Bomb-ruined building #12 (แรงจูงใจ)
posted on 08 Feb 2009 13:55 by iqdetective
ตอนที่ 12
ในขณะที่ฝ่ายของศรารมทั้ง 5 คนพยายามข่มขู่อารยะและอารยะก็หาโอกาสวิ่งหลบหนีเข้ามาภายในหมู่บ้านริมทะเลเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง โดยที่มีมหภพเพียงคนเดียวที่เอะใจว่าทำไมอารยะถึงเลือกวิ่งกลับเข้ามาภายในแทนที่จะวิ่งหนีออกไปภายนอกหมู่บ้าน
แต่พอคนทั้ง 5 วิ่งมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านพักตากอากาศของศิราษฎ์ที่เพิ่งจากมาเพียงไม่กี่นาที พวกเขาก็เข้าใจทุกอย่างและเห็นด้วยกับที่มหภพกล่าว
บ้านพักถูกปิดสนิทหมดทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประตูหรือหน้าต่างที่เคยเปิดอ้ารับลมทะเล ไฟในบ้านถูกปิดหมด แต่เพราะภายนอกและภายในบ้านทาสีขาวทั้งหลังจึงยังดูสว่างสดใส ผ้าที่เคยปลิวพลิ้วไสวกลับทิ้งดึ่งลงพื้นและปิดบดบังสายตาไม่ให้คนภายนอกได้มองลึกเข้าไปด้านใน
“นี่มันคิดจะขังตัวเองอยู่ในนั้นเรอะ” ประพาสเอ่ยขึ้นอย่างดูแคลน “โง่สิ้นดี คิดว่าเราจะจับมันไม่ได้หรือยังไง”
ศรารมตรงเข้าไปพยายามเปิดประตูและเขย่าแรง ๆ เมื่อรู้ว่ามันถูกล๊อคจากข้างใน “มันต้องเคยมาที่นี่หลายหนแล้วแน่ ๆ ถึงได้จัดการปิดประตูหน้าต่างทุกบานได้รวดเร็วแบบนี้”
“หรือจะให้ทุบกระจกเข้าไปเลย” วาทยาเสนอ
“ใจเย็นก่อน บ้านไม่ควรจะเสียหายเพราะไอ้อารยะนั่นหรอก” มหภพหันไปพูดกับวาทยา “ฉันว่ามันคงไม่โง่ขนาดที่จะขังตัวเองอยู่ในห้องหรอก มันคงหนีไปแอบอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
ตูม !!
จู่ ๆ มีเสียงระเบิดดังขึ้นตรงหน้าคนทั้ง 5 กระถางต้นไม้ที่วางอยู่บนขั้นบันไดหน้าบ้านแตกออกกระจุยกระจายในทันที ทั้ง 5 คนตกใจถอยหนีโดยสัญชาติญาณ
ศรารมที่ย่อตัวก้มงุดหน้าลงต่ำค่อย ๆ ลุกขึ้น ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น “นี่มันกำลังเล่นสนุกกับพวกเราอยู่..มันทำตัวเป็นผู้ล่าจริง ๆ แล้วใช่มั้ย”
มหภพมองดินในกระถางที่กระจุยกระจายออกมาจนพื้นขั้นบันไดสกปรกไปหมด ต้นไม้ก็หลุดออกมามองเห็นรากชัดเจนล้มพับพาดระหว่างขั้นบันได
“แล้วมันก็มีระเบิดมาหรือ นี่มันหมายความว่าเรื่องที่..”มหภพต้องการจะบอกบางอย่างแก่ทุกคน
“ไม่น่าใช่หรอก” ประพาสก้าวถอยหลังออกห่างจากตัวบ้านอีก “ก็ไหนมันบอกว่าพ่อของศรารมเอ็นดูมันไง แล้วมันจะกล้าทำแบบนั้นรึ”
“ก็ไม่แน่..มันอาจจะอยากเห็นศรารมล่มสลายก็ได้นี่” ดนัยมองเพื่อน
“แต่ยังไงฉันก็ยังยืนยันว่ามันคงไม่ได้ระเบิดตึกนั่นหรอก” ประพาสกัดริมฝีปากล่างพลางใช้ความคิด “คนที่พอจะรู้ตัวว่าจะได้ครอบครองกิจการของกิจเจริญวัฒนไพบูลย์จะกล้าทำเรื่องที่ทำลายตัวเองไปด้วยอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่มันแล้วงั้นใคร แกยังจะเห็นว่ามีใครอีก” วาทยาเอ่ยถามอย่างหัวเสีย
“สามคนนั้นไงล่ะ พวกแกลืมไปแล้วหรือ” มหภพมองทุกคน “สามคนที่อยู่กับพวกเราในห้องนิรภัยไง”
“นั่นสิ” ประพาสดีดนิ้ว “ลืมไปเลย ตอนนั้นคนที่โดนเจ้าอารยะผลักตกลงไปดูน่าสงสัยที่สุด ตอนนี้คน ๆ นั้นคงยังนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ..”
