Murder in Phukradeung #16
posted on 15 Jun 2008 19:51 by iqdetective in Phukradeung
ตอนที่ 16
“ฉันตกลงมาเอง อามินดาไม่ได้ผลักฉันลงมาหรอก” ธารินพยายามลุกขึ้นโดยมีพสกประคอง ส่วนนิกรปัดฝุ่นดินที่เปื้อนเสื้อด้านหลัง มีเลือดซึมออกมาจากหลังเล็กน้อย
อามันดาหน้าเจื่อนลง เธอว่าน้องชายไปโดยไม่ถามให้แน่ใจ
ราเมษถือเครื่องช๊อตไฟฟ้าไว้ในมือ “ด่าน้องโดยไม่คิด ไม่ถามให้ดีซะก่อน เป็นไงล่ะ เธอเองเป็นฝ่ายเสียใจ”
อามันดาทำท่าจะร้องไห้ออกมา “ฉันขอโทษ...”
“ไปขอโทษน้องเธอนู่น ไม่ใช่มาขอโทษฉัน” ราเมษได้ทีต่อว่า หันไปหาธาริน “ถ้าอย่างนั้นเครื่องช๊อตนี่ฉันจะเก็บไว้ให้นะ” พูดจบราเมษก็เอาเครื่องช็อตไฟฟ้าใส่เป้
“แต่ระวังมันจะทิ่มหลังเหมือนฉันนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ล้มง่าย ๆ หรอก”
“เธอไปบอกอามินให้ทีสิว่าฉันเข้าใจผิดน่ะ” อามันดาพูดกับราเมษ
“ได้..แต่เธอต้องไปกับฉันด้วย”
อามันดาหายใจจนเห็นไหล่ยกขึ้น “แต่ว่า..”
“ฉันว่าไปกันเถอะ” วาดฝันเอ่ยขึ้น “จะยืนคุยกันอยู่ตรงนี้น่ะอีกนานมั้ย ธารินก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากแล้วนี่ เรื่องอามินดาก็เอาไว้ว่ากันอีกที”
ธารินมองวาดฝัน รู้สึกเหมือนจะทำให้ทุกคนต้องเดินทางช้าลง “จริงอย่างที่เธอว่า ฉันไม่เป็นไร เดินต่อเถอะ” เธอพยักหน้าให้กับทุกคน แล้วเริ่มต้นก้าวขึ้นบันไดอีกครั้ง
“ระวังล่ะ” ราเมษเอ่ย แล้วก้าวตามไปประคอง
ตอนนี้เหลือเพียงแค่ 7 คนเท่านั้นที่เดินกันเป็นกลุ่มก้อน อามินดาคงเดินไปล่วงหน้าหลายสิบเมตรแล้ว เมื่อผ่านจุดที่ยากลำบากจนชิน จุดที่ยากก็จะไม่ยากอีกต่อไป
หลายนาทีต่อมาทุกคนจึงมาถึงยอดภูซึ่งเรียกว่า หลังแป
บริเวณหลังแปคือพื้นที่ราบกว้างประมาณสนามฟุตบอล แต่จริง ๆ แล้วพื้นที่หน้าตัดบนยอดภูนี้มีพื้นที่ถึงกว่า 60 ตารางกิโลเมตร นักท่องเที่ยวกระจุกกันอยู่ตามจุดต่างทั่วหลังแป บ้างถ่ายรูปบ้างนั่งพัก
พอทุกคนมาถึงก็เหลือบเห็นลูกหาบและของหาบซึ่งเป็นสัมภาระของนักท่องเที่ยววางอยู่ด้านหนึ่ง ซึ่งพอมองเลยผ่านไปก็จะเห็นทางลาดทรายทอดยาวออกไปไกลสุดตา ทางราบนี้มีความยาวประมาณ 3.6 กิโลเมตรตรงไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและจุดกางเต้นท์ที่นักท่องเที่ยวทั้งหมดมารวมตัวกัน
อีกด้านหนึ่งเป็นจุดชมวิวที่มีภูเขาและท้องฟ้าสดใสไกลออกไป มีป้ายเขียนว่า ผู้พิชิตภูกระดึงขั้นสายตาอยู่ พอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ต้นสนสูงตระหง่านชี้ขึ้นฟ้ามีกิ่งก้านหงิกงอและใบที่แปลเปลี่ยนเป็นกิ่งเข็มเล็กเพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำและกักเก็บน้ำไว้ในต้น มีต้นสนที่สูงเท่าความสูงของคนอยู่อีกด้าน ซึ่งมีป้ายแผนที่ตั้งอยู่ เกือบทุก ๆ ที่ที่ไล่สายตาไปจะเห็นนักท่องเที่ยวยืนถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน บ้างสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนทำเป็นอาชีพ
