Bomb-ruined building #9 (จีน)
posted on 14 Jan 2009 14:08 by iqdetective(ก่อนอื่นต้องขออภัยเรื่องหนึ่งครับ ในตอนที่ 5 ของคดีนี้ผมได้เขียนชื่อตัวละครผิดไป และก็ดันเป็นตัวละครสำคัญเสียด้วย คือเขียนจาก ศรารม เป็น อารยะ เพราะฉะนั้น ที่ถูกคือ
...
ศรารมกระโจนเข้าใส่ชายผู้มีเสื้อเปื้อนเลือดด้วยความโกรธแค้น เขารุมชกใบหน้าไม่ยั้งจนคู่ต่อสู้ต้องถีบเขาจนกระเด็นออกมานั่งกองกับพื้นข้างอัครา
“หยุด !! ฉันไม่ได้ฆ่าท่าน นายตั้งสติให้ดีสิ หมอนั่นมันโกหก” เพื่อนทางธุรกิจของศิราษฎ์ชี้ไปทางอัครา
“แล้วเสื้อเปื้อนเลือดนั่นล่ะจะว่ายังไง” เสียงนั้นเป็นของเพื่อนทางธุรกิจอีกคนที่มาพร้อมกัน
“นี่คุณก็เชื่อด้วยหรือ”
จามร พ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง “..ตอนที่อยู่ในห้องทำงาน นายเองก็ไม่พอใจท่านประทานที่ไม่รับข้อเสนอเรื่องการฟื้นฟูโครงการของคุณนี่ ใครจะรู้..คุณอาจจะสบโอกาสตอนที่ไฟดับฆ่าท่าน”
อัครายิ้มเยาะ..
ราชาล มองจามรพลางส่ายหน้าช้า ๆ มือหนึ่งดึงเสื้อตัวเองที่มีเลือดเปื้อนอยู่ที่บริเวณเอวด้านขวา “ใช่..ผมไม่พอใจ แต่ผมก็ยังหวังว่าท่านจะยอมรับข้อเสนอในไม่ช้า เพราะฉะนั้นผมคงไม่โง่ฆ่าท่านเพื่อให้โครงการของผมไม่เป็นจริงขึ้นมาหรอก”
ศรารมมีดวงตาแดงก่ำมองคนทั้งสอง
“มาซักไซ้เอาตอนนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์หรอก” ราชาลหันไปทางศรารม “นี่ตึกถล่มไม่ใช่หรือ โชคดีที่พวกเราไม่ตาย ทำไมไม่รีบหาทางออกไปจากที่นี่ล่ะ”
“ให้แกออกไปลอยนวลหน้าตาเฉยอย่างนั้นรึไง” ศรารมกล่าว “จนกว่าจะมีใครมาช่วย ฉันต้องทำให้แกสารภาพว่าแก่ฆ่าพ่อของฉัน หรือไม่ก็ทำให้แกตายไปตรงนี้”
“ศรารม..” เพื่อน 4 คนของเขาเอ่ยเกือบจะพร้อมกัน
“นายอย่าเพิ่งเลือดร้อนตอนนี้จะได้มั้ย” มหภพเอ่ยขึ้น เขานั่งอยู่หน้าไฟแช็คที่กำลังจะหรี่แสงลง
“ถ้าคนที่ตายเป็นพ่อของนาย นายจะใจเย็นอยู่หรือไง”
“ศรารม!!” เสียงเพื่อนอีกคนดังขึ้น เป็นคนที่ลองเปิดประตูแล้วพบว่ามันถูกล็อคเอาไว้ “หยุดซะที..นายหัดตั้งสติหน่อยสิ อย่าเป็นเด็กอารมณ์ร้อนแบบนี้สิ พ่อนายตายไปแล้วนะ บริษัทพ่อนายก็พังลงต่อหน้าต่อตาแบบนี้ นายยังจะทำตัวเองให้แย่ลงโดยการฆ่าคนที่ฆ่าพ่อนายอีกหรือไง”
“ประพาส..นายพูดแรงเกินไปนะ” มหภพบอกเสียงค่อย
ศรารมนิ่งอึ้งมองเพื่อน จริงอย่างที่ประพาสว่า เขายังไม่รู้สึกว่าทุกอย่างสูญสิ้นไปจนกระทั่งเพื่อนของเขาพูดขึ้นมา
“เรื่องใครฆ่าพ่อนายน่ะมันไม่ยากหรอก ในห้องนี้ก็มีแค่แปดคนเท่านั้น ถ้าหาว่าใครเป็นฆาตกรไม่ได้ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว ฉันรู้ว่ามันยากที่จะไม่คิด แต่หยุดคิดเรื่องนี้ก่อนได้มั้ย ตอนนี้มาหาทางออกไปจากห้องนี้ก่อนเถอะ”
ศรารมจากที่เชื่อฟังเพื่อนเปลี่ยนท่าทีเป็นแข็งกร้าว “นายคงอยากออกไปเร็ว ๆ น่ะสิ..ได้ งั้นก็รีบพังประตูซะ”
ศรารมลุกขึ้นเดินไปดึงลูกบิดประตูห้องที่เชื่อมกับห้องทำงาน เตะประตูดังโครม
“หยุด ๆ !!” ประพาสตะโกน “หยุด!!”
ขณะนั้นอัคราค่อยๆ ถอยเอาหลังไปพิงตู้เอกสาร จามรกับราชาล ผู้เป็นเพื่อนทางธุรกิจของศิราษฎ์ หลีกทางให้ศรารม เพื่อนทั้ง 4 คนของศรารมต่างยืนขึ้นแล้วเดินออกมายืนด้านหลังโต๊ะที่มีไฟแช็คตั้งอยู่
ประพาสยกไฟแช็คขึ้นมา..ใช้มืออีกข้างล้วงเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองแล้วกดให้มันเปล่งแสง..เอานิ้วหัวแม่มือดันศีรษะทหารจีนให้ปิดลง
แสงไฟจากไฟแช็คดับสนิท กลายมาเป็นแสงเรืองสีขาวจากโทรศัพท์มือถือของประพาสแทน แม้จะไม่สว่างเท่า แต่ก็พอมอเห็นคนทั้งห้อง
ศรารมหยุดมองเพื่อน ล้วงเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมากดให้เปล่งแสงเหมือนอย่างที่ประพาสทำ
“นายเคยเล่าเรื่องห้องนี้ให้พวกเราฟังมาก่อน..ฉันรู้ว่าห้องนี้คือห้องนิรภัยตามที่นายว่า แล้วพวกเราก็รู้จุดผิดพลาดของมันจำไม่ได้หรือไง”
ศรารมถือโทรศัพท์มือถืออยู่เหนือเข็มขัด แสงสีขาวส่องใบหน้าจากใต้คางของเขา พอเขาอ้าปากเหมือนกับนึกได้ในสิ่งที่เพื่อนกำลังจะบอก ใบหน้าก็ดูน่ากลัวกว่าปกติหลายเท่า
“ถ้าไม่มีระบบปรับอากาศ..ห้องนี้ก็ไม่มีอากาศถ่ายเทจำได้มั้ย..”
จามรและราชาลดึงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาบ้าง แต่พอได้ยินคำพูดของประพาสก็ต่างตกใจมองหน้ากัน
อัคราเองก็เช่นกัน..เขานั่งอึ้งเหวออยู่ที่มุมห้อง
“เพราะฉะนั้นช่วยหยุด..หยุดบ้าเลือด หยุดเคลื่อนไหว หยุดเผาผลาญอากาศไปมากกว่านี้ ไฟแช็คที่จุดไปก็กินออกซิเจนไปมากพอแล้ว นายอย่าเจ้าอารมณ์แย่งอากาศไปอีกเลย”
ศรารมมองประพาสเพื่อนของเขา เขาตัวสั่นไหวจนโทรศัพท์มือถือสั่นไปมา ดวงตามีน้ำตาคลออย่างที่ไม่อาจจะระงับเอาไว้ได้ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงร้องไห้ออกมา..เพราะพ่อของเขาเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา เพราะอาณาจักรของพ่อและของเขามลายไปตรงหน้าสิ้น หรือเพราะคำพูดเตือนสติของเพื่อนที่เขายอมรับผิดแต่โดยดี หรือเพราะว่าเขากลัวขาดอากาศหายใจตาย...
ศรารมหอบหายใจหนักหน่วง ร้องไห้โฮออกมา...
เพื่อนทั้ง 4 คนเพิ่งเห็นน้ำตาของศรารมเป็นครั้งแรกในวันนี้
ผมได้แก้ไขเรียบร้อยแล้วครับ เชิญอ่านตอนที่ 9 ได้เลยครับ)
ตอนที่ 9 : จีน
“สวัสดีค่ะ มาหาใครคะ” หญิงวัย 40 กว่าปีคนหนึ่งเปิดประตูรั้วหน้าบ้าน เอ่ยถามไอคิวผู้ซึ่งยืนอยู่หน้าประตู
“คุณเป็นภรรยาของคุณพิชิตที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ตึกระเบิดใช่มั้ยครับ”
“อ้ะ..ใช่ค่ะ”
ไม่รู้ว่าไอคิวคิดไปเองหรือเปล่า พอเขาถามคำถามแรกนั้นออกไป สีหน้าของหญิงผู้นั้นก็ดูซีดเซียวอิดโรยขึ้นมาทันที ยิ่งการแต่งกายด้วยชุดดำไว้ทุกข์ให้แก่สามีตัวเองด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ดูหม่นเศร้ามากขึ้นไปอีก
“ไม่ทราบว่าคุณกำลังจะออกไปไหนหรือเปล่าครับ”
ดวงตาของหญิงผู้นั้นรื้นด้วยน้ำตา “ไปงานศพค่ะ วันนี้วันสุดท้าย ดิฉันแวะมาเอาของที่ลืมเอาไว้แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแค่นั้นเองค่ะ”
โชคดีจริง ๆ ..ไอคิวคิด โชคดีที่เขามาเจอหญิงผู้นี้ตอนที่เธอกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากที่ต้องนอนเฝ้าศพที่วัดมาตลอดทั้งคืน
“ผมขอรอบกวนเวลา อยากถามเกี่ยวกับเรื่องของสามีคุณสักหน่อยได้หรือเปล่าครับ”
“คุณเป็นตำรวจหรือคะ”
ไอคิวชะงักนิดหนึ่ง เขาไม่อยากโกหก “..นักสืบครับ”
“ค่ะ..”
ไอคิวหยิบเอากระดาษใบหนึ่งในแฟ้มออกมา “คุณช่วยบอกทีว่าใครในรายชื่อนี้ ที่คุณพอจะรู้จักบ้าง”
หญิงเจ้าของบ้านรับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่านรายชื่อจำนวนการ 10 รายชื่อ “ไม่รู้จักเลยค่ะ จะมีก็แต่กิจเจริญวัฒนไพบูลย์ที่พอคุ้น ๆ อ้ะ..นามสกุลนี้”
ไอคิวรับกระดาษกลับมาพร้อมกับที่เธอชี้มาที่นามสกุลของคน ๆ หนึ่งในรายชื่อ แต่ไม่นานเธอก็ลดมือลงวางแนบลำตัว ไอคิวยังคงเพ่งมองชื่อนั้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“นี่มัน..คุณแน่ใจหรือครับว่า..” เขาเงยหน้าขึ้นมอง “คุณ..”
ไอคิวต้องชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้าเหม่อลอยของหญิงผู้นี้ คิ้วของเธอขมวดเกร็ง ปากเม้มจนฟันแทบจะกัดริมฝีปาก ตามองออกไปเบื้องหลังของไอคิวอย่างไร้จุดหมาย
“คุณครับ.ชื่อนี้มันเป็น”
“สามีดิฉันถูกตึกถล่มหรือว่าถูกฆ่ากันแน่คะ”
“เอ๋..” ไอคิวจ้องเธอเขม็ง “ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น”
“ใช่มั้ยคะ” เธอเลื่อนสายตามองมาไอคิว “ที่คุณมาสืบก็เพราะเรื่องนี้ คุณกำลังสงสัยใช่มั้ยคะว่าคนที่เสียชีวิตในนั้นตายเพราะตึกถล่มจริงหรือเปล่า”
ไอคิวแทบตั้งรับกับข้อสันนิษฐานของเธอไม่ทัน จริงอยู่ที่เขาคิดแบบนั้น แต่ก็ไม่คิดว่าแค่เพียงเธอมองดูรายชื่อแล้วจะทำให้คิดได้แบบนี้
“รายชื่อนี้มีอะไรหรือครับ บอกผมหน่อยสิครับ”
“คนที่ตายอีกสองคนเป็นใครหรือคะ ดิฉันแทบไม่ได้ดูข่าวหลังจากที่รู้ว่าสามีเสียชีวิต”
ไอคิวรีบกางแฟ้มออกอีกครั้ง หยิบเอารายชื่อและประวัติผู้ตายอีกสองคนออกมายื่นให้
คราวนี้เป็นไปอย่างที่ไอคิวคาด หญิงเจ้าของบ้านดูนิ่งอึ้งไปอยู่นานนับนาที ไอคิวจึงค่อย ๆ เลื่อนมือไปจับที่ต้นแขนของเธอ “คุณ..”
“ที่จีนน่ะ..ที่เมืองจีน” เธอร้องไห้ออกมาโดยที่ไอคิวไม่รู้สาเหตุ
“จีนหรือครับ..ทำไม”
เธอเอามือปิดหน้า “สามีดิฉันกับอีกสองคนที่ตาย ทำเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยที่นั่นเอาไว้”
“อะ..อะไรนะครับ” ไอคิวปล่อยมือของตัวเองออกจากแขนของเธอ ยกกระดาษที่มีรายชื่อขึ้นมาอีกครั้ง “สามคนนี้เกี่ยวข้องกันเพราะเรื่องที่ทำลงไปที่เมืองจีนงั้นเหรอ”
…
อัคราถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตัดสินใจเล่าแผนของตัวเองให้ตำรวจฟังทั้งหมด
ภายในห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาลตำรวจ มีตำรวจ 3 นายกำลังยืนรับฟังสิ่งที่เขากำลังจะพูด
“พอผมได้เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่นั่น ก็พยายามมองหาโอกาสที่จะทำตามแผนของตัวเอง ทีแรกผมคิดจะลงมือให้ได้เร็วที่สุด แต่พอรู้ว่ามันมีแพลนจะจัดงานเปิดตัวบริษัทอย่างเปิดทางการ ผมจึงอดทนรอจนถึงวันนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่ผมจะมีเวลาเตรียมพร้อมทุกอย่างให้ลงตัว เริ่มจากผลิตระเบิดขึ้นจาดโรงงานทำพลุของผมที่ต่างจังหวัด ควบคุมกล้องวงจรปิดภายในตึก ทำลายกล้องวงจรปิดตามจุดต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเสี่ยงต่อตัวผมเอง วางระเบิดไว้ตามจุดต่าง ๆ ที่สำคัญภายในอาคาร
พอถึงวันนั้น ผมก็แค่เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เดินเข้าไปในห้องสูบบุหรี่เพื่อจะเอาไฟแช็คทรงทหารจีนนั้นไปวางเอาไว้ทำเป็นเหมือนลืมตกอยู่ใต้ที่นั่งแล้วเดินออกมา แต่ปรากฏว่าดันมีผู้ชายคนหนึ่งทักขึ้นมาว่าผมลืมไฟแช็คเอาไว้ ผมจึงต้องจำใจมอบมันให้กับผู้ชายอีกคนที่ร้องอยากได้ไฟแช็คแล้วรีบเดินออกมา
แผนจึงต้องเร่งขึ้นอีก..จากที่คิดว่าคงมีคนพบไฟแช็คช่วงตอนกลางวัน แต่ชายคนที่ผมให้ไฟแช็คกลับกดไฟแช็คหลังจากนั้นไม่นาน แล้วมันก็ส่งสัญญาณมาที่รีโมทเครื่องแม่ที่อยู่ในตัวผม ซึ่งควรจะอยู่ในห้องรับแขกพิเศษบนชั้นสามสิบเก้าเรียบร้อยแล้ว
ผมตั้งเอาไว้ว่าพอมีคนกดไฟแช็คส่งสัญญาณมา ผมจะมีเวลาห้านาทีสำหรับการหนีหรือหลบไปในที่ ๆ ปลอดภัย และสามารถกดให้ระเบิดก่อนห้านาทีนั้นได้เลย
ภายในเวลาห้านาทีก็มากพอที่จะขึ้นไปหลบในห้องรับแขกพิเศษนั่นได้อย่างสบาย พร้อมกับสามรถแอบฟังการสนทนาจะห้องทำงานของมันได้จากเครื่องดักฟังที่แอบไปติดเอาไว้ก่อนหน้านั้น แถมในห้องนั้นยังมีภาพจากกล้องวงจรปิดตามจุดต่าง ๆส่งมายังโทรทัศน์ให้ได้เห็นว่าพนักงานในบริษัทกำลังทยอยกันออกจากตึกไปหมดหรือยัง
แต่ตอนที่ผมอยู่ภายในห้อง กลับมีโทรศัพท์มือถือซึ่งมีคนแอบเอามาใส่กระเป๋าเสื้อสูทของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ดังขึ้นมา พอรับสายก็มีเสียงผู้ชายพูดทำนองว่ารู้แผนการของผมหมดทุกอย่าง และบอกว่าลูกชายของเจ้าของตึกกำลังจะเดินเข้าไปและมันเองก็จะตามเข้าไปด้วย ถ้าผมไม่ดันปิดกล้องวงจรปิดตรงทางเดินบนชั้นสามสิบเก้าล่ะก็ ป่านนี้คงได้รู้ว่าหมอนั่นมันเป็นใครแล้ว”
“ตามเข้าไปด้วยหรือครับ..หมายความว่าคนที่โทรหาคุณคือหนึ่งในคนทั้งหมดที่อยู่ในห้องนั้นตอนที่ตึกระเบิดงั้นหรือครับ”
“ครับ..คิดว่าอย่างนั้น” อัคราพยักหน้า หยิบแก้วน้ำข้างเตียงยกขึ้นดื่มน้ำ “ยิ่งพอรู้ว่าไฟแช็คนั่นไม่ใช่ของผมด้วยแล้วก็ยิ่งมั่นใจว่าหมอนั่นต้องอยู่”
“ตอนนั้นใครบอกว่ามีไฟแช็คหรือครับ”
“ผมไม่รู้จักชื่อหรอกนะครับ แต่ถ้าให้ดูหน้าก็คงพอจำได้ แต่ว่าตอนนั้นในห้องมีแค่แสงสลัว ๆ อาจจะจำคลาดเคลื่อนก็ได้”
ตำรวจนายหนึ่งเดินไปหยิบแฟ้มที่โซฟาพลิกไปหน้าที่มีรูปของคนที่อยู่ในห้องนิรภัยแล้วยื่นให้อัคราดู
อัคราเพ่งมองด้วยสายตาที่ยาวตามอายุ คนแรกคือ ศิราฎร์ ตามมาด้วย ศรารม ผู้เป็นลูกชาย ราชาลกับจามรนักธุรกิจ มหภพ ประพาส วาทยา ดนัยและอัคราตัวเขาเอง
“คนนี้..” อัคราชี้ไปที่รูป ๆ หนึ่ง
ตำรวจพลิกแฟ้มกลับมาดู “..มหภพเพื่อนของศรารามที่เป็นลูกชายเจ้าของตึกน่ะรึ”
“ใช่..คน ๆ นี้เป็นคนจุดไฟแช็คแล้วเอาไปวางบนโต๊ะรับแขกหน้าโซฟา”
ตำรวจนายที่ถือแฟ้มพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามอีก “แล้วใช่คนที่คนพบในห้องสูบบุหรี่หรือเปล่า”
“เปล่านะ..เป็นอีกคน คนนั้นรู้สึกเหมือนจะเป็น..ใช่ ๆ ผมจำได้แล้ว..เอ๊ะ..ก็คนเดียวกันกับที่..”
อัครามองตำรวจทั้ง 3 นาย
ด้วยสายตาที่อัคราสื่อให้ ตำรวจทั้งสามนายจึงเข้าใจว่าอัคราหมายถึงใคร
สังคมออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 14-29 ปี
เว็บนี้มันน่าสนใจยังไง?
1.ถ้าสร้างโปรไฟล์ดีๆ จะได้เพื่อนเยอะแยะ และยังสร้างรายได้เสริมจากผู้สนับสนุนได้อีกด้วย
2.ปาร์ตี้สังสรรค์จริงๆ การจัดการประกวด แชท ห้องเรียนออนไลน์ ระบบคุยผ่านกล้องเว็บแคม หรือรายการสด
#1 By iamett on 2009-01-14 14:28