“ใช่ หมอนั่นแหละมือวางระเบิด” มหภพตัดสิน “มันน่าสงสัยที่สุด”
“แล้วมันก็เป็นคนที่ฆ่าพ่อด้วยอย่างนั้นใช่มั้ย” ศรารมถามทันที
“แต่เรื่องนั้นล่ะ..คนที่ถอดเสื้อสูทออกมาแล้วมีคราบเลือดล่ะจะว่ายังไง คน ๆ นั้นฆ่าพ่อของศรารมอย่างนั้นหรือ..” วาทยาพายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน
“เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งคิดอะไรกันตอนนี้” มหภพตัดบท “เราอย่างหลงกลไอ้อารยะสิ ตอนนี้เราต้องหาตัวมันก่อน แยกย้ายกันตามหาตัวมันก่อน..”
เพื่อนทั้ง 5 มองหน้ากันไปมาครู่หนึ่ง แล้วก็ตกลงตามที่มหภพบอก
ศรารมวิ่งตามประพาสไปทางหนึ่ง แล้วก็เลี้ยวแยกไปคนเดียว วิ่งไปตามซอยต่าง ๆ ของบ้านพักตากอากาศ จุดประสงค์คือตามหาตัวอารยะให้เจอ แต่หัวสมองกลับวกมาคิดเรื่องการตายของศิราษฎ์พ่อของเขา
ตอนนั้น..อัครา จามร ราชาล 3 คนนี้อยู่ในห้องนั้น เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่ตึกระเบิดและถล่ม ไฟดับลง มหภพจุดไฟแช็ค เขาจึงเห็นพ่อของตัวเองล้มกองอยู่กับพื้น แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นเพื่อนของเขาทั้ง 4 คน เพราะนั่งอยู่ที่โซฟาคนละด้านกับจุดที่ศิราษฎ์วิ่งเข้ามาจากห้องทำงานที่ติดกันและยืนอยู่ เพราะฉะนั้นก็จะมีแต่ 3 คนนี้เท่านั้น
จามรกับราชาลเป็นคนที่ศิราษฎ์เชิญมา แต่อัคราเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เข้ามาอยู่ในห้องรับแขกวีไอพีบนชั้น 39 ได้..หรือว่าอัคราแฝงตัวเข้ามาเป็นพนักงาน..ใช่สิ ต้องเป็นแบบนั้น ไม่แน่อาจจะเข้ามาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย แต่วันนั้นกลับใส่สูทผูกไทด์อย่างดีจนดูเหมือนกับเพื่อนทางธุรกิจของศิราษฎ์ที่เข้ามาคุยธุระในวันพิธีเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการ แต่ว่าเรื่องรอยคราบเลือดบนเสื้อเชิ้ตของราชาลนั้น..ถ้าในระหว่างที่หมดสติไปตอนตึกถล่ม อัคราก็น่าจะมีโอกาสที่จะป้ายความผิดไปให้ได้
จริงอย่างที่มหภพพูดนั่นแหละ..อัคราน่าสงสัยที่สุด วางระเบิดตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์และฆ่าพ่อของเขา .. คนที่ชื่ออัคราคนนี้มีความแค้นอะไรกับคุณพ่องั้นหรือ..
ความแค้นที่สะสมมานานและชำระมันในคราวเดียวอย่างแสนสาหัส..
ศรารมชะงักฝีเท้ากระทันหัน ในขณะที่กำลังคิดเรื่องการตายของพ่อในระหว่างเดินกึ่งวิงตามหาตัวอารยะ เขากลับพบบุคคลที่ไม่น่าจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้
“คุณสองคน..” ศรารมรู้สึกสับสนงุนงงอย่างมาก “คุณสองคนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“อ้อ..สวัสดีครับ คุณศรารม” ราชาลเอ่ยขึ้นก่อน
“สวัสดีครับ” จากต่อนั้นจามรจึงเอ่ยตาม และตอบคำถามของศรารม “ก็คุณให้เพื่อนคุณเรียกเราสองคนมาไม่ใช่หรือครับ..”
“อะไรนะครับ..” ศรารมขมวดคิ้วจ้องทั้งสองเขม็ง แต่แล้วก็หันรีหันขวางมองรอบตัว ตอนนี้เขาเดินมาอยู่ใกล้กับทางเข้าหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้ แต่อยู่ถัดจากประตูทางเข้าที่มีรถของอารยะจอดอยู่มาหนึ่งซอย “เพื่อนผมงั้นหรือ..”
“ครับ..แต่ไม่ทราบหรอกนะครับว่าคนไหน” ราชาลเอ่ย “นี่ผมเห็นว่าคุณเป็นลูกชายของคุณศิราษฎ์หรอกนะครับถึงได้ตามมา เห็นบอกว่าจะสานต่อโครงการที่คุณศิราษฎ์ค้างเอาไว้”
“สานต่อหรือครับ” ศรารมพูดอย่างแกน ๆ “เรื่องแบบนั้นคงไม่มีหรอก สภาพผมตอนนี้คงจะสานต่อโครงการอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ว่าแต่นี่คุณสองคนเพิ่งมาหรือครับ”
“สักพักได้แล้วครับ เรารออยู่ที่นี่” ราชาลชี้ไปด้านหลัง ซึ่งก็คือบ้านพักหลังเล็กหลังหนึ่ง “เอ๊ะ..นี่แสดงว่าคุณไม่รู้จริง ๆ น่ะหรือครับว่าพวกผมจะมา”
อารยะส่ายหน้าทันที “ผมไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องเชิญคุณสองคนมาเลย อีกอย่างบ้านพักนี่ก็ไม่ใช่ของผมด้วย”
ราชาลกับจามรมองหน้ากันอย่างหัวเสีย
“นี่ใครเล่นตลกกันแน่” จามรมองศรารม “คุณหรือพวกเพื่อน ๆ ของคุณต้องการจะให้ผมมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่”
“เฮ้ย..อ้าวพวกคุณสองคนมาได้ยังไง” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังศรารม เป็นดนัยนั่นเอง..ดนัยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาศรารม มองราชาลกับจามรแวบหนึ่ง “แย่แล้ว..มหภพน่ะ ถูกไอ้อารยะตีจนสลบไปแล้ว”
“ว่าไงนะ” ศรารมยิ่งโมโหรุนแรงมากยิ่งขึ้น “ตอนนี้อยู่ไหน”
“ตามมา” ดนัยวิ่งนำไปทันที ศรารมวิ่งตามไป
ราชาลกับจามรมองหน้ากันอย่างงุนงง จำใจต้องวิ่งตามไปเพราะอยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
บริเวณบ้านพักหลังที่ติดกับชายหาดหลังหนึ่ง มหภพนอนไม่ได้สติอยู่บนม้านั่งสีขาวที่ตั้งเอาไว้ริมทางเดิน
“มหภพนอนหมดสติอยู่ตรงนี้ ฉันอุ้มมันขึ้นมาบนม้านั่งนี่” ประพาสบอก ชี้ไปที่พื้นหญ้าใกล้เคียง
มหภพนอนหงายแน่นิ่งหมดสติไป ตรงบริเวณโคนคิ้วด้านซ้ายมีรอยรอยช้ำและนูนขึ้นมา
“แล้วมีใครเห็นไอ้อารยะหรือเปล่า”
“ไม่เห็น มาถึงก็เจอมหภพนอนอยู่ตรงนี้แล้ว” วาทยาเอ่ยขึ้น “ฉันเจอมันนอนอยู่คนแรก”
“บ้าฉิบ..” ศรารมเอากำปั้นทุบลงบนพนักพิงของม้านั่ง “นี่ไอ้อารยะมันทำตัวเป็นผู้ล่าอย่างที่มหภพบอกจริง ๆ หรือนี่”
“เดี๋ยว ๆ แล้วทำไมคุณสองคนถึงได้มาอยู่ที่นี่ล่ะ” ประพาสมองราชาลกับจามรที่ดูตื่นตระหนกปนงุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“เค้าบอกว่ามีคนเชิญมา บอกว่าพวกนายเชิญมา” ศรารมเอ่ยพลางมองหน้าเพื่อนทั้ง 3 คนที่ยืนอยู่
“เฮ้ย..เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครเชิญทั้งนั้นแหละ” วาทยาปฏิเสธทันควัน
ศรารมมองเพื่อนทั้ง 3 อีกครั้ง แล้วมองมหภพที่นอนหมดสติอยู่บนม้านั่ง
“นี่มันคิดจะเอาคนที่อยู่ในห้องนั้นทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่นี่รึ” ประพาสโพล่งออกมา
“ใครหรือครับ” จามรถามทันที
“ก็ไอ้อารยะน่ะสิครับ อารยะคนที่เป็นผู้ช่วยคุณศิราษฎ์ พ่อของศรารม”
“ว่าแต่คนที่เชิญพวกคุณสองคนมานี่คุยโทรศัพท์ใช่มั้ยครับ คุณพอจำเสียงได้ไหม” ดนัยถามขึ้น
“ผมไม่ได้จำเสียงหรอกครับ ผมไม่ได้เอะใจอะไร พอบอกว่าเป็นเพื่อนคุณศรารมผมก็คิดว่าคงเป็นเพื่อนจริงๆ ที่มาพูดแทน คิดว่าคุณศรารมคงจะอยู่ในช่วงที่ยังไม่อยากคุยกับใคร” จามรกล่าว
“แต่ไม่ใช่เสียงของพวกผมสามคนใช่มั้ยครับ” ประพาสถาม
“คิดว่านะครับ” ราชาลเองก็เหมือนกัน
“คงใช้เครื่องดัดเสียง” ประพาสว่า “ลองใช้เครื่องดัดเสียงปิดบังตัวเองแบบนี้ก็ต้องเป็นไอ้อารยะนั่นแน่นอน”
“ก็ไม่แน่..” ศรารมเอ่ยขึ้น
ทั้งหมดหันมองเขาเป็นตาเดียว
“หมายความว่าไง ไม่แน่” ดนัยว่า
“พวกนายเองก็มีจุดประสงค์เหมือนกันไม่ใช่หรือ วันนั้นที่พวกนายสี่คนพร้อมใจกันมาหาฉันที่บริษัท คงไม่ใช่แค่การมางานเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการเท่านั้นหรอก”
วาทยาหลบสายตาเป็นคนแรก ตามด้วยประพาส แต่ดนัยยังคงจ้องตอบแน่วแน่
“แกพูดให้มันดี ๆ ไอ้ศรารม..อย่างฉันเนี่ยนะจะมีจุดประสงค์อะไร”
ศรารมพ่นลมหายใจแล้วยิ้มที่มุมปาก “สมัยเรียนอยู่ที่ออสเตรเลียพวกเราห้าคนทำอะไรลงไปจำไม่ได้หรือไง..ทำอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่ง..”
“ไร้สาระ..” ประพาสตะคอก “เรื่องนั้นฉันลืมมันไปแล้ว”
“ถ้าลืมแกจะมาเสียเวลากับฉันที่นี่งั้นหรือ เพราะว่าต้องการแบลคเมล์ฉันไง ฉันรู้ทันพวกแกหรอก”
“ตั้งแต่พ่อตายแกก็ระแวงคนอื่นไปทั่วนะ” ดนัยจ้องหน้า “ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะแบลคเมล์แกเลยสักนิดเดียว”
“ใช่..” วาทยามองหน้าศรารมอีกครั้ง “ฉันเองก็ไม่ได้คิดแบบนั้นนะ”
“นี่พวกคุณ..ทำอะไรกันงั้นรึ” ราชาลหงุดหงิดถามขึ้น
ประพาส ดนัย วาทยาหันไปมองราชาลกับจามรที่ยืนรอคำตอบ ศรารมจ้องหน้าเพื่อนทั้ง 3 หยั่งเชิงว่าจะกล้าตอบหรือไม่..ประพาสเดินไปนั่งลงบนขอบม้านั่งที่มหภพนอนอยู่เบื้อนหน้าหนีไปทางอื่น ดนัยกับวาทยาจึงไม่คิดจะพูดอะไรออกมา
“นี่พวกคุณกำลังเล่นอะไรกันอยู่..“ จามรตะคอกออกมาบ้าง “..ผมกลับล่ะ”
“ผมฆ่าผู้หญิงคนหนึ่งน่ะครับ”
ทั้งดนัย ประพาสและวาทยามองหน้าศรารม..จามรที่กำลังหันหลังกลับก็ชะงักหยุดทันที
“ผมทำให้เธอต้องฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตา ผมเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องตาย..มันเหมือนผมได้ฆ่าเธอด้วยมือของผมเอง” ศรารมก้มหน้ามองพื้น มือสั่นเทา..
โทรศัพท์มือถือของมหภพโผล่หมิ่นเหม่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหน้า..
ม่านภายในห้องนอนของบ้านพักของศิราษฎ์กระตุกเบา ๆ อารยะเอาโทรศัพท์มือถือแนบหูพลางจ้องมองไปยังคน 7 คนที่ยืนอยู่ริมชายหาด..
“ไม่น่าเชื่อ..แบบนี้มันก็กลายเป็นว่า..มีแรงจูงใจซ้อนกันอยู่สามแบบงั้นหรือ..”
ในขณะที่ฝ่ายของศรารมทั้ง 5 คนพยายามข่มขู่อารยะและอารยะก็หาโอกาสวิ่งหลบหนีเข้ามาภายในหมู่บ้านริมทะเลเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง โดยที่มีมหภพเพียงคนเดียวที่เอะใจว่าทำไมอารยะถึงเลือกวิ่งกลับเข้ามาภายในแทนที่จะวิ่งหนีออกไปภายนอกหมู่บ้าน
แต่พอคนทั้ง 5 วิ่งมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านพักตากอากาศของศิราษฎ์ที่เพิ่งจากมาเพียงไม่กี่นาที พวกเขาก็เข้าใจทุกอย่างและเห็นด้วยกับที่มหภพกล่าว
บ้านพักถูกปิดสนิทหมดทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประตูหรือหน้าต่างที่เคยเปิดอ้ารับลมทะเล ไฟในบ้านถูกปิดหมด แต่เพราะภายนอกและภายในบ้านทาสีขาวทั้งหลังจึงยังดูสว่างสดใส ผ้าที่เคยปลิวพลิ้วไสวกลับทิ้งดึ่งลงพื้นและปิดบดบังสายตาไม่ให้คนภายนอกได้มองลึกเข้าไปด้านใน
“นี่มันคิดจะขังตัวเองอยู่ในนั้นเรอะ” ประพาสเอ่ยขึ้นอย่างดูแคลน “โง่สิ้นดี คิดว่าเราจะจับมันไม่ได้หรือยังไง”
ศรารมตรงเข้าไปพยายามเปิดประตูและเขย่าแรง ๆ เมื่อรู้ว่ามันถูกล๊อคจากข้างใน “มันต้องเคยมาที่นี่หลายหนแล้วแน่ ๆ ถึงได้จัดการปิดประตูหน้าต่างทุกบานได้รวดเร็วแบบนี้”
“หรือจะให้ทุบกระจกเข้าไปเลย” วาทยาเสนอ
“ใจเย็นก่อน บ้านไม่ควรจะเสียหายเพราะไอ้อารยะนั่นหรอก” มหภพหันไปพูดกับวาทยา “ฉันว่ามันคงไม่โง่ขนาดที่จะขังตัวเองอยู่ในห้องหรอก มันคงหนีไปแอบอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
ตูม !!
จู่ ๆ มีเสียงระเบิดดังขึ้นตรงหน้าคนทั้ง 5 กระถางต้นไม้ที่วางอยู่บนขั้นบันไดหน้าบ้านแตกออกกระจุยกระจายในทันที ทั้ง 5 คนตกใจถอยหนีโดยสัญชาติญาณ
ศรารมที่ย่อตัวก้มงุดหน้าลงต่ำค่อย ๆ ลุกขึ้น ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น “นี่มันกำลังเล่นสนุกกับพวกเราอยู่..มันทำตัวเป็นผู้ล่าจริง ๆ แล้วใช่มั้ย”
มหภพมองดินในกระถางที่กระจุยกระจายออกมาจนพื้นขั้นบันไดสกปรกไปหมด ต้นไม้ก็หลุดออกมามองเห็นรากชัดเจนล้มพับพาดระหว่างขั้นบันได
“แล้วมันก็มีระเบิดมาหรือ นี่มันหมายความว่าเรื่องที่..”มหภพต้องการจะบอกบางอย่างแก่ทุกคน
“ไม่น่าใช่หรอก” ประพาสก้าวถอยหลังออกห่างจากตัวบ้านอีก “ก็ไหนมันบอกว่าพ่อของศรารมเอ็นดูมันไง แล้วมันจะกล้าทำแบบนั้นรึ”
“ก็ไม่แน่..มันอาจจะอยากเห็นศรารมล่มสลายก็ได้นี่” ดนัยมองเพื่อน
“แต่ยังไงฉันก็ยังยืนยันว่ามันคงไม่ได้ระเบิดตึกนั่นหรอก” ประพาสกัดริมฝีปากล่างพลางใช้ความคิด “คนที่พอจะรู้ตัวว่าจะได้ครอบครองกิจการของกิจเจริญวัฒนไพบูลย์จะกล้าทำเรื่องที่ทำลายตัวเองไปด้วยอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่มันแล้วงั้นใคร แกยังจะเห็นว่ามีใครอีก” วาทยาเอ่ยถามอย่างหัวเสีย
“สามคนนั้นไงล่ะ พวกแกลืมไปแล้วหรือ” มหภพมองทุกคน “สามคนที่อยู่กับพวกเราในห้องนิรภัยไง”
“นั่นสิ” ประพาสดีดนิ้ว “ลืมไปเลย ตอนนั้นคนที่โดนเจ้าอารยะผลักตกลงไปดูน่าสงสัยที่สุด ตอนนี้คน ๆ นั้นคงยังนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ..”
“ใช่ หมอนั่นแหละมือวางระเบิด” มหภพตัดสิน “มันน่าสงสัยที่สุด”
“แล้วมันก็เป็นคนที่ฆ่าพ่อด้วยอย่างนั้นใช่มั้ย” ศรารมถามทันที
“แต่เรื่องนั้นล่ะ..คนที่ถอดเสื้อสูทออกมาแล้วมีคราบเลือดล่ะจะว่ายังไง คน ๆ นั้นฆ่าพ่อของศรารมอย่างนั้นหรือ..” วาทยาพายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน
“เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งคิดอะไรกันตอนนี้” มหภพตัดบท “เราอย่างหลงกลไอ้อารยะสิ ตอนนี้เราต้องหาตัวมันก่อน แยกย้ายกันตามหาตัวมันก่อน..”
เพื่อนทั้ง 5 มองหน้ากันไปมาครู่หนึ่ง แล้วก็ตกลงตามที่มหภพบอก
ศรารมวิ่งตามประพาสไปทางหนึ่ง แล้วก็เลี้ยวแยกไปคนเดียว วิ่งไปตามซอยต่าง ๆ ของบ้านพักตากอากาศ จุดประสงค์คือตามหาตัวอารยะให้เจอ แต่หัวสมองกลับวกมาคิดเรื่องการตายของศิราษฎ์พ่อของเขา
ตอนนั้น..อัครา จามร ราชาล 3 คนนี้อยู่ในห้องนั้น เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่ตึกระเบิดและถล่ม ไฟดับลง มหภพจุดไฟแช็ค เขาจึงเห็นพ่อของตัวเองล้มกองอยู่กับพื้น แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นเพื่อนของเขาทั้ง 4 คน เพราะนั่งอยู่ที่โซฟาคนละด้านกับจุดที่ศิราษฎ์วิ่งเข้ามาจากห้องทำงานที่ติดกันและยืนอยู่ เพราะฉะนั้นก็จะมีแต่ 3 คนนี้เท่านั้น
จามรกับราชาลเป็นคนที่ศิราษฎ์เชิญมา แต่อัคราเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ อยู่ดี ๆ ก็เข้ามาอยู่ในห้องรับแขกวีไอพีบนชั้น 39 ได้..หรือว่าอัคราแฝงตัวเข้ามาเป็นพนักงาน..ใช่สิ ต้องเป็นแบบนั้น ไม่แน่อาจจะเข้ามาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย แต่วันนั้นกลับใส่สูทผูกไทด์อย่างดีจนดูเหมือนกับเพื่อนทางธุรกิจของศิราษฎ์ที่เข้ามาคุยธุระในวันพิธีเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการ แต่ว่าเรื่องรอยคราบเลือดบนเสื้อเชิ้ตของราชาลนั้น..ถ้าในระหว่างที่หมดสติไปตอนตึกถล่ม อัคราก็น่าจะมีโอกาสที่จะป้ายความผิดไปให้ได้
จริงอย่างที่มหภพพูดนั่นแหละ..อัคราน่าสงสัยที่สุด วางระเบิดตึกกิจเจริญวัฒนไพบูลย์และฆ่าพ่อของเขา .. คนที่ชื่ออัคราคนนี้มีความแค้นอะไรกับคุณพ่องั้นหรือ..
ความแค้นที่สะสมมานานและชำระมันในคราวเดียวอย่างแสนสาหัส..
ศรารมชะงักฝีเท้ากระทันหัน ในขณะที่กำลังคิดเรื่องการตายของพ่อในระหว่างเดินกึ่งวิงตามหาตัวอารยะ เขากลับพบบุคคลที่ไม่น่าจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้
“คุณสองคน..” ศรารมรู้สึกสับสนงุนงงอย่างมาก “คุณสองคนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“อ้อ..สวัสดีครับ คุณศรารม” ราชาลเอ่ยขึ้นก่อน
“สวัสดีครับ” จากต่อนั้นจามรจึงเอ่ยตาม และตอบคำถามของศรารม “ก็คุณให้เพื่อนคุณเรียกเราสองคนมาไม่ใช่หรือครับ..”
“อะไรนะครับ..” ศรารมขมวดคิ้วจ้องทั้งสองเขม็ง แต่แล้วก็หันรีหันขวางมองรอบตัว ตอนนี้เขาเดินมาอยู่ใกล้กับทางเข้าหมู่บ้านเล็ก ๆ นี้ แต่อยู่ถัดจากประตูทางเข้าที่มีรถของอารยะจอดอยู่มาหนึ่งซอย “เพื่อนผมงั้นหรือ..”
“ครับ..แต่ไม่ทราบหรอกนะครับว่าคนไหน” ราชาลเอ่ย “นี่ผมเห็นว่าคุณเป็นลูกชายของคุณศิราษฎ์หรอกนะครับถึงได้ตามมา เห็นบอกว่าจะสานต่อโครงการที่คุณศิราษฎ์ค้างเอาไว้”
“สานต่อหรือครับ” ศรารมพูดอย่างแกน ๆ “เรื่องแบบนั้นคงไม่มีหรอก สภาพผมตอนนี้คงจะสานต่อโครงการอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ว่าแต่นี่คุณสองคนเพิ่งมาหรือครับ”
“สักพักได้แล้วครับ เรารออยู่ที่นี่” ราชาลชี้ไปด้านหลัง ซึ่งก็คือบ้านพักหลังเล็กหลังหนึ่ง “เอ๊ะ..นี่แสดงว่าคุณไม่รู้จริง ๆ น่ะหรือครับว่าพวกผมจะมา”
อารยะส่ายหน้าทันที “ผมไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องเชิญคุณสองคนมาเลย อีกอย่างบ้านพักนี่ก็ไม่ใช่ของผมด้วย”
ราชาลกับจามรมองหน้ากันอย่างหัวเสีย
“นี่ใครเล่นตลกกันแน่” จามรมองศรารม “คุณหรือพวกเพื่อน ๆ ของคุณต้องการจะให้ผมมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่”
“เฮ้ย..อ้าวพวกคุณสองคนมาได้ยังไง” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังศรารม เป็นดนัยนั่นเอง..ดนัยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาศรารม มองราชาลกับจามรแวบหนึ่ง “แย่แล้ว..มหภพน่ะ ถูกไอ้อารยะตีจนสลบไปแล้ว”
“ว่าไงนะ” ศรารมยิ่งโมโหรุนแรงมากยิ่งขึ้น “ตอนนี้อยู่ไหน”
“ตามมา” ดนัยวิ่งนำไปทันที ศรารมวิ่งตามไป
ราชาลกับจามรมองหน้ากันอย่างงุนงง จำใจต้องวิ่งตามไปเพราะอยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
บริเวณบ้านพักหลังที่ติดกับชายหาดหลังหนึ่ง มหภพนอนไม่ได้สติอยู่บนม้านั่งสีขาวที่ตั้งเอาไว้ริมทางเดิน
“มหภพนอนหมดสติอยู่ตรงนี้ ฉันอุ้มมันขึ้นมาบนม้านั่งนี่” ประพาสบอก ชี้ไปที่พื้นหญ้าใกล้เคียง
มหภพนอนหงายแน่นิ่งหมดสติไป ตรงบริเวณโคนคิ้วด้านซ้ายมีรอยรอยช้ำและนูนขึ้นมา
“แล้วมีใครเห็นไอ้อารยะหรือเปล่า”
“ไม่เห็น มาถึงก็เจอมหภพนอนอยู่ตรงนี้แล้ว” วาทยาเอ่ยขึ้น “ฉันเจอมันนอนอยู่คนแรก”
“บ้าฉิบ..” ศรารมเอากำปั้นทุบลงบนพนักพิงของม้านั่ง “นี่ไอ้อารยะมันทำตัวเป็นผู้ล่าอย่างที่มหภพบอกจริง ๆ หรือนี่”
“เดี๋ยว ๆ แล้วทำไมคุณสองคนถึงได้มาอยู่ที่นี่ล่ะ” ประพาสมองราชาลกับจามรที่ดูตื่นตระหนกปนงุนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“เค้าบอกว่ามีคนเชิญมา บอกว่าพวกนายเชิญมา” ศรารมเอ่ยพลางมองหน้าเพื่อนทั้ง 3 คนที่ยืนอยู่
“เฮ้ย..เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครเชิญทั้งนั้นแหละ” วาทยาปฏิเสธทันควัน
ศรารมมองเพื่อนทั้ง 3 อีกครั้ง แล้วมองมหภพที่นอนหมดสติอยู่บนม้านั่ง
“นี่มันคิดจะเอาคนที่อยู่ในห้องนั้นทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่นี่รึ” ประพาสโพล่งออกมา
“ใครหรือครับ” จามรถามทันที
“ก็ไอ้อารยะน่ะสิครับ อารยะคนที่เป็นผู้ช่วยคุณศิราษฎ์ พ่อของศรารม”
“ว่าแต่คนที่เชิญพวกคุณสองคนมานี่คุยโทรศัพท์ใช่มั้ยครับ คุณพอจำเสียงได้ไหม” ดนัยถามขึ้น
“ผมไม่ได้จำเสียงหรอกครับ ผมไม่ได้เอะใจอะไร พอบอกว่าเป็นเพื่อนคุณศรารมผมก็คิดว่าคงเป็นเพื่อนจริงๆ ที่มาพูดแทน คิดว่าคุณศรารมคงจะอยู่ในช่วงที่ยังไม่อยากคุยกับใคร” จามรกล่าว
“แต่ไม่ใช่เสียงของพวกผมสามคนใช่มั้ยครับ” ประพาสถาม
“คิดว่านะครับ” ราชาลเองก็เหมือนกัน
“คงใช้เครื่องดัดเสียง” ประพาสว่า “ลองใช้เครื่องดัดเสียงปิดบังตัวเองแบบนี้ก็ต้องเป็นไอ้อารยะนั่นแน่นอน”
“ก็ไม่แน่..” ศรารมเอ่ยขึ้น
ทั้งหมดหันมองเขาเป็นตาเดียว
“หมายความว่าไง ไม่แน่” ดนัยว่า
“พวกนายเองก็มีจุดประสงค์เหมือนกันไม่ใช่หรือ วันนั้นที่พวกนายสี่คนพร้อมใจกันมาหาฉันที่บริษัท คงไม่ใช่แค่การมางานเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการเท่านั้นหรอก”
วาทยาหลบสายตาเป็นคนแรก ตามด้วยประพาส แต่ดนัยยังคงจ้องตอบแน่วแน่
“แกพูดให้มันดี ๆ ไอ้ศรารม..อย่างฉันเนี่ยนะจะมีจุดประสงค์อะไร”
ศรารมพ่นลมหายใจแล้วยิ้มที่มุมปาก “สมัยเรียนอยู่ที่ออสเตรเลียพวกเราห้าคนทำอะไรลงไปจำไม่ได้หรือไง..ทำอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่ง..”
“ไร้สาระ..” ประพาสตะคอก “เรื่องนั้นฉันลืมมันไปแล้ว”
“ถ้าลืมแกจะมาเสียเวลากับฉันที่นี่งั้นหรือ เพราะว่าต้องการแบลคเมล์ฉันไง ฉันรู้ทันพวกแกหรอก”
“ตั้งแต่พ่อตายแกก็ระแวงคนอื่นไปทั่วนะ” ดนัยจ้องหน้า “ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะแบลคเมล์แกเลยสักนิดเดียว”
“ใช่..” วาทยามองหน้าศรารมอีกครั้ง “ฉันเองก็ไม่ได้คิดแบบนั้นนะ”
“นี่พวกคุณ..ทำอะไรกันงั้นรึ” ราชาลหงุดหงิดถามขึ้น
ประพาส ดนัย วาทยาหันไปมองราชาลกับจามรที่ยืนรอคำตอบ ศรารมจ้องหน้าเพื่อนทั้ง 3 หยั่งเชิงว่าจะกล้าตอบหรือไม่..ประพาสเดินไปนั่งลงบนขอบม้านั่งที่มหภพนอนอยู่เบื้อนหน้าหนีไปทางอื่น ดนัยกับวาทยาจึงไม่คิดจะพูดอะไรออกมา
“นี่พวกคุณกำลังเล่นอะไรกันอยู่..“ จามรตะคอกออกมาบ้าง “..ผมกลับล่ะ”
“ผมฆ่าผู้หญิงคนหนึ่งน่ะครับ”
ทั้งดนัย ประพาสและวาทยามองหน้าศรารม..จามรที่กำลังหันหลังกลับก็ชะงักหยุดทันที
“ผมทำให้เธอต้องฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตา ผมเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องตาย..มันเหมือนผมได้ฆ่าเธอด้วยมือของผมเอง” ศรารมก้มหน้ามองพื้น มือสั่นเทา..
โทรศัพท์มือถือของมหภพโผล่หมิ่นเหม่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหน้า..
ม่านภายในห้องนอนของบ้านพักของศิราษฎ์กระตุกเบา ๆ อารยะเอาโทรศัพท์มือถือแนบหูพลางจ้องมองไปยังคน 7 คนที่ยืนอยู่ริมชายหาด..
“ไม่น่าเชื่อ..แบบนี้มันก็กลายเป็นว่า..มีแรงจูงใจซ้อนกันอยู่สามแบบงั้นหรือ..”