Murder in Phukradeung #21

posted on 20 Jun 2008 13:24 by iqdetective  in Phukradeung
ตอนที่ 21
ระหว่างที่อามันดาเดินเท้ากลับมายังเต้นท์เพียงลำพัง อามันดารู้สึกว่ามีใครตามหลังเธอมาตลอด ทั้ง ๆ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่อยู่ด้านหลังเธอยังไงก็ต้องเดินทางเดียวกัน  แต่เธอกลับรู้สึกว่ามีคนเดินตามเธอ
ขณะที่กำลังเดินตัดสนามหญ้าตรงไปยังเต้นท์ เธอเห็นทุกคนยืนอยู่นอกเต้นท์และกำลังพูดคุยอะไรกันบางอย่าง เธอพยายามมองหาราเมษแต่ไม่พบ  หรือว่าราเมษจะตามหลังเธอมา
อามินดาหันมาทางเธอคนแรก หน้าของเขาซีดเผือดไม่สมกับเป็นน้องชายของเธอเลยสักนิด
“พี่อามัน..” ท่าทีแข็งกร้าวที่มีต่อพี่สาวหายไปหมดสิ้น “คุณธาริน..”
อามันดามองสีหน้าไม่สู้ดีของน้องชายอย่างหวาด ๆ “ธารินเป็นหนักกว่าเดิมหรือ”
พสกนิกรเดินมาสมทบ  สีหน้าของทั้งสองแย่ยิ่งกว่าอามินดาเสียอีก และพสกดูเหมือนจะร้องไห้  ตาแดงก่ำและน้ำมูกเปราะจมูก
“คุณธารินเสียชีวิตครับ” อามินดาบอกเธอ
“อะ..”  อามันดาเปล่งเสียงได้แค่นั้นและหูก็อื้ออึงไปหมด ไม่รู้เพราะอากาศหนาวความกดอากาศต่ำหรือว่าเพราะคำพูดของน้องชาย  เธอตัวชาไปทั่วร่าง ความเหน็บหนาวจากนก้นบึ้งของจิตใจแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
    วาดฝันกับโยนินยืนอยู่ตรงหน้าเต้นท์มองมาที่เธอ  แต่ไม่เห็นวี่แววว่าราเมษจะอยู่ตรงนั้น
    มีมือหนึ่งมาจับไหล่เธอ เธอสะดุ้งสุดตัว  ราเมษนั่นเอง
    ราเมษคงเดินตามหลังเธอมา เธอถึงได้รู้สึกว่ามีใครเดินตามเธอตั้งแต่ที่ผา
    “เกิดอะไรขึ้นหรือ” เขาเอ่ยถามอย่างคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ
    …
    เมื่อสองปีก่อน
    ธารินเหยียบย่ำใบสนวิ่งเข้าใกล้หน้าผา  พอเห็นร่าง ๆ หนึ่งนอนแน่นิ่งพ้นขอบเหวลึกลงไปเกือบ 10 เมตรก็กรีดร้องออกมา  หันไปทางอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
    “นายฆ่าเขา...นายฆ่าเขา”
    คน ๆ นั้นทำเสียงฟึดฟัดในลำคอก่อนกล่าวออกมาอย่างไม่เกรงกลัง “ใช่ ฉันฆ่าเขาเอง  ฉันเหวี่ยงมันลงไปเอง”
    “นายฆ่าเพื่อนตัวเองได้ลงคอ”
    “อ๋อ..ใช่  ฉันฆ่าเพื่อนที่มันคิดจะฆ่าฉันได้ลงคอ  พอใจมั้ย”
    ธารินตบหน้าชายคนนั้นฉาดใหญ่ ในขณะที่เขามึนงงอยู่นั้น  เธอวิ่งเข้าชนและผลักเขาเต็มแรง
    ร่างของชายคนนั้นล้มลงไม่เป็นท่าและกลิ้งหลุน ๆ กระทบกับก้อนหินใหญ่หลายก้อนเบื้องล่าง ก่อนที่จะหยุดอยู่เคียงกับร่างไร้วิญญาณที่ตายไปก่อนหน้าไม่กี่นาที มือยกค้างในอากาศก่อนตกลงข้างตัว
    ธารินเอามือจับต้นสน มองลงไปยังร่างสองร่างเบื้องล่าง เผยอยิ้มที่มุมปาก
    “ผิดแผนนิดหน่อยนะ” เธอเอ่ยกับตัวเอง “ทีแรกก็ว่าจะให้แกถูกยิง แล้วฉันก็จะผลักคนที่ยิง  แต่แกดันผลักคนที่ยิง แล้วแกก็ถูกฉันผลักอีกเหมือนกัน...แต่ก็ถือว่า...ตายทั้งคู่เหมือนกัน”
    …
    “พสก..พสก..พสก”
    พสกสะดุ้งตื่นจากภวังค์ หันไปตามเสียง  ราเมษกำลังพูดกับเขา
    “เป็นอะไรไป  นายนิ่งเงียบไปจนน่ากลัว”
    “คุณหนูไม่ได้ถูกฆ่าใช่มั้ย” อยู่ดี ๆ พสกก็ถามเรื่องที่ยังไม่มีใครคิดขึ้น
    “ว่ายังไงนะ  นายว่าใครถูกฆ่า” ราเมษพูดเสียงดัง
    “ธารินน่ะ” อามันดาบอก “ธารินตายแล้ว”
    “อะ..อะไรนะ” ราเมษงุนงงไปหมด  แหวกทางตรงรี่เข้าไปยังเต้นท์ที่ร่างไร้วิญญาณของธารินนอนอยู่
    ใบหน้าของธารินยังคงมีสีแดงเรื่อไม่เหมือนคนตายสักนิด คงเพราะอากาศหนาวทำให้เลือดไหลลงที่ต่ำช้ากว่าปกติและก็บ่งบอกได้ว่าเธอเสียชีวิตไม่นาน  เธอนอนแน่นิ่ง มือกุมอยู่ที่หน้าท้องเหมือนคนนอนปกติ แต่แก้มของเธอซีดเซียวต่างจากคนมีชีวิต
    ราเมษไม่สนใจอะไร หากธารินตายจริงก็ไม่ต้องมาคิดอะไรมากมาย เขามุดเข้าในเต้นท์แล้วจับร่างของเธอพลิกตะแคง เปิดคอเพื่อดูแผลที่หลังของเธอ  มีรอยเขียวช้ำเพราะแรงกดจากน้ำหนักตัว กลิ่นแอลกอฮอล์เช็ดแผลยังคงอยู่  แต่เลือดหยุดไหลเห็นแค่ผิวหนังชั้นในสีแดงสด
    “ตายจริง ๆ หรือนี่” เขาจับเธอนอนตามเดิมมองร่างของเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า  เธอไม่ได้ห่มผ้าเลย  นอนแบบนี้ทั้ง ๆ ที่อากาศเย็นยะเยือก “หรือว่าหนาวตาย”
    “มีใคร..” อามันดากับทุกคนที่กึ่งยืนกึ่งนั่งอยู่ข้างนอกเต้นท์เอ่ยขึ้น “ไปบอกเจ้าหน้าที่หรือยัง”
    “ยังครับ อามินกะว่ารอให้ทุกคนมาก่อนถึงจะบอก  ถ้าอย่างนั้นอามินจะไปบอกตอนนี้เลย” อามินดารีบวิ่งตัดสนามหญ้าออกไป
    “คงจะเป็นเพราะแผลและความหนาว” ราเมษกล่าว “ไม่น่าปล่อยให้เธอนอนเลย  เธอคงจะหลับไปโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะหลับไปตลอดแบบนี้” เขาหันไปทางพสกนิกรที่เซื่องซึมเศร้าหมอง “พวกนายคงต้องลำบากแน่ ๆ ที่พาคุณหนูของพวกนายมาตายแบบนี้”
    พสกชะงักมองราเมษ ราวกับว่าเขากำลังคิดเรื่องนี้อยู่ แล้วราเมษก็พูดออกมาพอดี “นั่นสิครับ...ผมคงไม่กล้าพบหน้าคุณพ่อของคุณหนูอีกแล้ว  ให้ผม...ให้ผมตายซะยังดีกว่า” พสกหลั่งน้ำตาอีกครั้ง
    นิกรเอามือลูบหลังพี่ชาย “แต่ถึงยังไงเราก็คงจะโทรไปบอกตอนนี้  เพราะไม่ว่ายังไงคุณพ่อของคุณหนูก็ต้องรู้”
    “ไม่ได้นะ” พสกแย้งทันควัน น้ำตาอาบแก้ม “ขอพี่ทำใจสักนิด พี่คงพูดอะไรไม่ออก”
    “ผมจะบอกให้เอง” นิกรอาสา “ไม่ว่ายังไงเราก็ต้องโดนลงโทษที่ไม่ดูแลคุณหนูให้ดี”
    พสกมองนิกร  เรื่องที่ต้องตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแบบนี้ นิกรมักจะเก่งกว่าเสมอ “..ตามใจนายเถอะ..”