อามันดาพยายามมองหาอามินดา แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เธอและคนอื่น ๆ เดินไปที่จุดชมวิวซึ่งเป็นหน้าผาที่มีรั้วไม้กั้นอยู่ พลางคิดในใจว่าน้องชายของเธอคงไม่ได้ตกลงไป
“ไม่ใช่ว่าอามินดาเดินไปทางนั้นแล้วนะ” ราเมษเอ่ยขึ้นข้างหลัง พลางมองไปที่ทางเดินทรายตรงข้าม มีจักรยานคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาทางเขาพอดี “เอ๋..อ้าว นายเองหรือ”
ผู้ที่ขี่จักรยานคันนั้นคือเพื่อนที่โทรศัพท์หาราเมษนั่นเอง
“มาเร็วเหมือนกันนี่” กิตติเอ่ยทัก แล้วมองอามันดาที่อยู่ข้าง “อ้อ คนนี้เหรอ สวัสดีครับ ผมชื่อกิตติเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของราเมษน่ะครับ”
“สวัสดีค่ะ เอ่อ เห็นผู้ชายที่หน้าตาคล้ายฉันบ้างมั้ย”
“หน้าตาคล้ายเหรอครับ” กิตติทวนคำ มองใบหน้าของอามันดา “จะว่าไปตอนขี่จักรยานผ่านโรงเก็บจักรยานก็เห็นอยู่คนนะ ท่าทางแปลก ๆ”
“นั่นสิ แล้วนายเอาจักรยานมาได้ยังไงล่ะ เค้าไม่ให้เอาเข้ามาหลังแปไม่ใช่รึ”
“แอบน่ะ ทำเป็นขี่ไม่สนใจ”
อามันดาหันไปทางด้านซ้าย “ทางนั้นเหรอคะ..เอ๊ะ นั่นไงเจอแล้ว”
อามินดาเดินเข้ามา แต่ก็เดินผ่านอามันดาไปทางธารินที่ยืนชมวิวอยู่กับพสกนิกร
“โอเค ครบแล้ว เรามาถ่ายรูปกันดีกว่านะ” ราเมษตะโกนบอกเพื่อสร้างบรรยากาศให้สนุกสนานอีกครั้ง
พสกและนิกรรีบเอาเป้ที่สะพายวางลงบนพื้นแล้วเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างขาตั้งกล้อง เลนส์ กล้องถ่ายรูปออกมา
“เธอไปไหนมาหรือจ้ะ” ธารินเอ่ยถาม
อามินดามองทั่วร่างของธาริน “ไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย”
“อ๋อ..ตกบันไดน่ะเหรอ ไม่มากหรอก แต่ว่าหลังก็เป็นแผลนิดหน่อย”
“โดนก้อนหินเหรอ ถ้างั้นมันก็ต้องช้ำน่ะสิ ไปถึงที่พักน่าจะซื้อยามาทานะ”
อามันดาปรายตามองน้องชายที่เปลี่ยนไปพูดคุยกับธาริน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าไม่เคยพูดกัน เขาแค่ประชดพี่สาวโดยการไปพูดกับผู้หญิงคนอื่นเท่านั้นเอง
“ทุกคนยืนเรียงกันหน่อยนะครับ” นิกรบอก “แต่อย่าพิงรั้วกันหมดนะ เดี๋ยวจะตกลงไป”
พสกกำลังปรับมุมกล้องและวัดแสง จากนั้นเปลี่ยนโหมดเป็นตั้งเวลาถ่าย “ตั้งเวลา 10 วินาทีนะครับ”
พสกนิกรเดินเข้ามาแทรกหัวกับท้ายขบวนซึ่งเหลือพื้นที่ว่างเอาไว้แล้ว ราเมษมองกล้องและมองเลยผ่านไปทางเพื่อนที่คล่อมจักรยานอยู่ด้านหลัง
“อ้าว นายก็มาถ่ายด้วยกันสิ”
“ไม่ล่ะ ๆ ขอบใจ”
ต่อจากนั้นก็ทุกคนก็รอคิวเพื่อถ่ายรูปคู่กับป้ายหิน ผู้พิชิตภูกระดึง ป้ายแผนที่ ถ่ายคู่ต้นสนในมุมเงยขึ้น ถ่ายมือประสานจากด้านล่าง ถ่ายแนวเฉียงเรียงแถว ถ่ายชัดตื้นยืนสลับที่ ถ่ายท้องฟ้า ถ่ายคู่กับลูกหาบและของหาบ ถ่ายแบบกระโดด และสารพัดท่าในการถ่ายรูปที่พสกนิกรบอกในทำ
หลายนาทีต่อมาราเมษจึงมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนเก่าสองต่อสอง ทั้งคู่เดินเรื่อยเปื่อยมาหยุดอยู่ด้านหลังป้ายแผนที่ใกล้ ๆ เพิงขายน้ำ
“ที่ฝากนายทำโอเคใช่มั้ย”
“อ่าใช่ๆ..แต่ว่ากว่าจะซ่อนได้ก็ลำบากอยู่นะ เพราะว่านักท่องเที่ยวเยอะแยะ กลัวว่าจาไปเห็นเข้าเสียก่อนน่ะสิ”
“มันไม่สะดุดตาใช่มั้ยล่ะ”
“ถ้ามันเอาดินกลบได้ก็กลบไปแล้ว ก็แค่เอาเศษใบไม้มาคลุม ๆ ก็เท่านั้น แต่นายหาไม่ยากหรอก ว่าแต่..แฟนนายคนนี้ท่าทางจะรวยไม่ใช่เล่นเลยนะ ผิวพรรณก็ดี แต่งตัวก็ดี แต่ดูท่าทางจะหยิ่ง ๆ”
“ไม่หยิ่งหรอก ตอนนี้เธอกำลังทะเลาะกับน้องชายอยู่เลยไม่ค่อยจะพูด แต่อย่าพูดเรื่องรวยอะไรอีกเลย เพราะสาเหตุที่เค้าทะเลาะกันก็เพราะนายที่โทรมาหาตอนนั้น”
“ได้ยินที่เราคุยกันหรือ”
“เออน่ะสิ..น้องชายชื่ออามินดาน่ะได้ยินเต็มสองรูหู และก็พาลไม่ไว้ใจฉันจนเดี๋ยวนี้ ที่ทะเลาะกันก็เพราะเรื่องของฉัน ฉันน่ะไม่ได้คิดแบบที่นายคิดหรอกนะ อามันดาน่ะของจริง”
“หือ..อะไรของจริง”
“อามันดาน่ะ ฉันรักจริง ไม่ใช่เพื่อเงินทอง”
เพื่อนของราเมษหลิ่วตา “ไม่อยากจะเชื่อ”
“ไม่รู้สิตอนแรกก็คิดแบบนั้นอยู่หรอก แต่พอคบ ๆ กันไปมันก็เปลี่ยนใจน่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อนายล่ะจะเอายังไง ต้องใช้เงินไม่ใช่รึ”
“ฉันคิดจะยืมเธออยู่ แต่ว่าคงต้องหลังจากนี้ไป เพราะน้องชายของเธอมองฉันตลอดเวลา”
“นายก็พาเธอไปหาพ่อสิ ไปดูด้วยตาตัวเองว่าพ่อนายน่ะป่วยจริง ๆ ไม่ได้โกหก แล้วก็ขอยืมเงิน ก็เท่านั้นเอง”
“ก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่ฉันก็กลัว” ราเมษมีสีหน้าหม่นลง เพื่อนของเขาเองก็พอจะเข้าใจ
ในขณะที่ห่างออกไปอามินดาคอยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของราเมษอยู่ตลอด
“นายคิดดูสิ ผู้หญิงจะรับได้มั้ย ถ้าพ่อของแฟนตัวเองป่วยเป็นโรคเอดส์น่ะ”
“ฉันตกลงมาเอง อามินดาไม่ได้ผลักฉันลงมาหรอก” ธารินพยายามลุกขึ้นโดยมีพสกประคอง ส่วนนิกรปัดฝุ่นดินที่เปื้อนเสื้อด้านหลัง มีเลือดซึมออกมาจากหลังเล็กน้อย
อามันดาหน้าเจื่อนลง เธอว่าน้องชายไปโดยไม่ถามให้แน่ใจ
ราเมษถือเครื่องช๊อตไฟฟ้าไว้ในมือ “ด่าน้องโดยไม่คิด ไม่ถามให้ดีซะก่อน เป็นไงล่ะ เธอเองเป็นฝ่ายเสียใจ”
อามันดาทำท่าจะร้องไห้ออกมา “ฉันขอโทษ...”
