Bomb-ruined building #13 (แบล็คเมล์)
posted on 16 Feb 2009 19:02 by iqdetective
ตอนที่ 13
..ในเมื่อส่งพิรดาไปแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา อีกอย่าง..ถ้าเป็นอารยะด้วยแล้วคงไม่ตายง่าย ๆ หรอก..
ไอคิวผละออกมาจากงานศพของผู้ตายรายที่ 3 เขาไม่ได้อะไรมากจากการสอบถามภรรยาและลูกชายของผู้ตาย เพราะกำลังอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียจนเขาละอายที่จะถามอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นการได้พบกับคนรับใช้ที่บ้านของผู้ตายรายที่ 3 นั้นถือเป็นเรื่องที่โชคดีมาก
แต่เขาไม่ได้ตัดสินใจตรงไปยังบ้านพักตากอากาศที่จังหวัดระยองเพื่อไปหาอารยะในทันที ในเมื่อบอกให้พิรดาไปแล้วก็คงไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น และยิ่งเป็นอารยะด้วยแล้ว คงไม่ตายง่าย ๆ แน่..
ไอคิวจึงตัดสินใจตรงไปยังอีกที่หนึ่งที่เขาตั้งใจไว้แต่ต้นว่าต้องไปให้ได้หลังจากไปบ้านของผู้ตายทั้งสามคนเสร็จเรียบร้อย นั่นคือโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อพบกับอัครา..
ไอคิวยังไม่รู้ว่าอัคราได้สารภาพกับตำรวจจนหมดสิ้นแล้ว พอเขาไปถึงและพยายามฝ่าด่านเหล่าแพทย์และพยาบาลจนเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยของอัคราได้ คำถามแรกของเขาจึงถามว่า
“คุณวางระเบิดใช่หรือเปล่าครับ”
“ฉันต้องตอบนายงั้นหรือ..” อัคราจ้องหน้าเขานิ่งบนเตียงคนไข้ ขาข้างหนึ่งเข้าเฝือกห้อยอยู่เหนือปลายเตียง “นายก็แค่เป็นเพื่อนของคนที่ชื่ออารยะไม่ใช่หรือ ต่อให้บอกว่ามาสืบเรื่องนี้ก็เถอะ”
“คุณวางระเบิด..เพราะจากหลักฐานการที่คุณแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ควบคุมกล้องวงจรปิด แกล้งทำให้กล้องวงจรปิดบนชั้นสามสิบเก้าเสียหาย อยู่ร่วมในเหตุการณ์ อยู่ภายในห้องรับแขกนั้น และความแค้นที่คุณมีต่อคุณศิราษฎ์เมื่อหลายปีก่อน”
คิ้วของอัครากระตุก “รู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”
“ผมสืบเอาไงครับ”
อัคราถอนหายใจเบา ๆ ไม่มีความจำเป็นต้องโกหกอะไรอีก “..ฉันสารภาพกับตำรวจไปหมดแล้ว”
ไอคิวเป็นฝ่ายแปลกใจบ้าง “'งั้นหรือครับ..ทำไมถึง”
“เพราะฉันเห็นผู้คนที่ต้องเจ็บและตายเพราะการกระทำของฉันน่ะสิ..” อัครามองไปที่โทรทัศน์ซึ่งแขวนอยู่ด้านปลายเตียง “แม้จะเลือกเวลาเที่ยง และคิดเอาว่าคงไม่มีใครเป็นอะไรมาก แต่พอมาเห็นภาพข่าวในทีวีแล้ว กลายเป็นว่าฉันกลับรู้สึกผิดต่อคนพวกนั้น จึงยอมสารภาพออกไป”
“ครับ..” ไอคิวนิ่งคิด “สารภาพว่าเป็นคนวางระเบิดหรือครับ..”
“ใช่..จะอะไรอีกล่ะ แค่นี้ก็หนักหนาเกินพอแล้ว”
“แล้วเรื่องที่ฆ่าคุณศิราษฎ์ล่ะครับ”
อัคราจ้องหน้าไอคิวทันที ขาข้างที่เข้าเฝือกขยับเล็กน้อย “ผมไม่ได้ทำ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณรู้หรือเปล่าว่าใคร”
“ก็ไอ้คนที่ชื่อราชาลนั่นไง ไอ้คนที่มีเสื้อเปื้อนเลือดนั่นน่ะ”
“เหรอครับ..แต่ผมว่าไม่น่าใช่”
“'งั้นแกคิดว่าเป็นใครล่ะ”
“คุณไง..คุณจงใจป้ายความผิดไปให้คุณราชาลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
อัคราชะงัก พูดจาตะกุกตะกักออกมา “ตำรวจเองก็บอกว่าไอ้คนที่ชื่อราชาลนั่น นายจะเก่งกว่าตำรวจงั้นรึ..”
“เปล่าครับ.ตำรวจก็แค่ดูจากรูปการคร่าว ๆ และคำให้การที่ตรงกันของทุกคนที่อยู่ในห้องว่าเห็นคุณราชาลใส่เสื้อเปื้อนเลือด แต่ตำรวจก็ยังไม่ได้บอกคุณไม่ใช่หรือว่าปักใจเชื่อว่าเป็นคุณราชาลจริง ๆ”
อัคราขมวกคิ้วเกร็งไปทั้งใบหน้า “ฉันไม่ได้ฆ่ามันหรอกไอ้สวะนั่นน่ะ..ฉันขอยอมรับแค่ฉันวางแผนระเบิดตึกมัน และยอมรับว่าได้ทำให้ผู้คนหลายคนต้องบาดเจ็บและตายไป แต่ฉันไม่มีทางยอมรับวางฉันฆ่ามันหรอก”
ความทิฐิของอัครามากล้นจนไอคิวนึกขยาด เขาเลือกยอมรับความผิดใหญ่หลวง แต่ไม่เลือกยอมรับว่าได้ฆ่าคนหนึ่งคนที่เขาอาฆาตแค้นมาตลอดทั้งชีวิต นี่คงเป็นสิ่งที่อัคราคิดว่าจะตอบแทนผู้เคราะห์เหล่านั้นได้
แต่สำหรับศิราษฎ์แล้ว แม้จะตายไปก็ไม่มีทางอโหสิให้..