    นิกรพยักหน้า จากนั้นหันมาทางราเมษ “เราสองคนคงต้องกลับพรุ่งนี้  ทุกคนคงเข้าใจนะครับ”
    อามันดามีดวงตาคล้อยต่ำ เธอพาคน ๆ หนึ่งมาตาย เธอย้ำคำนี้ในใจ “ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร  ฉันเข้าใจดี”
    “แต่ว่าพวกเธอจะพาศพของธารินไปยังไงล่ะ  ฉันว่ารอเจ้าหน้าที่ก่อนดีกว่า” วาดฝันเอ่ยขึ้น
    “นั่นสิ ลูกหาบคงจะ..” โยนินมองศพของธารินที่อยู่ในเต้นท์ “..ไม่กล้าขนไปหรอก”
    “คงเป็นเฮลิคอปเตอร์” ราเมษว่า “แต่คงกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ ถ้าทำแบบนั้น นักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ จะรู้กันหมดว่ามีคนตาย”
    “เราจะแบกคุณหนูไปเอง” พสกโพล่งออกมา “เราจะแบกคุณหนูเอง  ใชมั้ยนิกร”
    “เราแบกไปเองก็ได้” นิกรรับคำ
    อามินดาวิ่งพรวดเข้ามากลางวงสนทนา  มองเห็นเจ้าหน้าที่สองคนวิ่งตามมาในความมืด “มาแล้วครับ”
    ดังนั้นทุกคนจึงหลีกทางให้เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบทหารสองคนเข้าไปในเต้นท์ หลังจากตรวจสอบสภาพศพเบื้องต้น  ไม่กี่นาทีต่อมาเจ้าหน้าที่ทั้งสองก็ออกมาพูดคุยกับคนที่เหลือ  จากนั้นจึงขอตัวกลับไป
    “รอถึงดึกงั้นเหรอ” วาดฝันเอ่ยขึ้น มองตามหลังเจ้าหน้าที่ “ถึงค่อยขนศพไปที่ห้องพักในศูนย์ ฯ...แล้วแบบนี้..ฉันจะต้อง..” เธอมองพสกนิกรด้วยความเกรงใจ “อยู่กับศพน่ะหรือ”
    อามันดาตบแขนวาดฝันเบา ๆ เป็นการเตือน “พูดอะไรน่ะ”
    “ถ้าอย่างนั้นเราแลกเต้นท์กันมั้ยครับ” พสกบอก “คุณสองคนมาอยู่เต้นท์พวกเราแทน”
    “เอาแบบนั้นก็ดีนะ” วาดฝันตกลง “อามันดาเราขนกระเป๋ากันเถอะ”
    อามันดาส่ายหน้าในกับความหวาดกลัวคนตายของวาดฝัน “อย่าถือสาวาดฝันเลยนะคะ  เธอคงจะกลัว”
    พสกและนิกรยิ้มรับ  แต่เป็นยิ้มที่เศร้าหมองเหลือเกิน
    หลังจากที่พสกนิกรและวาดฝันกับอามันดาแลกเต้นท์กันเรียบร้อย  ราเมษก็เอ่ยกับพสกนิกรอย่างเป็นมิตรกว่าที่เคย “เจ้าหน้าที่บอกว่าจะจัดการเรื่องศพให้เอง  แต่ยังไงก็ต้องรอจนถึงพรุ่งนี้เช้า  เพราะฉะนั้นเช้ามืดของพรุ่งนี้คุณสองคนน่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกับพวกเราดีกว่านะครับ”
    “แต่ว่า...” พสกท่าทางไม่อยากไปไหนทั้งสิ้น  เขาถอนใจเอาไอร้อนจากร้อนกายออกมาปะทะความหนาวเย็น 10 องศา
    “ก็ดีนะครับ” นิกรเอ่ยแย้งขึ้น  พสกมองน้องชายทันที “เรามัวมาเศร้าแบบนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  ถ้าวิญญาณของคุณหนูอยู่แถวนี้  คุณหนูคงอยากให้เราไปดู  บางทีคุณหนูอาจจะไปกับพวกเราด้วยก็ได้”
    วาดฝันจิกแขนอามันดาแน่น “ธารินจะตามไปนะเหรอ”
    “กลัวไม่เข้าเรื่องน่า  เธอไม่น่าเป็นคนกลัวผีขนาดนี้นะ” อามันดาดุ
    “ถ้าหากธารินไม่หงายหลังล้มลงไป  ไม่มีบาดแผลที่หลัง  บางที..”
    ตอนนั้นอยู่ดี ๆ อามินดาก็พูดเรื่องธารินถูกเครื่องช็อตไฟฟ้าขึ้นมา  ทุกคนเงียบฟังเขา
    “บางทีเธออาจจะไม่ต้องมาหนาวตายแบบนี้ เธออาจจะ...”
    อามันดาทนเห็นน้องชายร้องไห้ไม่ได้  เธอจึงแกล้งเคาะศีรษะอามินดา “ช่างมันเถอะ  มันไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก  พี่เองก็ไม่ได้คิดว่าเธอผลักธารินแล้ว  ธารินเค้าบอกพี่แล้วว่าเค้าล้มเอง”
    อามินดาส่ายหน้าช้า ๆ “เปล่า..ไม่ใช่  ธารินโกหกน่ะ”
    วาดฝันคลายมือจากแขนอามันดา “อะไรนะ”
    “ตอนนั้นผมทนไม่ได้  ธารินพยายามจะพูดยุแยงให้ผมเกลียดคุณราเมษ  เธอพูดเกี่ยวกับพี่อามันกับราเมษว่าดูยังไงก็ไม่สมกันสักนิด  เธอแอบได้ยินที่คุณราเมษคุยโทรศัพท์กับเพื่อนบนรถ  ผมเองรู้อยู่แล้ว  แต่ยิ่งมีคนมาตอกย้ำเรื่องที่ไม่อยากให้เป็นอีก  ผมก็เลย...แกล้งให้เธอเหยียบหินก้อนที่ไม่มั่นคงให้เธอล้มลงไปเอง”
    อามันดามองน้องชายอย่างไม่อยากเชื่อ “ว่ายังไงนะ..อามิน  ไหนลองพูดใหม่”
    “อามินทำให้เธอล้มลงเอง”
    สิ้นเสียงอามินดาผู้เป็นน้องชาย  อามันดาไหล่สะท้านกระเพื่อมขึ้นลงหนักหน่วง  เธอน้ำตาซึม  เม้มปาดเน้น  เงื้อมือข้างหนึ่งขึ้นตรงหน้าอามินดา   แต่แล้วเธอเองกลับต้องชะงัก รั่งมือเอาไว้
    พสกชกหน้าอามินดาเข้าเต็มแรงจนอามินดาหงายล้มกองกับพื้น
    “แก...แกทำแบบนี้ทำไม” พสกขึ้นคร่อมตัวอามินดาแล้วซัดหมัดเข้าที่หน้าอามินดาอีก
    ในขณะที่ความโกลาหลเกิดขึ้นชั่วพริบตา สายตาของโยนินมองพฤติกรรมของทุกคนอย่างเงียบ ๆ
    อามันดาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก  แต่อีกอึดใจก็พยายามผลักตัวพสกออกไป  ราเมษเข้าไปด้านหลังพสก พยายามดึงตัวเขาออกมา  นิกรนั่งนิ่งมองพี่ชายเหมือนเข้าใจดี  แต่ว่าวาดฝัน...
    วาดฝันกำลังยิ้ม...ทำไม...ในระหว่างที่เกิดเรื่องทะเลาะกันแบบนี้ทำไมวาดฝันถึงยังยิ้มอยู่ได้  แต่โยนินแปลกใจได้เพียงแค่เสี่ยววินาทีก็ต้องตกใจกับเสียงของเธอ
    “พอซะที” วาดฝันตบหน้าพสก  พสกชะงัก ราเมษจึงดึงตัวออกมาจากอามินดาได้  อามันดาหันกลับมามองเพื่อนของเธอ “หยุดซะที  คิดว่าทำแบบนี้แล้วคุณหนูของเธอจะดีใจหรือไง”
    พสกมองวาดฝัน เข้าใจที่เธอพูดดี “แต่ถ้าคุณหนูไม่ล้มลงจนมีแผล”
    “ถ้าจะผิดฉันก็ผิด  ฉันเองเป็นคนเช็ดแผลให้คุณหนูของนาย  ฉันเช็ดแผลโดยที่ไม่สะกิดใจว่าเธอเหนื่อยอ่อนแค่ไหน แล้วยังจะเป็นคนแนะนำให้เธอนอนพัก” วาดฝันตะคอกใส่ “อย่าโทษกันจะดีกว่า  ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรอก”
    “พอเถอะนะ พสก” ราเมษที่ล็อคแขนทั้งสองข้างของพสกอยู่เอ่ย
    “ผมขอโทษ” อามินดาพยายามจะลุกขึ้น “ผมไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้”
    พสกใช้ปลายเท้าเตะเข้าที่คางของอามินดาขณะเขาพยายามพยุงตัว เขาหงายหลังอีกครั้ง เลือดจากเยื่อบุปากที่ฉีกขาดเต็มปากไปหมด
    “พอเถอะนะครับ  แคนี้ก็สาสมแล้ว” นิกรจับขาของพี่ชายกดลง “ลงโทษเขาแค่นี้ก็พอ”
    พสกทำตามที่น้องชายขออย่างว่าง่าย เจาผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งลง ราเมษปล่อยเขาให้ไปนั่งข้างนิกรตามเดิม
    อามันดาโผเข้าหาน้องชาย เอามือเช็ดเลือดที่ออกจากปากจนเปรอะเปื้อน
    ในขณะที่ทั้ง 7 คนกำลังชุลมุนกันอยู่นั้น  มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้เต้นท์ทั้งสามหลังของพวกเขา  ตามมาด้วยอีกคนที่หน้าตาคุ้นเคยดี  ราเมษหันไปมองอย่างไม่ตั้งใจ  กิตติ เพื่อนเก่าของเขาเดินมานั่นเอง
    “อ้าว..นาย” ราเมษพยายามเรียกอย่างเป็นปกติที่สุด “เป็นยังไง”
    “ราเมษ..เมื่อกี้ฉันเดินไปที่ศูนย์เพื่อไปชาร์ตแบตมือถือ  แล้วก็บังเอิญได้ยินเรื่องที่เจ้าหน้าที่สองคนคุยกัน” เพื่อนเก่าของเขากล่าวอย่างเป็นห่วง พลางมองทุกคนว่ามีใครที่ไม่ได้นั่งอยู่ “..ธาริน...คนที่ชื่อธารินตายหรือ”
    ราเมษห่อไหล่ลงทันที มองไปที่ร่างไร้วิญญาณของธาริน “ใช่..ธาริน”
    “จะว่าอะไรมั้ยถ้าผม..” เสียงผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กิตติเอ่ยขึ้น “ขอเข้าไปดูศพหน่อยน่ะ”
    “นายเป็นใคร..” พสกถามทันที
    “ผมเป็นรุ่นพี่ของพวกนายนั่นแหละ  เราอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันและก็บังเอิญมากลุ่มเดียวกันกับเขา” เขาหมายถึงกิตติ
    ราเมษร้องอ๋ออยู่ในใจ  คน ๆนี้เองที่เขาคุ้นหน้าเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน  ที่แท้ก็เป็นรุ่นพี่ “ได้สิครับ..ว่าแต่พี่จะดูไปทำไมล่ะครับ”
    “ก็..แค่อยากรู้น่ะ  ว่าที่เจ้าหน้าที่บอกว่าหนาวตายนั้นจริงหรือเปล่า”
    “หมายความว่าไง” นิกรถามทันที
    “ยากนะที่คนเราจะหนาวตาย ถึงจะมีแผลก็เถอะ  อีกอย่าง คนเราถ้ารู้สึกว่าหนาวก็ต้องพยายามควานหาของใกล้ตัวอย่างเช่นผ้าห่มมาห่มให้ได้ แม้จะขยับไม่ไหวก็ตามเถอะ” เสียงใสกังวานไม่มีติดขัดราวกับเตรียมคำพูดมาอย่างดีของเขาทำให้ทุกคนคล้ายตาม ราเมษชี้ไปที่เต้นท์ตรงหน้าอย่างว่าง่าย
    “ขอบคุณมากครับ” เขาคนนั้นก้าวเข้าไปในเต้นท์อย่างระมัดระวัง
    เขาพินิจมองศพของธารินอยู่ครูหนึ่งก่อนที่จะใช้ผ้าห่มแทนถุงมือจับร่างพลิกตะแคงเหมือนอย่างที่เจ้าหน้าที่ทำ  มองดูแผลรอยแดงใหญ่สองจุดที่เกิดจากเขี้ยวของเครื่องช็อตไฟฟ้า จากนั้นยื่นหน้าเข้าไปใกล้แผลเพื่อดมกลิ่นบางอย่าง  เขาชะงักรีบดึงหน้ากลับแล้วเพ่งมองผ้านวมที่ปูรองพื้นตรงที่ศพนอนอยู่ “ไม่น่าเชื่อ..”
    “ครับ..” ราเมษเอ่ยเป็นเชิงถาม  เขามองอยู่มองเต้นท์พร้อมกับทุกคน ยกเว้นอามินดาที่นั่งคุดคู่อยู่เต้นท์ตรงข้าม “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
    “อะไรไม่น่าเชื่อหรือครับพี่” กิตติที่อยู่ข้างกันเอ่ยถามบ้าง
    “เมื่อกี้พวกนายทะเลาะกันใช่มั้ย  ฉันเห็นคนนั้นโดนชกไม่ยั้ง” เขามองไปทางอามินดา จากนั้นก้าวออกมาจากเต้นท์แล้วนั่งลงรวมกับทุกคน
    อามินดาเหลือบมองด้วยใบหน้าฟกช้ำ
    “อากาศหนาวแบบนี้โดนชกคงเจ็บน่าดู  แถมยังโดนชกโดยการเข้าใจผิดเสียด้วย”
    “อะไรนะ” พสกมองเขา
    “นายน่ะ ชกเขาเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นตัวการทำให้ผู้หญิงคนนี้ต้องตายถูกมั้ย  แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่น่ะ  ผู้หญิงคนนี้ถูกฆ่าต่างหาก”    
    อามันดาเกือบจะร้องกริ๊ดออกมาแต่วาดฝันเอามือปิดปากไว้ทัน
    อามินดาลืมความเจ็บปวดยืดหลังตรงมองมายังเขาที่เพิ่งตรวจสอบศพแค่ไม่กี่นาที  รวมทั้งทุกคนเองก็ให้ความสนใจเขากว่าไม่กี่นาทีก่อนหลายเท่า
    “ฆ่าตายหรือครับ” ราเมษถามทั้ง ๆ ที่ฟังชัดแล้ว
    “นายเป็นใครกันแน่  แค่ดูนิดเดียวก็มาบอกว่าถูกฆ่าตายน่ะ” นิกรเอ่ยแย้งขึ้น
    เขาคนนั้นมองพสกกับนิกรอย่างพินิจพิเคราะห์ “อ้อ...ขอโทษคุณฝาแฝด  นั่นสิอยู่ดี ๆ ใครก็ไม่รู้มาบอกว่าเพื่อนตัวเองถูกฆาตกรรมก็คงจะเชื่อยาก”
    เขาขยับผ้าพันคอปิดคอตัวเองเพราะอากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ๆ
     “ผมเป็นรุ่นพี่ปีที่ 21 ของพวกคุณ ชื่อว่าไอคิวน่ะครับ”

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry