Murder in Phukradeung #33

posted on 01 Aug 2008 14:07 by iqdetective  in Phukradeung
ตอนที่ 33
ไอคิวแนะนำให้ทุกคนเลือกเดินทางผ่านสระอโนดาต อันที่จริงนักท่องเที่ยวส่วนมากก็นิยมผ่านทางนี้ ซึ่งเทียบกับอีกทางแล้วก็ไม่ได้มีระยะทางต่าง ๆ กันมากมายนัก
พอมาถึงสระอโนดาตก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงตรงแล้ว
สระอโนดาตนั้นเป็นสระน้ำธรรมชาติไม่ใหญ่มากนัก จะเรียกว่าทะเลสาบขนาดเล็กก็คงไม่ผิด เป็นแหล่งที่น้ำตกไหลมารวมจะเกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดย่อม ใต้สระน่าจะเป็นหินบะซอล(*ข้อมูลยังไม่แน่นอน : ผู้เขียน)ซึ่งมีรุพรุนสีออกน้ำตาลไปทางดำ ซึ่งหินนี้บางจุดก็มีส่วนคมไม่เหมาะแก่การเดินเหยียบย่ำ ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนมากจึงไม่นิยมลงไป จะมีก็แต่ช้างป่าที่ลงมาเล่นน้ำที่นี่ในเวลาหลัง 4 โมงเย็น
วาดฝันลากโยนินมายืนริมโขดหินตรงสระอโนดาตหลังจากที่นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ๆ มายืนถ่ายรูปกันเสร็จและเดินต่อไปตามทางเดินเลียบสระ กวักมือเรียกราเมษให้มาช่วยถ่ายรูปคู่ให้
อามินดาลากจักรยานเดินเลียบสระมองคนสี่คนที่กำลังสนุกสนานกับการถ่ายรูป จนไม่ทันมองไอคิวที่เดินตามหลังมา
“ดูเหมือนว่าทุกคนจะลืมเรื่องเครียด ๆ ไปเลยนะครับพอมาเห็นสระอโนดาตนี่”
อามินดาหยุดรถจักรยานหันกลับมามองไอคิว “พี่ไอคิว..”
“นายเองก็ควรจะผ่อนคลายบ้างนะ นายทำตัวเครียดเกินไปแล้ว”
“แต่ว่าผมถูกใส่ความว่า..” อามินดาเผลอปล่อยมือจากแฮนด์จักรยานมาชี้ตัวเอง ไอคิวจึงเอื้อมมือไปจับตรงเบาะนั่งเพื่อประคองไว้
“นายฆ่ารึเปล่าล่ะ..”
อามินดานิ่งอึ้งที่ถูกถามคำถามแบบโยนลูกระเบิดใส่แบบนี้
“ผมไม่ได้..”
“ถ้านายไม่ได้ฆ่าก็ไม่ต้องกลัวอะไร พี่ว่าพี่เคยบอกแบบนี้กับนายแล้วเมื่อวานนะ ยิ่งนายทำตัวมัวมาพะวงกับเรื่องนี้ มันก็ยิ่ิงทำให้คนอื่นเข้าใจว่านายฆ่าจริงๆ”
“แล้วรวมถึงพี่ด้วยหรือเปล่าล่ะครับ” อามินดามีท่าทีโกรธเคือง
“ไม่หรอก นายดูสมบูรณ์แบบเกินไป”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“หมายความว่าทุกอย่างมันพุ่งเป้ามาที่นายมากจนเกินไปน่ะสิ จะว่านายทำให้ตัวเองดูน่าสงสัยมันก็ดูจะเกินไป เริ่มตั้งแต่อุปนิสัยส่วนตัวของนาย ช่วงเวลาที่ทุกคนไม่อาจรู้ว่านายทำอะไร แต่พอรู้อีกทีนายก็อยู่กับคนตาย รวมทั้งอารมณ์ฉุนเฉียวของนายด้วย”
