Bomb-ruined building #15 (ลายเซ็นและสุสาน)
posted on 07 Mar 2009 01:30 by iqdetectiveก่อนอื่นต้องขอโทษผู้ที่ติดตาม IQ Detective ที่หายไปนานข้ามเดือน เนื่องจากเรื่องเดิมคืองานล้นจนไม่มีเวลาเขียนต่อ (ข้ออ้างชัด ๆ) และตอนนี้เขียนยากมาก ๆ (เหนื่อย...)
ขอขอบคุณมาก ๆ สำหรับผู้ที่ติดตามครับ แม้จะหายไปนานแต่พอเข้ามาดูกราฟสถิติก็ยังคงขึ้นลงสม่ำเสมอ และ IQ Detective อาจจะมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้ (ยังไม่คอนเฟิร์ม)
ขอบคุณจากใจจริงครับ
ปล. ผมจะพยายามอัพเดท index ของทุกตอนนะครับ เพราะถ้าอ่านย้อนหลังมันจะไม่มีปุ่ม previous หรือ มีก็ต้องกดจนมือหงิกแน่ ๆ
ตอนที่ 15 : ลายเซ็นและสุสาน
มหภพหน้าซีดเผือดมองเพื่อน ๆ ทั้ง 4 คน รวมทั้งราชาลและจามร
“จริง ๆ แล้วนายยังเลิกบุหรี่ไม่ได้” ศรามรมขบกรามแน่น รู้สึกผิดหวังในตัวเพื่อนที่โกหกเรื่องไม่เป็นเรื่อง “แต่กลับมาหลอกพวกเราว่านายเลิกบุหรี่ได้แล้ว พกหมากฝรั่งสำหรับแก้อาการอยากบุหรี่เอาไว้ตลอดเวลา”
บัดนี้ทุกคนในห้อจดจ้องมาที่มหภพด้วยข้อหาที่เขาโกหกเรื่องการสูบบุหรี่และการที่มีเขาอยู่ในห้องสูบบุหรี่เมื่อวันเกิดเหตุตึกระเบิด โดยลืมนึกถึงเรื่องการมีอยู่ของวิดีโอเทปม้วนนั้นไปเสียสนิท
“หลังจากที่ผลักคนแก่คนนั้นแล้วนายเดินออกไปไหน ไปฆ่าเค้าใช่หรือเปล่า” ศรารมคาดคั้น
“ฉ..ฉันยอมรับว่าเข้าไปสูบจริง ๆ แต่ว่านั่นมันก็แค่เรื่องบังเอิญ ไอ้แก่นั่นอยู่ดี ๆ ก็มาปัดเอาบุหรี่ที่ฉันสูบทิ้งแล้วก็เอาไฟแช็คโยนลงตู้ปลา ฉันก็ฉุนขึ้นมาก็เท่านั้นเอง”
“ฉันถามว่า หลังจากนั้นนายเดินออกไปไหน” ศรารมตะคอก
“ก็ออกมาหาพวกแก ขึ้นไปชั้นสามสิบเก้ากับพวกแกไง” มหภพฉุนเฉียวตะคอกกลับบ้าง “แล้วบนชั้นสามสิบเก้า บนทางเดิน..ฉันก็ดันไปเห็นไฟแช็ครูปทรงทหารจีนนั่นตกอยู่..ไม่ใช่สิ มันตั้งอยู่บนพื้นติดชิดผนังอย่างดิบดี ฉันที่ยังหงุดหงิดไม่หายที่ไอ้แก่คนนั้นทิ้งไฟแช็คไป แถมจมูกตอนนั้นก็ได้กลิ่นหลงเหลือของบุหรี่โชยมา พอมองไปที่ทางเดินเห็นมันเข้าก็รีบหยิบใส่กระเป๋าทันที”
“เดี๋ยว..” ประพาสจ้องหน้ามหภพ “นายหมายถึงไฟแช็คที่นายจุดในห้องนั่นน่ะรึ ตกลงนั่นไม่ใช่ของนายอย่างนั้นหรือ”
