได้พาดหัวข่าวก่อน”
“ได้เลยครับ..ไม่มีปัญหา”
“โอเค..ถ้างั้นก็จะบอกล่ะนะ..ภาพในกล้องวงจรปิดนั้นมีคนที่ชื่อมหภพกำลังสูบบุหรี่อยู่..”
ไอคิวนั่งนิ่งฟัง.. “..ตู้ปลาหรือครับ..”
“อืม..อ้อ..แล้วก็หลังจากนั้นก็มีอีกคนหนึ่งเข้าไป..แต่คิดว่าคงไม่น่าเกี่ยวเท่าไหร่”
“ใครหรือครับ..”
รุ่นพี่เอ่ยชื่อหนึ่งออกมา..
ไอคิวพยักหน้าช้า ๆ กลายเป็นว่าแทนที่เขาจะตกใจแต่เขากลับดูเหมือนมั่นใจอะไรบางอย่างมากขึ้น
“ครับ..แต่เรื่องกรอบข่าว ยังไง ๆ ก็คงเลี่ยงให้ไปอยู่หน้าอื่นไม่ได้ใช่มั้ยครับ..”
“ไม่ได้สิ..นี่มันข่าวดังที่คนสนใจนะ ขืนให้เอาไปลงหน้าอื่น บก. ก็ด่าพี่ตายสิ..ทำไมมีอะไรหรือ”
“เปล่าหรอกครับ..ผมแค่ไม่อยากเห็นข่าวอาชญากรรมลงหน้าหนึ่งบ่อย ๆ ก็เท่านั้นเอง..” ไอคิวรื้อเองก็อีกครั้ง หยิบเอารูปถ่ายรูปหนึ่งขึ้นมา..
รูปนั้นคือภาพสุสุานจิ๋นซีฮ่องเต้ ในเมืองซีอาน ประเทศจีน