Murder in Phukradeung #23
posted on 22 Jun 2008 17:18 by iqdetective in Phukradeung
ตอนที่ 23
ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังคิดว่าจะเชื่อถือคำพูดของไอคิวดีหรือไม่ กิตติก็เอ่ยถามราเมษขึ้นด้วยความสงสัยที่เก็บเงียบมาตั้งแต่เมื่อครู่
“ธารินตายยังไงหรือ”
ไอคิวหันไปตอบแทนทันที “เรื่องนั้นยังไม่รู้แน่ชัด แต่เบื้องต้นที่รู้กันคืออากาศหนาว ที่หลังมีแผล อาจจะเกิดจากการติดเชื้อจากอากาศแต่ว่าคงไม่น่าเป็นไปได้ จะว่าทนผิดบาดแผลไม่ไหวก็ไม่ได้ เพราะแผลไม่ได้ฉกรรจ์ขนาดที่ทำให้ต้องเสียชีวิต”
“แล้วมันอะไรล่ะ” อามินดาถามอย่างเดือดดาล “นายจะอมพะนำไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก นายเดินเข้ามาก็พูดโน่นพูดนี่ให้ทุกคนเชื่อไปหมด ถ้าจะเล่นเป็นนักสืบก็เล่นไปเถอะ แต่อย่ามาทำให้พวกเราพลอยเดือดร้อนก็แล้วกัน”
“อามิน..” อามันดาทำเสียงสูงปรามน้องชาย
“ทางที่ดีนายควรจะอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่จัดการจะดีกว่า” อามินดาไม่หยุด “อีกเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ก็คงมา ถึงตอนนั้นพวกเราก็จะรู้ว่าเธอตายเพราะอะไร นายอยากจะทำตัวเป็นคนเก็บความลับอวดดีไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
“อามินดาหยุดเถอะ” อามันดาตะคอกใส่
“ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดี แต่ว่าเรื่องบางเรื่องตอนนี้ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะถ้าข้อสันนิษฐานของผมถูกต้อง ถ้าคนใดคนหนึ่งในพวกคุณเป็นคนฆ่าคุณธารินจริง ๆ”
“บอกไปเถอะ” แฟนหนุ่มของชนาภาเอ่ยขึ้น
ไอคิวหยุดพูดหันมาทางเขา
“นายกำลังจะบอกว่าถ้าบอกไปฆาตกรก็จะไหวตัวทันอย่างนั้นใช่มั้ย แต่นายลองคิดดูสิ ฆาตกรคงไม่ทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้พวกเราจับผิดได้หรอก ฉันพอจะรู้แล้วว่าคนที่ชื่อธารินตายยังไงจากที่พูด ๆ กันอยู่”
ไอคิวมองเขาพลางคิดว่าควรจะบอกดีหรือไม่ ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น
“คนที่ฆ่าคุณธารินใช้ยาพิษฆ่าเธอครับ”
อามินดาตกตะลึง “ว่าไงนะ”
พสกนิกร รวมทั้งทุกคนก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
“เพราะฉะนั้นทุกคนในพวกคุณที่อยู่ใกล้ชิดคุณธารินมีสิทธิ์ที่จะฆ่าคุณธารินได้ทั้งสิ้น ทั้งคนที่เคยสัมผัสตัวเธอและไม่เคยสัมผัสตัวเธอก็สามารถเป็นฆาตกรได้ทั้งนั้น”
“คุณหนูโดนยาพิษยังไง” พสกถามอย่างร้อนรน
“โดยทางบาดแผลที่หลังครับ”
“อะไรนะ” วาดฝันโพล่งออกมา “ฉันเปล่านะ ถึงฉันจะเช็ดแผลให้เธอ แต่ว่าฉันไม่ได้.. ถ้าไม่เชื่อก็ตรวจมือฉันก็ได้ ต้องไม่มีคราบยาพิษแน่นอน”
“ผมบอกแล้วไงครับว่า ไม่ว่าจะเคยสัมผัสหรือไม่เคยสัมผัสก็มีสิทธิ์ฆ่าได้ทั้งนั้น อีกอย่าง ถึงจะตรวจคราบยาพิษไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะตัวฆาตกรเองก็คงรู้เรื่องนี้ดี และไม่ยอมเสี่ยงให้ตัวเองต้องโดนพิษแน่นอน”
“แต่เราทุกคนก็เคยโดนตัวธารินกันทั้งนั้น” ราเมษบอก “จะมีก็แต่...”