ไอคิวจ้องมองดวงตาของอัคราซึ่งบอกออกมาแบบนั้นชัดแจ้ง “..เข้าใจแล้วครับ แต่ความจริงก็ต้องเป็นความจริงวันยันค่ำ อีกเดี๋ยวตำรวจก็คงจะรู้ความจริงเอง”
“ความจริงก็คือฉันสะใจที่มันตายไปไงล่ะ แต่สำหรับคนอื่น ๆ ฉันเสียใจจริง ๆ”
“ครับ..อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะถาม เรื่องไฟแช็คที่เป็นรีโมทส่งสัญญาณของคุณ”
“ทำไมอีกล่ะ เรื่องนั่นก็กระจ่างแล้วนี่ ฉันบอกตำรวจไปหมดแล้ว นายไม่ต้องยุ่งหรอก”
“ครับ..แต่ว่าที่ผมจะถามก็คือ ในห้องสูบบุหรี่มีกล้องวงจรปิดใช่หรือเปล่าครับ”
“มีสิ..”
“คุณไม่ได้ทำให้กล้องเสียใช่มั้ยครับ”
“เปล่า..ตรงนั้นฉันไม่คิดว่ามันจะทำให้นึกสงสัยฉันว่าเป็นคนวางระเบิดได้ก็เลยปล่อยไป อ้ะ..นี่หมายถึง”
“แสดงว่าภาพช่วงที่คุณเอาไฟแช็คไปวางไว้ที่นั่น ไปจนถึงตอนตึกถล่มก็ยังอยู่ใช่มั้ยครับ”
“อยู่สิ.ต้องอยู่ เทปนั่นต้องอยู่ในห้องควบคุมกลางชั้นหนึ่งนั่นแหละ นั่นสิ ทำไมถึงลืมคิดไปได้..ถ้ามีเทปนั่นล่ะก็..นายเองก็จะรู้ความจริงอีกอย่างด้วย”
“ความจริงอีกอย่างหรือครับ..”
“ความจริงที่ว่ามีคนซ้อนแผนฉันอีกทีน่ะสิ ใช่แล้วล่ะ..โทรศัพท์มือถือนั่นมันคงแอบเอามาใส่กระเป๋าเสื้อฉันตอนนั้นเอง”
“อ้อ.เรื่องนั่นผมทราบแล้วละครับ”
อัครามองไอคิวอย่างรู้สึกทึ่ง “นี่นายก็รู้แล้วรึ”
“เรื่องที่ซ้อนแผนนั่นไงครับ แต่เรื่องโทรศัพท์มือถือผมไม่ทราบหรอก”
“นายรู้หรือว่าใครซ้อนแผนฉัน”
“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ครับ แต่ก็พอจะเลา ๆ บางแล้ว”
“แล้วตกลงมันแผนอะไร ฉันถามตำรวจแต่ตำรวจไม่ยอมเปิดเผย”
“ครับ..ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องความลับอะไรหรอก แต่ตำรวจคงไม่อยากให้เสียรูปคดีมากกว่า คือว่ามีสามคนในห้องสูบบุหรี่ถูกฆาตกรรมก่อนที่ตึกจะถล่มลงมาน่ะครับ”
อัคราเผลอเดาะลิ้น “คิดไว้ไม่ผิด มันต้องเป็นแผนฆ่าคนแน่ ๆ ไอ้หมอนั่นมันแกล้งอำฉันซะเปื่อย..” เหมือนเขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงหยุดพูดแล้วจ้องหน้าไอคิวอีกครั้ง “นายคงรู้แล้วใช่มั้ยว่าใคร ไม่อย่างนั้นนายคงไม่มาที่นี่หรอก หมอนั่นมันอำฉันเรื่องนึงตอนที่มันโทรมา..ถ้าฉันพูดไปนายต้องร้องอ๋อแน่ ๆ”
ไอคิวใจเต้นตึกตัก ท่าทีของอัคราชวนให้ไอคิวลุ้นขึ้นมาจริง ๆ
“เล่าเรื่องโทรศัพท์มือถือที่คุณบอกหน่อยได้หรือเปล่าครับ..”
อัครายิ้มแย้มเหมือนถูกปลดออกจากบาปอันใหญ่หลวง “ได้สิ..อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าคนสามคนไม่ได้ตายเพราะฉัน แต่เป็นเพราะถูกฆ่าตายไปต่างหาก..”
…
มหภพลืมตาและผุดลุกขึ้นนั่งทันที คงเพราะรู้ตัวว่าถูกตีจนสลบไปและอาจจะอยู่ในสถานะไม่ปลอดภัย เขายังคงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเดิมที่ประพาสหิ้วเขามา ลมทะเลพัดแรงจนผมเสียทรงและรู้สึกเหนียวตัวไปหมด
“ตื่นแล้วรึ” เสียงศรารมดังผ่านด้านหลังเข้ามา
มหภพหันไปทางต้นเสียง พบว่าเพื่อนของเขายืนเรียงรายมองเขา พร้อมกับราชาลและจามร “พวกคุณ..” เขาทำท่าจะถามว่าสองคนหลังมาได้ยังไง แต่ก็เปลี่ยนหันไปถามเพื่อน ๆ แทน “มันอยู่ไหน..”
“ไม่รู้” ประพาสตอบห้วน ๆ
“นายเห็นหรือเปล่าว่าใครตี” ศรารมถามขึ้น
มหภพพยายามนึก มือจับต้นคอนวดไปมาเบา ๆ “ไม่เห็น..ฉันไม่เห็นว่าใครตี แต่ฉันแน่ใจว่าเป็นมัน เพราะก่อนหน้าไม่กี่นาทีมันโทรเข้ามาหาฉัน” เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดดูสายเรียกเข้าล่าสุด เป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่มีอยู่ในรายชื่อ “มันคงโทรหาฉันหลอกล่อให้พูดคุยกับมันโดยไม่ทันระวังตัวแล้วก็แอบเข้ามาตีด้านหลัง”
“แผนสูงจริง ๆ” ดนัยเอ่ยออกมา
“ฉันว่าเรากลับดีกว่า ปล่อยให้มันอยู่ที่นี่ไปคนเดียว” มหภพเอียงคอไปมา
“ตกลงว่านายไม่เห็นว่าใครตีนายใช่มั้ย” ศรารมถามย้ำ “ก็แสดงว่าอาจจะไม่ใช่อารยะ”
มหภพมองหน้าเพื่อน “หมายความว่าไง”
วาทยาเตะดินทรายบนพื้น “ก็หมายความว่าไอ้ศรารมมันกำลังสงสัยพวกฉันอยู่น่ะสิ”
“ดูสิ..” ศรารมชี้ทุกคน “ไม่แปลกใจหรือไงว่าทุกคนอยู่กันพร้อมเลย ทุกคนที่อยู่ในห้องนิรภัย”
“ก็ไอ้อารยะมันเป็นคนเซตฉากขึ้นมาไงล่ะ” ดนัยบอกอย่างเหลืออด
“ไม่..ต้องมีคนวางแผนเรื่องนี้ ไอ้อารยะมันถูกพวกเราเรียกมา มันจะไปเซตฉากได้ยังไงกัน นอกจากพวกเรา”
“ฉันกลับล่ะ..” ประพาสโบกมือ เอือมระอากับความคิดของศรารม เดินออกไปทางเดิมผ่านบ้านพักของศิราษฎ์
“เดี๋ยว..นี่แกหมายถึงเรื่องเมื่อสมัยก่อนตอนที่เราเรียนกันอยู่ออสเตรเลียงั้นรึ” มหภพโพลงออกมา
“เออ..เรื่องนั้นแหละ” ประพาสตะโกนโดยไม่หันมามอง
“เดี๋ยวก่อนสิอย่าเพิ่งไป” มหภพรั้ง
ประพาสหยุดหันมา ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองเวลา “นี่มันบ่ายสามโมงกว่าแล้ว พวกแกจะรอให้ถึงมืดให้ไอ้อารยะมันเล่นเกมต่อหรือไง”
“ผู้หญิงคนที่ฆ่าตัวตายน่ะเคยเป็นแฟนนายไม่ใช่หรือ”
ประพาสชะงัก “ใคร..”
“ผู้หญิงคนที่พวกเราขังตัวเรียกค่าไถ่น่ะ เป็นแฟนนายไม่ใช่หรือไง”
“ใช่..แล้วมันยังไง เรื่องนั้นมันจบไปแล้ว มหภพ..แกน่าจะคิดได้นะ..ว่าไอ้อารยะมันพยายามจะปั่นหัวเราทุกคน มันคงไปสืบเรื่องของพวกเราตอนที่อยู่ออสเตรเลียมาก็ได้ใครจะรู้”
“นี่พวกคุณใครก็ได้ช่วยอธิบายสิ่งที่พูดหน่อยสิ” จามรเอ่ยแทรกขึ้นอย่างหัวเสีย
เพื่อนทั้ง 5 คนมองราชาลและจามร ประพาสชิงอธิบายก่อนคนอื่น “เรื่องก็คือเราห้าคนวางแผนเรียกค่าไถ่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน..และเป็นแฟนของผมอยู่ตอนนั้น”
“ใช่แคทรีนหรือเปล่า..” จามรถามอีก
แต่ทว่ากลับทำให้เพื่อนทั้ง 5 คนชะงักมองจามรเป็นตาเดียว “ทำไมคุณถึงรู้..”
จามรพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำ “ที่นี้ผมรู้แล้วว่ามีคนพยายามเซตฉากให้พวกเรามาอยู่พร้อมหน้ากันจริง”
“อย่าบอกนะว่าคุณเป็นพ่อเธอ..” วาทยาที่เงียบมานานเอ่ยขึ้น
จามรพยักหน้าอีกครั้ง.. “ใช่..”
“แกเป็นคนวางแผนทุกอย่าง” จู่ ๆ วาทยาก็ชี้ไปทางประพาสที่หยุดยืนห่างจากทุกคน
ประพาสสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์
“แกพาพวกเรามาที่นี่ โทรเรียกคุณสองคนนี้ให้ตามมาด้วย โทรเรียกอารยะมาเป็นแพะรับบาป แค้นมหภพที่เป็นคนต้นคิดเรื่องลักพาตัว แอบตีมันหวังให้ตายแต่ไม่ตาย แกพยายามจะแบล็คเมล์ศรารมโดยใช้งานวันเปิดบริษัทพ่อของศรารมเป็นโอกาสที่พวกเราจะเจอกันพร้อมหน้าและแถมมีพ่อของแคทรีนอยู่ด้วย..”
“ไม่ใช่..” ประพาสตะคอก “ไม่ใช่แบบนั้นนะศรารม ฉันไม่ได้..”
“นี่นายแค้นฉันมากขนาดนั้นเลยหรือ” มหภพแทรกขึ้นทันที “คิดจะตีให้ฉันตายเลยอย่างนั้นใช่มั้ย”
ประพาสส่ายหน้าไปมา “นายอย่าเพิ่งคิดไปเองสิ..”
“ความจริงที่ฉันไม่ตาย..อาจเป็นเพราะอารยะมาเห็นเข้าก่อนก็ได้” มหภพล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาอีกครั้ง “เรื่องคงเป็นแบบนี้..อารยะโทรเข้ามา ต่อจากนั้นฉันถูกตี แต่ว่าสายยังไม่ได้ถูกตัดไป อารยะยังถือสายฟังอยู่ตลอดเวลานานถึงยี่สิบนาที”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ” ประพาสก้าวเดินเข้ามาใกล้ “นายกำลังถูกไอ้อารยะมันหลอก”
“ไม่ใช่หรือ ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมโทรศัพท์ที่มันควรจะตกพื้นหรือถูกตัดสายไปตอนที่ฉันโดนตี มันถึงได้อยู่ในกระเป๋ากางเกงฉันอย่างดิบดีล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะอารยะแอบเห็นแล้วเข้ามาขวางเอาไว้ก่อน”
ขณะเดียวกัน ภายในห้องนอนในบ้านพักของศิราษฎ์ อารยะยังคงเฝ้ามองอยู่ที่เดิม เพียงแต่ไม่ได้ยินเสียงที่พูดคุยกัน แต่แล้วโทรศัพท์มือถือก็สั่น..
มหภพเป็นคนโทรมา..
อารยะปล่อยให้มันสั่นอยู่ในมือครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจรับสาย
“คุณมหภพมีอะไรหรือครับ”
“อารยะ..นายช่วยชีวิตฉันใช่มั้ย นายเป็นคนเอามือถือใส่ในกระเป๋าฉันใช่มั้ย”
“ใช่ครับ” อารยะตอบเสียงเรียบ “ผมบังเอิญเห็นคุณประพาส..” เขาแง้มม่านมองไปที่ประพาสที่ยืนประจันหน้ากับทุกคนริมชายหาด “กำลังจะทำร้ายคุณก็เลยวิ่งเข้าไปช่วย เค้าตีคุณไปครั้งหนึ่งแล้ว คุณล้มคว่ำโทรศัพท์ยังคาอยู่ในมือ แล้วเค้าก็วิ่งหนีไปทางอื่นคงคิดจะไปเรียกคนอื่น ๆ มาให้เห็นว่าผมทำร้ายคุณ ผมพยายามพลิกคุณหงายแต่เห็นคุณวาทยาเดินเอื่อย ๆ มาเสียก่อนจึงตัดสินใจยัดโทรสัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงคุณ แล้ววิ่งหนีจากตรงนั้นมาก่อน..”
มหภพชูโทรศัพท์มือถือที่กดเปิดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน “แล้วนายแอบฟังพวกเราหรือเปล่า”
“ผมแค่ยังไม่ได้วางสาย คุณก็ดันถูกตีซะก่อน..ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังหรอกครับ”
“งั้นมันก็รู้เรื่องที่เราคุยกันน่ะสิ” ศรารมโพล่งออกมา
“ถูกต้องครับ คุณศรารม เรื่องผู้หญิงที่ชื่อแคทรีนอะไรนั่นที่ออสเตรเลียน่ะ..ผมก็รู้นะครับ”
บังเอิญว่ามีสายซ้อนเข้ามาจากพิรดาพอดี อารยะจึงกดปิดสายของมหภพทิ้งแล้วรับของพิรดาแทน..
“มันตัดไปแล้ว..” มหภพบอก “มันบอกว่ามันรู้ทุกอย่าง เป็นยังไง..แกคิดจะแก้ตัวอะไรอีก” เขาจ้องประพาสที่ยืนนิ่งเหมือนคนไร้ความรู้สึก
“พวกแกยังเป็นคนกันอยู่หรือเปล่า..” เสียงของจามรดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ทุกคนแทบไม่อยากจะหันไม่มองเขา “พวกแกทำให้ลูกสาวฉันต้องตาย แล้วยังจะวางแผนนัดกันในวันเปิดบริษัทเพื่อแบลคเมล์เพื่อนตัวเอง โดยให้มีฉันกับคุณราชาลมาพบคุณศิราษฎ์ในวันนั้นด้วย ถ้าไม่เกิดเหตุระเบิดตึกขึ้นซะก่อน เรื่องคงลงเอยอย่างที่พวกแกต้องการ”
ศรารมพอได้ฟังจามรก็ยิ่งรู้สึกฉุนเฉียวเป็นลำดับ “พวกแกจะแบลคเมล์อะไรฉัน จะฟ้องคุณพ่อต่อหน้าคุณจามรต่อหน้าทุกคนว่าฉันฆ่าลูกสาวของเค้าหรือไง”
วาทยาก้มหน้านิ่งเหมือนเคย มหภพหันไปมองประพาส ดนัยทำท่าจะเอ่ยแต่ก็หยุดเอาไว้
“ฉันไม่ได้คิดจะแบลคเมล์แกหรอกนะ..” ประพาสเอ่ยขึ้น “..แต่ฉันก็ยอมรับว่าเคยคิดจะแก้แค้นให้แคทรีน แต่ความคิดนั้นมันก็นานมากแล้ว”
...
“..ทุกคนกำลังปั่นป่วนล่ะ..” อารยะเอ่ยกับพิรดาทางโทรศัพท์
“อะไรหรือ..” พิรดาถอยหายใจเบา ๆ ที่รู้ว่าเขายังอยู่ที่นั่นอย่างปลอดภัย เธอกำลังขับรถตามทางหลวงหมายเลข 36 มาเรื่อย ๆ
“เธออาจจะไม่เชื่อนะ..แต่ว่าทุกคนที่เคยอยู่ห้องนิรภัยนั่นมาอยู่ที่นี่หมดเลยล่ะ..แล้วก็กำลังไม่เชื่อใจกันเองด้วย..”
“เอ๋..งั้นเหรอ” พิรดามองกระจกข้างก่อนแซงคันหน้าขึ้นไปแล้วหักเข้าเลนเดิมอย่างชำนาญก่อนยิ้มออกมา “ก็ดีสิ..เป็นอันว่าแผนของเธอสำเร็จใช่มั้ยล่ะ”
“อืม..สำเร็จแล้วล่ะ ขอบใจมากนะพิรดาที่อุตส่าห์มาหา”
“ไม่เป็นไร ฉันก็แค่ทำตามที่ไอคิวบอกแค่นั้นเอง..เดี๋ยวไอคิวจะสงสัยเอา..” พิรดาผุดยิ้มแล้วเร่งความเร็วขึ้นอีก..
..ในเมื่อส่งพิรดาไปแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา อีกอย่าง..ถ้าเป็นอารยะด้วยแล้วคงไม่ตายง่าย ๆ หรอก..
ไอคิวผละออกมาจากงานศพของผู้ตายรายที่ 3 เขาไม่ได้อะไรมากจากการสอบถามภรรยาและลูกชายของผู้ตาย เพราะกำลังอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียจนเขาละอายที่จะถามอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นการได้พบกับคนรับใช้ที่บ้านของผู้ตายรายที่ 3 นั้นถือเป็นเรื่องที่โชคดีมาก
แต่เขาไม่ได้ตัดสินใจตรงไปยังบ้านพักตากอากาศที่จังหวัดระยองเพื่อไปหาอารยะในทันที ในเมื่อบอกให้พิรดาไปแล้วก็คงไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น และยิ่งเป็นอารยะด้วยแล้ว คงไม่ตายง่าย ๆ แน่..
ไอคิวจึงตัดสินใจตรงไปยังอีกที่หนึ่งที่เขาตั้งใจไว้แต่ต้นว่าต้องไปให้ได้หลังจากไปบ้านของผู้ตายทั้งสามคนเสร็จเรียบร้อย นั่นคือโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อพบกับอัครา..
ไอคิวยังไม่รู้ว่าอัคราได้สารภาพกับตำรวจจนหมดสิ้นแล้ว พอเขาไปถึงและพยายามฝ่าด่านเหล่าแพทย์และพยาบาลจนเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยของอัคราได้ คำถามแรกของเขาจึงถามว่า
“คุณวางระเบิดใช่หรือเปล่าครับ”
“ฉันต้องตอบนายงั้นหรือ..” อัคราจ้องหน้าเขานิ่งบนเตียงคนไข้ ขาข้างหนึ่งเข้าเฝือกห้อยอยู่เหนือปลายเตียง “นายก็แค่เป็นเพื่อนของคนที่ชื่ออารยะไม่ใช่หรือ ต่อให้บอกว่ามาสืบเรื่องนี้ก็เถอะ”
“คุณวางระเบิด..เพราะจากหลักฐานการที่คุณแฝงตัวเข้าไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ควบคุมกล้องวงจรปิด แกล้งทำให้กล้องวงจรปิดบนชั้นสามสิบเก้าเสียหาย อยู่ร่วมในเหตุการณ์ อยู่ภายในห้องรับแขกนั้น และความแค้นที่คุณมีต่อคุณศิราษฎ์เมื่อหลายปีก่อน”
คิ้วของอัครากระตุก “รู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง”
“ผมสืบเอาไงครับ”
อัคราถอนหายใจเบา ๆ ไม่มีความจำเป็นต้องโกหกอะไรอีก “..ฉันสารภาพกับตำรวจไปหมดแล้ว”
ไอคิวเป็นฝ่ายแปลกใจบ้าง “'งั้นหรือครับ..ทำไมถึง”
“เพราะฉันเห็นผู้คนที่ต้องเจ็บและตายเพราะการกระทำของฉันน่ะสิ..” อัครามองไปที่โทรทัศน์ซึ่งแขวนอยู่ด้านปลายเตียง “แม้จะเลือกเวลาเที่ยง และคิดเอาว่าคงไม่มีใครเป็นอะไรมาก แต่พอมาเห็นภาพข่าวในทีวีแล้ว กลายเป็นว่าฉันกลับรู้สึกผิดต่อคนพวกนั้น จึงยอมสารภาพออกไป”
“ครับ..” ไอคิวนิ่งคิด “สารภาพว่าเป็นคนวางระเบิดหรือครับ..”
“ใช่..จะอะไรอีกล่ะ แค่นี้ก็หนักหนาเกินพอแล้ว”
“แล้วเรื่องที่ฆ่าคุณศิราษฎ์ล่ะครับ”
อัคราจ้องหน้าไอคิวทันที ขาข้างที่เข้าเฝือกขยับเล็กน้อย “ผมไม่ได้ทำ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณรู้หรือเปล่าว่าใคร”
“ก็ไอ้คนที่ชื่อราชาลนั่นไง ไอ้คนที่มีเสื้อเปื้อนเลือดนั่นน่ะ”
“เหรอครับ..แต่ผมว่าไม่น่าใช่”
“'งั้นแกคิดว่าเป็นใครล่ะ”
“คุณไง..คุณจงใจป้ายความผิดไปให้คุณราชาลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
อัคราชะงัก พูดจาตะกุกตะกักออกมา “ตำรวจเองก็บอกว่าไอ้คนที่ชื่อราชาลนั่น นายจะเก่งกว่าตำรวจงั้นรึ..”
“เปล่าครับ.ตำรวจก็แค่ดูจากรูปการคร่าว ๆ และคำให้การที่ตรงกันของทุกคนที่อยู่ในห้องว่าเห็นคุณราชาลใส่เสื้อเปื้อนเลือด แต่ตำรวจก็ยังไม่ได้บอกคุณไม่ใช่หรือว่าปักใจเชื่อว่าเป็นคุณราชาลจริง ๆ”
อัคราขมวกคิ้วเกร็งไปทั้งใบหน้า “ฉันไม่ได้ฆ่ามันหรอกไอ้สวะนั่นน่ะ..ฉันขอยอมรับแค่ฉันวางแผนระเบิดตึกมัน และยอมรับว่าได้ทำให้ผู้คนหลายคนต้องบาดเจ็บและตายไป แต่ฉันไม่มีทางยอมรับวางฉันฆ่ามันหรอก”
ความทิฐิของอัครามากล้นจนไอคิวนึกขยาด เขาเลือกยอมรับความผิดใหญ่หลวง แต่ไม่เลือกยอมรับว่าได้ฆ่าคนหนึ่งคนที่เขาอาฆาตแค้นมาตลอดทั้งชีวิต นี่คงเป็นสิ่งที่อัคราคิดว่าจะตอบแทนผู้เคราะห์เหล่านั้นได้
แต่สำหรับศิราษฎ์แล้ว แม้จะตายไปก็ไม่มีทางอโหสิให้..
ไอคิวจ้องมองดวงตาของอัคราซึ่งบอกออกมาแบบนั้นชัดแจ้ง “..เข้าใจแล้วครับ แต่ความจริงก็ต้องเป็นความจริงวันยันค่ำ อีกเดี๋ยวตำรวจก็คงจะรู้ความจริงเอง”
“ความจริงก็คือฉันสะใจที่มันตายไปไงล่ะ แต่สำหรับคนอื่น ๆ ฉันเสียใจจริง ๆ”
“ครับ..อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะถาม เรื่องไฟแช็คที่เป็นรีโมทส่งสัญญาณของคุณ”
“ทำไมอีกล่ะ เรื่องนั่นก็กระจ่างแล้วนี่ ฉันบอกตำรวจไปหมดแล้ว นายไม่ต้องยุ่งหรอก”
“ครับ..แต่ว่าที่ผมจะถามก็คือ ในห้องสูบบุหรี่มีกล้องวงจรปิดใช่หรือเปล่าครับ”
“มีสิ..”
“คุณไม่ได้ทำให้กล้องเสียใช่มั้ยครับ”
“เปล่า..ตรงนั้นฉันไม่คิดว่ามันจะทำให้นึกสงสัยฉันว่าเป็นคนวางระเบิดได้ก็เลยปล่อยไป อ้ะ..นี่หมายถึง”
“แสดงว่าภาพช่วงที่คุณเอาไฟแช็คไปวางไว้ที่นั่น ไปจนถึงตอนตึกถล่มก็ยังอยู่ใช่มั้ยครับ”
“อยู่สิ.ต้องอยู่ เทปนั่นต้องอยู่ในห้องควบคุมกลางชั้นหนึ่งนั่นแหละ นั่นสิ ทำไมถึงลืมคิดไปได้..ถ้ามีเทปนั่นล่ะก็..นายเองก็จะรู้ความจริงอีกอย่างด้วย”
“ความจริงอีกอย่างหรือครับ..”
“ความจริงที่ว่ามีคนซ้อนแผนฉันอีกทีน่ะสิ ใช่แล้วล่ะ..โทรศัพท์มือถือนั่นมันคงแอบเอามาใส่กระเป๋าเสื้อฉันตอนนั้นเอง”
“อ้อ.เรื่องนั่นผมทราบแล้วละครับ”
อัครามองไอคิวอย่างรู้สึกทึ่ง “นี่นายก็รู้แล้วรึ”
“เรื่องที่ซ้อนแผนนั่นไงครับ แต่เรื่องโทรศัพท์มือถือผมไม่ทราบหรอก”
“นายรู้หรือว่าใครซ้อนแผนฉัน”
“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ครับ แต่ก็พอจะเลา ๆ บางแล้ว”
“แล้วตกลงมันแผนอะไร ฉันถามตำรวจแต่ตำรวจไม่ยอมเปิดเผย”
“ครับ..ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องความลับอะไรหรอก แต่ตำรวจคงไม่อยากให้เสียรูปคดีมากกว่า คือว่ามีสามคนในห้องสูบบุหรี่ถูกฆาตกรรมก่อนที่ตึกจะถล่มลงมาน่ะครับ”
อัคราเผลอเดาะลิ้น “คิดไว้ไม่ผิด มันต้องเป็นแผนฆ่าคนแน่ ๆ ไอ้หมอนั่นมันแกล้งอำฉันซะเปื่อย..” เหมือนเขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงหยุดพูดแล้วจ้องหน้าไอคิวอีกครั้ง “นายคงรู้แล้วใช่มั้ยว่าใคร ไม่อย่างนั้นนายคงไม่มาที่นี่หรอก หมอนั่นมันอำฉันเรื่องนึงตอนที่มันโทรมา..ถ้าฉันพูดไปนายต้องร้องอ๋อแน่ ๆ”
ไอคิวใจเต้นตึกตัก ท่าทีของอัคราชวนให้ไอคิวลุ้นขึ้นมาจริง ๆ
“เล่าเรื่องโทรศัพท์มือถือที่คุณบอกหน่อยได้หรือเปล่าครับ..”
อัครายิ้มแย้มเหมือนถูกปลดออกจากบาปอันใหญ่หลวง “ได้สิ..อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าคนสามคนไม่ได้ตายเพราะฉัน แต่เป็นเพราะถูกฆ่าตายไปต่างหาก..”
…
มหภพลืมตาและผุดลุกขึ้นนั่งทันที คงเพราะรู้ตัวว่าถูกตีจนสลบไปและอาจจะอยู่ในสถานะไม่ปลอดภัย เขายังคงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเดิมที่ประพาสหิ้วเขามา ลมทะเลพัดแรงจนผมเสียทรงและรู้สึกเหนียวตัวไปหมด
“ตื่นแล้วรึ” เสียงศรารมดังผ่านด้านหลังเข้ามา
มหภพหันไปทางต้นเสียง พบว่าเพื่อนของเขายืนเรียงรายมองเขา พร้อมกับราชาลและจามร “พวกคุณ..” เขาทำท่าจะถามว่าสองคนหลังมาได้ยังไง แต่ก็เปลี่ยนหันไปถามเพื่อน ๆ แทน “มันอยู่ไหน..”
“ไม่รู้” ประพาสตอบห้วน ๆ
“นายเห็นหรือเปล่าว่าใครตี” ศรารมถามขึ้น
มหภพพยายามนึก มือจับต้นคอนวดไปมาเบา ๆ “ไม่เห็น..ฉันไม่เห็นว่าใครตี แต่ฉันแน่ใจว่าเป็นมัน เพราะก่อนหน้าไม่กี่นาทีมันโทรเข้ามาหาฉัน” เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดดูสายเรียกเข้าล่าสุด เป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่มีอยู่ในรายชื่อ “มันคงโทรหาฉันหลอกล่อให้พูดคุยกับมันโดยไม่ทันระวังตัวแล้วก็แอบเข้ามาตีด้านหลัง”
“แผนสูงจริง ๆ” ดนัยเอ่ยออกมา
“ฉันว่าเรากลับดีกว่า ปล่อยให้มันอยู่ที่นี่ไปคนเดียว” มหภพเอียงคอไปมา
“ตกลงว่านายไม่เห็นว่าใครตีนายใช่มั้ย” ศรารมถามย้ำ “ก็แสดงว่าอาจจะไม่ใช่อารยะ”
มหภพมองหน้าเพื่อน “หมายความว่าไง”
วาทยาเตะดินทรายบนพื้น “ก็หมายความว่าไอ้ศรารมมันกำลังสงสัยพวกฉันอยู่น่ะสิ”
“ดูสิ..” ศรารมชี้ทุกคน “ไม่แปลกใจหรือไงว่าทุกคนอยู่กันพร้อมเลย ทุกคนที่อยู่ในห้องนิรภัย”
“ก็ไอ้อารยะมันเป็นคนเซตฉากขึ้นมาไงล่ะ” ดนัยบอกอย่างเหลืออด
“ไม่..ต้องมีคนวางแผนเรื่องนี้ ไอ้อารยะมันถูกพวกเราเรียกมา มันจะไปเซตฉากได้ยังไงกัน นอกจากพวกเรา”
“ฉันกลับล่ะ..” ประพาสโบกมือ เอือมระอากับความคิดของศรารม เดินออกไปทางเดิมผ่านบ้านพักของศิราษฎ์
“เดี๋ยว..นี่แกหมายถึงเรื่องเมื่อสมัยก่อนตอนที่เราเรียนกันอยู่ออสเตรเลียงั้นรึ” มหภพโพลงออกมา
“เออ..เรื่องนั้นแหละ” ประพาสตะโกนโดยไม่หันมามอง
“เดี๋ยวก่อนสิอย่าเพิ่งไป” มหภพรั้ง
ประพาสหยุดหันมา ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองเวลา “นี่มันบ่ายสามโมงกว่าแล้ว พวกแกจะรอให้ถึงมืดให้ไอ้อารยะมันเล่นเกมต่อหรือไง”
“ผู้หญิงคนที่ฆ่าตัวตายน่ะเคยเป็นแฟนนายไม่ใช่หรือ”
ประพาสชะงัก “ใคร..”
“ผู้หญิงคนที่พวกเราขังตัวเรียกค่าไถ่น่ะ เป็นแฟนนายไม่ใช่หรือไง”
“ใช่..แล้วมันยังไง เรื่องนั้นมันจบไปแล้ว มหภพ..แกน่าจะคิดได้นะ..ว่าไอ้อารยะมันพยายามจะปั่นหัวเราทุกคน มันคงไปสืบเรื่องของพวกเราตอนที่อยู่ออสเตรเลียมาก็ได้ใครจะรู้”
“นี่พวกคุณใครก็ได้ช่วยอธิบายสิ่งที่พูดหน่อยสิ” จามรเอ่ยแทรกขึ้นอย่างหัวเสีย
เพื่อนทั้ง 5 คนมองราชาลและจามร ประพาสชิงอธิบายก่อนคนอื่น “เรื่องก็คือเราห้าคนวางแผนเรียกค่าไถ่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน..และเป็นแฟนของผมอยู่ตอนนั้น”
“ใช่แคทรีนหรือเปล่า..” จามรถามอีก
แต่ทว่ากลับทำให้เพื่อนทั้ง 5 คนชะงักมองจามรเป็นตาเดียว “ทำไมคุณถึงรู้..”
จามรพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำ “ที่นี้ผมรู้แล้วว่ามีคนพยายามเซตฉากให้พวกเรามาอยู่พร้อมหน้ากันจริง”
“อย่าบอกนะว่าคุณเป็นพ่อเธอ..” วาทยาที่เงียบมานานเอ่ยขึ้น
จามรพยักหน้าอีกครั้ง.. “ใช่..”
“แกเป็นคนวางแผนทุกอย่าง” จู่ ๆ วาทยาก็ชี้ไปทางประพาสที่หยุดยืนห่างจากทุกคน
ประพาสสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์
“แกพาพวกเรามาที่นี่ โทรเรียกคุณสองคนนี้ให้ตามมาด้วย โทรเรียกอารยะมาเป็นแพะรับบาป แค้นมหภพที่เป็นคนต้นคิดเรื่องลักพาตัว แอบตีมันหวังให้ตายแต่ไม่ตาย แกพยายามจะแบล็คเมล์ศรารมโดยใช้งานวันเปิดบริษัทพ่อของศรารมเป็นโอกาสที่พวกเราจะเจอกันพร้อมหน้าและแถมมีพ่อของแคทรีนอยู่ด้วย..”
“ไม่ใช่..” ประพาสตะคอก “ไม่ใช่แบบนั้นนะศรารม ฉันไม่ได้..”
“นี่นายแค้นฉันมากขนาดนั้นเลยหรือ” มหภพแทรกขึ้นทันที “คิดจะตีให้ฉันตายเลยอย่างนั้นใช่มั้ย”
ประพาสส่ายหน้าไปมา “นายอย่าเพิ่งคิดไปเองสิ..”
“ความจริงที่ฉันไม่ตาย..อาจเป็นเพราะอารยะมาเห็นเข้าก่อนก็ได้” มหภพล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาอีกครั้ง “เรื่องคงเป็นแบบนี้..อารยะโทรเข้ามา ต่อจากนั้นฉันถูกตี แต่ว่าสายยังไม่ได้ถูกตัดไป อารยะยังถือสายฟังอยู่ตลอดเวลานานถึงยี่สิบนาที”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ” ประพาสก้าวเดินเข้ามาใกล้ “นายกำลังถูกไอ้อารยะมันหลอก”
“ไม่ใช่หรือ ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมโทรศัพท์ที่มันควรจะตกพื้นหรือถูกตัดสายไปตอนที่ฉันโดนตี มันถึงได้อยู่ในกระเป๋ากางเกงฉันอย่างดิบดีล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะอารยะแอบเห็นแล้วเข้ามาขวางเอาไว้ก่อน”
ขณะเดียวกัน ภายในห้องนอนในบ้านพักของศิราษฎ์ อารยะยังคงเฝ้ามองอยู่ที่เดิม เพียงแต่ไม่ได้ยินเสียงที่พูดคุยกัน แต่แล้วโทรศัพท์มือถือก็สั่น..
มหภพเป็นคนโทรมา..
อารยะปล่อยให้มันสั่นอยู่ในมือครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจรับสาย
“คุณมหภพมีอะไรหรือครับ”
“อารยะ..นายช่วยชีวิตฉันใช่มั้ย นายเป็นคนเอามือถือใส่ในกระเป๋าฉันใช่มั้ย”
“ใช่ครับ” อารยะตอบเสียงเรียบ “ผมบังเอิญเห็นคุณประพาส..” เขาแง้มม่านมองไปที่ประพาสที่ยืนประจันหน้ากับทุกคนริมชายหาด “กำลังจะทำร้ายคุณก็เลยวิ่งเข้าไปช่วย เค้าตีคุณไปครั้งหนึ่งแล้ว คุณล้มคว่ำโทรศัพท์ยังคาอยู่ในมือ แล้วเค้าก็วิ่งหนีไปทางอื่นคงคิดจะไปเรียกคนอื่น ๆ มาให้เห็นว่าผมทำร้ายคุณ ผมพยายามพลิกคุณหงายแต่เห็นคุณวาทยาเดินเอื่อย ๆ มาเสียก่อนจึงตัดสินใจยัดโทรสัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงคุณ แล้ววิ่งหนีจากตรงนั้นมาก่อน..”
มหภพชูโทรศัพท์มือถือที่กดเปิดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน “แล้วนายแอบฟังพวกเราหรือเปล่า”
“ผมแค่ยังไม่ได้วางสาย คุณก็ดันถูกตีซะก่อน..ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังหรอกครับ”
“งั้นมันก็รู้เรื่องที่เราคุยกันน่ะสิ” ศรารมโพล่งออกมา
“ถูกต้องครับ คุณศรารม เรื่องผู้หญิงที่ชื่อแคทรีนอะไรนั่นที่ออสเตรเลียน่ะ..ผมก็รู้นะครับ”
บังเอิญว่ามีสายซ้อนเข้ามาจากพิรดาพอดี อารยะจึงกดปิดสายของมหภพทิ้งแล้วรับของพิรดาแทน..
“มันตัดไปแล้ว..” มหภพบอก “มันบอกว่ามันรู้ทุกอย่าง เป็นยังไง..แกคิดจะแก้ตัวอะไรอีก” เขาจ้องประพาสที่ยืนนิ่งเหมือนคนไร้ความรู้สึก
“พวกแกยังเป็นคนกันอยู่หรือเปล่า..” เสียงของจามรดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ทุกคนแทบไม่อยากจะหันไม่มองเขา “พวกแกทำให้ลูกสาวฉันต้องตาย แล้วยังจะวางแผนนัดกันในวันเปิดบริษัทเพื่อแบลคเมล์เพื่อนตัวเอง โดยให้มีฉันกับคุณราชาลมาพบคุณศิราษฎ์ในวันนั้นด้วย ถ้าไม่เกิดเหตุระเบิดตึกขึ้นซะก่อน เรื่องคงลงเอยอย่างที่พวกแกต้องการ”
ศรารมพอได้ฟังจามรก็ยิ่งรู้สึกฉุนเฉียวเป็นลำดับ “พวกแกจะแบลคเมล์อะไรฉัน จะฟ้องคุณพ่อต่อหน้าคุณจามรต่อหน้าทุกคนว่าฉันฆ่าลูกสาวของเค้าหรือไง”
วาทยาก้มหน้านิ่งเหมือนเคย มหภพหันไปมองประพาส ดนัยทำท่าจะเอ่ยแต่ก็หยุดเอาไว้
“ฉันไม่ได้คิดจะแบลคเมล์แกหรอกนะ..” ประพาสเอ่ยขึ้น “..แต่ฉันก็ยอมรับว่าเคยคิดจะแก้แค้นให้แคทรีน แต่ความคิดนั้นมันก็นานมากแล้ว”
...
“..ทุกคนกำลังปั่นป่วนล่ะ..” อารยะเอ่ยกับพิรดาทางโทรศัพท์
“อะไรหรือ..” พิรดาถอยหายใจเบา ๆ ที่รู้ว่าเขายังอยู่ที่นั่นอย่างปลอดภัย เธอกำลังขับรถตามทางหลวงหมายเลข 36 มาเรื่อย ๆ
“เธออาจจะไม่เชื่อนะ..แต่ว่าทุกคนที่เคยอยู่ห้องนิรภัยนั่นมาอยู่ที่นี่หมดเลยล่ะ..แล้วก็กำลังไม่เชื่อใจกันเองด้วย..”
“เอ๋..งั้นเหรอ” พิรดามองกระจกข้างก่อนแซงคันหน้าขึ้นไปแล้วหักเข้าเลนเดิมอย่างชำนาญก่อนยิ้มออกมา “ก็ดีสิ..เป็นอันว่าแผนของเธอสำเร็จใช่มั้ยล่ะ”
“อืม..สำเร็จแล้วล่ะ ขอบใจมากนะพิรดาที่อุตส่าห์มาหา”
“ไม่เป็นไร ฉันก็แค่ทำตามที่ไอคิวบอกแค่นั้นเอง..เดี๋ยวไอคิวจะสงสัยเอา..” พิรดาผุดยิ้มแล้วเร่งความเร็วขึ้นอีก..