อามินดาถอนใจ “ถ้าอย่างนั้นพี่ไอคิวกำลังคิดว่าเป็นใครล่ะครับ”
ไอคิวเม้มปากใช่ความคิด “อืม..ไม่รู้สิ ตอนนี้บอกตามตรงว่ายังไม่รู้อะไรเลย”
“นั่นสินะครับ ผ่านมาแค่วันเดียว ถ้ารู้ได้รวดเร็วขนาดนั้นก็คงจะเป็นไปไม่ได้”
จู่ ๆ มีเสียงร้องกรี๊ดของผู้หญิงดังขึ้น พออามินดาและไอคิวหันไปทางต้นเสียงก็พบว่าโยนินตกลงไปในสระอโนดาตครึ่งตัว
เสียงราเมษหัวเราะร่วน แต่โยนินไม่หัวเราะด้วยเพราะรู้ว่าเจ็บที่ปลายเท้า
“แกช่วยฉันขึ้นไปหน่อย” โยนินยื่นมือสองข้างไปให้ราเมษและวาดฝันฉุดเขาขึ้นมา
อามินดาทิ้งจักรยานและเดินตามไอคิวไปใกล้ ๆ ขณะที่โยนินนั่งจ่อมเหยียดขาตรงโขดหินที่ยืนถ่ายรูป ไอคิวมองเห็นเลือดจากแผลที่บริเวณขาเหนือตาตุ่ม เสียงอามันดากับวาดฝันตกอกตกใจเมื่อเห็นแผลสดของโยนิน
“คงไปขูดกับหินข้างล่าง” โยนินบอกพลางเอามือนวดคลึงที่ขาหวังให้คลายความเจ็บปวด
“ขอโทษนะ ฉันผิดเอง” วาดฝันกอดโยนินจากข้างหลัง โยนินจึงจับมือเธอโอบเอว
“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ” ไอคิวเอ่ยถาม เพราะไม่ทันใดเห็นช่วงที่โยนินตกลงไป
“วาดฝันเค้ากระทุ้งท้องผมเล่น ๆ น่ะครับตอนถ่ายรูป แต่ผมดันเอนหลังจนเสียศูนย์พลาดตกลงไปจริง ๆ”
“นี่นายเดินไหวรึเปล่าเนี่ย ดูท่าเลือดนายจะไม่หยุดง่าย ๆ นะ”
วาดฝันควักเอาผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ออกมาจากกระเป๋าพับทบเป็นสามเหลี่ยมแล้ววางพาดลงบนแผลที่ขาของโยนิน พันผ้ารอบแล้วผูกปม
“ขอโทษนะ” วาดฝันมีเสียงสั่นเครือ
“ขอโทษทำไม ไม่ได้เป็นอะไรมากซะหน่อย”
“ไหนแกลองลุกยืนดูหน่อย” ราเมษสั่ง แล้วเข้าไปประคองแขนของโยนินให้ลุกขึ้น
โยนินพยายามยืนด้วยขาข้างเดียว จากนั้นจึงผ่อนแรงลงไปที่ขาข้างที่บาดเจ็บ ปรากฏว่าเขาเจ็บจนทรงตัวไม่อยู่หน้าคะมำไปข้างหน้า แต่อามินดาประคองไว้ทันก่อนจะคะมำไปจริง ๆ
“พี่ว่านายควรจะพักก่อนนะ นี่ก็เพิ่งจะเลยเที่ยงมา ยังไม่ถึงบ่ายโมงเลยด้วยซ้ำ เราไม่ต้องรีบกันก็ได้” ไอคิวเสนอ “ตรงนั้นมีหินก้อนใหญ่พอจะนั่งพักได้” เขาชี้ไปอีกด้านห่างออกไปประมาณ 40 เมตร
ระหว่างที่ราเมษและวาดฝันประคองโยนินคนละข้างเดินไปที่ก้อนก้อนใหญ่ที่ไอคิวบอก เลือดของโยนินหยดจนดูเหมือนเส้นประตรงจากสระอโนดาต โยนินยันตัวนั่งลงพร้อม ๆ กับที่ทุกคนที่เหลือได้โอกาสนั่งพักบ้างเหมือนกัน
ไอคิวมองผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมออกมาจากขาของโยนินอย่างนึกเป็นกังวล
“นายเลือดกรุ๊ปอะไร”
โยนินหรี่ตามองไอคิว เพราะแสงแดดรุนแรงในตอนเที่ยง “กรุ๊ปโอครับ”
“ตอนเด็ก ๆ นายเคยเกิดอุบัติเหตุจนเลือดออกแบบนี้บ้างมั้ย”
“เคยครับ ทำไมหรือครับ”
“แล้วพ่อแม่ของนายห้ามเลือดยังไง”
“เอาน้ำแข็งประคบน่ะครับบางที ก็ให้กินวิตามินเค” (*ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง : ผู้เขียน)
“ถ้าอย่างนั้นแล้วนายรู้ตัวหรือเปล่านายเป็น”
“รู้ครับ..ผมเป็นโรคเลือดไม่แข็งตัว” โยนินบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ไอคิวนิ่งอึ้งมองบาดแผลเหนือตาตุ่มของโยนิน ส่วนวาดฝันแทบร้องไหโอออกมา “แล้วนายได้เตรียมยาหรืออะไรมาบ้างหรือเปล่า”
“เอามาครับ แต่ว่ามันอยู่ในกระเป๋าในเต้นท์”
“ทำไมฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยล่ะ ฉันนี่แย่จริง ๆ” วาดฝันพูดทั้งน้ำตา
“ก็ฉันไม่เคยบอกใครนี่นา แล้วเธอจะไปรู้ได้ยังไงกัน”
“แต่ว่า..” วาดฝันทำท่าจะพูดอีกแต่ก็หยุดไปเฉย ๆ
“นายพอรู้วิธีเบื้องต้นในการห้ามเลือดนะ” ไอคิวถาม
“แถวนี้ก็ไม่มีน้ำแข็งซะด้วยสินะครับ”
“ฉันจะรีบไปเอามาให้นะ” วาดฝันพูดแล้วก็ลุกขึ้นทันที
“เดี๋ยว..เธอจะไปไหน” อามันดาร้องห้าม
วาดฝันหันไปทางอามันดา “ไปผานาน้อย จากตรงนี้ไปก็แค่สองกิโลเมตรกว่า ๆ ถ้าไปจักรยานก็คงแป๊บเดียว”
“เธออยู่เฝ้าเถอะ..” อามินดาลุกขึ้น สายตาทั้งหมดจึงจ้องไปที่เขา “ผมไปเอามาให้เอง”
“ที่นั่นไม่มีน้ำแข็งหรอกนะ” ไอคิวพูดขึ้นมา “ที่ผานาน้อยเป็นแค่จุดผ่านเวลานักท่องเที่ยวกลับจากดูพระอาทิตย์ตก ถ้าให้เดาถึงจะมีร้านค้า แต่คงไม่มีน้ำแข็งหรอก”
“ถ้างั้นก็ไปผาหล่มสัก ที่นั่นต้องมีแน่ ๆ” วาดฝันบอก
อามันดากางแผนที่ออกแล้วเอานิ้วชี้ลากตามเส้นทางตั้งแต่สระอาโนดาตไปเรื่อย “เอาแบบนี้นะ..พวกเราช่วยกันดีกว่า จากตรงนี้คือสระอโนดาต เราลงไปที่ผานาน้อย ไปดูว่ามีหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็ไปต่อที่ผาเหยียบเมฆ มีไม่อีกก็ไปผาแดงแล้วก็ผาหล่มสัก”
“ดีสิ..เอาแบบนั้นก็ได้” วาดฝันกระตือรือร้นรีบวิ่งไปที่รถจักรยาน
“ไม่ใช่เธอนะ วาดฝัน” อามันดาตะโกน “เธอต้องอยู่เป็นเพื่อนโยนินที่นี่”
วาดฝันหยุดชะงัก “แต่ว่า..”
“นั่นสิ เธออยู่ที่นี่ดีกว่านะ เดี๋ยวพวกเราสามคนไปเอง” ราเมษบอก “มีจักรยานสามคัน ฉัน อามินดาและก็พี่ไอคิวไปเอง ส่วนเธอกับอามันดาอยู่ที่นี่แหละ”
วาดฝันห่อไหล่ลงอย่างหมดแรง “..ก็ได้..แต่รีบมาเร็ว ๆนะ”
ราเมษและไอคิวลุกขึ้นรวมกับอามินดาที่ลุกขึ้นอยู่ก่อนแล้ว รีบเดินตรงไปที่จักรยานที่เอาพิงไว้กันต้นสน จากนั้นก็ขี่ไปตามป้ายลูกศรตรงไปยังผานาน้อย
อามันดานั่งพิงก้อนหินก้อนเดียวกันกับโยนินแต่อยู่อีกด้านหนึ่งปล่อยให้วาดฝันกับโยนินอยู่กับสองต่อสอง เลือดที่ไหลซึมออกมาจากแผลยังไม่ยอมหยุดลงง่าย ๆ
“ฉันขอโทษนะ..ความจริงฉันควรจะรู้ว่าเธอเป็นโรคเลือดไม่แข็งตัว ฉันมีมันไม่เอาไหนจริง ๆ ” วาดฝันพูดพลางหยิบขวดน้ำจากในกระเป๋าเป้ “ดื่มน้ำก่อนนะ”
“พูดว่าขอโทษ บอกแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไร”
วาดฝันส่งน้ำให้ยื่นแขนไปส่งขวดน้ำให้อามันดา “ยังจะมาปากแข็งอีก..เลือดหมดตัวไปจะว่าไง”
“ดีสิ..จะได้ตายเหมือนพี่นิยามไปอีกคน..”
อามันดาที่กำลังยกขวดน้ำดื่มเกือบสำลักเมื่อได้ยินสิ่งที่โยนินพูด...นิยาม เป็นพี่ของโยนินหรือ..แล้วที่บอกว่าตายเหมือนกันคืออะไร..

Murder in Phukradeung #32

posted on 30 Jul 2008 12:46 by iqdetective  in Phukradeung
ตอนที่ 32
    ระยะทางจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางไปถึงพาหล่มสักที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปนั้นอยู่ที่ประมาณ 9 กิโลเมตร แต่ 1 กิโลเมตรแรกนั้นนักท่องเที่ยวบางกลุ่มซึ่งเป็นส่วนมากมักจะไปที่น้ำตกเพ็ญพบเก่าน้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกเพ็ญพบและน้ำตกถ้ำใหญ่ ซึ่งอยู่นอกเส้นทางการเดินทาง แต่ก็สามารถกลับมาบรรจบกันที่เส้นทางหลักได้
    น้ำตกทั้ง 5 นี้ถือได้ว่าเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวภูกระดึงไม่ควรพลาด นอกจากการดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกแล้ว เพราะแหล่งน้ำตกเหล่านี้ล้วงสวยงามด้วยธรรมชาติแท้ ๆ ที่ไม่มีสิ่งใดมาปรุงแต่ง อีกทั้งยังสามารถชมต้นเมเปิ้ลที่มีใบสีแดงสดเกือบตลอดทั้งเส้นทาง อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้างตามแต่สภาพอากาศ น้ำตกเพ็ญพบจะมีต้นเมเปิ้ลที่เปล่งรัศมีด้วยใบสีแดงฉานทั้งต้น อีกทั้งนักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปสัมผัสโขดหิน น้ำตก และต้นเมเปิ้ลได้อย่างใกล้ชิด หากมีแรงลมพัด ใบเมเปิ้ลก็จะเด็ดตัวเองค่อย ๆ ร่วงพลิ้วตกลงมาสู่สายน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก บางคนที่เคยเห็นภาพเหล่านี้แค่ในโปสการ์ดก็อาจจะไม่เชื่อว่ามันสวยงามจริง ๆ จนกระทั่งได้มาสัมผัสด้วยตาของตัวเอง
    อาการของนักท่องเที่ยวที่เดินเหน็ดเหนื่อยแต่เหงื่อไม่ค่อยออกเพราะอากาศที่เย็น เนื่องจากมีต้นไม้สูงใหญ่ของป่าดิบชื้นกำบังแดดเอาไว้  ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแค่ไหน แต่พอเห็นภาพของน้ำตกและใบเมเปิ้ลแล้วจะต้องร้องอุทานในลำคอและหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
ในวันแรกที่กลุ่มของอามันดามานั้น ไอคิวได้มาเยือนที่นี่แล้ว  ในขณะที่กลุ่มของอามันดากำลังขึ้นภู ไอคิวก็ขี่เดินตามเส้นทางนี้เพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกดิน
ไอคิวซึ่งเดิมทีมีกำหนดการจะกลับวันนี้ แต่เปลี่ยนใจกะทันหัน ยอมเหนื่อยเดินมากลับกลุ่มของอามินดาอีกครั้งเพื่อหวังว่าจะรู้เบาะแสอะไรมากขึ้น
ทั้งหมดนั่นก็เพราะกิตติขอร้อง..
กิตติเพื่อนเก่าของราเมษรู้สึกหวั่นใจเหลือเกินว่าคนที่ฆ่าสองคนนั้นคือราเมษนั่นเอง  เพราะราเมษมีแรงจูงใจมากมายเกี่ยวกับตัวของธาริน เริ่มจากการรู้จักกันทางอินเตอร์เน็ต  การที่ธารินและสองบอดี้การ์ดไปปรากฏตัวที่โรงพยาบาลนิรนาม การที่พ่อของราเมษป่วยเป็นโรคเอดส์ การที่ราเมษต้องการเงินเพื่อไปรักษาพ่อ แม้จะต้องทำในสิ่งที่ผิดก็ตาม
ราเมษเป็นคนลึกลับซับซ้อนกว่าที่ไอคิวและอามันดาเข้าใจมากทีเดียว และจุดนี้คงมีแต่อามินดาที่เห็น ซึ่งคงเป็นเพราะประสบการณ์การเจอคนเห็นแก่เงินมากมายจนไม่ไว้ใจใคร
บางทีสิ่งที่อามินดาแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่ชอบขี้หน้าไอคิวอาจเพราะกำลังหยั่งเชิงดูพฤติกรรมของไอคิวอยู่ก็ได้  แต่พอตัวเองเข้าตาจนจริง ๆ จึงรีบแสดงออกมาว่าเขาเชื่อใจไอคิวมากเพียงใด
    “ราเมษมันรักพ่อของมันมาก  เพราะว่ามันมีพ่อคนเดียว  แม่ตายไปตั้งแต่เด็ก และต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากฝ่าฟันมาด้วยกันกับพ่อ  เมื่อก่อนราเมษ เป็นคนเก็บตัว พอเลิกเรียนก็จะรีบกลับบ้านเพื่อไปช่วยพ่อของมันทำงาน” กิตติบอกกับไอคิวแบบนั้น         “เรียกว่าแทบจะไม่มีชีวิตวัยรุ่นเหมือนอย่างที่วัยรุ่นคนอื่น ๆ ควรจะมี  แม้กระทั่งคราวที่สอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ราเมษอ่านหนังสือเอาเป็นเอาตายเพื่อให้สอบเข้าได้ซึ่งก็ต้องช่วยพ่อไปด้วย”
ไอคิวนึกถึงคำพูดของกิตติขณะเดินอยู่เยื้องกับราเมษ
    “แล้วสงสัยมั้ยครับว่าคนแบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนมานั่งเล่นอินเทอร์เน็ตเพื่อคุยกับเพื่อนไปเรื่อยเปื่อย...ก็ตั้งแต่พ่อมันเข้าโรงพยาบาลนั่นแหละ  โชคดีที่โรงพยาบาลนิรนามออกค่าใช้จ่ายให้ส่วนหนึ่ง  เรียกว่าราเมษมีเวลาว่างในช่วงนั้น และมาอาศัยอยู่บ้านผม เพราะมันได้ตกลงขายบ้านเพื่อเป็นทุนรักษาพ่อและทุนในการเรียนต่อของมันเอง  มันจึงได้เริ่มใช้คอมพิวเตอร์และเล่นจนมันเก่งกว่าผมเสียอีก”
ไอคิวคิดพลางมองอามันดาเปลี่ยนมาเดินและให้จักรยานกับอามินดา  โยนินเปลี่ยนกับราเมษ และวาดฝันเปลี่ยนกับเขา  จึงจับจักรยานและเริ่มต้นถีบพลางคิดไปเรื่อย ๆ
ตอนนี้ทุกคนได้ผ่านน้ำตกเพ็ญพบกลับเข้ามาสู่ทางหลักเรียบร้อย ทางต่อจากนี้ไปจากเป็นเส้นตรงที่ไม่มีแยกประมาณ 4 กิโลเมตรก่อนถึงเส้นทางสามแยกไปผาแดงและผาหลักสัก
“แต่ช่วงที่มันอยู่บ้านของผม  ผมก็ได้รู้ความลับหลายอย่างของมันมากมาย ทั้งเรื่องที่น่าขำและเรื่องที่น่ากลัว มันเป็นคนเอาจริงเอาจังมากกว่าคนปกติ คงเพราะมันขาดอะไรหลายอย่างจึงต้องพยายามขวนขวาย  บางทีมันเก็บเอาเรื่องจริงไปฝันเป็นตุเป็นตะ บางทีก็กรนเสียงดังลั่น เพราะมันคงเหนื่อยมากนั่นเอง..แต่ว่ามีอย่างหนึ่งที่ผมกลัวมัน..นั่นก็คืออาการละเมอตื่นมาเดินป้วนเปี้ยนในบ้าน”
ไอคิวแทบไม่ได้ยินเสียงวาดฝันชวนคุย เขาหันมาทางวาดฝันที่พยายามเรียกชื่อเขา
“ครับ ๆ เมื่อกี้ว่าอะไรนะครับ”
“หนูถามว่า พี่น่ะทำไมถึงยังไม่กลับไปพร้อมเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกัน”
“อ้อ..เรื่องนั้น  เอ่อ..พอดีว่าพี่..”
“พี่สงสัยใครงั้นหรือคะ”
ไอคิวหันควับมามองวาดฝัน “เอ้อ..ไม่ใช่แบบนั้นหรอก คือว่าอันที่จริงพี่แค่อยากสืบหาความจริงเรื่องการตายของเพื่อนสองคนของพวกเธอ”
“อ๋อ..ค่ะ  ความจริงพวกเราก็น่าสงสัยด้วยกันทั้งหมด  แต่ว่าพี่ไอคิวสงสัยใครเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ”
“อืม..” ไอคิวลังเลที่จะถามเรื่องหนึ่งกับวาดฝัน  แต่จนแล้วจนรอดก็พูดออกไป “ราเมษน่ะเคยมีอาการละเมอให้เห็นบ้างมั้ย”
วาดฝันนิ่วหน้า พยายามนึก “ก็ไม่นี่คะ  อีกอย่างหนูก็ไม่ได้นอนอยู่ด้วยกันแบบนี้มาก่อน  นี่เป็นครั้งแรกที่เรามาเที่ยวแบบค้างคืน คงจะต้องถามโยนิน เพราะเมื่อคืนโยนินก็นอนเต้นท์เดียวกับราเมษ  ว่าแต่ทำไมหรือคะ”
“อ๋อ..ก็..ได้ยินมาว่าราเมษน่ะชอบละเมอตื่นขึ้นมากลางดึก  แล้วก็เดินป้วนเปี้ยนในบ้านไปมาเหมือนคนตื่นนอน หรือไม่ก็งีบหลับแล้วเกิดละเมอขึ้น แต่ว่าไม่มีสติรับรู้อะไร ที่แย่กว่านั้นอาจจะละเมอไม่ได้สติทั้งที่ยังตื่นอยู่  บางทีถ้ามันเป็นเรื่องจริง พี่กลัวว่า..”
“ราเมษเดินละเมอไปฆ่าใครต่อใครโดยไม่รู้ตัวอย่างนั้นหรือคะ” วาดฝันโพล่งออกมา พอรู้ตัวว่าพูดเกินไปก็เอามือปิดปากทันที
“มันก็มีโอกาสเป็นไปได้น่ะ  ทั้งการฆ่าคนแบบไม่ได้สติกับรู้ตัวตลอดว่ากำลังฆ่าใครอยู่” ไอคิวบอก