โยนินถูกราเมษจ้อง “เฮ้ย..แค่ฉันไม่ได้ถูกตัวธารินก็เหมาว่าฉันเป็นคนฆ่าเธอเรอะ จะมากไปแล้วไอ้เพื่อนเฮงซวย”
“เรื่องนั้นคงต้องพิสูจน์อีกหน่อยครับ ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่ทราบแน่” ไอคิวกล่าว “ผมเองยังไม่รู้เลยว่าพวกคุณทำอะไรกันบ้างในช่วงเวลาที่คุณธารินนอนอยู่ที่นี่ คงยังตอบไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้าพวกคุณไว้ใจให้ผมเล่นเป็นนักสืบ” ไอคิวมองอามินดาที่ใช้คำพูดนี้กับเขา “ผมก็อยากจะขอถามทุกคนแบบที่เรียกว่าสอบปากคำเหมือนกัน”
“อยากเล่นก็เชิญ” อามินดาจ้องไอคิว ดูเหมือนว่าถ้ามีใครที่ทำตัวรู้มากกว่าเขาจะกลายเป็นคนที่เขาไม่ชอบหน้า
ไอคิวไม่ยี่หระต่อคำพูดของอามินดา เขาสอบถามแต่ละคนเท่าที่ทำได้ ทุกคนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ขึ้นรถที่สถานีหมอชิตจนมาถึงที่นี่ให้ไอคิวฟังอย่างละเอียด จนเวลาล่วงเลยมาถึง 4 ทุ่มกว่าเจ้าหน้าที่สองนายที่เคยมาก็เข้ามาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่สองคนนั้นดูแปลกใจที่มีคนเพิ่มมาถึง 4 คนนั่นคือ ไอคิว กิตติ ชนาภา และแฟนหนุ่มของเธอ แต่ก็ไม่สนใจอะไรมาก เพราะต้องรีบนำศพไปที่ศูนย์ ฯ
“แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องขอสอบปากคำทุกคนนะครับ ถึงแม้เธอจะตายเพราะธรรมชาติก็ตาม” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดทิ้งท้ายไว้แบบนั้น
ไอคิวพอจะเข้าใจว่าอย่างน้อยเจ้าหน้าที่ก็รู้สึกสงสัยเพื่อนทั้ง 7 คนที่มาด้วยกัน แต่ก็ยังคงใช้คำว่าตายเพราะธรรมชาติกับคนทั้ง 7 เพราะฉะนั้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ใช้ผ้าขาวห่อศพและซ่อนด้วยเบาะหนาสีเขียวเข้มอีกชั้นเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวคนอื่นเห็นและนำศพกลับเข้าไปไว้ในห้องพักห้องหนึ่งในศูนย์ เจ้าหน้าที่คนเดิมก็เดินมาเพียงคนเดียวเพื่อเรียกแต่ละคนไปสอบถาม โดยเริ่มจากพสกเป็นคนแรก ตามาด้วยนิกร อามันดา วาดฝัน ราเมษ โยนิน และอามินดา
ส่วนชนาภาและแฟนหนุ่มกลับไปยังเต้นท์ของตัวเองที่อยู่ห่างออกไปเพียง 150 เมตร
“เธอไปรู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อธารินนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” แฟนหนุ่มเอ่ยถาม
“ทางอินเตอร์เน็ตน่ะ น่าจะราวสองเดือนก่อน”
“แล้วเค้าชวนเธอมาที่นี่เหรอ”
“เราคุยกันน่ะ ปรากฏว่าก็จะมาเที่ยวภูกระดึงกันพอดี ก็เลยนัดเจอกันแค่นั้นเอง”
“อย่างนั้นเหรอ เกือบกลายเป็นฆาตกรไปแล้วมั้ยล่ะ”
“เรื่องนั้นถ้าเราไม่ได้เป็นก็คือไม่ได้เป็น แต่ฉันติดใจเรื่องนึงมากกว่าน่ะ”
“หือ..อะไร”
“ในเก้าคนที่เราเจอน่ะ มีคนหนึ่งฉันคุ้นหน้ามาก ๆ เลยล่ะ เหมือนเคยเจอที่ไหนสักแห่ง”
“ใคร..”
“ฉันไม่รู้จักชื่อน่ะสิ..ผู้ชายน่ะ คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้หญิงที่รวบผม”
“หมอนั่นน่ะเหรอ..”
“ใช่ ๆ ดูเหมือนพอฉันมองเขา เขาก็พยายามไม่สบตาฉันอยู่หลายที จนฉันนึกสงสัย”
“อ้อ..จำได้และ” แฟนเขาดีดนิ้ว “ได้ยินคนที่ชื่อราเมษเรียกหมอนั่นว่า โยนิน น่ะ”
…
ผ่านไปได้สักราวหนึ่งชั่วโมง อามินดาเดินกลับมายังเต้นท์หลังจากไปสอบปากคำเป็นคนสุดท้าย เสื้อกันหนาวหนาสองชั้นก็ไม่อาจทานความหนาวได้ เขาเห็นทุกคนที่เหลือนั่งจมจ่อนัยว่ารอเขาอยู่ พอเขาเดินเข้าไปนั่งทุกคนก็หันมามอง
“เสร็จแล้วใช่มั้ย” อามันดาถาม
“อืม..เราน่าจะนอนกันได้แล้ว” เขาบอก ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่กลับมาจากดูพระอาทิตย์ตกก็ยังไม่ได้ทานอะไรสักอย่าง
“มีใคร..” อามันดามองทุกคนที่เหลือ “หิวบ้างมั้ย”
ทุกคนที่เหลือส่ายหน้าช้า ๆ ...มีคนตายแบบนี้ใครจะไปทานอะไรลง ยิ่งพสกกับนิกรด้วยแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนอนเลยก็แล้วกันนะครับ” นิกรบอก แล้วหันกลับเข้าไปในเต้นท์ที่เคยมีธารินนอนอยู่ พสกหันหลังตามไปอย่างเชื่องช้าเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ
“พสก..” ราเมษเรียกเขา พสกหยุดหันมามอง “เช้ามืดไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันนะครับ”
“นั่นสิ..” วาดฝันเสริม “ดีกว่าอยู่ที่นี่นะ”
“ก็ได้ครับ..” เขารับปากอย่างเสียไม่ได้ แล้วกลับเข้าไปในเต้นท์
จากนั้น อามินดา โยนินและวาดฝันก็เข้าเต้นท์ไปบ้าง เหลือแต่ราเมษกับอามันดาที่จงใจนั่งอยู่ ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง อามันดาจึงเอ่ยขึ้น
“ตกลงคืนนี้จะเอายังไง”
“คืนนี้..” ราเมษนึกขึ้นได้ เขานัดเธอเอาไว้ “ตกลงว่าเธอยอมรับจริง ๆ ใช่มั้ย”
อามันดาไม่สบตา “อืม...”
“เธอ..อยากไปเดินเล่นคืนนี้หรือเปล่าล่ะ”
“ไม่รู้สิ...ฉันไม่อยากไปแล้ว ฉันรู้สึกเหนื่อย”
“ถ้าอย่างนั้นก็นอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน”
อามันดาหันกลับเข้าเต้นท์อย่างว่าง่าย มองเห็นราเมษที่กลับเข้าเต้นท์ตรงข้าม เธอเองพอยันร่างนอนลงข้างวาดฝันแล้ว ตัวที่เคยหนักอึ้งก็เบาเหมือนไร้น้ำหนักและหลับไปอย่างรวดเร็ว
คืนนั้นอุณหภูมิลดต่ำลงถึง 4 องศา อากาศภายนอกเหน็บหนาวกว่าในเต้นท์หลายเท่า แม้อยู่ในเต้นท์ก็ยังต้องใส่เสื้อหลายชั้น นอนในถุงนอนและมีผ้าห่มห่มอีกที
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกินสำหรับพสก ไม่ว่าจะพยายามข่มตาหลับสักเท่าไหร่ก็มองเห็นภาพของธารินลอยล่องไปมา ความเงียบสงัดยามดึกทำให้แม้เพียงเสียงสวบสาบของการเหยียบพื้นเขาก็ยังได้ยิน
พสกรู้สึกว่ามีใครกำลังออกจากเต้นท์ ใครสักคน
มีลำแสงส่องผ่านมาที่เต้นท์ของเขา แต่ก็เพียงแค่ 2-3 ครั้งอย่างรวดเร็ว นั่นคงเป็นแสงจะไฟฉาย ต้องมีใครกำลังจะออกไปไหนอย่างแน่นอน
หรือว่าจะเป็นฆาตกร..
พอคิดได้แบบนั้นพสกก็ดีดตัวขึ้นนั่งทันที สลัดความเศร้าโศกออกไป ค่อย ๆ รูดซิบที่ปากเต้นท์แง้มออกเพื่อมองดูว่าเป็นใคร เขาเห็นมือหนึ่งถือไฟฉายส่องลงพื้นยืนนิ่งอยู่ข้างเต้นท์ตรงข้าม อีกไม่กี่วินาทีก็หันเดินตรงไปทางศูนย์ ฯ
ผสกไม่รี่รอ เปิดซิบอย่างที่ไม่ให้นิกรได้ยินเสียง แล้วยันตัวออกไปนอกเต้นท์ อากาศข้างนอนเหน็บหนาวจนไอร้อนออกจากปาก เขาเดินตามคน ๆนั้นไปอย่างระแวดระวัง แต่เขาก็ต้องแปลกใจที่คน ๆ นั้นเดินเลยไปด้านหน้าศูนย์เหมือนกำลังจะตรงไปที่ไหนสักแห่ง
หรือว่าคน ๆ นั้นมีอาการละเมอ
คิดได้แบบนั้น ความคิดที่ว่าคน ๆ นั้นต้องเป็นฆาตกรก็มลายหายไป พสกจึงรีบวิ่งไปแล้วจับไหล่คน ๆ นั้นให้หันมา
ดวงตาของคน ๆ นั้นเปิดกว้างเต็มที่ไม่เหมือนคนละเมอเลยสักนิด แต่ว่าคนที่ละเมอก็ไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป
“ละเมออยู่หรือเปล่าน่ะ”
“หือ...”
“ละเมออยู่แน่ ๆ” พสกจับมือดึงคน ๆ นั้นให้เดินกลับ
“เปล่า..ไม่ได้ละเมอ ฉันยังมีสติดีและรู้ตัวว่าเดินมาที่นี่”
พสกหยุดชะงัก “แล้วมาที่นี่ทำไม”
เบื้องหลังทั้งสองคือศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง ภายในศูนย์เปิดไฟสว่างตลอดทั้งคืน มีบางคนที่ยังไม่นอนจะมาขอใช้ปลั๊กไฟเพื่อชาร์ตแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือและกล้องดิจิตอล
คน ๆ นั้นใช้สายตากวาดมองรอบตัวก่อนเอ่ยกับเขาด้วยเสียงแผ่วเบา
“เรื่องนั้น...ฉันจะบอกแค่นายคนเดียวเท่านั้นนะ”
ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังคิดว่าจะเชื่อถือคำพูดของไอคิวดีหรือไม่ กิตติก็เอ่ยถามราเมษขึ้นด้วยความสงสัยที่เก็บเงียบมาตั้งแต่เมื่อครู่
“ธารินตายยังไงหรือ”
ไอคิวหันไปตอบแทนทันที “เรื่องนั้นยังไม่รู้แน่ชัด แต่เบื้องต้นที่รู้กันคืออากาศหนาว ที่หลังมีแผล อาจจะเกิดจากการติดเชื้อจากอากาศแต่ว่าคงไม่น่าเป็นไปได้ จะว่าทนผิดบาดแผลไม่ไหวก็ไม่ได้ เพราะแผลไม่ได้ฉกรรจ์ขนาดที่ทำให้ต้องเสียชีวิต”
“แล้วมันอะไรล่ะ” อามินดาถามอย่างเดือดดาล “นายจะอมพะนำไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก นายเดินเข้ามาก็พูดโน่นพูดนี่ให้ทุกคนเชื่อไปหมด ถ้าจะเล่นเป็นนักสืบก็เล่นไปเถอะ แต่อย่ามาทำให้พวกเราพลอยเดือดร้อนก็แล้วกัน”
“อามิน..” อามันดาทำเสียงสูงปรามน้องชาย
“ทางที่ดีนายควรจะอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่จัดการจะดีกว่า” อามินดาไม่หยุด “อีกเดี๋ยวเจ้าหน้าที่ก็คงมา ถึงตอนนั้นพวกเราก็จะรู้ว่าเธอตายเพราะอะไร นายอยากจะทำตัวเป็นคนเก็บความลับอวดดีไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
“อามินดาหยุดเถอะ” อามันดาตะคอกใส่
“ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดี แต่ว่าเรื่องบางเรื่องตอนนี้ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะถ้าข้อสันนิษฐานของผมถูกต้อง ถ้าคนใดคนหนึ่งในพวกคุณเป็นคนฆ่าคุณธารินจริง ๆ”
“บอกไปเถอะ” แฟนหนุ่มของชนาภาเอ่ยขึ้น
ไอคิวหยุดพูดหันมาทางเขา
“นายกำลังจะบอกว่าถ้าบอกไปฆาตกรก็จะไหวตัวทันอย่างนั้นใช่มั้ย แต่นายลองคิดดูสิ ฆาตกรคงไม่ทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้พวกเราจับผิดได้หรอก ฉันพอจะรู้แล้วว่าคนที่ชื่อธารินตายยังไงจากที่พูด ๆ กันอยู่”
ไอคิวมองเขาพลางคิดว่าควรจะบอกดีหรือไม่ ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น
“คนที่ฆ่าคุณธารินใช้ยาพิษฆ่าเธอครับ”
อามินดาตกตะลึง “ว่าไงนะ”
พสกนิกร รวมทั้งทุกคนก็คาดไม่ถึงเช่นกัน
“เพราะฉะนั้นทุกคนในพวกคุณที่อยู่ใกล้ชิดคุณธารินมีสิทธิ์ที่จะฆ่าคุณธารินได้ทั้งสิ้น ทั้งคนที่เคยสัมผัสตัวเธอและไม่เคยสัมผัสตัวเธอก็สามารถเป็นฆาตกรได้ทั้งนั้น”
“คุณหนูโดนยาพิษยังไง” พสกถามอย่างร้อนรน
“โดยทางบาดแผลที่หลังครับ”
“อะไรนะ” วาดฝันโพล่งออกมา “ฉันเปล่านะ ถึงฉันจะเช็ดแผลให้เธอ แต่ว่าฉันไม่ได้.. ถ้าไม่เชื่อก็ตรวจมือฉันก็ได้ ต้องไม่มีคราบยาพิษแน่นอน”
“ผมบอกแล้วไงครับว่า ไม่ว่าจะเคยสัมผัสหรือไม่เคยสัมผัสก็มีสิทธิ์ฆ่าได้ทั้งนั้น อีกอย่าง ถึงจะตรวจคราบยาพิษไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะตัวฆาตกรเองก็คงรู้เรื่องนี้ดี และไม่ยอมเสี่ยงให้ตัวเองต้องโดนพิษแน่นอน”
“แต่เราทุกคนก็เคยโดนตัวธารินกันทั้งนั้น” ราเมษบอก “จะมีก็แต่...”
โยนินถูกราเมษจ้อง “เฮ้ย..แค่ฉันไม่ได้ถูกตัวธารินก็เหมาว่าฉันเป็นคนฆ่าเธอเรอะ จะมากไปแล้วไอ้เพื่อนเฮงซวย”
“เรื่องนั้นคงต้องพิสูจน์อีกหน่อยครับ ตอนนี้ผมเองก็ยังไม่ทราบแน่” ไอคิวกล่าว “ผมเองยังไม่รู้เลยว่าพวกคุณทำอะไรกันบ้างในช่วงเวลาที่คุณธารินนอนอยู่ที่นี่ คงยังตอบไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้าพวกคุณไว้ใจให้ผมเล่นเป็นนักสืบ” ไอคิวมองอามินดาที่ใช้คำพูดนี้กับเขา “ผมก็อยากจะขอถามทุกคนแบบที่เรียกว่าสอบปากคำเหมือนกัน”
“อยากเล่นก็เชิญ” อามินดาจ้องไอคิว ดูเหมือนว่าถ้ามีใครที่ทำตัวรู้มากกว่าเขาจะกลายเป็นคนที่เขาไม่ชอบหน้า
ไอคิวไม่ยี่หระต่อคำพูดของอามินดา เขาสอบถามแต่ละคนเท่าที่ทำได้ ทุกคนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ขึ้นรถที่สถานีหมอชิตจนมาถึงที่นี่ให้ไอคิวฟังอย่างละเอียด จนเวลาล่วงเลยมาถึง 4 ทุ่มกว่าเจ้าหน้าที่สองนายที่เคยมาก็เข้ามาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่สองคนนั้นดูแปลกใจที่มีคนเพิ่มมาถึง 4 คนนั่นคือ ไอคิว กิตติ ชนาภา และแฟนหนุ่มของเธอ แต่ก็ไม่สนใจอะไรมาก เพราะต้องรีบนำศพไปที่ศูนย์ ฯ
“แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องขอสอบปากคำทุกคนนะครับ ถึงแม้เธอจะตายเพราะธรรมชาติก็ตาม” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดทิ้งท้ายไว้แบบนั้น
ไอคิวพอจะเข้าใจว่าอย่างน้อยเจ้าหน้าที่ก็รู้สึกสงสัยเพื่อนทั้ง 7 คนที่มาด้วยกัน แต่ก็ยังคงใช้คำว่าตายเพราะธรรมชาติกับคนทั้ง 7 เพราะฉะนั้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ใช้ผ้าขาวห่อศพและซ่อนด้วยเบาะหนาสีเขียวเข้มอีกชั้นเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวคนอื่นเห็นและนำศพกลับเข้าไปไว้ในห้องพักห้องหนึ่งในศูนย์ เจ้าหน้าที่คนเดิมก็เดินมาเพียงคนเดียวเพื่อเรียกแต่ละคนไปสอบถาม โดยเริ่มจากพสกเป็นคนแรก ตามาด้วยนิกร อามันดา วาดฝัน ราเมษ โยนิน และอามินดา
ส่วนชนาภาและแฟนหนุ่มกลับไปยังเต้นท์ของตัวเองที่อยู่ห่างออกไปเพียง 150 เมตร
“เธอไปรู้จักกับผู้หญิงที่ชื่อธารินนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” แฟนหนุ่มเอ่ยถาม
“ทางอินเตอร์เน็ตน่ะ น่าจะราวสองเดือนก่อน”
“แล้วเค้าชวนเธอมาที่นี่เหรอ”
“เราคุยกันน่ะ ปรากฏว่าก็จะมาเที่ยวภูกระดึงกันพอดี ก็เลยนัดเจอกันแค่นั้นเอง”
“อย่างนั้นเหรอ เกือบกลายเป็นฆาตกรไปแล้วมั้ยล่ะ”
“เรื่องนั้นถ้าเราไม่ได้เป็นก็คือไม่ได้เป็น แต่ฉันติดใจเรื่องนึงมากกว่าน่ะ”
“หือ..อะไร”
“ในเก้าคนที่เราเจอน่ะ มีคนหนึ่งฉันคุ้นหน้ามาก ๆ เลยล่ะ เหมือนเคยเจอที่ไหนสักแห่ง”
“ใคร..”
“ฉันไม่รู้จักชื่อน่ะสิ..ผู้ชายน่ะ คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้หญิงที่รวบผม”
“หมอนั่นน่ะเหรอ..”
“ใช่ ๆ ดูเหมือนพอฉันมองเขา เขาก็พยายามไม่สบตาฉันอยู่หลายที จนฉันนึกสงสัย”
“อ้อ..จำได้และ” แฟนเขาดีดนิ้ว “ได้ยินคนที่ชื่อราเมษเรียกหมอนั่นว่า โยนิน น่ะ”
…
ผ่านไปได้สักราวหนึ่งชั่วโมง อามินดาเดินกลับมายังเต้นท์หลังจากไปสอบปากคำเป็นคนสุดท้าย เสื้อกันหนาวหนาสองชั้นก็ไม่อาจทานความหนาวได้ เขาเห็นทุกคนที่เหลือนั่งจมจ่อนัยว่ารอเขาอยู่ พอเขาเดินเข้าไปนั่งทุกคนก็หันมามอง
“เสร็จแล้วใช่มั้ย” อามันดาถาม
“อืม..เราน่าจะนอนกันได้แล้ว” เขาบอก ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่กลับมาจากดูพระอาทิตย์ตกก็ยังไม่ได้ทานอะไรสักอย่าง
“มีใคร..” อามันดามองทุกคนที่เหลือ “หิวบ้างมั้ย”
ทุกคนที่เหลือส่ายหน้าช้า ๆ ...มีคนตายแบบนี้ใครจะไปทานอะไรลง ยิ่งพสกกับนิกรด้วยแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนอนเลยก็แล้วกันนะครับ” นิกรบอก แล้วหันกลับเข้าไปในเต้นท์ที่เคยมีธารินนอนอยู่ พสกหันหลังตามไปอย่างเชื่องช้าเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ
“พสก..” ราเมษเรียกเขา พสกหยุดหันมามอง “เช้ามืดไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันนะครับ”
“นั่นสิ..” วาดฝันเสริม “ดีกว่าอยู่ที่นี่นะ”
“ก็ได้ครับ..” เขารับปากอย่างเสียไม่ได้ แล้วกลับเข้าไปในเต้นท์
จากนั้น อามินดา โยนินและวาดฝันก็เข้าเต้นท์ไปบ้าง เหลือแต่ราเมษกับอามันดาที่จงใจนั่งอยู่ ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง อามันดาจึงเอ่ยขึ้น
“ตกลงคืนนี้จะเอายังไง”
“คืนนี้..” ราเมษนึกขึ้นได้ เขานัดเธอเอาไว้ “ตกลงว่าเธอยอมรับจริง ๆ ใช่มั้ย”
อามันดาไม่สบตา “อืม...”
“เธอ..อยากไปเดินเล่นคืนนี้หรือเปล่าล่ะ”
“ไม่รู้สิ...ฉันไม่อยากไปแล้ว ฉันรู้สึกเหนื่อย”
“ถ้าอย่างนั้นก็นอนเถอะ พรุ่งนี้จะได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน”
อามันดาหันกลับเข้าเต้นท์อย่างว่าง่าย มองเห็นราเมษที่กลับเข้าเต้นท์ตรงข้าม เธอเองพอยันร่างนอนลงข้างวาดฝันแล้ว ตัวที่เคยหนักอึ้งก็เบาเหมือนไร้น้ำหนักและหลับไปอย่างรวดเร็ว
คืนนั้นอุณหภูมิลดต่ำลงถึง 4 องศา อากาศภายนอกเหน็บหนาวกว่าในเต้นท์หลายเท่า แม้อยู่ในเต้นท์ก็ยังต้องใส่เสื้อหลายชั้น นอนในถุงนอนและมีผ้าห่มห่มอีกที
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกินสำหรับพสก ไม่ว่าจะพยายามข่มตาหลับสักเท่าไหร่ก็มองเห็นภาพของธารินลอยล่องไปมา ความเงียบสงัดยามดึกทำให้แม้เพียงเสียงสวบสาบของการเหยียบพื้นเขาก็ยังได้ยิน
พสกรู้สึกว่ามีใครกำลังออกจากเต้นท์ ใครสักคน
มีลำแสงส่องผ่านมาที่เต้นท์ของเขา แต่ก็เพียงแค่ 2-3 ครั้งอย่างรวดเร็ว นั่นคงเป็นแสงจะไฟฉาย ต้องมีใครกำลังจะออกไปไหนอย่างแน่นอน
หรือว่าจะเป็นฆาตกร..
พอคิดได้แบบนั้นพสกก็ดีดตัวขึ้นนั่งทันที สลัดความเศร้าโศกออกไป ค่อย ๆ รูดซิบที่ปากเต้นท์แง้มออกเพื่อมองดูว่าเป็นใคร เขาเห็นมือหนึ่งถือไฟฉายส่องลงพื้นยืนนิ่งอยู่ข้างเต้นท์ตรงข้าม อีกไม่กี่วินาทีก็หันเดินตรงไปทางศูนย์ ฯ
ผสกไม่รี่รอ เปิดซิบอย่างที่ไม่ให้นิกรได้ยินเสียง แล้วยันตัวออกไปนอกเต้นท์ อากาศข้างนอนเหน็บหนาวจนไอร้อนออกจากปาก เขาเดินตามคน ๆนั้นไปอย่างระแวดระวัง แต่เขาก็ต้องแปลกใจที่คน ๆ นั้นเดินเลยไปด้านหน้าศูนย์เหมือนกำลังจะตรงไปที่ไหนสักแห่ง
หรือว่าคน ๆ นั้นมีอาการละเมอ
คิดได้แบบนั้น ความคิดที่ว่าคน ๆ นั้นต้องเป็นฆาตกรก็มลายหายไป พสกจึงรีบวิ่งไปแล้วจับไหล่คน ๆ นั้นให้หันมา
ดวงตาของคน ๆ นั้นเปิดกว้างเต็มที่ไม่เหมือนคนละเมอเลยสักนิด แต่ว่าคนที่ละเมอก็ไม่จำเป็นต้องหลับตาเสมอไป
“ละเมออยู่หรือเปล่าน่ะ”
“หือ...”
“ละเมออยู่แน่ ๆ” พสกจับมือดึงคน ๆ นั้นให้เดินกลับ
“เปล่า..ไม่ได้ละเมอ ฉันยังมีสติดีและรู้ตัวว่าเดินมาที่นี่”
พสกหยุดชะงัก “แล้วมาที่นี่ทำไม”
เบื้องหลังทั้งสองคือศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง ภายในศูนย์เปิดไฟสว่างตลอดทั้งคืน มีบางคนที่ยังไม่นอนจะมาขอใช้ปลั๊กไฟเพื่อชาร์ตแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือและกล้องดิจิตอล
คน ๆ นั้นใช้สายตากวาดมองรอบตัวก่อนเอ่ยกับเขาด้วยเสียงแผ่วเบา
“เรื่องนั้น...ฉันจะบอกแค่นายคนเดียวเท่านั้นนะ”
Tags: detective, iq, mystery, phukradeung, นักสืบ, ภูกระดึง0 Comments