“ไปขอโทษน้องเธอนู่น ไม่ใช่มาขอโทษฉัน” ราเมษได้ทีต่อว่า หันไปหาธาริน “ถ้าอย่างนั้นเครื่องช๊อตนี่ฉันจะเก็บไว้ให้นะ” พูดจบราเมษก็เอาเครื่องช็อตไฟฟ้าใส่เป้
“แต่ระวังมันจะทิ่มหลังเหมือนฉันนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ล้มง่าย ๆ หรอก”
“เธอไปบอกอามินให้ทีสิว่าฉันเข้าใจผิดน่ะ” อามันดาพูดกับราเมษ
“ได้..แต่เธอต้องไปกับฉันด้วย”
อามันดาหายใจจนเห็นไหล่ยกขึ้น “แต่ว่า..”
“ฉันว่าไปกันเถอะ” วาดฝันเอ่ยขึ้น “จะยืนคุยกันอยู่ตรงนี้น่ะอีกนานมั้ย ธารินก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากแล้วนี่ เรื่องอามินดาก็เอาไว้ว่ากันอีกที”
ธารินมองวาดฝัน รู้สึกเหมือนจะทำให้ทุกคนต้องเดินทางช้าลง “จริงอย่างที่เธอว่า ฉันไม่เป็นไร เดินต่อเถอะ” เธอพยักหน้าให้กับทุกคน แล้วเริ่มต้นก้าวขึ้นบันไดอีกครั้ง
“ระวังล่ะ” ราเมษเอ่ย แล้วก้าวตามไปประคอง
ตอนนี้เหลือเพียงแค่ 7 คนเท่านั้นที่เดินกันเป็นกลุ่มก้อน อามินดาคงเดินไปล่วงหน้าหลายสิบเมตรแล้ว เมื่อผ่านจุดที่ยากลำบากจนชิน จุดที่ยากก็จะไม่ยากอีกต่อไป
หลายนาทีต่อมาทุกคนจึงมาถึงยอดภูซึ่งเรียกว่า หลังแป
บริเวณหลังแปคือพื้นที่ราบกว้างประมาณสนามฟุตบอล แต่จริง ๆ แล้วพื้นที่หน้าตัดบนยอดภูนี้มีพื้นที่ถึงกว่า 60 ตารางกิโลเมตร นักท่องเที่ยวกระจุกกันอยู่ตามจุดต่างทั่วหลังแป บ้างถ่ายรูปบ้างนั่งพัก
พอทุกคนมาถึงก็เหลือบเห็นลูกหาบและของหาบซึ่งเป็นสัมภาระของนักท่องเที่ยววางอยู่ด้านหนึ่ง ซึ่งพอมองเลยผ่านไปก็จะเห็นทางลาดทรายทอดยาวออกไปไกลสุดตา ทางราบนี้มีความยาวประมาณ 3.6 กิโลเมตรตรงไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและจุดกางเต้นท์ที่นักท่องเที่ยวทั้งหมดมารวมตัวกัน
อีกด้านหนึ่งเป็นจุดชมวิวที่มีภูเขาและท้องฟ้าสดใสไกลออกไป มีป้ายเขียนว่า ผู้พิชิตภูกระดึงขั้นสายตาอยู่ พอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ต้นสนสูงตระหง่านชี้ขึ้นฟ้ามีกิ่งก้านหงิกงอและใบที่แปลเปลี่ยนเป็นกิ่งเข็มเล็กเพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำและกักเก็บน้ำไว้ในต้น มีต้นสนที่สูงเท่าความสูงของคนอยู่อีกด้าน ซึ่งมีป้ายแผนที่ตั้งอยู่ เกือบทุก ๆ ที่ที่ไล่สายตาไปจะเห็นนักท่องเที่ยวยืนถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน บ้างสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนทำเป็นอาชีพ
อามันดาพยายามมองหาอามินดา แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เธอและคนอื่น ๆ เดินไปที่จุดชมวิวซึ่งเป็นหน้าผาที่มีรั้วไม้กั้นอยู่ พลางคิดในใจว่าน้องชายของเธอคงไม่ได้ตกลงไป
“ไม่ใช่ว่าอามินดาเดินไปทางนั้นแล้วนะ” ราเมษเอ่ยขึ้นข้างหลัง พลางมองไปที่ทางเดินทรายตรงข้าม มีจักรยานคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาทางเขาพอดี “เอ๋..อ้าว นายเองหรือ”
ผู้ที่ขี่จักรยานคันนั้นคือเพื่อนที่โทรศัพท์หาราเมษนั่นเอง
“มาเร็วเหมือนกันนี่” กิตติเอ่ยทัก แล้วมองอามันดาที่อยู่ข้าง “อ้อ คนนี้เหรอ สวัสดีครับ ผมชื่อกิตติเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของราเมษน่ะครับ”
“สวัสดีค่ะ เอ่อ เห็นผู้ชายที่หน้าตาคล้ายฉันบ้างมั้ย”
“หน้าตาคล้ายเหรอครับ” กิตติทวนคำ มองใบหน้าของอามันดา “จะว่าไปตอนขี่จักรยานผ่านโรงเก็บจักรยานก็เห็นอยู่คนนะ ท่าทางแปลก ๆ”
“นั่นสิ แล้วนายเอาจักรยานมาได้ยังไงล่ะ เค้าไม่ให้เอาเข้ามาหลังแปไม่ใช่รึ”
“แอบน่ะ ทำเป็นขี่ไม่สนใจ”
อามันดาหันไปทางด้านซ้าย “ทางนั้นเหรอคะ..เอ๊ะ นั่นไงเจอแล้ว”
อามินดาเดินเข้ามา แต่ก็เดินผ่านอามันดาไปทางธารินที่ยืนชมวิวอยู่กับพสกนิกร
“โอเค ครบแล้ว เรามาถ่ายรูปกันดีกว่านะ” ราเมษตะโกนบอกเพื่อสร้างบรรยากาศให้สนุกสนานอีกครั้ง
พสกและนิกรรีบเอาเป้ที่สะพายวางลงบนพื้นแล้วเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างขาตั้งกล้อง เลนส์ กล้องถ่ายรูปออกมา
“เธอไปไหนมาหรือจ้ะ” ธารินเอ่ยถาม
อามินดามองทั่วร่างของธาริน “ไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย”
“อ๋อ..ตกบันไดน่ะเหรอ ไม่มากหรอก แต่ว่าหลังก็เป็นแผลนิดหน่อย”
“โดนก้อนหินเหรอ ถ้างั้นมันก็ต้องช้ำน่ะสิ ไปถึงที่พักน่าจะซื้อยามาทานะ”
อามันดาปรายตามองน้องชายที่เปลี่ยนไปพูดคุยกับธาริน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าไม่เคยพูดกัน เขาแค่ประชดพี่สาวโดยการไปพูดกับผู้หญิงคนอื่นเท่านั้นเอง
“ทุกคนยืนเรียงกันหน่อยนะครับ” นิกรบอก “แต่อย่าพิงรั้วกันหมดนะ เดี๋ยวจะตกลงไป”
พสกกำลังปรับมุมกล้องและวัดแสง จากนั้นเปลี่ยนโหมดเป็นตั้งเวลาถ่าย “ตั้งเวลา 10 วินาทีนะครับ”
พสกนิกรเดินเข้ามาแทรกหัวกับท้ายขบวนซึ่งเหลือพื้นที่ว่างเอาไว้แล้ว ราเมษมองกล้องและมองเลยผ่านไปทางเพื่อนที่คล่อมจักรยานอยู่ด้านหลัง
“อ้าว นายก็มาถ่ายด้วยกันสิ”
“ไม่ล่ะ ๆ ขอบใจ”
ต่อจากนั้นก็ทุกคนก็รอคิวเพื่อถ่ายรูปคู่กับป้ายหิน ผู้พิชิตภูกระดึง ป้ายแผนที่ ถ่ายคู่ต้นสนในมุมเงยขึ้น ถ่ายมือประสานจากด้านล่าง ถ่ายแนวเฉียงเรียงแถว ถ่ายชัดตื้นยืนสลับที่ ถ่ายท้องฟ้า ถ่ายคู่กับลูกหาบและของหาบ ถ่ายแบบกระโดด และสารพัดท่าในการถ่ายรูปที่พสกนิกรบอกในทำ
หลายนาทีต่อมาราเมษจึงมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนเก่าสองต่อสอง ทั้งคู่เดินเรื่อยเปื่อยมาหยุดอยู่ด้านหลังป้ายแผนที่ใกล้ ๆ เพิงขายน้ำ
“ที่ฝากนายทำโอเคใช่มั้ย”
“อ่าใช่ๆ..แต่ว่ากว่าจะซ่อนได้ก็ลำบากอยู่นะ เพราะว่านักท่องเที่ยวเยอะแยะ กลัวว่าจาไปเห็นเข้าเสียก่อนน่ะสิ”
“มันไม่สะดุดตาใช่มั้ยล่ะ”
“ถ้ามันเอาดินกลบได้ก็กลบไปแล้ว ก็แค่เอาเศษใบไม้มาคลุม ๆ ก็เท่านั้น แต่นายหาไม่ยากหรอก ว่าแต่..แฟนนายคนนี้ท่าทางจะรวยไม่ใช่เล่นเลยนะ ผิวพรรณก็ดี แต่งตัวก็ดี แต่ดูท่าทางจะหยิ่ง ๆ”
“ไม่หยิ่งหรอก ตอนนี้เธอกำลังทะเลาะกับน้องชายอยู่เลยไม่ค่อยจะพูด แต่อย่าพูดเรื่องรวยอะไรอีกเลย เพราะสาเหตุที่เค้าทะเลาะกันก็เพราะนายที่โทรมาหาตอนนั้น”
“ได้ยินที่เราคุยกันหรือ”
“เออน่ะสิ..น้องชายชื่ออามินดาน่ะได้ยินเต็มสองรูหู และก็พาลไม่ไว้ใจฉันจนเดี๋ยวนี้ ที่ทะเลาะกันก็เพราะเรื่องของฉัน ฉันน่ะไม่ได้คิดแบบที่นายคิดหรอกนะ อามันดาน่ะของจริง”
“หือ..อะไรของจริง”
“อามันดาน่ะ ฉันรักจริง ไม่ใช่เพื่อเงินทอง”
เพื่อนของราเมษหลิ่วตา “ไม่อยากจะเชื่อ”
“ไม่รู้สิตอนแรกก็คิดแบบนั้นอยู่หรอก แต่พอคบ ๆ กันไปมันก็เปลี่ยนใจน่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อนายล่ะจะเอายังไง ต้องใช้เงินไม่ใช่รึ”
“ฉันคิดจะยืมเธออยู่ แต่ว่าคงต้องหลังจากนี้ไป เพราะน้องชายของเธอมองฉันตลอดเวลา”
“นายก็พาเธอไปหาพ่อสิ ไปดูด้วยตาตัวเองว่าพ่อนายน่ะป่วยจริง ๆ ไม่ได้โกหก แล้วก็ขอยืมเงิน ก็เท่านั้นเอง”
“ก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่ฉันก็กลัว” ราเมษมีสีหน้าหม่นลง เพื่อนของเขาเองก็พอจะเข้าใจ
ในขณะที่ห่างออกไปอามินดาคอยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของราเมษอยู่ตลอด
“นายคิดดูสิ ผู้หญิงจะรับได้มั้ย ถ้าพ่อของแฟนตัวเองป่วยเป็นโรคเอดส์น่ะ”
Tags: detective, fiction, iq, mystery, phukradeung, นักสืบ, ภูกระดึง0 Comments