Murder in Phukradeung #24
posted on 26 Jun 2008 12:04 by iqdetective in Phukradeung
ตอนที่ 24
เช้ามืดวันที่สอง..
พสกนั่งอยู่ด้านหน้าเต้นท์ที่เคยมีร่างไร้วิญญาณของธารินนอนอยู่ คราบน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเริ่มเหือดหายไปจนหมด เขานั่งอยู่ตรงนี้เกือบทั้งคืนเพราะนอนไม่หลับ สมองและจิตใจวกวนอยู่แต่ภาพของธารินเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
ขณะนี้เป็นเวลาประมาณตี 4 ครึ่ง เสียงโทรศัพท์มือถือซึ่งตั้งนาฬิกาปลุกของอามันดาดังขึ้น
พสกมองเต้นท์ที่อามันดานอนอยู่ด้านในรวมกับวาดฝัน เต้นท์สั่นไหวไปมา อามันดาคงงัวเงียเอามือควานหาโทรศัพท์มือถือ พอเสียงโทรศัพท์มือถือหยุดดังพสกคิดว่าจะเห็นอามันดาโผล่หน้าออกมา แต่กลับกลายเป็นความเงียบเชียบแทน
จากนั้นไม่นานมีเสียงโทรศัพท์มือถือของวาดฝันดัง คราวนี้พอเสียงหยุดลงวาดฝันจึงรูดซิบเต้นท์โผล่หน้าออกมา
“ว้าย..เธอ” วาดฝันร้องอุทานด้วยความตกใจ แต่เธอไม่แน่ใจว่าตรงหน้าเธอคือพสกหรือนิกร เพราะสภาพตอนนี้ของทั้งสองแทบไม่แตกต่าง หรือไม่เธอก็ตาพร่ามองไม่ชัด “ตกใจหมดเลย..เธอตื่นเร็วกว่าฉันอีก”
พสกยิ้ม “เปล่าหรอก ผมยังไม่ได้นอนเลย”
“งั้นเหรอ” วาดฝันกลอกตาไปมา แล้วหลุบหายเข้าไปในเต้นท์ “นี่..อามันดาเธอตั้งปลุกแล้วทำไมถึงไม่ตื่นล่ะ ตื่นได้แล้วอามันดา”
อามันดาโผล่ออกมาจากเต้นท์ งัวเงียเต็มที “อ้าว เธอ พสกเหรอ หรือนิกรนะ”
“พสกครับ ผมยังไม่ได้นอนเลย”
“ตายจริง..” อามันดาค่อย ๆ หายง่วง “เธอนอนไม่หลับเหรอ นั่นสินะ เพื่อนตายไปทั้งคน”
“เธอไปปลุกราเมษที แล้วให้ราเมษปลุกอีกสองคน” วาดฝันสั่งจากในเต้นท์ แล้วโผล่ออกมาอีก “ส่วนผสกไปปลุกนิกรให้ทีนะ”
อามันดาค่อย ๆเอาตัวออกมาจากเต้นท์ อากาศข้างนอกหนาวราว 5 องศา เธอตัวสั่นหงึก ๆ กว่าจะคลานไปที่เต้นท์ของราเมษ มองพสกที่ก้าวเข้าไปในเต้นท์ของตัวเอง “พสกทนนั่งอยู่ได้ยังไงเนี่ย”
อามันดาค่อย ๆ รูดซิบปากเต้นท์ออก เห็นราเมษ โยนินและอามินดานอนเบียดกันอยู่ แทบไม่เห็นร่างกายตั้งแต่ศีรษะลงไปเพราะถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มผืนหนาเอาไว้หมด มีเสียงกรนจากโยนินเบา ๆ อามันดาพยายามคลำหาเท้าของราเมษแล้วเขย่าเบา ๆ
“เออ รู้แล้ว” ราเมษเอ่ยออกมา จากนั้นก็เงียบไป
อามันดาเขย่าอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเก่า
“รู้แล้วน่า พ่อก็...ผมตื่นแล้ว” ราเมษดีดตัวขึ้นนั่ง เปิดเปลือกตาเพ่งมองคนที่ปลุก เห็นอามันดากำลังทำหน้างุนงง “อ้าวอามันดาเองเหรอ”
“..เธอเป็นห่วงพ่อมากขนาดนั้นเลยเหรอ..”
ราเมษเอียงคอ “อะไรเหรอ”
“เมื่อกี้เธอนึกว่าพ่อปลุกน่ะ”
ราเมษชะงัก เขาแทบไม่รู้ตัวเลย “ไม่มีอะไร ๆ ฉันก็แค่ชินน่ะ พ่อชอบมาปลุกเช้ามืดแบบนี้บ่อย ๆ”
“งั้นเหรอ..” อามันดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ๆ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าถูกวาดฝันสั่งมาจึงรีบบอก “จริงสิ ฝากปลุกสองคนนี้ด้วยนะ”
อามันดาถอยออกมาจากเต้นท์ของราเมษ หันไปเห็นพสกกับนิกรนั่งจ่อมเหมือนตุ๊กตาฝาแฝด เธอตกใจ“ทำไมเช้านี่เธอสองคนเหมือนกันจัง”
นิกรยิ้มรับ “ใคร ๆ ก็บอกครับ สภาพเพิ่งตื่นนอนแบบนี้ สงสัยคงเป็นทรงผมที่ไม่ได้ทำอะไรกับหน้าตาที่ไม่ได้ล้างมั้งครับ”
“อ๋อ..เธอยังไม่รู้ล่ะสิว่าสองคนนี้เป็นแฝดน่ะ” วาดฝันโผล่ออกมาจากเต้นท์
“ห๊า..” อามันดามองสองคนไปมา “ไม่อยากจะเชื่อ บอกกันตอนไหน ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่อง”
“ตอนที่เราลงจากรถทัวร์แล้วนั่งกินข้าวน่ะ พอดีเธอไปซื้ออาหาร แต่พอพวกเราคุยกันจบเธอก็มาพอดีเลยนะ” วาดฝันอธิบาย
“งั้นเหรอ..” อามันดา มองทั้งสองไปมาอีก “แต่เธอสองคนก็ดูไม่เหมือนกันนะ หมายถึงเมื่อวานน่ะ ไม่น่าเชื่อว่าพอตื่นเช้ามาแล้วจะเหมือนกันแบบนี้”
“สามหนุ่มนั่นตื่นหรือยัง” วาดฝันถามเชิงตำหนิ
“กำลังจะตื่น” อามันดาบอก
โยนินโผล่หัวออกมาเป็นคนแรก “อรุณสวัสดิ์ทุกคน” แต่เขายังหลับตาอยู่ตอนพูด “ฉันตื่นคนแรกเลยนะ”
ราเมษแหวกเต้นท์เบียดโยนินก้าวออกมา “จะไปล้างหน้าแปรงฟันกันหรือเปล่า”
“ฉันก็รอพวกนายตื่นอยู่นี่ไง” วาดฝันดุ
อามินดาโผล่ออกมาบ้าง “ขอโทษครับทุกคนที่ตื่นสาย”
“ไปล้างหน้าล้างตากันเถอะนะ เดี๋ยวจะไม่ทันไปดูพระอาทิตย์ขึ้น” วาดฝันลุกขึ้นแล้วฉุดอามันดาลุกขึ้นตาม จนทุกคนลุกขึ้นหมดเหลือแต่พสกที่ยังนั่งอยู่
นิกรมองพี่ชายฝาแฝดของเขา “ไม่ไปล้างหน้าเหรอ”
“ไม่ล่ะ พี่ไม่ได้นอนจะล้างหน้าทำไม”
“นั่นสินะ” วาดฝันมองพสก “ฉันตื่นมาก็เห็นเขานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ไปกันเถอะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปรอที่ศูนย์นะครับ” พสกบอกทุกคน “ผมอยากเห็นคุณหนูอีกครั้ง”
อามันดารู้สึกสงสารพสกจับใจ “ตามใจเธอเถอะ พวกเราจะรีบไปนะ”
หลังจากที่ทุกคนยกเว้นพสกเดินไปทางห้องน้ำชายหญิงที่อยู่ใกล้ ๆ กับเต้นท์และโรงเช่าผ้านวม พสกจึงยันตัวลุกขึ้นเดินไปอีกทางสู่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง
ติดกับศูนย์ ฯ ก็มีห้องน้ำเช่นกัน เป็นห้องน้ำที่น่าจะสร้างก่อนห้องน้ำที่พวกอามันดาไปใช้ด้วยซ้ำ ขณะนั้นนักท่องเที่ยวคนอื่นเริ่มตื่นนอนและมาใช้ห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาและทำธุระส่วนตัว บริเวณศูนย์ ฯ จึงค่อนข้างมีผู้คนหนาแน่นซึ่งแต่ละคนก็จะแสดงอาการหนาวต่างกันไป
พสกเดินเอื่อย ๆ พลางมองผู้คนที่เดินสวนไปมาจนมาหยุดอยู่ทางเดินเลยจากห้องน้ำมา ตรงนั้นมีห้องต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของศูนย์ ฯ สำหรับให้เจ้าหน้าที่พักผ่อน เขามองเข้าไปด้านในแต่ก็ไม่พบใคร จึงเดินเข้าไปในศูนย์และถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เขาเดินกลับมายืนจุดเดิมอีกครั้ง มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
“คุณจะเข้ามาดูศพเพื่อนคุณหรือครับ”
“ใช่ครับ..”
เจ้าหน้าที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินนำเข้าไปในห้องหนึ่งด้านใน
ร่างของธารินอยู่ใต้ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีขาว พสกได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มองผ้าขาวที่ก่อตัวเป็นรูปร่างของเธอ เจ้าหน้าที่เห็นเขายืนนิ่งจึงเอ่ยทัก เขาจึงค่อย ๆ ย่อเข่าลงข้าง ๆ ศีรษะของธารินแล้วเลิกผ้าส่วนศีรษะออกที่ละนิด
ใบหน้าของธารินดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย หน้าของเธอซีดลง ริมฝีปากที่เคยอวบอิ่มซีดจางและเหี่ยวย่น เปลือกตาคล้ำออกสีม่วง ผมเรียบบตรงตกลงพื้น
พสกหลั่งน้ำตาอีกครั้ง เอาหลังมือค่อย ๆ สัมผัสแก้มของเธอ...
เจ้าหน้าที่ยืนนิ่งมองพสก รู้สึกเห็นใจไม่น้อย แต่เขาก็ต้องตกใจเมื่อพสกโน้มตัวลงใกล้ศพ
พสกจูบร่างไร้วิญญาณของธารินที่ริมฝีปากอย่างทะนุถนอม น้ำตาที่แก้มเขาติดที่จมูกของธาริน
“ผมมาลานะ...เราคงจะได้เจอกันในไม่ช้า”
“คุณครับ..พอแค่นี่ดีกว่า” เจ้าหน้าที่เตือน
พสกลุกขึ้น เจ้าหน้าที่ผายมือออกเพื่อเชิญเขาให้ก้าวออกจากห้อง
“ขอบคุณมากนะครับ แล้วจะขนศพเพื่อนผมลงไปข้างล่างเมื่อให้หรือครับ”
“เราคงจะรอให้นักท่องเที่ยวทยอยกันไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันก่อน ช่วงนั้นแถวนี้คงจะไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่แล้วเราจึงให้เจ้าหน้าที่หรือลูกหาบเข็นรถเข็นแล้วแบกลงไปอีกทางที่เอาไว้ให้เฉพาะลูกหาบสัญจร”
“อย่างนั้นหรือครับ ฝากด้วยนะครับ” พสกโค้งให้เจ้าหน้าที่ “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
ครู่หนึ่งพสกจึงมายืนอยู่ด้านหน้าศูนย์ ฯ เพื่อรอทุกคนที่เหลือ อากาศด้านนอกยังคงหนาวเหน็บ แต่พสกสวมเสื้อแค่สองชั้นคือเสื้อด้านในกับเสื้อหนาวแบบสวมทับ
มีมือหนึ่งมาแตะที่ไหล่เขา เขาจึงหันไปมอง
“รอนานมั้ย..” โยนินที่หน้าตาสดใสขึ้น ที่ไรผมเปียกน้ำเพราะเพิ่งล้างหน้า
“ไม่หรอกครับ เพิ่งมา”
“นายเข้าไปดูศพธารินมาแล้วหรือ”
“ใช่ครับ..เมื่อกี้นี้ คุณหนูดูเปลี่ยนไปมาก จนผมอดใจหายไม่ได้”
โยนินตบไหล่เขาเบา ๆ “น่า ๆ อย่าคิดมาก ก่อนเสียคนที่รักน่ะฉันเข้าใจว่ามันเจ็บปวดมาก”
พสกพยักหน้า แต่ปากเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง
“แต่ว่าเราก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป..” โยนินเอามือออกจากไหล่เขา “เราต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่มีเขาให้ได้”
พสกหันหลังกลับมามองโยนิน โยนินมีสีหน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
โยนินมองเขาด้วยดวงตาที่เศร้าหมอง “ฉันเองก็เคยเสียคนที่รักที่สุดไปเหมือนกัน ต่างกันตรงที่คนรักของนายคือผู้หญิงที่นายรัก แต่ของฉันคือพี่ชายแท้ ๆ ที่ฉันขาดเขาไม่ได้”
“พี่ชายหรือ..”
“เขาเพิ่งเสียไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ฉันที่คอยเอาแต่เพิ่งพาพี่ชาย พอเขาเสียไปฉันก็แทบทำอะไรไม่เป็น อยู่ไม่ได้ และก็เริ่มพูดน้อยลง”
พสกก้มหน้านิ่ง พิจารณาเรื่องของตัวเองเปรียบเทียบกับของโยนิน
“เพราะฉะนั้น...เลิกเศร้าดีกว่า” โยนินกลับมายิ้ม “บอกแล้วไง คนที่อยู่ก็ต้องอยู่ต่อไป คนที่ตายน่ะ หนีเราไปสบายแล้ว”
พสกเงยหน้ามองยิ้มให้เขา “ขอบคุณมากครับ ผมรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ”
“อย่าคิดสั้นล่ะ” โยนินบอก
“อะไรนะครับ..”
“ฉันรู้นายกำลังคิดอะไรอยู่ ฉันเองก็เคยเป็น แต่ว่าอย่าเลยดีกว่า อยู่เพื่อตัวเอง เพื่อน้องชายของนายดีกว่า”
พสกเกือบจะร้องไห้อีกครั้ง “ครับ..”
“โยนิน...” มีเสียงแหลมสูงดังแทรกเข้ามา วาดฝันยืนอยู่ตรงขั้นบันไดหน้าศูนย์ “เธอไม่รอฉันนะ”
“อ้าว..ก็แค่นี้เอง ไงเราก็ต้องมาเจอกันอยู่ดี”
“เถียงฉันหรือไง”
อามันดา ราเมษ อามินดา นิกร เดินมาสมทบ พร้อมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นที่เริ่มทยอยพากันเดินเป็นกลุ่ม ๆ ตรงไปยังทางเดินมืดสนิทมุ่งสู่ผานกแอ่น
“พร้อมกันหรือยัง” อามันดาพูดกึ่งตะโกน “พร้อมแล้วก็ไปกันเถอะ”
ทุกคนจึงเดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ไป โดยมีพสกที่เดินกับโยนินรั้งท้าย
วาดฝันหันมามองโยนิน รู้สึกแปลกใจที่อยู่ดี ๆ สองคนนี้เดินด้วยกัน
“แปลกใช่มั้ยครับ” เสียงของอามินดาเอ่ยข้างหูเธอ เธอสะดุ้งนิดหนึ่ง “ก่อนหน้าที่พวกเราจะมาก็เห็นสองคนนั้นยืนคุยกันอยู่ แล้วตอนนี้ก็มาเดินด้วยกัน ไม่คิดว่ามันแปลกหรือครับ”
วาดฝันมองอามินดา “แปลกสิ..แปลกมากด้วย โยนินไม่ควรจะเดินกับเขา”
“คุณเองก็แปลก..”
วาดฝันจ้องหน้าอามินดา “หมายความว่าไง”
“ไม่คิดอีกแง่หนึ่งหรือครับว่า พสกที่เพิ่งสูญเสียไป กับโยนินที่พูดน้อย จะเข้าใจอะไรกันได้บ้างแล้วกำลังปลอบใจอีกฝ่าย มันก็แค่เรื่องปกติน่ะครับ ที่จะต้องมีคนเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนพสกเพื่อไม่ให้เขาคิดฟุ้งซ่าน”
วาดฝันเดินย่ำพื้นทรายมองหน้าเขา “เธออยากจะพูดอะไร”
“เมื่อคืน ไม่ใช่สิ คืนนี้ก่อนหน้านี้ เราสามคน ผม ราเมษ และโยนินนอนเต้นท์เดียวกันแล้วคุยกันเรื่องพสก...โยนินบอกว่า..”
ด้านหน้าของทั้งสองคืออามันดากับราเมษ ส่วนด้านหลังคือนิกร โยนินและพสก อามินดามองทุกคนไปมาแล้วหันกลับมาที่วาดฝันอีกครั้ง
“เขาบอกว่าพสกก็เหมือนกับเขาคือสูญเสียคนที่รักที่สุดไปเหมือนกัน”
เช้ามืดวันที่สอง..
พสกนั่งอยู่ด้านหน้าเต้นท์ที่เคยมีร่างไร้วิญญาณของธารินนอนอยู่ คราบน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเริ่มเหือดหายไปจนหมด เขานั่งอยู่ตรงนี้เกือบทั้งคืนเพราะนอนไม่หลับ สมองและจิตใจวกวนอยู่แต่ภาพของธารินเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
ขณะนี้เป็นเวลาประมาณตี 4 ครึ่ง เสียงโทรศัพท์มือถือซึ่งตั้งนาฬิกาปลุกของอามันดาดังขึ้น
พสกมองเต้นท์ที่อามันดานอนอยู่ด้านในรวมกับวาดฝัน เต้นท์สั่นไหวไปมา อามันดาคงงัวเงียเอามือควานหาโทรศัพท์มือถือ พอเสียงโทรศัพท์มือถือหยุดดังพสกคิดว่าจะเห็นอามันดาโผล่หน้าออกมา แต่กลับกลายเป็นความเงียบเชียบแทน
จากนั้นไม่นานมีเสียงโทรศัพท์มือถือของวาดฝันดัง คราวนี้พอเสียงหยุดลงวาดฝันจึงรูดซิบเต้นท์โผล่หน้าออกมา
“ว้าย..เธอ” วาดฝันร้องอุทานด้วยความตกใจ แต่เธอไม่แน่ใจว่าตรงหน้าเธอคือพสกหรือนิกร เพราะสภาพตอนนี้ของทั้งสองแทบไม่แตกต่าง หรือไม่เธอก็ตาพร่ามองไม่ชัด “ตกใจหมดเลย..เธอตื่นเร็วกว่าฉันอีก”
พสกยิ้ม “เปล่าหรอก ผมยังไม่ได้นอนเลย”
“งั้นเหรอ” วาดฝันกลอกตาไปมา แล้วหลุบหายเข้าไปในเต้นท์ “นี่..อามันดาเธอตั้งปลุกแล้วทำไมถึงไม่ตื่นล่ะ ตื่นได้แล้วอามันดา”
อามันดาโผล่ออกมาจากเต้นท์ งัวเงียเต็มที “อ้าว เธอ พสกเหรอ หรือนิกรนะ”
“พสกครับ ผมยังไม่ได้นอนเลย”
“ตายจริง..” อามันดาค่อย ๆ หายง่วง “เธอนอนไม่หลับเหรอ นั่นสินะ เพื่อนตายไปทั้งคน”
“เธอไปปลุกราเมษที แล้วให้ราเมษปลุกอีกสองคน” วาดฝันสั่งจากในเต้นท์ แล้วโผล่ออกมาอีก “ส่วนผสกไปปลุกนิกรให้ทีนะ”
อามันดาค่อย ๆเอาตัวออกมาจากเต้นท์ อากาศข้างนอกหนาวราว 5 องศา เธอตัวสั่นหงึก ๆ กว่าจะคลานไปที่เต้นท์ของราเมษ มองพสกที่ก้าวเข้าไปในเต้นท์ของตัวเอง “พสกทนนั่งอยู่ได้ยังไงเนี่ย”
อามันดาค่อย ๆ รูดซิบปากเต้นท์ออก เห็นราเมษ โยนินและอามินดานอนเบียดกันอยู่ แทบไม่เห็นร่างกายตั้งแต่ศีรษะลงไปเพราะถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มผืนหนาเอาไว้หมด มีเสียงกรนจากโยนินเบา ๆ อามันดาพยายามคลำหาเท้าของราเมษแล้วเขย่าเบา ๆ
“เออ รู้แล้ว” ราเมษเอ่ยออกมา จากนั้นก็เงียบไป
อามันดาเขย่าอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเก่า
“รู้แล้วน่า พ่อก็...ผมตื่นแล้ว” ราเมษดีดตัวขึ้นนั่ง เปิดเปลือกตาเพ่งมองคนที่ปลุก เห็นอามันดากำลังทำหน้างุนงง “อ้าวอามันดาเองเหรอ”
“..เธอเป็นห่วงพ่อมากขนาดนั้นเลยเหรอ..”
ราเมษเอียงคอ “อะไรเหรอ”
“เมื่อกี้เธอนึกว่าพ่อปลุกน่ะ”
ราเมษชะงัก เขาแทบไม่รู้ตัวเลย “ไม่มีอะไร ๆ ฉันก็แค่ชินน่ะ พ่อชอบมาปลุกเช้ามืดแบบนี้บ่อย ๆ”
“งั้นเหรอ..” อามันดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ๆ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าถูกวาดฝันสั่งมาจึงรีบบอก “จริงสิ ฝากปลุกสองคนนี้ด้วยนะ”
อามันดาถอยออกมาจากเต้นท์ของราเมษ หันไปเห็นพสกกับนิกรนั่งจ่อมเหมือนตุ๊กตาฝาแฝด เธอตกใจ“ทำไมเช้านี่เธอสองคนเหมือนกันจัง”
นิกรยิ้มรับ “ใคร ๆ ก็บอกครับ สภาพเพิ่งตื่นนอนแบบนี้ สงสัยคงเป็นทรงผมที่ไม่ได้ทำอะไรกับหน้าตาที่ไม่ได้ล้างมั้งครับ”
“อ๋อ..เธอยังไม่รู้ล่ะสิว่าสองคนนี้เป็นแฝดน่ะ” วาดฝันโผล่ออกมาจากเต้นท์
“ห๊า..” อามันดามองสองคนไปมา “ไม่อยากจะเชื่อ บอกกันตอนไหน ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่อง”
“ตอนที่เราลงจากรถทัวร์แล้วนั่งกินข้าวน่ะ พอดีเธอไปซื้ออาหาร แต่พอพวกเราคุยกันจบเธอก็มาพอดีเลยนะ” วาดฝันอธิบาย
“งั้นเหรอ..” อามันดา มองทั้งสองไปมาอีก “แต่เธอสองคนก็ดูไม่เหมือนกันนะ หมายถึงเมื่อวานน่ะ ไม่น่าเชื่อว่าพอตื่นเช้ามาแล้วจะเหมือนกันแบบนี้”
“สามหนุ่มนั่นตื่นหรือยัง” วาดฝันถามเชิงตำหนิ
“กำลังจะตื่น” อามันดาบอก
โยนินโผล่หัวออกมาเป็นคนแรก “อรุณสวัสดิ์ทุกคน” แต่เขายังหลับตาอยู่ตอนพูด “ฉันตื่นคนแรกเลยนะ”
ราเมษแหวกเต้นท์เบียดโยนินก้าวออกมา “จะไปล้างหน้าแปรงฟันกันหรือเปล่า”
“ฉันก็รอพวกนายตื่นอยู่นี่ไง” วาดฝันดุ
อามินดาโผล่ออกมาบ้าง “ขอโทษครับทุกคนที่ตื่นสาย”
“ไปล้างหน้าล้างตากันเถอะนะ เดี๋ยวจะไม่ทันไปดูพระอาทิตย์ขึ้น” วาดฝันลุกขึ้นแล้วฉุดอามันดาลุกขึ้นตาม จนทุกคนลุกขึ้นหมดเหลือแต่พสกที่ยังนั่งอยู่
นิกรมองพี่ชายฝาแฝดของเขา “ไม่ไปล้างหน้าเหรอ”
“ไม่ล่ะ พี่ไม่ได้นอนจะล้างหน้าทำไม”
“นั่นสินะ” วาดฝันมองพสก “ฉันตื่นมาก็เห็นเขานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ไปกันเถอะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปรอที่ศูนย์นะครับ” พสกบอกทุกคน “ผมอยากเห็นคุณหนูอีกครั้ง”
อามันดารู้สึกสงสารพสกจับใจ “ตามใจเธอเถอะ พวกเราจะรีบไปนะ”
หลังจากที่ทุกคนยกเว้นพสกเดินไปทางห้องน้ำชายหญิงที่อยู่ใกล้ ๆ กับเต้นท์และโรงเช่าผ้านวม พสกจึงยันตัวลุกขึ้นเดินไปอีกทางสู่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง
ติดกับศูนย์ ฯ ก็มีห้องน้ำเช่นกัน เป็นห้องน้ำที่น่าจะสร้างก่อนห้องน้ำที่พวกอามันดาไปใช้ด้วยซ้ำ ขณะนั้นนักท่องเที่ยวคนอื่นเริ่มตื่นนอนและมาใช้ห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาและทำธุระส่วนตัว บริเวณศูนย์ ฯ จึงค่อนข้างมีผู้คนหนาแน่นซึ่งแต่ละคนก็จะแสดงอาการหนาวต่างกันไป
พสกเดินเอื่อย ๆ พลางมองผู้คนที่เดินสวนไปมาจนมาหยุดอยู่ทางเดินเลยจากห้องน้ำมา ตรงนั้นมีห้องต่าง ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของศูนย์ ฯ สำหรับให้เจ้าหน้าที่พักผ่อน เขามองเข้าไปด้านในแต่ก็ไม่พบใคร จึงเดินเข้าไปในศูนย์และถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เขาเดินกลับมายืนจุดเดิมอีกครั้ง มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
“คุณจะเข้ามาดูศพเพื่อนคุณหรือครับ”
“ใช่ครับ..”
เจ้าหน้าที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินนำเข้าไปในห้องหนึ่งด้านใน
ร่างของธารินอยู่ใต้ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีขาว พสกได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มองผ้าขาวที่ก่อตัวเป็นรูปร่างของเธอ เจ้าหน้าที่เห็นเขายืนนิ่งจึงเอ่ยทัก เขาจึงค่อย ๆ ย่อเข่าลงข้าง ๆ ศีรษะของธารินแล้วเลิกผ้าส่วนศีรษะออกที่ละนิด
ใบหน้าของธารินดูเปลี่ยนไปนิดหน่อย หน้าของเธอซีดลง ริมฝีปากที่เคยอวบอิ่มซีดจางและเหี่ยวย่น เปลือกตาคล้ำออกสีม่วง ผมเรียบบตรงตกลงพื้น
พสกหลั่งน้ำตาอีกครั้ง เอาหลังมือค่อย ๆ สัมผัสแก้มของเธอ...
เจ้าหน้าที่ยืนนิ่งมองพสก รู้สึกเห็นใจไม่น้อย แต่เขาก็ต้องตกใจเมื่อพสกโน้มตัวลงใกล้ศพ
พสกจูบร่างไร้วิญญาณของธารินที่ริมฝีปากอย่างทะนุถนอม น้ำตาที่แก้มเขาติดที่จมูกของธาริน
“ผมมาลานะ...เราคงจะได้เจอกันในไม่ช้า”
“คุณครับ..พอแค่นี่ดีกว่า” เจ้าหน้าที่เตือน
พสกลุกขึ้น เจ้าหน้าที่ผายมือออกเพื่อเชิญเขาให้ก้าวออกจากห้อง
“ขอบคุณมากนะครับ แล้วจะขนศพเพื่อนผมลงไปข้างล่างเมื่อให้หรือครับ”
“เราคงจะรอให้นักท่องเที่ยวทยอยกันไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันก่อน ช่วงนั้นแถวนี้คงจะไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่แล้วเราจึงให้เจ้าหน้าที่หรือลูกหาบเข็นรถเข็นแล้วแบกลงไปอีกทางที่เอาไว้ให้เฉพาะลูกหาบสัญจร”
“อย่างนั้นหรือครับ ฝากด้วยนะครับ” พสกโค้งให้เจ้าหน้าที่ “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
ครู่หนึ่งพสกจึงมายืนอยู่ด้านหน้าศูนย์ ฯ เพื่อรอทุกคนที่เหลือ อากาศด้านนอกยังคงหนาวเหน็บ แต่พสกสวมเสื้อแค่สองชั้นคือเสื้อด้านในกับเสื้อหนาวแบบสวมทับ
มีมือหนึ่งมาแตะที่ไหล่เขา เขาจึงหันไปมอง
“รอนานมั้ย..” โยนินที่หน้าตาสดใสขึ้น ที่ไรผมเปียกน้ำเพราะเพิ่งล้างหน้า
“ไม่หรอกครับ เพิ่งมา”
“นายเข้าไปดูศพธารินมาแล้วหรือ”
“ใช่ครับ..เมื่อกี้นี้ คุณหนูดูเปลี่ยนไปมาก จนผมอดใจหายไม่ได้”
โยนินตบไหล่เขาเบา ๆ “น่า ๆ อย่าคิดมาก ก่อนเสียคนที่รักน่ะฉันเข้าใจว่ามันเจ็บปวดมาก”
พสกพยักหน้า แต่ปากเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนจะร้องไห้อีกครั้ง
“แต่ว่าเราก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป..” โยนินเอามือออกจากไหล่เขา “เราต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่มีเขาให้ได้”
พสกหันหลังกลับมามองโยนิน โยนินมีสีหน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
โยนินมองเขาด้วยดวงตาที่เศร้าหมอง “ฉันเองก็เคยเสียคนที่รักที่สุดไปเหมือนกัน ต่างกันตรงที่คนรักของนายคือผู้หญิงที่นายรัก แต่ของฉันคือพี่ชายแท้ ๆ ที่ฉันขาดเขาไม่ได้”
“พี่ชายหรือ..”
“เขาเพิ่งเสียไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ฉันที่คอยเอาแต่เพิ่งพาพี่ชาย พอเขาเสียไปฉันก็แทบทำอะไรไม่เป็น อยู่ไม่ได้ และก็เริ่มพูดน้อยลง”
พสกก้มหน้านิ่ง พิจารณาเรื่องของตัวเองเปรียบเทียบกับของโยนิน
“เพราะฉะนั้น...เลิกเศร้าดีกว่า” โยนินกลับมายิ้ม “บอกแล้วไง คนที่อยู่ก็ต้องอยู่ต่อไป คนที่ตายน่ะ หนีเราไปสบายแล้ว”
พสกเงยหน้ามองยิ้มให้เขา “ขอบคุณมากครับ ผมรู้สึกดีขึ้นจริง ๆ”
“อย่าคิดสั้นล่ะ” โยนินบอก
“อะไรนะครับ..”
“ฉันรู้นายกำลังคิดอะไรอยู่ ฉันเองก็เคยเป็น แต่ว่าอย่าเลยดีกว่า อยู่เพื่อตัวเอง เพื่อน้องชายของนายดีกว่า”
พสกเกือบจะร้องไห้อีกครั้ง “ครับ..”
“โยนิน...” มีเสียงแหลมสูงดังแทรกเข้ามา วาดฝันยืนอยู่ตรงขั้นบันไดหน้าศูนย์ “เธอไม่รอฉันนะ”
“อ้าว..ก็แค่นี้เอง ไงเราก็ต้องมาเจอกันอยู่ดี”
“เถียงฉันหรือไง”
อามันดา ราเมษ อามินดา นิกร เดินมาสมทบ พร้อมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นที่เริ่มทยอยพากันเดินเป็นกลุ่ม ๆ ตรงไปยังทางเดินมืดสนิทมุ่งสู่ผานกแอ่น
“พร้อมกันหรือยัง” อามันดาพูดกึ่งตะโกน “พร้อมแล้วก็ไปกันเถอะ”
ทุกคนจึงเดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ไป โดยมีพสกที่เดินกับโยนินรั้งท้าย
วาดฝันหันมามองโยนิน รู้สึกแปลกใจที่อยู่ดี ๆ สองคนนี้เดินด้วยกัน
“แปลกใช่มั้ยครับ” เสียงของอามินดาเอ่ยข้างหูเธอ เธอสะดุ้งนิดหนึ่ง “ก่อนหน้าที่พวกเราจะมาก็เห็นสองคนนั้นยืนคุยกันอยู่ แล้วตอนนี้ก็มาเดินด้วยกัน ไม่คิดว่ามันแปลกหรือครับ”
วาดฝันมองอามินดา “แปลกสิ..แปลกมากด้วย โยนินไม่ควรจะเดินกับเขา”
“คุณเองก็แปลก..”
วาดฝันจ้องหน้าอามินดา “หมายความว่าไง”
“ไม่คิดอีกแง่หนึ่งหรือครับว่า พสกที่เพิ่งสูญเสียไป กับโยนินที่พูดน้อย จะเข้าใจอะไรกันได้บ้างแล้วกำลังปลอบใจอีกฝ่าย มันก็แค่เรื่องปกติน่ะครับ ที่จะต้องมีคนเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนพสกเพื่อไม่ให้เขาคิดฟุ้งซ่าน”
วาดฝันเดินย่ำพื้นทรายมองหน้าเขา “เธออยากจะพูดอะไร”
“เมื่อคืน ไม่ใช่สิ คืนนี้ก่อนหน้านี้ เราสามคน ผม ราเมษ และโยนินนอนเต้นท์เดียวกันแล้วคุยกันเรื่องพสก...โยนินบอกว่า..”
ด้านหน้าของทั้งสองคืออามันดากับราเมษ ส่วนด้านหลังคือนิกร โยนินและพสก อามินดามองทุกคนไปมาแล้วหันกลับมาที่วาดฝันอีกครั้ง
“เขาบอกว่าพสกก็เหมือนกับเขาคือสูญเสียคนที่รักที่สุดไปเหมือนกัน”
Tags: detective, iq, mystery, phukradeung, นักสืบ, ภูกระดึง0 Comments