ราชาลยกมือขึ้นปรามทุกคนบ้าง “..ไฟแช็คนั่นเป็นตัวจุดระเบิดไม่ใช่หรือ ข่าวมันออกมาแบบนี้ คนที่ชื่ออัครานั่นยอมสารภาพแล้วว่าได้ใช้ไฟแช็ครูปทรงทหารจีนเป็นตัวจุดระเบิดตึกน่ะ แล้วทำไมไฟแช็คนั่นถึงมาอยู่ที่นายได้ล่ะ”
“แต่ก่อนหน้าที่ตึกจะระเบิดฉันก็ไม่ได้ไปกดอะไรมันเลยนะ ถ้าจะบอกว่าไฟแช็คนั่นที่ฉันเก็บได้เป็นรีโมทอะไรล่ะก็ คงไม่ใช่..” มหภพปฏิเสธเสียงแข็ง
“แปลว่ามีสองอัน” ดนัยเอ่ยขึ้น เอามือเกาคางใช้ความคิด “ที่แกอันหนึ่งซึ่งไม่ใช่รีโมท กับที่คนที่ชื่ออัคราอันหนึ่งที่เป็นรีโมทของจริง”
“ไม่ ๆ..” ราชาลครุ่นคิด “ข่าวบอกว่าพบไฟแช็คที่เป็นตัวจุดระเบิดหรือส่งสัญญาณที่ห้องสูบบุหรี่นั่นนะ”
จามรนั่งนิ่ง ทนฟังคนทั้งหมดสนทนากันโดยที่ลืมเรื่องของแคทรีน ลูกสาวของเขาไปเสียสนิท
“คนที่ชื่ออัครานั่นอาจจะวางแผนแกล้งทิ้งไฟแช็คไว้ในห้องสูบบุหรี่ หวังให้ไอ้พวกติดบุหรี่อย่างแกหยิบมันขึ้นมากดก็ได้” วาทยาดีดนิ้วดังเปาะแล้วชี้ไปที่มหภพ
ศรารมสูดหายใจฟึดฟัดเอนตัวพิงบานหน้าต่างที่ปิดสนิท
“ว่าแต่คุณเถอะ ทำไมผู้ต้องหาอย่างคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” ประพาสเห็นว่าเรื่องของเขาที่เกียวข้องกับผู้หญิงที่ชื่อแคทรีนสงบลงและไม่มีใครกล่าวถึงแล้วจึงเอ่ยถาม ชี้ไปยังราชาล
“ผมน่ะหรือผู้ต้องหา” ราชาลชี้ตัวเอง “หลักฐานไม่เพียงพอตำรวจไม่รั้งตัวเอาไว้หรอกครับ ยังไงผมก็ไม่ได้ฆ่าคุณศิราษฎ์อยู่แล้ว ผมบอกตั้งกี่ครั้งว่าอัครานั่นต่างหากที่ฆ่า”
“นี่พวกแกได้กลิ่นอะไรแปลกหรือเปล่า..” วาทยาแทรกขึ้น ยื่นจมูกสูกดมไปทั่ว “..เหมือนกลิ่นไหม้ผสมกลิ่นไอดิน”
พอวาทยาทักขึ้นทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่ามีกลิ่นที่ว่าโชยเข้ามา ในขณะที่หน้าต่างทุกบานปิดสนิท มีแค่ประตูเท่านั้นที่เปิดอ้า
กลิ่นนั้นรุนแรงขึ้นทุกขณะจนวาทยาต้องเดินวนเวียนตามหาที่มาของกลิ่น เข้าไปในห้องนอน 3 ห้อง ห้องครัวเล็ก ๆ แล้วเดินกลับออกมายังห้องรับแขก
จังหวะที่ทุกคนกำลังหาต้นตอของกลิ่นนั้น ประตูบ้านพักที่ศรารมทำกระจกแตกไปช่องหนึ่งก็ถูกทำให้แตกอีกช่องแล้วถูกคล้องสองบานเข้าด้วยกันด้วยโซ่เส้นหนา ล็อคด้วยแม่กุญแจ
ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วจนทุกคนในบ้านพักได้แต่นิ่งอึ้ง
“ไอ้อารยะ”
อารยะปล่อยมือออกจากแม่กุญแจ เบื้องหลังมีพิรดายืนอยู่ไม่ห่างกัน เขามองเข้าไปในบ้านพัก มองทุกคนที่ยืนนิ่งงุนงง จากนั้นโบ้ยสายตาให้ทุกคนมองไปที่ศรารม ทุกคนจึงหันไปมองศรารมทันที
ศรารมที่ยืนพิงหน้าต่างค่อย ๆ ทรุดลงเนื้อตัวเกร็งไปหมด หลังของเขาพาเอาผ้าม่านขึงตึงจนหลุดออกมาจากราวเส้นลวดเล็ก ๆ เหนือบานประตู เขานั่งลงเต็มแรงจนกระทบพื้นเสียงดัง พยายามสูดหายใจอย่างหนักหน่วง ตาขวางมองเพื่อนของเขา
“เฮ้ย อาการหอบมันกำเริบ” ประพาสตรงรี่เข้าไปประคองตัวศรารม “ยาแก้หอบของมันอยู่ไหน”
“นี่แก!!” ดนัยหันไปมองอารยะอย่างเหลืออด
“เปิดหน้าต่างสิวะ” วาทยาชี้ไปที่หน้าต่างแล้วตรงไปเปิดหน้าต่างเหนือโซฟาที่จามรนั่งอยู่
“ทำไมทำแบบนี้” มหภพจ้องอารยะ “นายพยายามจะช่วยฉัน แต่ทำไมถึงได้ทำกับศรารมแบบนี้”
“เปิดไม่ออก..หน้าต่างเปิดไม่ออก ให้ตายสิ” วาทยาพยายามดันขอบบานหน้าต่าง
ศรารมหอบหายใจจนตัวโยนไปมาบนอ้อมแขนของประพาส ขาก่ายพื้นดิ้นทุรนทุราย
“นายทำอะไรลงไป” ราชาลมองขาทั้งสองข้างของศรารมแล้วหันไปทางอารยะที่ยืนนิ่งด้านนอก โดยมีพิรดาเขย่าแขนเขาบ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำในครั้งนี้ “นายจะฆ่าเขานะ”
“ยาอยู่ในรถ..ทำไงดี” ประพาสโพล่งออกมาเมื่อนึกออกว่าศรารมคงไม่ได้หยิบยาออกมาจากกระเป๋าในรถ
“นี่นายวางแผนให้เป็นแบบนี้หรือไง..” มหภพเดินเข้าไปใกล้ตัวอารยะ คิดจะล้วงมือผ่านช่องกระจกที่แตกเพื่อกระชากคอเสื้ออารยะ แต่ก็หยุดความคิดนั้นไว้
อารยะยิ้มอย่างเลือดเย็น “พวกนายทำฉันก่อน”
“แต่นี่นายวางแผน นายต้องวางแผนมาก่อนถึงทำแบบนี้ได้ นายทำให้หน้าต่างเปิดไม่ได้ ปล่อยแก๊สอะไรบางอย่าง แล้วก็เอาโซ่นี่มาขังพวกเราไว้” มหภพชี้โซ่ตรงหน้า
“ก็เป็นแผนที่ฉันจะตัดสินใจทำหากพวกนายทำฉันก่อน” อารยะชูแคปซูลยาเม็ดหนึ่งขึ้นมา “ยาแก้หอบอยู่นี่..”
มหภพยื่นมือผ่านช่องกระจกทันทีโดยไม่ทันระวังเศษกระจกแหลมที่ติดอยู่ เขาสะดุ้งชักมือกลับเมื่อรู้ตัวว่าโดนกระจกบาด พร้อม ๆ กันที่อารยะถอยห่างหนึ่งก้าว
อารยะมองผ่านกระจกเข้าไปยังศรารมที่จ้องเขม็งเกร็งมาที่เขา “แลกเปลี่ยน..”
พิรดายื่นซองสีน้ำตาลยื่นให้อารยะทันทีด้วยสีหน้าเป็นกังวลกลัวว่าศรารมจะหมดลมหายใจไปก่อน
วาทยาใช้ก้นแจกันที่หยิบเอามาจากข้างโทรทัศน์ทุบลงไปบนกระจกหน้าต่างทุกช่อง จามรเบี่ยงตัวหนีไปยืนอยู่อีกฝั่ง แต่กระจกที่แตกกลับค้างอยู่ไม่กระจายลงพื้นด้านนอก
“แก..ไอ้อารยะ”วาทยาหันมาชี้หน้าอารยะ “..มันแปะสติกเกอร์ใสด้านนอก”
ดนัยหันไปมองกระจกที่แตก “ทุบมันออกไป แค่สติกเกอร์ไม่หนามากหรอก”
“ข้างในซองนี่มีเอกสารมอบทรัพย์สินส่วนของศรารมให้ผม ผมเซ็นแล้วเหลือแต่ศรารมเท่านั้น”
“นี่มันจะมากไปแล้วนะ” ประพาสตะโกนออกมา ยกตัวศรารมขึ้นอุ้ม พยายามดันศีรษะเขาชิดช่องหน้าต่างที่เป็นรูโหว่เพื่อให้เขาไดสูดอากาศข้างนอก
“สรุปว่าแกอยากได้ทรัพย์สินของคุณศิราษฎ์จริง ๆ” มหภพตีสีหน้าเย้ยหยัน “แกมันก็แค่ไอ้พวกโจรสกปรก ๆ คนหนึ่ง”
“คงไม่มีใครสกปรกไปมากกว่าคุณศิราษฎ์อีกแล้วล่ะ”
“ยอมมันไปก่อนเถอะ เพื่อนนายจะตายเอานะ” ราชาลบอกมหภพ
จามรยืนพิงโทรทัศน์มองดูอย่างไม่สะทกสะท้าน
,มหภพถอนหายใจเฮือกใหญ่ คว้าเอาซองที่อารยะยื่นให้แล้วเปิดออกทันที
“ได้อากาศข้างนอกแล้วคิดว่าคงพอมีสติเซ็นลายเซ็นสวย ๆ นะครับ” อารยะกล่าวกับศรารม
ราชาลคว้าเอาปากกาที่เหน็บอยู่ในกระเป๋าเสื้อยื่นให้มหภพทันที “เอาปากกานี่ไป..”
มหภพรับปากกานั้นมา มองผ่านตัวหนังสือในใบเอกสารแวบหนึ่งแล้วรีบวางลงบนโต๊ะรับแขกทันที “แกฝืนใจเซ็นหน่อยนะ..”
ประพาสดึงตัวศรารมที่เริ่มทุเลาจากอาการหอบมานั่งบนโซฟาตรงหน้าเอกสาร
“เซ็นไปเถอะครับ ไม่ต้องเสียดาย” ราชาลคะยั้นคะยอจนจามรเริ่มผิดสังเกต “เชื่อผม..”
ศรารมได้สัมผัสกลิ่นแก๊สแปลก ๆ อีกครั้ง ยิ่งรู้สึกพะอืดพะอม จ้องหน้าอารยะอย่างเคียดแค้น มือถือปากกาสั่นเทา เขากลั้นหายใจแล้วเซ็นลายเซ็นลงบนช่องว่างที่มีกากบาทเล็ก ๆ บ่งชี้ไว้ พอเซ็นเรียบร้อยเขาทิ้งปากกาทันทีแล้วหุนหันพลิกตัวกลับไปหาช่องหน้าต่างอีกครั้ง
“เอายามา” มหภพตะโกนใส่อารยะ
อารยะใช้นิ้วดีดยาเข้าไปข้างใน ยาตกลงบนพื้นใกล้ประตู
..พอมหภพดันยาแก้หอบเข้าปากของศรารมสำเร็จ ไม่กี่วินาทีต่อมาศรารมก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาทันที
เมื่อสถานการณ์ของศรารมดูเหมือนจะสงบลง จามรจึงก้าวเดินเข้ามาหาอารยะที่ประตูแล้วเอ่ยถามเขา
“เมื่อครู่นี้นายพูดว่าไม่มีใครสกปรกไปกว่าคุณศิราษฎ์ นายหมายความว่ายังไง”
อารยะมองจามรครู่หนึ่ง จากนั้นมองผ่านเข้าไปยังทุกคนอีกครั้ง เห็นว่าทุกคนเองก็หันมาด้วยความอยากรู้ ยกเว้นศรารมที่ยังนอนสนใจแต่กับลมหายใจของตัวเอง เขายิ้มที่มุมปาก
“เป็นเวลาหลายปีที่ผมรู้จักคุณศิราษฎ์..จนได้มาทำงานกับเขา ผมจึงพอรู้เรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทกิจเจริญวัฒนไพบูลย์มากพอ แถมยังรู้ดีกว่าลูกชายผู้ไม่เอาไหนของคุณศิราษฎ์ด้วยซ้ำ แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่องนี้ ผมขอเอกสารคืนด้วยครับ”
เพื่อนทั้ง 4 คนจ้องเอกสารที่อยู่บนโต๊ะเขม็ง มหภพทำท่าจะคว้ามัน แต่ราชาลกลับชิงดึงเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านก่อน
“..ได้ยินยอมมอบทรัพย์สิน อันได้แก่ ที่ดินและอาคารกิจเจริญวัฒนไพบูลย์ รวมทั้งหุ้นในบริษัททั้งหมดให้แก่ นาย อารยะ ทุติยะ..” ราชาลเงยหน้าขึ้นจากเอกสารแผ่นนั้นมองอารยะที่ยังยืนนิ่งไม่สะสกสะท้านใด ๆ “ฉันขอนับถือในความฉลาดของนายจริง ๆ” เขายื่นแผ่นเอกสารสอดผ่านช่องประตูให้แก่อารยะ
จามรมองราชาลอย่างเคลือบแคลงสงสัย แต่ก็ต้องเก็บเอาไว้ในใจเพราะมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าในตอนนี้
“เชิญเล่าเรื่องของนายมา” ราชาลยังคงต้องการฟังต่อ แต่ประพาสกลับท้วงขึ้น
“แกเปิดประตูให้พวกเราก่อน”
อารยะยิ้ม “ได้สิครับ” เขาก้มลงหยิบเศษกระถางที่ถูกระเบิดก่อนหน้านั้นขึ้นมาทุบช่องกระจกประตูอย่างอย่างง่ายดาย “บังเอิญว่าผมไม่ได้ติดสติกเกอร์ใสตรงประตูน่ะครับ”
วาทยากัดฟัดกรอดมองอารยะอย่างแค้นเคือง เขาไม่คิดที่จะทุบกระจกประตูเลยด้วยซ้ำ เพราะมีอารยะยืนอยู่ตรงนั้น ซ้ำมหภพยังยืนโต้ตอบอยู่ด้วยกัน
กระจกแตกกระเด็นเข้าไปด้านใน ราชาลกับมหภพต้องถอยหนี
“ผมจะวางกุญแจเอาไว้ตรงนี้” อารยะล้วงกุญแจจากกระเป๋ากางเกงออกมาวางบนเศษกระถางที่เข้าใช้ทุบกระจก
“นายรู้อะไรเรื่องพ่อฉัน..บอกมาเดี๋ยวนี้” ศรารมเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากเกิดอาการหอบกำเริบ ทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาและสูดหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ
อารยะหัวเราะในลำคอ พิรดาเองก็จ้องมองเขาอยู่ด้านหลังด้วยความตื่นเต้น
“คนที่ชื่ออัครา คนที่ยอมรับว่าได้วางระเบิดตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์ แท้ที่จริงแล้วก็คือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทกิจเจริญวัฒนไพบูลย์หรือชื่อเดิมคือ บริษัทอัคราษฎ์”
ร่างของศรารมกระตุกนิดหนึ่ง แต่เพราะนอนหันศีรษะมาทางประตูบ้านพักจึงไม่อาจมองหน้าอารยะได้
“เรื่องนั้นพอมีเค้าความจริงอยู่” จามรเอ่ยขึ้น “เพราะเหตุนี้หรือ อัคราถึงได้ระเบิดตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์”
“ครับ..เพราะว่าคุณศิราษฎ์ พ่อของคุณศรารมฮุบกิจการเอาไว้คนเดียว คุณอัคราจึงโกรธแค้นและเก็บความแค้นนั้นมาตลอดเวลา หวังว่าสักวันจะได้แก้แค้นเพื่อนทรยศคนนี้”
เพื่อนทรยศ..ศรารมรู้สึกเหมือนโดนเข็มทิ่มแทง คำ ๆ นี้เพิ่งเกิดขึ้นกับเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
“นายรู้หรือว่าคุณศิราษฎ์โกงยังไง” จามรถาม
“เรื่องนั้นผมรู้แค่เพียงคุณศิราษฎ์อาศัยจังหวะที่คุณอัคราไปดูงานที่ต่างประเทศ และมอบหมายให้คุณศิราษฎ์อนุมัติงานทุกอย่างที่เมืองไทย”
“ประเทศจีนน่ะรึ เคยได้ยินว่าสมัยนั้นคุณศิราษฎ์คิดจะไปบุกเบิกเปิดบสาขาที่นั่น”
“ครับ..คงจะเป็นอย่างนั้น”
มหภพเตะเศษกระจกเดินเข้ามาใกล้อารยะ “เดี๋ยว ต่างประเทศนั่นประเทศจีนแน่นะ”
อารยะจ้องหน้ามหภพ ก่อนที่จะหลบสายตา “ใช่ครับ..”
“ทำไมมันลงล็อคทุกอย่างเลยล่ะ” มหภพหันกลับมาทางเพื่อนของเขา
“อะไร แกจะมาแก้ตัวอะไรอีก” ดนัยต่อว่าเพื่อน
“โถ่เว้ย..นี่พวกแกยังติดใจไอ้เทปบ้า ๆ นั่นอีกเหรอ อาจจะเป็นไอ้อารยะนี่ก็ได้ที่มันเอามายัดเยียดให้ดู” มหภพชี้ไปด้านหลัง
“แกอย่าพยายามป้ายความผิดให้ใครดีกว่า” ประพาสยังสงสัย “มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะเอาเทปนั่นมา มันสำคัญที่มีแกอยู่ในเทปนั่นต่างหาก”
มหภพเตะเศษแก้วอย่างโมโห “ฟังก่อนสิ !!..ที่บอกว่ามันลงล็อคก็คือไฟแช็คนั่นน่ะ ไฟแช็ครูปทรงทหารจีนนั่น”
ราชาลหรี่ตามองมหภพ พอจะเข้าใจที่เขาพยายามสื่อ แต่เพื่อน ๆ ของเขายังมองด้วยสายตาบ่งบอกความไม่แน่ใจ
“ฉันเองไม่รู้ว่าไอ้ไฟแช็คแบบนั้นมันมีขายกลาดเกลื่อนขนาดไหนนะ แต่เท่าที่รู้คือไฟแช็คทรงทหารจีนนั่นสามารถหาซื้อได้ที่ประเทศจีนแน่ ๆ เพราะว่ามันเป็นของที่ระลึกขายในสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในเมืองซีอาน สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของประเทศจีน..”
วาทยาดีดนิ้วอย่างลืมตัว ศรารมก็เด้งตัวลุกขึ้นหันมามองมหภพ
เพื่อนทั้ง 4 คน รวมทั้งราชาลและจามร ไม่เว้นแม้แต่อารยะกับพิรดา..ทุกคนต่างนิ่งอึ้งกับสิ่งที่มหภพอธิบาย..