Murder in Phukradeung #23

posted on 22 Jun 2008 17:18 by iqdetective  in Phukradeung
ตอนที่ 23
    ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังคิดว่าจะเชื่อถือคำพูดของไอคิวดีหรือไม่  กิตติก็เอ่ยถามราเมษขึ้นด้วยความสงสัยที่เก็บเงียบมาตั้งแต่เมื่อครู่
    “ธารินตายยังไงหรือ”
    ไอคิวหันไปตอบแทนทันที “เรื่องนั้นยังไม่รู้แน่ชัด  แต่เบื้องต้นที่รู้กันคืออากาศหนาว  ที่หลังมีแผล อาจจะเกิดจากการติดเชื้อจากอากาศแต่ว่าคงไม่น่าเป็นไปได้ จะว่าทนผิดบาดแผลไม่ไหวก็ไม่ได้ เพราะแผลไม่ได้ฉกรรจ์ขนาดที่ทำให้ต้องเสียชีวิต”
    “แล้วมันอะไรล่ะ” อามินดาถามอย่างเดือดดาล “นายจะอมพะนำไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก  นายเดินเข้ามาก็พูดโน่นพูดนี่ให้ทุกคนเชื่อไปหมด  ถ้าจะเล่นเป็นนักสืบก็เล่นไปเถอะ  แต่อย่ามาทำให้พวกเราพลอยเดือดร้อนก็แล้วกัน”
    “อามิน..” อามันดาทำเสียงสูงปรามน้องชาย
    “ทางที่ดีนายควรจะอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่จัดการจะดีกว่า” อามินดาไม่หยุด “อีกเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ก็คงมา ถึงตอนนั้นพวกเราก็จะรู้ว่าเธอตายเพราะอะไร  นายอยากจะทำตัวเป็นคนเก็บความลับอวดดีไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
    “อามินดาหยุดเถอะ” อามันดาตะคอกใส่
    “ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดี แต่ว่าเรื่องบางเรื่องตอนนี้ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้  เพราะถ้าข้อสันนิษฐานของผมถูกต้อง  ถ้าคนใดคนหนึ่งในพวกคุณเป็นคนฆ่าคุณธารินจริง ๆ”
    “บอกไปเถอะ” แฟนหนุ่มของชนาภาเอ่ยขึ้น
    ไอคิวหยุดพูดหันมาทางเขา
    “นายกำลังจะบอกว่าถ้าบอกไปฆาตกรก็จะไหวตัวทันอย่างนั้นใช่มั้ย  แต่นายลองคิดดูสิ ฆาตกรคงไม่ทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้พวกเราจับผิดได้หรอก  ฉันพอจะรู้แล้วว่าคนที่ชื่อธารินตายยังไงจากที่พูด ๆ กันอยู่”
    ไอคิวมองเขาพลางคิดว่าควรจะบอกดีหรือไม่  ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น
    “คนที่ฆ่าคุณธารินใช้ยาพิษฆ่าเธอครับ”
    อามินดาตกตะลึง “ว่าไงนะ”
    พสกนิกร รวมทั้งทุกคนก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
    “เพราะฉะนั้นทุกคนในพวกคุณที่อยู่ใกล้ชิดคุณธารินมีสิทธิ์ที่จะฆ่าคุณธารินได้ทั้งสิ้น  ทั้งคนที่เคยสัมผัสตัวเธอและไม่เคยสัมผัสตัวเธอก็สามารถเป็นฆาตกรได้ทั้งนั้น”
    “คุณหนูโดนยาพิษยังไง” พสกถามอย่างร้อนรน
    “โดยทางบาดแผลที่หลังครับ”
    “อะไรนะ” วาดฝันโพล่งออกมา “ฉันเปล่านะ ถึงฉันจะเช็ดแผลให้เธอ แต่ว่าฉันไม่ได้..  ถ้าไม่เชื่อก็ตรวจมือฉันก็ได้ ต้องไม่มีคราบยาพิษแน่นอน”
    “ผมบอกแล้วไงครับว่า ไม่ว่าจะเคยสัมผัสหรือไม่เคยสัมผัสก็มีสิทธิ์ฆ่าได้ทั้งนั้น  อีกอย่าง  ถึงจะตรวจคราบยาพิษไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะตัวฆาตกรเองก็คงรู้เรื่องนี้ดี และไม่ยอมเสี่ยงให้ตัวเองต้องโดนพิษแน่นอน”
    “แต่เราทุกคนก็เคยโดนตัวธารินกันทั้งนั้น” ราเมษบอก “จะมีก็แต่...”
    โยนินถูกราเมษจ้อง “เฮ้ย..แค่ฉันไม่ได้ถูกตัวธารินก็เหมาว่าฉันเป็นคนฆ่าเธอเรอะ  จะมากไปแล้วไอ้เพื่อนเฮงซวย”
    “เรื่องนั้นคงต้องพิสูจน์อีกหน่อยครับ ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่ทราบแน่” ไอคิวกล่าว “ผมเองยังไม่รู้เลยว่าพวกคุณทำอะไรกันบ้างในช่วงเวลาที่คุณธารินนอนอยู่ที่นี่  คงยังตอบไม่ได้  เอาเป็นว่าถ้าพวกคุณไว้ใจให้ผมเล่นเป็นนักสืบ” ไอคิวมองอามินดาที่ใช้คำพูดนี้กับเขา “ผมก็อยากจะขอถามทุกคนแบบที่เรียกว่าสอบปากคำเหมือนกัน”
    “อยากเล่นก็เชิญ” อามินดาจ้องไอคิว ดูเหมือนว่าถ้ามีใครที่ทำตัวรู้มากกว่าเขาจะกลายเป็นคนที่เขาไม่ชอบหน้า
    ไอคิวไม่ยี่หระต่อคำพูดของอามินดา  เขาสอบถามแต่ละคนเท่าที่ทำได้  ทุกคนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ขึ้นรถที่สถานีหมอชิตจนมาถึงที่นี่ให้ไอคิวฟังอย่างละเอียด   จนเวลาล่วงเลยมาถึง 4 ทุ่มกว่าเจ้าหน้าที่สองนายที่เคยมาก็เข้ามาอีกครั้ง  เจ้าหน้าที่สองคนนั้นดูแปลกใจที่มีคนเพิ่มมาถึง 4 คนนั่นคือ ไอคิว กิตติ ชนาภา และแฟนหนุ่มของเธอ  แต่ก็ไม่สนใจอะไรมาก เพราะต้องรีบนำศพไปที่ศูนย์ ฯ
    “แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องขอสอบปากคำทุกคนนะครับ ถึงแม้เธอจะตายเพราะธรรมชาติก็ตาม” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดทิ้งท้ายไว้แบบนั้น
    ไอคิวพอจะเข้าใจว่าอย่างน้อยเจ้าหน้าที่ก็รู้สึกสงสัยเพื่อนทั้ง 7 คนที่มาด้วยกัน  แต่ก็ยังคงใช้คำว่าตายเพราะธรรมชาติกับคนทั้ง 7  เพราะฉะนั้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ใช้ผ้าขาวห่อศพและซ่อนด้วยเบาะหนาสีเขียวเข้มอีกชั้นเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวคนอื่นเห็นและนำศพกลับเข้าไปไว้ในห้องพักห้องหนึ่งในศูนย์  เจ้าหน้าที่คนเดิมก็เดินมาเพียงคนเดียวเพื่อเรียกแต่ละคนไปสอบถาม โดยเริ่มจากพสกเป็นคนแรก ตามาด้วยนิกร  อามันดา  วาดฝัน  ราเมษ โยนิน และอามินดา
    ส่วนชนาภาและแฟนหนุ่มกลับไปยังเต้นท์ของตัวเองที่อยู่ห่างออกไปเพียง 150 เมตร
    “เธอไปรู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อธารินนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” แฟนหนุ่มเอ่ยถาม
    “ทางอินเตอร์เน็ตน่ะ  น่าจะราวสองเดือนก่อน”
    “แล้วเค้าชวนเธอมาที่นี่เหรอ”
    “เราคุยกันน่ะ ปรากฏว่าก็จะมาเที่ยวภูกระดึงกันพอดี ก็เลยนัดเจอกันแค่นั้นเอง”
    “อย่างนั้นเหรอ  เกือบกลายเป็นฆาตกรไปแล้วมั้ยล่ะ”
    “เรื่องนั้นถ้าเราไม่ได้เป็นก็คือไม่ได้เป็น  แต่ฉันติดใจเรื่องนึงมากกว่าน่ะ”
    “หือ..อะไร”
    “ในเก้าคนที่เราเจอน่ะ  มีคนหนึ่งฉันคุ้นหน้ามาก ๆ เลยล่ะ  เหมือนเคยเจอที่ไหนสักแห่ง”
    “ใคร..”
    “ฉันไม่รู้จักชื่อน่ะสิ..ผู้ชายน่ะ คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้หญิงที่รวบผม”
    “หมอนั่นน่ะเหรอ..”
    “ใช่ ๆ ดูเหมือนพอฉันมองเขา  เขาก็พยายามไม่สบตาฉันอยู่หลายที  จนฉันนึกสงสัย”
    “อ้อ..จำได้และ” แฟนเขาดีดนิ้ว “ได้ยินคนที่ชื่อราเมษเรียกหมอนั่นว่า โยนิน น่ะ”
    …
    ผ่านไปได้สักราวหนึ่งชั่วโมง อามินดาเดินกลับมายังเต้นท์หลังจากไปสอบปากคำเป็นคนสุดท้าย เสื้อกันหนาวหนาสองชั้นก็ไม่อาจทานความหนาวได้ เขาเห็นทุกคนที่เหลือนั่งจมจ่อนัยว่ารอเขาอยู่ พอเขาเดินเข้าไปนั่งทุกคนก็หันมามอง
    “เสร็จแล้วใช่มั้ย” อามันดาถาม
    “อืม..เราน่าจะนอนกันได้แล้ว” เขาบอก ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่กลับมาจากดูพระอาทิตย์ตกก็ยังไม่ได้ทานอะไรสักอย่าง
    “มีใคร..” อามันดามองทุกคนที่เหลือ “หิวบ้างมั้ย”
    ทุกคนที่เหลือส่ายหน้าช้า ๆ ...มีคนตายแบบนี้ใครจะไปทานอะไรลง  ยิ่งพสกกับนิกรด้วยแล้ว
    “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนอนเลยก็แล้วกันนะครับ” นิกรบอก แล้วหันกลับเข้าไปในเต้นท์ที่เคยมีธารินนอนอยู่ พสกหันหลังตามไปอย่างเชื่องช้าเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ
    “พสก..” ราเมษเรียกเขา พสกหยุดหันมามอง “เช้ามืดไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันนะครับ”
    “นั่นสิ..” วาดฝันเสริม “ดีกว่าอยู่ที่นี่นะ”
    “ก็ได้ครับ..” เขารับปากอย่างเสียไม่ได้ แล้วกลับเข้าไปในเต้นท์
    จากนั้น อามินดา โยนินและวาดฝันก็เข้าเต้นท์ไปบ้าง เหลือแต่ราเมษกับอามันดาที่จงใจนั่งอยู่  ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง  อามันดาจึงเอ่ยขึ้น
    “ตกลงคืนนี้จะเอายังไง”
    “คืนนี้..” ราเมษนึกขึ้นได้  เขานัดเธอเอาไว้ “ตกลงว่าเธอยอมรับจริง ๆ ใช่มั้ย”
    อามันดาไม่สบตา “อืม...”
    “เธอ..อยากไปเดินเล่นคืนนี้หรือเปล่าล่ะ”
    “ไม่รู้สิ...ฉันไม่อยากไปแล้ว  ฉันรู้สึกเหนื่อย”
    “ถ้าอย่างนั้นก็นอนเถอะ  พรุ่งนี้จะได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน”
    อามันดาหันกลับเข้าเต้นท์อย่างว่าง่าย  มองเห็นราเมษที่กลับเข้าเต้นท์ตรงข้าม  เธอเองพอยันร่างนอนลงข้างวาดฝันแล้ว  ตัวที่เคยหนักอึ้งก็เบาเหมือนไร้น้ำหนักและหลับไปอย่างรวดเร็ว
    คืนนั้นอุณหภูมิลดต่ำลงถึง 4 องศา  อากาศภายนอกเหน็บหนาวกว่าในเต้นท์หลายเท่า  แม้อยู่ในเต้นท์ก็ยังต้องใส่เสื้อหลายชั้น นอนในถุงนอนและมีผ้าห่มห่มอีกที
    เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกินสำหรับพสก  ไม่ว่าจะพยายามข่มตาหลับสักเท่าไหร่ก็มองเห็นภาพของธารินลอยล่องไปมา  ความเงียบสงัดยามดึกทำให้แม้เพียงเสียงสวบสาบของการเหยียบพื้นเขาก็ยังได้ยิน
    พสกรู้สึกว่ามีใครกำลังออกจากเต้นท์  ใครสักคน
    มีลำแสงส่องผ่านมาที่เต้นท์ของเขา แต่ก็เพียงแค่ 2-3 ครั้งอย่างรวดเร็ว  นั่นคงเป็นแสงจะไฟฉาย  ต้องมีใครกำลังจะออกไปไหนอย่างแน่นอน
    หรือว่าจะเป็นฆาตกร..
    พอคิดได้แบบนั้นพสกก็ดีดตัวขึ้นนั่งทันที สลัดความเศร้าโศกออกไป  ค่อย ๆ รูดซิบที่ปากเต้นท์แง้มออกเพื่อมองดูว่าเป็นใคร  เขาเห็นมือหนึ่งถือไฟฉายส่องลงพื้นยืนนิ่งอยู่ข้างเต้นท์ตรงข้าม อีกไม่กี่วินาทีก็หันเดินตรงไปทางศูนย์ ฯ
    ผสกไม่รี่รอ เปิดซิบอย่างที่ไม่ให้นิกรได้ยินเสียง แล้วยันตัวออกไปนอกเต้นท์ อากาศข้างนอนเหน็บหนาวจนไอร้อนออกจากปาก  เขาเดินตามคน ๆนั้นไปอย่างระแวดระวัง  แต่เขาก็ต้องแปลกใจที่คน ๆ นั้นเดินเลยไปด้านหน้าศูนย์เหมือนกำลังจะตรงไปที่ไหนสักแห่ง
    หรือว่าคน ๆ นั้นมีอาการละเมอ
    คิดได้แบบนั้น ความคิดที่ว่าคน ๆ นั้นต้องเป็นฆาตกรก็มลายหายไป  พสกจึงรีบวิ่งไปแล้วจับไหล่คน ๆ นั้นให้หันมา
    ดวงตาของคน ๆ นั้นเปิดกว้างเต็มที่ไม่เหมือนคนละเมอเลยสักนิด  แต่ว่าคนที่ละเมอก็ไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป
    “ละเมออยู่หรือเปล่าน่ะ”
    “หือ...”
    “ละเมออยู่แน่ ๆ” พสกจับมือดึงคน ๆ นั้นให้เดินกลับ
    “เปล่า..ไม่ได้ละเมอ  ฉันยังมีสติดีและรู้ตัวว่าเดินมาที่นี่”
    พสกหยุดชะงัก “แล้วมาที่นี่ทำไม”
    เบื้องหลังทั้งสองคือศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง  ภายในศูนย์เปิดไฟสว่างตลอดทั้งคืน  มีบางคนที่ยังไม่นอนจะมาขอใช้ปลั๊กไฟเพื่อชาร์ตแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือและกล้องดิจิตอล
    คน ๆ นั้นใช้สายตากวาดมองรอบตัวก่อนเอ่ยกับเขาด้วยเสียงแผ่วเบา
    “เรื่องนั้น...ฉันจะบอกแค่นายคนเดียวเท่านั้นนะ”

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry