Murder in Phukradeung #20

posted on 19 Jun 2008 11:31 by iqdetective  in Phukradeung
ตอนที่ 20
    อาทิตย์อัสดงที่ผาหมากดูกนั้นช่างงดงามกว่าที่ใด ๆ ที่พสกและนิกรเคยพบเห็น  แม้แต่ที่บ้านเกิดของทั้งสองเองก็ยังไม่เทียบเท่า   ในขณะที่คนอื่น ๆ แยกย้ายกันไปเป็นคู่เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดิน  มีผู้คนมากมายรายล้อมจนไม่อาจมองหาได้ว่าคู่ของโยนิน และคู่ของราเมษนั้นอยู่ที่ไหน
    แต่พสกนิกรก็ไม่สนใจ  ทั้งสองลืมแม้กระทั่งธารินผู้เป็นเหมือนเจ้าหญิงของพวกเขาที่คงจะยังนอนซมอยู่ในเต้นท์ห่างออกไป 2.3 กิโลเมตร
    อันที่จริงพสกนิกรเคยขึ้นมาชมพระอาทิตย์ตกแบบนี้กับธารินบนดอยที่บ้านเกิด  แต่ตอนนั้นก็ได้แค่มองและแค่รับรู้ว่าพระอาทิตย์กำลังหายไป  ไม่ได้รับความรู้สึกถึงความสวยงาม ความอบอุ่นของคำว่า อาทิตย์อัสดง
    “คิดถึงตอนนั้น” พสกเอ่ยขึ้น “ตอนที่ยืนดูพระอาทิตย์ตกกับคุณหนู”
    นิกรนั่งเคียงกับพสกผู้เป็นพี่ชายฝาแฝด “แต่ว่าผมไม่อยากคิดถึงมันอีก”
    “ทำไมล่ะ  มันเป็นครั้งแรกที่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินกับคุณหนูนะ  แม้มันจะไม่ได้สวยเท่าตอนนี้ก็เถอะ”
    นิกรหันกลับมามองพระอาทิตย์สีแดงอมเหลือง ที่ยังคงส่องแสงบาดตาแม้กำลังจะลับขอบฟ้าไป
“เพราะไม่กี่วันหลังจากนั้นก็เกิดเรื่องนั้นขึ้น  เรื่องที่ไม่น่าจดจำ”
    พสกมองน้องชาย “เรื่องนั้น..มันไม่มีทางเลือกนี่นา  อีกอย่างถ้าไม่ทำแบบนั้นเราก็ไม่มีวันนี้  ไม่ได้มาเรียนที่เดียวกับคุณหนูแบบนี้”
    “นั่นสิ..” นิกรยังคงมองพระอาทิตย์  ใบหน้าถูกย้อมด้วยสีส้มแดง
    พสกหันกลับไปมอง จากนั้นก็เงียบไป มีแต่เสียงผู้คนเซ็งแซ่รอบข้าง
    พระอาทิตย์ค่อย ๆ คล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ มือข้างหนึ่งที่ประคองกล้องถ่ายรูปที่วางอยู่บนขาตั้งกล้องค่อย ๆ ปรับเลนส์ซูมเข้าเพื่อจับภาพเฉพาะพระอาทิตย์
    “พี่ถ่ายวิดีโอไว้  คุณหนูเห็นคงอิจฉาพวกเราแน่”
    “อืม..นั่นสิ  คุณหนูน่าจะมาด้วยกัน  น่าเสียดายจริง ๆ” นิกรเบนสายตาไปมองพระอาทิตย์ในกล้อง “พี่น่ะ..เริ่มรู้สึกว่ารักคุณหนูเมื่อไหร่”
    พสกบิดปุ่มซูมภาพจนสุด หันควับมามองน้องชาย แต่พอรู้ตัวว่านิ้วมือเผลอบิดปุ่มมากไปจึงคลายออก “นายรู้รึ”
    นิกรยิ้ม “เราเป็นฝาแฝดกันนี่นา  แล้วทำไมเรื่องแค่นี้ถึงจะไม่รู้”
    “แล้วนายล่ะ...รักคุณหนูหรือเปล่า”
    “ไม่หรอก..ผมไม่ได้รักคุณหนูแบบนั้น  ผมรักแบบน้องสาวมากกว่า..ถ้าผมเกิดรักแบบพี่อีกคน  มันก็ยุ่งน่ะสิ”
    พสกยิ้ม “นั่นสิ นายกับพี่คงฆ่ากันตายแน่”
    “ผมชอบอีกคนหนึ่งน่ะ”
    “ใคร..”
    “พี่ลองทายดูสิ  ว่าผมชอบใคร”
    พสกมองหน้าน้องชาย  เขาพยายามนึกว่านิกรนั้นเคยมองผู้หญิงคนไหนบ้าง

    ห่างจากพสกนิกรไปประมาณ 50 เมตร อามันดากับราเมษนั่งเคียงกัน  แต่ไม่ได้จับมือเหมือนคู่รักคู่อื่น  เธอยังคงทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไร  ไม่รู้จะแสดงความรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องที่เพิ่งได้ยินจากปากเขา
    แม้แต่ราเมษเองก็ไม่กล้าจะคว้ามือเธอมาจับ พยายามไม่มองหน้าอามันดา   มองพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าอยู่เนือง ๆ
    “ฉันต้องการเงินน่ะ อามันดา” ในที่สุดราเมษก็พูดออกมา
    อามันดานิ่งอึ้งแต่ตายังคงมองพระอาทิตย์
    “อันที่จริงที่ฉันยอมมาเที่ยวก็เพราะเรื่องนี้  จะขอยืมเงินจากเธอ”
    ภาพใบหน้าของอามินดาผู้เป็นน้องชายผุดขึ้นมาทันที  นี่แสดงว่าน้องชายของเธอต้องรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไปแอบได้ยินอะไรเข้าจากปากของราเมษ  รวมทั้งเพื่อนเก่าของราเมษคนนั้นที่บังเอิญมาเจอกันที่นี่  อามินดาพยายามจะบอกเธอมาตลอด
    คนไม่จริงใจ...
    “เวลานี้ไม่ควรจะมาเที่ยวด้วยซ้ำ  เวลานี้ฉันควรจะอยู่ที่โรงพยาบาลดูแลพ่อตัวเองมากกว่า  แต่ที่มาก็เพราะจะหาโอกาสคุยกับเธอเรื่องนี้  แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่กล้าพูดมันออกมา” ราเมษยิ้มเจื่อน ๆ หันมามองอามันดา “ก็คนจะยืมเงินนี่นะ  ก็ต้องเขินเป็นธรรมดา”
    อามันดาถือกระดาษแผ่นหนึ่งที่ยับยู่ยี่ในมือ  ราเมษเบนสายตาจากหน้าของเธอลงมามองมัน
    “ที่บอกว่าคืนนี้เจอกัน...” อามันดาพูดเสียงเรียบ “ก็เพื่อจะคุยเรื่องนี้ใช่มั้ย”
    ราเมษรู้ได้ทันทีว่าอามันดารู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง  ทั้ง ๆ ที่คิดว่าการนัดเจอกันเป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่จะออกมาเจอกันสองต่อสองแบบที่ไม่มีใครมาเป็นกว้างขวางคอ  แต่กลับกลายเป็นว่ามาคุยเรื่องการขอยืมเงิน
    “ฉัน...ฉันขอโทษ  แต่ว่าคืนนี้ฉันก็ยังอยากจะเจอ..”
    อามันดาขยำกระดาษในมือ จากนั้นปามันลงหน้าผา  พร้อมกับน้ำตาร่วงพรูอาบแก้ม
    “ได้...ฉันจะให้” อามันดาลุกขึ้น “แลกกับการที่เธอไม่ต้องมาเจอคืนนี้  แล้วก็ต่อจากนี้ไป” เธอหันกลับเดินหนีทันที
    ราเมษคว้าแขนเธอแล้วลุกขึ้นทันที
    ห่างออกไปวาดฝันกับโยนินยืนนิ่งมองทั้งคู่  นักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่ยืนปนเปทำให้ฝ่ายอามันดาและราเมษมองไม่เห็น
    “เธอไม่ได้ฟังฉันหรือไงว่าพ่อฉันป่วยน่ะ  ฉันไม่ได้หลอกเธอเหมือนอย่างที่น้องของเธอเข้าใจนะ”
    อามันดาสะบัดแขน “นั่นไง...อามินสงสัย  ฉันน่าจะเชื่อน้องของฉันมากกว่า...มากกว่าเชื่อเธอ”
    “ฉันพูดเรื่องจริงนะ  ใครจะมาอุปโลกน์บอกว่าพ่อตัวเองเป็นเอดส์ล่ะ”
    “ไม่จำเป็นหรอก...จะจริงหรือไม่จริง  ยังไงฉันก็จะให้เงินเธอ  พอใจรึยัง” อามันดาเดินไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นราเมษก็เข้ามาขวางหน้า
    “ไม่..ไม่ใช่แบบนี้  ฉันจะไม่เอาเงินของเธอตราบใดที่เธอยังไม่เชื่อฉัน  ถึงเธอไม่ให้เงินฉัน ยังไงฉันก็ต้องหาทางเอาเงินมารักษาพ่อให้ได้”
    อามันดาพยักหน้า “ก็ดี..” แล้วเดินเลี่ยงตัวราเมษไป
    ราเมษจับไหล่แล้วมายืนขวางอีก  นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเริ่มจับตามอง
    “เดี๋ยวก่อน  ไม่ว่าเธอจะให้เงินหรือไม่ให้  ที่ฉันอยากรู้คือเธอแคร์หรือเปล่าที่พ่อฉันเป็นแบบนี้”
    อามันดาสะอึกสะอื้น พยายามกลั้นน้ำตา “แคร์..”
    “เธอรับได้หรือเปล่า”
    “รับไม่ได้”
    ราเมษนิ่งอึ้ง มือที่จับไหล่อามันดาค่อย ๆ อ่อนแรง “..เธอรับไม่ได้หรือ...”
    อามันดาไม่ตอบ  แต่เดินเลี่ยงราเมษไปทางที่เดินผ่านมา  ปล่อยให้ราเมษยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนขวักไขว่  แม้อยากจะหันกลับไปมองเพียงใด แต่ก็ก็ระงับความอยากนั้นไว้  เปิดไฟฉายส่องทางพร้อมเดินเท้ากลับคนเดียว
    แต่แล้วมีรถจักรยานคันหนึ่งเข้ามาจอดขวางเธอ
    “อ้าว..นี่จะกลับเหมือนกันเหรอ  เมื่อกี้คู่นั้นก็กลับไปแล้ว  ทำไมไม่อยู่ต่ออีกหน่อยล่ะ...แล้วเจ้านั่นไปไหนเหรอ ”
    อามันดาเผลอเอาไฟฉายส่องเข้าที่หน้าผู้มาทัก  แต่แล้วก็หดมือที่ถือไฟฉายลงเมื่อรู้ว่าเป็นใคร
    “เธอเองหรือ..เพื่อนเก่าของราเมษ”
    “ใช่ ๆ ยังจำได้สินะ  เพิ่งเจอกันเมื่อตอนบ่าย ๆ  แล้วเจ้าราเมษล่ะไปไหน” กิตติเอ่ยถามถึงเพื่อน
    “เค้าอยู่ตรง..” อามันดาเอี้ยวตัวชี้ไป แต่ปรากฏว่าราเมษได้หายไปจากตรงนั้นแล้ว “เมื่อกี้เค้าอยู่ตรงนั้น” อามันดามองพื้นที่ตรงที่เคยยืน แล้วก็มองเลยไปที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
    “ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ  ก็เมื่อตอนบ่ายมันยังวานให้ฉันมาซ่อนของไว้แถวนี้  หรือว่าทะเลาะกันหรือ”
    อามันดาสนใจคำพูดของเพื่อนเก่าราเมษทันที “ซ่อนของ..”
    “อ่าว..เผลอพูดไปซะแล้ว  นึกว่าเธอคงจะพอรู้แล้วถึงได้พูด  อันที่จริงราเมษมันต้องการจะเซอร์ไพรส์เธอน่ะ  มันกะว่ารอคนเดินกลับกันสักพักจนแถวนี้ไม่ค่อยมีคนแล้วมันจะเซอร์ไพรส์”
    อามันดานิ่งฟัง  ใจไม่อยู่กับตัว
    “ทะเลาะกันใช่หรือเปล่า..”
    อามันดาไม่ตอบ แต่เปลี่ยนเป็นถามแทน “เธอซ่อนของที่ว่าเอาไว้ที่ไหน”
    กิตติทำท่านึก แล้วก็ชี้ไปยังจุดหนึ่ง “ตอนนี้มันมืดแล้ว ไม่รู้ว่าจะถูกหรือเปล่านะ  แต่คงเป็นตรงนั้น”
    มีก้อนหินขนาดใหญ่เกยกันไปมาใกล้หน้าผา  บริเวณที่ก้อนหินทับซ้อนกันจะเกิดเป็นช่องโหว่เล็กบ้างใหญ่บ้างพอให้สามารถเอามือสอดเข้าไปซ่อนของบางอย่างได้
    อามันดาเพ่งมองฝ่าผู้คนไปยังก้อนหินเหล่านั้น  มีนักท่องเที่ยวหลายคนยืนอยู่
    “มันตั้งใจจะเซอรไพรส์เธอนะ  ถึงขนาดขอร้องให้ฉันขี่จักรยานเอามาซ่อน  ก็ก่อนที่จะมาเจอพวกเธอที่หลังแปนั่นแหละ”
    “ก่อนเหรอ..แสดงว่าราเมษเค้าโทรหาเธอตอนเดินขึ้นภูหรือ”
    “อืม..ใช่”
    “ราเมษเค้าโทรศัพท์คุยกับเธอหรือ”
    กิตติทำหน้างง ๆ “ทำไมหรือ  ก็เราคุยกันประจำน่ะ”
    “คุยเรื่องที่จะเอาของมาซ่อน  แล้วก็เรื่องพ่อของเค้าด้วยหรือเปล่า”
    “มันบอกเธอแล้วเหรอ” เขาทำตาโต “ให้ตายสิ  เธอสองคนทะเลาะกันเรื่องนี้เอง  เธอคงจะไม่เข้าใจมันเหมือนที่มันกลัวนั่นแหละใช่มั้ย  แต่ว่าผมในฐานะเพื่อนสนิทของมันรับประกันได้เลยว่าทุกอย่างที่มันพูดน่ะเป็นความจริงนะ”
    อามันดาพยักหน้า “ความจริงฉันก็เชื่อเค้า  แต่ว่ามันรู้สึกแย่ที่เค้าไม่ได้มาเพราะอยากมาเที่ยวกับฉัน แต่มาเพราะจะขอยืมเงิน”
    “เฮ้อ..ผู้หญิง” กิตติแสร้งถอนหายใจ “เอาล่ะเธอฟังฉันให้ดี แล้วก็ตอบฉันแบบไม่ต้องคิดมาก ใช้ความรู้สึกตอบ ไม่ใช่สมอง”
    อามันดากึ่งเข้าใจและไม่เข้าใจ “ตอบหรือ..”
    “ฉันถามเธอแค่คำถามเดียว  ต่อจากนั้นเธอไปคิดเอาเอง” เขาบอก แล้วปล่อยมือจากแฮนด์จักรยาน ยืดตัวตรง “ถ้าเป็นเธอ  ระหว่างพ่อที่ป่วยกับแฟนตัวเอง เธอจะเลือกใคร”
    อามันดาอึ้งไปในทันที  เธอแบนสายตามองเลยเขาไป
    “โอเค ๆ เอาใหม่...ฉันถามใหม่  ถ้าเธอเป็นราเมษ  ระหว่างพ่อที่ป่วยหนักกับแฟนที่ไม่ได้เป็นอะไรเลย  ถ้าจะต้องเลือกคนใดคนหนึ่ง ..”
    “ฉันเข้าใจแล้ว” อามันดาพูดตัดบท “ฉัน..”
    อามันดาหันกลับทันทีแล้ววิ่งห่างจากกิตติเพื่อนเก่าของราเมษไป พยายามมองหาราเมษที่จะต้องอยู่แถว ๆ ก้อนหินขนาดใหญ่เป็นแน่  กิตติผิวปากเบา ๆ ก่อนจะเอามือจับแฮนด์จักรยานแล้วขี่ออกไป
    ก้อนหินที่ว่ามีอยู่เต็มไปหมดที่อยู่ใกล้หน้าผา  และนักท่องเที่ยวก็ยังคงอยู่ดูจนแสงสีส้มของพระอาทิตย์หมดไปจริง ๆ อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ๆ เธอพ่นไอร้อนออกจากปากขณะวิ่งวนไปมาจนถึงมุมหนึ่งของหน้าผามีก้อนหินขนาดใหญ่ซ้อนเกยกัน  เธอหยุดแล้วเพ่งมาฝ่าความมืดที่มีก้อนหินเป็นฉากหลัง
    เงาดำตะคุ่มนั่งอยู่ตรงนั้น  นั่งหันหลังให้เธอ หันหน้าไปทางพระอาทิตย์ที่ตอนนี้ไม่มีอยู่แล้ว
    อามันดากลืนน้ำตา  เธอรู้ว่านั่นคือราเมษแน่นอน  แต่ไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไรกับเขาเป็นประโยคแรก  เธอห็นมือข้างหนึ่งของเขาซ่อนอยู่ใต้หลืบของก้อนหิน
    “จะให้ของอะไรฉันหรือ”
    เงาดำทะมึนนั้นค่อย ๆ หันมา  อามันดาอยากจะเปิดไฟฉายส่องไปที่ใบหน้าแต่ก็ระงับไป เพราะไม่กล้าสู่หน้าเขา  เขาดึงมือออกจากหลืบนั่นเผยให้เห็นของสิ่งหนึ่งในมือ
    “อามันดา..” มีเสียงเรียกดังออกมาจากสิ่งนั้น  ที่แท้มันคือเครื่องอัดเสียงขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ “เธอฟังอยู่ใช่มั้ย..”
    อามันดาเริ่มรู้สึกจุกแถวลำคอ เหมือนกับพยายามจะระงับเสียงสะอึกสะอื้นที่จะไหลทะลักออกมา  ราเมษใช้เครื่องบันทึกเสียงเป็นสื่อเพื่อต้องการบอกบางอย่างกับเธอ  บางอย่างที่เธออยากจะฟัง
    “คือว่าฉัน..ที่ฉันต้องใช่เครื่องนี่อัดเสียงตัวเองก็เพราะฉันไม่กล้าบอกเธอต่อหน้า  แค่ฉันอัดอยู่ตอนนี้ก็เขินเต็มที  เอ่อ...อามันดา  ฉันมีเรื่องจะบอกเธอนะ  อย่าเพิ่งรำคาญปิดไปเสียงก่อนล่ะ  อย่าปิดนะ  นี่ฉันอุตส่าห์หน้าด้านพูดอยู่คนเดียว”
    อามันดาหัวเราะทั้งน้ำตา เอามือปาดแก้มทั้งสองข้างพลางมองไปทางจุดที่พระอาทิตย์ตก เพราะก็ไม่ต้องการให้คนที่นั่งถือเครื่องบันทึกตรงหน้าเขินเช่นกัน  เธอยืนนิ่งเงียบรอฟัง
    “ถึงแม้เราจะคบกันมาแค่ไม่ถึงปี สัก 8 เดือนได้มั้ง  แต่ว่าฉันก็รู้สึกขาดเธอไม่ได้แม้วินาทีเดียว...คงเว่อร์ไปหน่อย  เพราะฉันเองก็รู้ตัวว่าไม่ค่อยจะไปตามนัดเท่าไหร่  เพราะว่าฉันต้องคอยดูแลพ่อน่ะ”
    อามันดานิ่งฟังอย่างเงียบสงบ แต่ในใจเต้นรัว
    “วันไหนที่ฉันผิดนัดเอาดื้อ ๆ ก็จะมีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นคือ ต้องคอยดูแลพ่อ  แล้วที่ฉันบอกว่าจะไปเรียนต่อเมืองนอกน่ะ  ความจริงฉันโกหก”
