Murder in Phukradeung #25
posted on 26 Jun 2008 19:44 by iqdetective in Phukradeung
ตอนที่ 25
ผานกแอ่นอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางประมาณ 1600 เมตร จากศูนย์ ฯ สามารถไปผานกแอ่นได้สองทางคือจากทางด้านหน้าศูนย์และทางด้านหลังสนามหญ้าบริเวณจุดกางเต้นท์ โดยปกติเส้นทางการเดินที่เจ้าหน้าที่แนะนำคือเช้ามืดช่วงเวลาตี 4 ถึงตี 5 จะนัดรวมกันที่ด้านหน้าศูนย์และมีเจ้าหน้าที่เดินนำไป
หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็จะกลับมาทางเดิม แต่ช่วง 420 เมตรแรกจากผานกแอ่นจะมีทางอีกทางแยกไปลานวัดพระแก้ว ส่วนมาขากลับนักท่องเที่ยวจะเดินไปทางนั้นเพื่อแวะเข้าลานวัดพระแก้วด้วย ซึ่งเส้นทางที่ผ่านวัดพระแก้วก็จะมาโผล่ด้านหลังสนามหญ้ากางเต้นท์นั่นเอง ดังนั้นขากลับจึงใช้ระยะทางมากกว่าขาไป มีระยะทางประมาณ 1700 เมตร
เส้นทางขาไปนั้นเนื่องจากเป็นช่วงเช้ามืดรอบข้างที่มีต้นสนหนาแน่นจึงมืดมิด หากไม่มีไฟฉายแล้วก็ไม่สามารถเดินไปตามทางได้เพียงลำพัง แต่หากเดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่มีไฟฉายก็ไม่ใช่เรื่องยากและไม่มีทางหลงแน่นอน
พสกเป็นคนเดียวที่ไม่มีไฟฉาย เพราะเขาล่วงหน้ามารอทุกคนที่หน้าศูนย์ ขณะที่ทุกคนหลังจากไปห้องน้ำแล้วจึงกลับมาเอาไฟฉายที่เต้นท์
เมื่อเดินมาได้สักระยะ จากที่เคยเกาะกลุ่มกันก็เริ่มแตกออกเป็นคู่ ๆ และแยกกันห่าง ๆ มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นแซงหน้าบ้าง บางทีก็ลดฝีเท้าลงเพราะพื้นดินทราย ดังนั้นกลุ่มของอามันดาจึงกระจัดกระจายไม่รู้ว่าใครอยู่ตรงไหนบ้าง แต่เพราะมีนักท่องเที่ยวเดินตามเส้นทางหนาแน่นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการหลงทาง ทุกคนจึงไม่คิดจะจับกลุ่มกันอีก
นักท่องเที่ยวแต่ละคนก็จดจ่ออยู่กับการเดิน บ้างมองพื้นดิน บ้างมองความมืดด้านข้าง คุยกันโดยที่สายตาจดจ่ออยู่ที่การเดินแทบทั้งสิ้น
แน่นอนว่าพสกคงอยู่ด้านหลังของทุกคนในกลุ่ม แต่โยนินที่เคยเดินด้วยตอนนี้ก็หายไป คงไปเดินคู่กับวาดฝันแล้ว นิกรเองที่เดินนำหน้าพี่ชายมาตลอด พอหันกลับไปก็เห็นพี่ชายอยู่ห่างออกไปหลายเมตร และมีนักท่องเที่ยวแซงหน้ามาเรื่อย ๆ นิกรคิดแค่เพียงว่าคงต้องให้เวลาพี่ชายทำใจอีกนิด จึงเดินต่อไปคนเดียว
แต่ทางวาดฝันนั้นผิดจากที่พสกคิดว่าโยนินจะมาเดินเคียงคู่ วาดฝันเดินอยู่คนเดียวและพยายามหันซ้ายหันขวามองหาโยนินว่าไปอยู่ไหน เธอโทรศัพท์หาโยนินแต่โยนินกลับปิดเครื่อง เธอจึงเดินคนเดียวโดยไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ นำหน้าไปหรืออยู่ข้างหลัง
อามันดาเกาะแขนราเมษแน่นเดินตามแสงของไฟฉายไปเรื่อย ๆ แต่พอเธอเอามือขึ้นมาสางผมแล้วเดินเอื่อย ๆ ตามหลังราเมษ พริบตาเดียวราเมษก็หายไปจากสายตา แถมปิดแสงไฟฉายลงอีก
นิกรเดินถือไฟฉายเดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ แต่แล้วพสกก็เดินมาข้าง ๆ
“นายช่วยอะไรอย่างสิ” พสกเอ่ยกับน้องชาย
“ครับ..”
“ช่วยเล่นแบบที่เคยเล่นเหมือนเมื่อตอนเด็กอีกที” พสกยื่นเสื้อหนาวที่ถอดออกมาให้นิกร
พสกมองเสื้อหนาวแขนยาว “เล่นคนสามแขนน่ะหรือ”
“ไม่ใช่คนสามแขน อีกอย่างหนึ่งที่เราชอบแกล้งคุณหนูน่ะ”
นิกรพอเข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพสกต้องการจะทำอะไร “ให้หลอกทุกคนน่ะหรือ..แล้วพี่ล่ะ”
“เดี๋ยวตามไปทีหลัง”
“พี่จะทำอะไรกันแน่...”
“พี่จะบอกนายตอนไปถึงที่ผาก็แล้วกัน ขอบใจมาก” พสกพูดจบจงใจเดินช้าลงแล้วหายไปจากสายตา
อามินดาเดินดุ่ม ๆ ไม่สนใจใครจนผ่านมา 1 กิโลเมตรกว่า เขาเห็นวาดฝันยืนรอโยนินอยู่ข้างทางแต่ก็ไม่สนใจ พอหันไปอีกทางก็เห็นโยนินเดินเข้ามาหาเธอ เขาจึงไม่ใส่ใจอีกต่อไป
แต่กลับพบกับอามันดาที่ยืนมองหาราเมษเช่นกัน
“พี่อามัน”
อามันดาเห็นน้องชายก็รีบโผเข้าหา “โชคดีที่เจออามิน ราเมษไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
“เดินไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอกันเองคนตั้งเยอะไม่หลงหรอก”
“มันมืดน่ะ น่ากลัวออก อามินไม่ห่วงพี่หรือไง” อามันดาเกี่ยวแขนน้องชาย
“ไม่ห่วงหรอก พี่เองก็มีหมอนั่นอยู่แล้ว จะให้อามินมาห่วงทำไมอีก”
อามันดาผละจากแขนอามินดาแล้วเดินดุ่ม ๆ นำหน้าเขาไปไม่พูดไม่จา แต่แล้วก็หันกลับมา “ปกติอามินจะรั้งแขนพี่ไว้ไม่ใช่หรือไง”
อามินดายิ้ม ๆ “นั่นมันเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้อามินไม่ทำแบบนั้นแล้ว คนขี้งอนก็คือคนขี้งอน ขืนทำแบบนั้นก็จะทำไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น”
อามันดามองน้องชาย “ก็ดี..” แล้วเดินหนีอามินดาห่างออกไป
วาดฝันเดินกับโยนินอีกครั้ง แล้วเริ่มต้นตั้งคำถามกับเขา
“เธอคุยอะไรกับพสกน่ะ”
“คุยเรื่อยเปื่อย ทำไมหรือ”
“อามินดาบอกว่าเธอพูดว่าพสกเหมือนกับเธอ”
โยนินจ้องวาดฝัน “อามินดาบอกหรือ”
“เธอบอกแบบนั้นกับพสกด้วยหรือเปล่า”
“บอก..”
วาดฝันถอนใจ “เธอคงแค่ตั้งใจจะปลอบเขาใช่มั้ย”
“อืม..การสูญเสียคนที่เรารัก ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องสูญเสียตัวเราไปนี่นา เธอเองเป็นคนบอกกับฉันแบบนั้นนี่”
วาดฝันนิ่งอึ้งมองโยนิน “..ฉันเคยบอกเธอแบบนั้นเหรอ”
“ก็ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ฉันยังจำได้ดีเลย เธอจำไม่ได้หรือไง ฉันน้อยใจนะเนี่ย”
“นั่นสิ..ฉันเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ...เธอจำได้หมดเลยเหรอ”
“บ้าสิใครจะไปจำได้หมดล่ะ ก็แค่จำได้คร่าว ๆ”
“อย่างงั้นเหรอ” วาดฝันมองพื้นและเท้าตัวเองที่เดินก้าวเรื่อย ๆ “น่ารักจริง ๆ” เธอเงยหน้ามายิ้ม
“อะไร..” โยนินเขิน แต่เพราะความมืดวาดฝันจึงไม่เห็นสีหน้า
“น่ารักไง น่ารักกว่า..” วาดฝันชะงัก “กว่าแฟนเก่าของฉันซะอีก”
“ของมันแน่อยู่แล้ว ฉันน่ะใคร ๆ ก็หมายปอง”
วาดฝันจิกผมเขาทันที แล้วยื่นหน้าไปจูบเขาในเสี้ยววินาที
“I’m ready to do everything for you” เธอพูด
“ฟังไม่ออก” โยนินเอาหลังมือเช็ดปากก่อนเอ่ย “But I over than you, I belong to you all my life”
ผานกแอ่นอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางประมาณ 1600 เมตร จากศูนย์ ฯ สามารถไปผานกแอ่นได้สองทางคือจากทางด้านหน้าศูนย์และทางด้านหลังสนามหญ้าบริเวณจุดกางเต้นท์ โดยปกติเส้นทางการเดินที่เจ้าหน้าที่แนะนำคือเช้ามืดช่วงเวลาตี 4 ถึงตี 5 จะนัดรวมกันที่ด้านหน้าศูนย์และมีเจ้าหน้าที่เดินนำไป
หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็จะกลับมาทางเดิม แต่ช่วง 420 เมตรแรกจากผานกแอ่นจะมีทางอีกทางแยกไปลานวัดพระแก้ว ส่วนมาขากลับนักท่องเที่ยวจะเดินไปทางนั้นเพื่อแวะเข้าลานวัดพระแก้วด้วย ซึ่งเส้นทางที่ผ่านวัดพระแก้วก็จะมาโผล่ด้านหลังสนามหญ้ากางเต้นท์นั่นเอง ดังนั้นขากลับจึงใช้ระยะทางมากกว่าขาไป มีระยะทางประมาณ 1700 เมตร
เส้นทางขาไปนั้นเนื่องจากเป็นช่วงเช้ามืดรอบข้างที่มีต้นสนหนาแน่นจึงมืดมิด หากไม่มีไฟฉายแล้วก็ไม่สามารถเดินไปตามทางได้เพียงลำพัง แต่หากเดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่มีไฟฉายก็ไม่ใช่เรื่องยากและไม่มีทางหลงแน่นอน
พสกเป็นคนเดียวที่ไม่มีไฟฉาย เพราะเขาล่วงหน้ามารอทุกคนที่หน้าศูนย์ ขณะที่ทุกคนหลังจากไปห้องน้ำแล้วจึงกลับมาเอาไฟฉายที่เต้นท์
เมื่อเดินมาได้สักระยะ จากที่เคยเกาะกลุ่มกันก็เริ่มแตกออกเป็นคู่ ๆ และแยกกันห่าง ๆ มีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นแซงหน้าบ้าง บางทีก็ลดฝีเท้าลงเพราะพื้นดินทราย ดังนั้นกลุ่มของอามันดาจึงกระจัดกระจายไม่รู้ว่าใครอยู่ตรงไหนบ้าง แต่เพราะมีนักท่องเที่ยวเดินตามเส้นทางหนาแน่นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการหลงทาง ทุกคนจึงไม่คิดจะจับกลุ่มกันอีก
นักท่องเที่ยวแต่ละคนก็จดจ่ออยู่กับการเดิน บ้างมองพื้นดิน บ้างมองความมืดด้านข้าง คุยกันโดยที่สายตาจดจ่ออยู่ที่การเดินแทบทั้งสิ้น
แน่นอนว่าพสกคงอยู่ด้านหลังของทุกคนในกลุ่ม แต่โยนินที่เคยเดินด้วยตอนนี้ก็หายไป คงไปเดินคู่กับวาดฝันแล้ว นิกรเองที่เดินนำหน้าพี่ชายมาตลอด พอหันกลับไปก็เห็นพี่ชายอยู่ห่างออกไปหลายเมตร และมีนักท่องเที่ยวแซงหน้ามาเรื่อย ๆ นิกรคิดแค่เพียงว่าคงต้องให้เวลาพี่ชายทำใจอีกนิด จึงเดินต่อไปคนเดียว
แต่ทางวาดฝันนั้นผิดจากที่พสกคิดว่าโยนินจะมาเดินเคียงคู่ วาดฝันเดินอยู่คนเดียวและพยายามหันซ้ายหันขวามองหาโยนินว่าไปอยู่ไหน เธอโทรศัพท์หาโยนินแต่โยนินกลับปิดเครื่อง เธอจึงเดินคนเดียวโดยไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ นำหน้าไปหรืออยู่ข้างหลัง
อามันดาเกาะแขนราเมษแน่นเดินตามแสงของไฟฉายไปเรื่อย ๆ แต่พอเธอเอามือขึ้นมาสางผมแล้วเดินเอื่อย ๆ ตามหลังราเมษ พริบตาเดียวราเมษก็หายไปจากสายตา แถมปิดแสงไฟฉายลงอีก
นิกรเดินถือไฟฉายเดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ แต่แล้วพสกก็เดินมาข้าง ๆ
“นายช่วยอะไรอย่างสิ” พสกเอ่ยกับน้องชาย
“ครับ..”
“ช่วยเล่นแบบที่เคยเล่นเหมือนเมื่อตอนเด็กอีกที” พสกยื่นเสื้อหนาวที่ถอดออกมาให้นิกร
พสกมองเสื้อหนาวแขนยาว “เล่นคนสามแขนน่ะหรือ”
“ไม่ใช่คนสามแขน อีกอย่างหนึ่งที่เราชอบแกล้งคุณหนูน่ะ”
นิกรพอเข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพสกต้องการจะทำอะไร “ให้หลอกทุกคนน่ะหรือ..แล้วพี่ล่ะ”
“เดี๋ยวตามไปทีหลัง”
“พี่จะทำอะไรกันแน่...”
“พี่จะบอกนายตอนไปถึงที่ผาก็แล้วกัน ขอบใจมาก” พสกพูดจบจงใจเดินช้าลงแล้วหายไปจากสายตา
อามินดาเดินดุ่ม ๆ ไม่สนใจใครจนผ่านมา 1 กิโลเมตรกว่า เขาเห็นวาดฝันยืนรอโยนินอยู่ข้างทางแต่ก็ไม่สนใจ พอหันไปอีกทางก็เห็นโยนินเดินเข้ามาหาเธอ เขาจึงไม่ใส่ใจอีกต่อไป
แต่กลับพบกับอามันดาที่ยืนมองหาราเมษเช่นกัน
“พี่อามัน”
อามันดาเห็นน้องชายก็รีบโผเข้าหา “โชคดีที่เจออามิน ราเมษไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
“เดินไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอกันเองคนตั้งเยอะไม่หลงหรอก”
“มันมืดน่ะ น่ากลัวออก อามินไม่ห่วงพี่หรือไง” อามันดาเกี่ยวแขนน้องชาย
“ไม่ห่วงหรอก พี่เองก็มีหมอนั่นอยู่แล้ว จะให้อามินมาห่วงทำไมอีก”
อามันดาผละจากแขนอามินดาแล้วเดินดุ่ม ๆ นำหน้าเขาไปไม่พูดไม่จา แต่แล้วก็หันกลับมา “ปกติอามินจะรั้งแขนพี่ไว้ไม่ใช่หรือไง”
อามินดายิ้ม ๆ “นั่นมันเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้อามินไม่ทำแบบนั้นแล้ว คนขี้งอนก็คือคนขี้งอน ขืนทำแบบนั้นก็จะทำไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น”
อามันดามองน้องชาย “ก็ดี..” แล้วเดินหนีอามินดาห่างออกไป
วาดฝันเดินกับโยนินอีกครั้ง แล้วเริ่มต้นตั้งคำถามกับเขา
“เธอคุยอะไรกับพสกน่ะ”
“คุยเรื่อยเปื่อย ทำไมหรือ”
“อามินดาบอกว่าเธอพูดว่าพสกเหมือนกับเธอ”
โยนินจ้องวาดฝัน “อามินดาบอกหรือ”
“เธอบอกแบบนั้นกับพสกด้วยหรือเปล่า”
“บอก..”
วาดฝันถอนใจ “เธอคงแค่ตั้งใจจะปลอบเขาใช่มั้ย”
“อืม..การสูญเสียคนที่เรารัก ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องสูญเสียตัวเราไปนี่นา เธอเองเป็นคนบอกกับฉันแบบนั้นนี่”
วาดฝันนิ่งอึ้งมองโยนิน “..ฉันเคยบอกเธอแบบนั้นเหรอ”
“ก็ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ฉันยังจำได้ดีเลย เธอจำไม่ได้หรือไง ฉันน้อยใจนะเนี่ย”
“นั่นสิ..ฉันเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ...เธอจำได้หมดเลยเหรอ”
“บ้าสิใครจะไปจำได้หมดล่ะ ก็แค่จำได้คร่าว ๆ”
“อย่างงั้นเหรอ” วาดฝันมองพื้นและเท้าตัวเองที่เดินก้าวเรื่อย ๆ “น่ารักจริง ๆ” เธอเงยหน้ามายิ้ม
“อะไร..” โยนินเขิน แต่เพราะความมืดวาดฝันจึงไม่เห็นสีหน้า
“น่ารักไง น่ารักกว่า..” วาดฝันชะงัก “กว่าแฟนเก่าของฉันซะอีก”
“ของมันแน่อยู่แล้ว ฉันน่ะใคร ๆ ก็หมายปอง”
วาดฝันจิกผมเขาทันที แล้วยื่นหน้าไปจูบเขาในเสี้ยววินาที
“I’m ready to do everything for you” เธอพูด
“ฟังไม่ออก” โยนินเอาหลังมือเช็ดปากก่อนเอ่ย “But I over than you, I belong to you all my life”
Tags: detective, iq, mystery, phukradeung, นักสืบ, ภูกระดึง0 Comments