Bomb-ruined building #10 (บ้านพักตากอากาศ)
posted on 17 Jan 2009 16:19 by iqdetective
ตอนที่ 10 : บ้านพักตากอากาศ
จังหวัดระยอง..
อารยะเดินตามเข้ามาภายบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ริมชายหาด โดยมีคนรับใช้วัยชราคนหนึ่งเดินนำพาเขาเข้าไปพบกับคนจำนวน 5 คนที่นั่งรอเขาอยู่ในห้องนังเล่นที่เปิดหน้าต่างรับลมทะเล
เขาล้วงกระเป๋ากางเกง มือกำแน่นอยู่ภายใน ระงับความตื่นตระหนกบางอย่างเอาไว้
“มาแล้วหรือ นั่งก่อนสิ อารยะ” ดนัยเชิญอารยะให้นั่งลงบนโซฟาเดี่ยวที่เข้าชุดกัน
ดนัยนั่งตรงข้ามกับโซฟาเดี่ยวที่กลายเป็นของอารยะ อีก 3 คนนั่งบนโซฟาตัวยาวเรียงกัน เหลืออีกคนกำลังยืนกอดออกมองออกไปนอกหน้าต่าง ม่านสีขาวบางพลิ้วปลิวเรี่ยบ่า พอหันมาก็พบว่านั่นคือ ศรารม ที่ยังคงมีสีหน้าเศร้าหมอง
อารยะแม้จะรู้ว่าตัวเองมาเพื่อพบใครบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงก็กลับตกใจไม่น้อยที่เห็นคนจำนวน 5 คนอยู่กันพร้อมหน้า เริ่มจาก ดนัย ประพาส มหภพ วาทยา และศรารม เขาดึงมือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วเอามาวางบนตัก นั่งลงบนโซฟา
“ครับ..” อารยะมองทุกคนเป็นเชิงถาม
ประพาส มหภพ และวาทยาผ่อนคลายด้วยการเอนหลังพิงโซฟา ซึ่งก็คือเป็นกริยาเชิงบอกให้เพื่อนที่เหลือพูดแทน ดนัยมองด้วยสายตาตำหนินิดหนึ่งก่อนหันไปมองศรารม จากนั้นจึงกลับมาที่อารยะ
“คงจะแปลกใจที่พวกเราเรียกนายมาที่บ้านพักตากอากาศที่ระยอง..แต่พอดีพวกเราอยู่ที่นี่กันก่อนแล้วหลังเผาศพคุณพ่อของศรารมเมื่อสองวันก่อน”
อารยะพยักหน้าช้า ๆ ..เขาเองก็ไปร่วมงาน ศพของศิราษฎ์ตั้งบำเพ็ญกุศล 5 วัน เขาไปในวันที่ 2 และวันสุดท้ายเพื่อวางดอกไม้จันและร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันนั้นเขายังเห็น 5 คนนี้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แต่ทว่าเขากลับไม่กล้าแม้กระทั่งสบตาคนเหล่านี้ โดยเฉพาะศรารม
แม้แต่ตอนนี้ศรารมก็มองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองยากที่จะบรรเทาลงได้
“เอาเป็นว่าฉันไม่อ้อมค้อม ขอถามนายตามตรง” ดนัยกล่าว โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
ฝ่ายศรารมก็หันมาเผชิญหน้ากับอารยะทันที
“คุณศิราษฎ์ทิ้งอะไรไว้ให้นายบ้าง”
อารยะชะงักทันที “หมายถึง..”
“นายเลิกปิดบังเรื่องของตัวเองเสียที ศรารมรู้แล้วและพวกเราก็รู้หมดแล้วด้วยว่านายเป็นใคร”
ถึงตอนนี้ศรารมสะบัดหน้าหนีมองออกไปยังทะเล ม่านที่ปลิวลอยเหนือบ่ากลับตกลงเพราะลมพัดขาดห้วง
อารยะหลบสายตามองมือของตัวเอง “ท่าน..ท่านประธานไม่ได้ให้อะไรผมหรอกนะครับ แล้วพวกคุณก็เข้าใจผิดเรื่องของผมด้วย”
“เข้าใจผิดหรือ” ศรารมหันกลับทันทีด้วยสีหน้าโกรธแค้น “เข้าใจผิดว่าแกไม่ได้เป็นลูกเมียน้อยของคุณพ่ออย่างนั้นน่ะเหรอ”
“ใจเย็น ๆ ก่อนเพื่อน..” ประพาสมองศรารม “ฟังเขาพูดให้จบก่อนสิ”
ศรารมจ้องหน้าอารยะเขม็ง แต่คราวนี้อารยะไม่หลบตา
“..ผมไม่ได้เป็นลูกเมียน้อยของท่านประธานอย่างที่พวกคุณคิด ผมเป็นลูกติดของคุณแม่ต่างหาก”
ทั้ง 5 คนจ้องเขาทันทีด้วยความไม่เชื่อ
“จริงน่ะรึ” ดนัยถาม..
“แต่ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ..” อารยะจ้องศรารมตอบ “ท่านประธานกับคุณแม่ของผมรักกันมาก่อนที่จะเจอคุณแม่ของคุณ”
ด้วยคำพูดเชือดเฉือนของอารยะ ความอดทนของศรารมจึงขาดลง เขากระโจนเข้าชกหน้าอารยะทันที แต่เพื่อนทั้ง 4 คนรั้งแขนไว้ได้ทัน
อารยะเบี่ยงตัวลุกขึ้นจากโซฟา “ให้ผมขับรถมาสองชั่วโมงเพื่อจะมาถามเรื่องเหลวไหลนี้เองน่ะหรือครับ ท่านประธานไม่ได้ให้อะไรผม นอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจเหมือนผมเป็นลูกคนหนึ่ง เพราะความรักที่มีต่อคุณแม่ของผม ผมจึงพลอยได้รับความรักและความเอ็นดูจากท่านเป็นพิเศษด้วย แต่ถ้าพวกคุณอยากรู้กันนัก..ผมก็จะบอกว่าท่านเคยเสนอมอบหุ้นส่วนสิบเปอร์เซ็นต์และบ้านพักตากอากาศหลังนี้ให้ แต่ผมปฎิเสธไม่รับ”
“แก..” ศรารมทั้งโมโหและทั้งเสียใจจนดวงตามีน้ำตาเอ่อล้น พยายามสลัดออกจากแขนของเพื่อน
“ส่วนคุณดนัย..” อารยะหันไปทางดนัยที่กำลังยื้อตัวศรารมเอาไว้ “คุณไปพบพิรดาบอกว่าคุณอยากได้ผมมาร่วมงานอีกครั้งเพื่ออะไร”
“จำไว้ไงล่ะ” ศรารมตะโกน “จำหน้าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับแก จะได้เอาคืนไม่ผิดตัว”
ประพาสผละออกจากศรารมหยิบเอกสารที่โต๊ะขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้นนายรู้หรือเปล่าว่าพินัยกรรมของคุณศิราษฎ์เขียนว่ายังไง”
อารยะมองประพาส เขาไม่เคยรู้เรื่องพินัยกรรมของศิราษฎ์แม้แต่น้อย
“ในนี้บอกว่าให้นายเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละสิบ และดำรงตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายบริหาร หากสละสิทธิ์ ศรารมจะไม่ได้มรดกในส่วนที่ควรจะได้”
อารยะตกใจแทบอยากจะเชื่อ “จริงหรือครับ..”
“มีทางเดียว..” ศรารมเอ่ยขึ้น “คือแกต้องหายไปจากโลกนี้”
หายไปงั้นหรือ..อารยะมองศรารม พูดออกมาแบบนี้หมายความว่ายังไง.. “นี่พวกคุณ..คิดจะฆ่าผมงั้นหรือ”
“ปล่อยได้แล้ว..” ศรารมสะบัดแขนออกจากเพื่อน ๆ ของเขา “ใช่เลย..นายเต็มใจขับรถมาที่นี่เอง เดินเข้ามาเอง แล้วก็จะตายเพราะจมน้ำทะเล”
อารยะก้าวถอยอย่างไม่รู้ตัว “เดี๋ยวสิ..เดี๋ยว..ถ้าพวกนายฆ่าฉัน..”
“ไม่มีข้อต่อรองอะไรทั้งนั้นหรอกนะ” มหภพเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก “ไม่ว่านายจะอ้างอะไร ต่อรองอะไร เสนออะไร ก็ไม่สามารถทำให้พวกเราห้าคนเปลี่ยนใจไม่ฆ่านายได้หรอก”
อารยะมองมหภพทันที ผู้ชายคนนี้ภายนอกดูซื่อ ๆ แต่ไม่คิดว่าเนื้อแท้กลับเป็นคนเลือดเย็น
“นายน่ะ..นายคือคนที่จุดไฟแช็คในห้องนิรภัยใชมั้ย”
มหภพชะงัก “พูดเรื่องอะไร”
“นายจุดไฟแช็คสินะ อีกไม่นานหรอกตำรวจจะมาจับนายในฐานะผู้ต้องสงสัยในการวางแผนฆ่าอำพรางคดี”
“พูดเรื่องอะไร!!” ใบหน้าของมหภพเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที “ไฟแช็คนั่นไม่เกี่ยวกับฉันซักหน่อย”
อารยะยิ้มเยาะอย่างเป็นต่อ..ล้วงกระเป๋าดึงโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วชูให้คนทั้ง 5 มองหน้าจอดิจิตอล
“IQ ?..”
“เพื่อนของผมชื่อไอคิว..เขาได้ยินการสนทนาของเราตั้งแต่ที่ผมเดินเข้ามาหมดแล้วล่ะ”
“แกนี่มัน..” ศรารมทำท่าจะถลาเขามาหาอารยะอีกครั้ง แต่ก็ถูกเพื่อนสกัดไว้ตามเคย “แกนี่มันเหลี่ยมจัดนัก..ทำไมคุณพ่อถึงได้ไว้ใจคนอย่างแกให้ทำงานอยู่ได้..”
“ผมนับถือคุณพ่อคุณอย่างใจจริง เพราะท่านรักแม่และผมอย่างใจจริงเช่นกัน จะมีก็แต่คุณ..” อารยะจ้องเขาอย่างเหนือกว่า “ที่ขุนเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นสักที ไม่ว่าพ่อคุณจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ทำให้ท่านเชื่อใจว่าควรจะมอบกิจการทั้งหมดให้”
ศรารมเม้มปากแน่นอย่างโกรธแค้น แต่ก็พูดอะไรไม่ออกเพราะมันเป็นจริงอย่างที่อารยะว่า..
ไอคิวหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านของผู้ตายคนที่สาม หลังจากพบญาติของผู้ตายคนที่หนึ่งและสองเรียบร้อยแล้ว เขายังไม่ทันที่จะพบญาติของผู้ตายคนที่สาม อารยะก็โทรเข้ามา
เขาเอาโทรศัพท์แนบหู ได้ยินเสียงฝีเท้าของอารยะเดินเป็นสิ่งแรก จากนั้นจึงมีเสียงเชิญให้นั่งของดนัย
“ไอคิว พูดอะไรหน่อยสิ” อารยะพูดกรอกเข้าไปในโทรศัพท์มือถือ จากนั้นกดเปิดลำโพง
“หือ..เอ้อ..สวัสดีครับทุกคน สวัสดีอารยะ สวัสดีครับคุณศรารม ลูกชายของคุณศิราษฎ์ และเพื่อน ๆ ของคุณ”
ศรารมหยุดนิ่งฟังเสียงไอคิวที่เล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือ
“ถ้าคิดจะฆ่าเพื่อนของผม พวกคุณทั้งห้าคนก็ไม่รอดคุกหรอกนะครับ ไหนจะตึกถล่ม ไหนจะกิจการพังทลาย พวกคุณยังจะคิดทำอะไรโง่ ๆ ให้ตัวเองแย่ลงอีกงั้นหรือครับ”
ศรารมเลื่อนสายตาจากโทรศัพท์มือถือมองอารยะด้วยความสับสน
“เรื่องนี้ยังไม่จบนะครับ..ตึกที่ระเบิดยังไม่จบ เรื่องนี้ยังมีต่อ ผมบอกได้แค่ว่าในบรรดาพวกคุณที่อยู่ที่นั่น ใครคนหนึ่งวางแผนบางอย่างเอาไว้อย่างแนบเนียนโดยใช้เรื่องตึกระเบิดเป็นฉากหน้า..ใครคนหนึ่งใช้โอกาสนี้ฆ่าคนจำนวนสามคนลงไปโดยให้คิดว่าเป็นการตายเพราะตึกถล่ม...”
“..!!”
“เพราะฉะนั้นกรุณาอย่าฆ่าเพื่อนของผมนะครับ”
จังหวัดระยอง..
อารยะเดินตามเข้ามาภายบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ริมชายหาด โดยมีคนรับใช้วัยชราคนหนึ่งเดินนำพาเขาเข้าไปพบกับคนจำนวน 5 คนที่นั่งรอเขาอยู่ในห้องนังเล่นที่เปิดหน้าต่างรับลมทะเล
เขาล้วงกระเป๋ากางเกง มือกำแน่นอยู่ภายใน ระงับความตื่นตระหนกบางอย่างเอาไว้
“มาแล้วหรือ นั่งก่อนสิ อารยะ” ดนัยเชิญอารยะให้นั่งลงบนโซฟาเดี่ยวที่เข้าชุดกัน
ดนัยนั่งตรงข้ามกับโซฟาเดี่ยวที่กลายเป็นของอารยะ อีก 3 คนนั่งบนโซฟาตัวยาวเรียงกัน เหลืออีกคนกำลังยืนกอดออกมองออกไปนอกหน้าต่าง ม่านสีขาวบางพลิ้วปลิวเรี่ยบ่า พอหันมาก็พบว่านั่นคือ ศรารม ที่ยังคงมีสีหน้าเศร้าหมอง
อารยะแม้จะรู้ว่าตัวเองมาเพื่อพบใครบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงก็กลับตกใจไม่น้อยที่เห็นคนจำนวน 5 คนอยู่กันพร้อมหน้า เริ่มจาก ดนัย ประพาส มหภพ วาทยา และศรารม เขาดึงมือออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วเอามาวางบนตัก นั่งลงบนโซฟา
“ครับ..” อารยะมองทุกคนเป็นเชิงถาม
ประพาส มหภพ และวาทยาผ่อนคลายด้วยการเอนหลังพิงโซฟา ซึ่งก็คือเป็นกริยาเชิงบอกให้เพื่อนที่เหลือพูดแทน ดนัยมองด้วยสายตาตำหนินิดหนึ่งก่อนหันไปมองศรารม จากนั้นจึงกลับมาที่อารยะ
“คงจะแปลกใจที่พวกเราเรียกนายมาที่บ้านพักตากอากาศที่ระยอง..แต่พอดีพวกเราอยู่ที่นี่กันก่อนแล้วหลังเผาศพคุณพ่อของศรารมเมื่อสองวันก่อน”
อารยะพยักหน้าช้า ๆ ..เขาเองก็ไปร่วมงาน ศพของศิราษฎ์ตั้งบำเพ็ญกุศล 5 วัน เขาไปในวันที่ 2 และวันสุดท้ายเพื่อวางดอกไม้จันและร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันนั้นเขายังเห็น 5 คนนี้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แต่ทว่าเขากลับไม่กล้าแม้กระทั่งสบตาคนเหล่านี้ โดยเฉพาะศรารม
แม้แต่ตอนนี้ศรารมก็มองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองยากที่จะบรรเทาลงได้
“เอาเป็นว่าฉันไม่อ้อมค้อม ขอถามนายตามตรง” ดนัยกล่าว โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
ฝ่ายศรารมก็หันมาเผชิญหน้ากับอารยะทันที
“คุณศิราษฎ์ทิ้งอะไรไว้ให้นายบ้าง”
อารยะชะงักทันที “หมายถึง..”
“นายเลิกปิดบังเรื่องของตัวเองเสียที ศรารมรู้แล้วและพวกเราก็รู้หมดแล้วด้วยว่านายเป็นใคร”
ถึงตอนนี้ศรารมสะบัดหน้าหนีมองออกไปยังทะเล ม่านที่ปลิวลอยเหนือบ่ากลับตกลงเพราะลมพัดขาดห้วง
อารยะหลบสายตามองมือของตัวเอง “ท่าน..ท่านประธานไม่ได้ให้อะไรผมหรอกนะครับ แล้วพวกคุณก็เข้าใจผิดเรื่องของผมด้วย”
“เข้าใจผิดหรือ” ศรารมหันกลับทันทีด้วยสีหน้าโกรธแค้น “เข้าใจผิดว่าแกไม่ได้เป็นลูกเมียน้อยของคุณพ่ออย่างนั้นน่ะเหรอ”
“ใจเย็น ๆ ก่อนเพื่อน..” ประพาสมองศรารม “ฟังเขาพูดให้จบก่อนสิ”
ศรารมจ้องหน้าอารยะเขม็ง แต่คราวนี้อารยะไม่หลบตา
“..ผมไม่ได้เป็นลูกเมียน้อยของท่านประธานอย่างที่พวกคุณคิด ผมเป็นลูกติดของคุณแม่ต่างหาก”
ทั้ง 5 คนจ้องเขาทันทีด้วยความไม่เชื่อ
“จริงน่ะรึ” ดนัยถาม..
“แต่ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ..” อารยะจ้องศรารมตอบ “ท่านประธานกับคุณแม่ของผมรักกันมาก่อนที่จะเจอคุณแม่ของคุณ”
ด้วยคำพูดเชือดเฉือนของอารยะ ความอดทนของศรารมจึงขาดลง เขากระโจนเข้าชกหน้าอารยะทันที แต่เพื่อนทั้ง 4 คนรั้งแขนไว้ได้ทัน
อารยะเบี่ยงตัวลุกขึ้นจากโซฟา “ให้ผมขับรถมาสองชั่วโมงเพื่อจะมาถามเรื่องเหลวไหลนี้เองน่ะหรือครับ ท่านประธานไม่ได้ให้อะไรผม นอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจเหมือนผมเป็นลูกคนหนึ่ง เพราะความรักที่มีต่อคุณแม่ของผม ผมจึงพลอยได้รับความรักและความเอ็นดูจากท่านเป็นพิเศษด้วย แต่ถ้าพวกคุณอยากรู้กันนัก..ผมก็จะบอกว่าท่านเคยเสนอมอบหุ้นส่วนสิบเปอร์เซ็นต์และบ้านพักตากอากาศหลังนี้ให้ แต่ผมปฎิเสธไม่รับ”
“แก..” ศรารมทั้งโมโหและทั้งเสียใจจนดวงตามีน้ำตาเอ่อล้น พยายามสลัดออกจากแขนของเพื่อน
“ส่วนคุณดนัย..” อารยะหันไปทางดนัยที่กำลังยื้อตัวศรารมเอาไว้ “คุณไปพบพิรดาบอกว่าคุณอยากได้ผมมาร่วมงานอีกครั้งเพื่ออะไร”
“จำไว้ไงล่ะ” ศรารมตะโกน “จำหน้าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับแก จะได้เอาคืนไม่ผิดตัว”
ประพาสผละออกจากศรารมหยิบเอกสารที่โต๊ะขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้นนายรู้หรือเปล่าว่าพินัยกรรมของคุณศิราษฎ์เขียนว่ายังไง”
อารยะมองประพาส เขาไม่เคยรู้เรื่องพินัยกรรมของศิราษฎ์แม้แต่น้อย
“ในนี้บอกว่าให้นายเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละสิบ และดำรงตำแหน่งเป็นประธานฝ่ายบริหาร หากสละสิทธิ์ ศรารมจะไม่ได้มรดกในส่วนที่ควรจะได้”
อารยะตกใจแทบอยากจะเชื่อ “จริงหรือครับ..”
“มีทางเดียว..” ศรารมเอ่ยขึ้น “คือแกต้องหายไปจากโลกนี้”
หายไปงั้นหรือ..อารยะมองศรารม พูดออกมาแบบนี้หมายความว่ายังไง.. “นี่พวกคุณ..คิดจะฆ่าผมงั้นหรือ”
“ปล่อยได้แล้ว..” ศรารมสะบัดแขนออกจากเพื่อน ๆ ของเขา “ใช่เลย..นายเต็มใจขับรถมาที่นี่เอง เดินเข้ามาเอง แล้วก็จะตายเพราะจมน้ำทะเล”
อารยะก้าวถอยอย่างไม่รู้ตัว “เดี๋ยวสิ..เดี๋ยว..ถ้าพวกนายฆ่าฉัน..”
“ไม่มีข้อต่อรองอะไรทั้งนั้นหรอกนะ” มหภพเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก “ไม่ว่านายจะอ้างอะไร ต่อรองอะไร เสนออะไร ก็ไม่สามารถทำให้พวกเราห้าคนเปลี่ยนใจไม่ฆ่านายได้หรอก”
อารยะมองมหภพทันที ผู้ชายคนนี้ภายนอกดูซื่อ ๆ แต่ไม่คิดว่าเนื้อแท้กลับเป็นคนเลือดเย็น
“นายน่ะ..นายคือคนที่จุดไฟแช็คในห้องนิรภัยใชมั้ย”
มหภพชะงัก “พูดเรื่องอะไร”
“นายจุดไฟแช็คสินะ อีกไม่นานหรอกตำรวจจะมาจับนายในฐานะผู้ต้องสงสัยในการวางแผนฆ่าอำพรางคดี”
“พูดเรื่องอะไร!!” ใบหน้าของมหภพเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที “ไฟแช็คนั่นไม่เกี่ยวกับฉันซักหน่อย”
อารยะยิ้มเยาะอย่างเป็นต่อ..ล้วงกระเป๋าดึงโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วชูให้คนทั้ง 5 มองหน้าจอดิจิตอล
“IQ ?..”
“เพื่อนของผมชื่อไอคิว..เขาได้ยินการสนทนาของเราตั้งแต่ที่ผมเดินเข้ามาหมดแล้วล่ะ”
“แกนี่มัน..” ศรารมทำท่าจะถลาเขามาหาอารยะอีกครั้ง แต่ก็ถูกเพื่อนสกัดไว้ตามเคย “แกนี่มันเหลี่ยมจัดนัก..ทำไมคุณพ่อถึงได้ไว้ใจคนอย่างแกให้ทำงานอยู่ได้..”
“ผมนับถือคุณพ่อคุณอย่างใจจริง เพราะท่านรักแม่และผมอย่างใจจริงเช่นกัน จะมีก็แต่คุณ..” อารยะจ้องเขาอย่างเหนือกว่า “ที่ขุนเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นสักที ไม่ว่าพ่อคุณจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ทำให้ท่านเชื่อใจว่าควรจะมอบกิจการทั้งหมดให้”
ศรารมเม้มปากแน่นอย่างโกรธแค้น แต่ก็พูดอะไรไม่ออกเพราะมันเป็นจริงอย่างที่อารยะว่า..
ไอคิวหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านของผู้ตายคนที่สาม หลังจากพบญาติของผู้ตายคนที่หนึ่งและสองเรียบร้อยแล้ว เขายังไม่ทันที่จะพบญาติของผู้ตายคนที่สาม อารยะก็โทรเข้ามา
เขาเอาโทรศัพท์แนบหู ได้ยินเสียงฝีเท้าของอารยะเดินเป็นสิ่งแรก จากนั้นจึงมีเสียงเชิญให้นั่งของดนัย
“ไอคิว พูดอะไรหน่อยสิ” อารยะพูดกรอกเข้าไปในโทรศัพท์มือถือ จากนั้นกดเปิดลำโพง
“หือ..เอ้อ..สวัสดีครับทุกคน สวัสดีอารยะ สวัสดีครับคุณศรารม ลูกชายของคุณศิราษฎ์ และเพื่อน ๆ ของคุณ”
ศรารมหยุดนิ่งฟังเสียงไอคิวที่เล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือ
“ถ้าคิดจะฆ่าเพื่อนของผม พวกคุณทั้งห้าคนก็ไม่รอดคุกหรอกนะครับ ไหนจะตึกถล่ม ไหนจะกิจการพังทลาย พวกคุณยังจะคิดทำอะไรโง่ ๆ ให้ตัวเองแย่ลงอีกงั้นหรือครับ”
ศรารมเลื่อนสายตาจากโทรศัพท์มือถือมองอารยะด้วยความสับสน
“เรื่องนี้ยังไม่จบนะครับ..ตึกที่ระเบิดยังไม่จบ เรื่องนี้ยังมีต่อ ผมบอกได้แค่ว่าในบรรดาพวกคุณที่อยู่ที่นั่น ใครคนหนึ่งวางแผนบางอย่างเอาไว้อย่างแนบเนียนโดยใช้เรื่องตึกระเบิดเป็นฉากหน้า..ใครคนหนึ่งใช้โอกาสนี้ฆ่าคนจำนวนสามคนลงไปโดยให้คิดว่าเป็นการตายเพราะตึกถล่ม...”
“..!!”
“เพราะฉะนั้นกรุณาอย่าฆ่าเพื่อนของผมนะครับ”
#1 By ไอ้ไทม์ on 2009-01-17 16:24