    อามันดาหันกลับมามองทันที  แต่ทว่าก็เห็นแค่เงามือที่ถูกก้อนหินกลืนจนหมดสิ้น
    “ฉันแค่หาเหตุผลที่จะไม่ต้องเจอเธอ  เพราะฉันไม่แน่ใจว่าเธอจะรับเรื่องพ่อได้หรือเปล่า พ่อฉันเป็น...  ช่างมันเถอะ  เอาเป็นว่าพ่อฉันป่วยหนักก็แล้วกัน  เดี๋ยวฉันคงจะบอกเธออีกที  ที่สำคัญคือฉันพยายามจะหนีเธอเพราะกลัวว่าถ้าเธอรู้แล้วเกิดรับไม่ได้ขึ้นมา..สู้บอกว่าไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วหายเงียบไปเลยดีกว่า  แต่ว่าพอได้รู้ว่าเธอประชดจะไปเรียนต่อบ้าง  ฉันก็เลย...ไม่อยากให้เธอไป
“ที่ฉันคิดเอาไว้คือจะหายไปจากเธอ  แต่จะเฝ้าดูเธออยู่ห่าง ๆ เพราะอย่างนั้นถ้าเธอไปแล้ว ฉันคงไม่ได้เห็นเธออีก  โอ...นี่ฉันพล่ามอะไรอยู่เนี่ย ไม่ได้เข้าเรื่องสักที
“ที่ฉันอยากบอกก็คือ อามันดา...”
เสียงในเครื่องบันทึกเงียบหายไปนานแสนนาน
“..ฉันรักเธอนะ..”
จู่ ๆ มีเสียงดังกึก มันคือเสียงกดปิดการบันทึก  ราเมษพอพูดสิ่งที่อยากจะพูดเสร็จก็รีบปิดทันที คงเพราะอายจนทนไม่ไหว
อามันดาก้มหน้า ไหล่สองข้างสั่นไปมา เธอกำลังร้องไห้ด้วยความดีใจอย่างที่สุด  พลางคิดโทษตัวเองที่โง่ไม่ยอมเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย
“..ฉัน..ฉันขอโทษนะ  ที่ไม่เคยเข้าใจเธอเลย  เอาแต่ใจตัวเอง  อยากให้เธอเป็นอย่างที่ต้อง  แต่ว่าฉันก็เพิ่งรู้ว่าเธอเองก็มีภาระหนักอึ้งที่เธอต้องแบกรับอยู่คนเดียวมาตลอด  ฉันเห็นแก่ตัวเหลือเกินที่คอยแต่จะตักตวงความสุขจากเธอ  ในเวลาที่เธอทุกข์เรื่องของพ่อ”
อามันดาเงยหน้าขึ้น  น้ำตาอาบแก้ม
“ฉัน..เข้าใจ..ไม่สิ..ฉันยอมรับเรื่องที่พ่อของเธอเป็นโรคร้ายนั้น..”
    อามันดาเอามือปาดแก้มพลางจ้องมองราเมษ คราวนี้เธออยากเห็นหน้าเขา แต่ทว่า..
    ไม่มีใคร..ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว  มีแค่เครื่องบันทึกเทปที่ถูกวางทิ้งไว้
    “เธอไปตั้งแต่เมื่อไหร่...แบบนี้เธอก็ไม่ได้ยินที่ฉันพูดน่ะสิ  ฉันบอกว่าฉันยอมรับ...แล้วก็ฉันจะไม่ไปไหนอีกแล้ว”
    เครื่องบันทึกเสียงมีเสียงดังกึกอีกครั้ง  คราวนี้มันคงเล่นเทปจนหมดและดีดปุ่มเล่นอัตโนมัติ..
    …
    อามันดาเดินกลับมายังเต้นท์ มีคนที่เหลือยืนอยู่นอกเต้นท์ท่าทางไม่ปกติ  อามินดาเดินเข้ามาหาเธอ สีหน้าตื่นตระหนก
    “พี่อามันดา...คุณธาริน”
    อามินดาพูดทิ้งไว้แค่นั้น พสกนิกรเดินตามมาพร้อมกับสีหน้าที่แย่ยิ่งกว่าน้องของเธอ
    “ธารินเป็นหนักกว่าเดิมหรือ” อามันดาถาม
“คุณธารินเสียชีวิตครับ” อามินดาบอกเธอด้วยเสียงสั่นเครือ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry