Circle murder #4 (กฤติกร)

posted on 02 Jul 2009 11:21 by iqdetective

ตอนที่ 4 : กฤติกร

    ไม่ทราบลำดับเวลา..
    เจ้าหน้าที่ประจำกองถ่ายรายการเปิดประตูห้องแต่งตัวเข้ามาแล้วพูดรวดเดียวจบบอกแก่ผู้ที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะที่เต็มไปด้วยกระจกและเครื่องสำอาง
    “เวลาถ่ายถัดไปเริ่มบ่ายโมงตรงนะครับ หัวข้อข่าวสิบรายการ การเมืองสองรายการ อาชญากรรมสามรายการ เรื่องทั่วไปสี่รายการและบันเทิงหนึ่งรายการ มีเวลายี่สิบนาที ตกข่าวละสองนาที มีภาพข่าวทุกรายการยกเว้นภาพข่าวอาชญากรรมข่าวที่ห้า ท้ายรายการบอกชื่อผู้สนับสนุนคือเครือข่ายโทรศัพท์และน้ำผลไม้เป็นพิเศษด้วยครับ”
    ชายที่นั่งอยู่มองเจ้าหน้าที่ผ่านกระจกเงา “เข้าใจล่ะ ขอบคุณมาก”
    “อีกห้านาทีเตรียมพร้อม ใส่สูทของผู้สนับสนุนด้วยนะครับ สีเทาดำที่แขวนอยู่ตรงนั้น”
    ประตูปิดลงฉับพลันหลังเจ้าหน้าที่พูดจบ  ชายผู้ที่นั่งอยู่เหลียวมองเสื้อสูทที่แขวนอยู่ตรงผนังด้านหลังเขา  แล้วหันกลับมามองใบหน้าตัวเองในกระจกอีกครั้ง  เขาเงยหน้ามองรอยแผลขีดข่วนบนต้นคอ หยิบตลับแป้งมาโปะมันเพื่อปกปิดอีกครั้งทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่กี่นาที่แล้วเขาก็พยายามโปะแป้งปกปิดมัน  แต่ถ้ายิ่งโปะหนามากเท่าไหร่ เสื้อสูทของผู้สนับสนุนอาจจะเปื้อนแป้งมากเท่านั้น
    มีจอมอนิเตอร์เครื่องหนึ่งอยู่ตรงหน้า แสดงหัวข้อและเนื้อหาของข่าววนไปมาเพื่อให้เขาได้อ่าน ทว่าเขามองเพียงหัวข้อผ่านสายตาเท่านั้น
    เขาลุกขึ้น และทำเหมือนเมื่อหลายนาทีก่อนคือเข้าไปในห้องน้ำล้างมือด้วยสบู่เหลวซ้ำอีกครั้ง จากนั้นซับมือด้วยผ้าซับน้ำที่แขวนอยู่ หยิบเสื้อสูทมาสวมใส่และมองตัวเองในกระจก ขยับเสื้อสูทไปมา เอียงคอมองรอยแผลขีดข่วน หากเขาหันหน้าตรงก็มองไม่เห็นมัน
    เขาสูดหายใจเข้าและถอนหายใจออกมา พยายามปลดปล่อยความกังวลบางอย่างออกไปจากใจให้หมด  ตรงไปเปิดประตูห้องเดินออกไปตามทางเดินที่ลู่ยาวไปสู่ห้องถ่ายทอดสด
    มีเจ้าที่หน้าประจำกองรายการคนเดิมยืนรออยู่หน้าทางเข้าห้องถ่ายทอดสด สำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ จากนั้นยกนิ้วโป้งเป็นสัญญาณ  เขาจึงเดินผ่านเจ้าหน้าที่เข้าไป ตรงไปยังฉากหน้ากล้องถ่ายทอดสด
    “อีกหนึ่งนาที” โปรดิวเซอร์ประจำรายการที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กล้องถ่ายทอดเอ่ยขึ้น “วันนี้วันที่..” เขาบอกเวลาซ้ำเพื่อย้ำไม่ให้พิธีกรพูดวันที่ผิด “..เริ่มด้วยข่าวการเมือง ต่อด้วยข่าวอาชญากรรม และข่าวบันเทิง และก็อาจจะมีข่าวด่วนแทรกเข้ามาด้วยหนึ่งข่าว..พร้อมนะครับ”
    ตัวเลขดิจิตอลบอกเวลานับถอยหลังอยู่ด้านหลังกล้องถ่ายทอดสด เขาก้มมองสคริปต์ข่าวบนโต๊ะ พลางเหลือบมองตัวเลขที่กำลังถอยหลังเข้าสู่ศูนย์
    ภาพกราฟฟิกและเสียงเริ่มต้นรายการปรากฏขึ้นบนจอมอนิเตอร์ข้างโปรดิวเซอร์   พิธีกรเบื้องหน้ากล้องถ่ายทอดสดกล่าวสวัสดีและดำเนินรายการอย่างแคล่วคล่อง 10 วินาทีก่อนเข้าสู่ข่าวที่หนึ่ง..

oooooooo
 
    20.00 น. วันแรกของการลักพาตัว..
    บนมือของไอคิวมีกระดาษเหลือใช้ที่ตกอยู่ในประเป๋าเป้แผ่นหนึ่งกับดินสอ เขาวาดอะไรบางอย่างลงไปตั้งแต่เมื่อครู่ แสงจากสปร์ตไลต์ยังส่องสว่างจนเขาต้องหันหลังให้
    เขาชูแผ่นกระดาษนั้นขึ้นตรงหน้ามองสิ่งที่เขาวาด..
    มันคือภาพแสดงโครงสร้างบ้านอย่างคร่าว ๆ บอกตำแหน่งของห้องตาข่ายที่เขาอยู่ หน้าต่าง ประตู จุดที่สปอร์ตไลน์ส่อง และตำแหน่งที่เขาคิดว่าน่าจะมีกล้องวงจรปิดอยู่ตรงนั้น  เขาลากเส้นแสดงรัศมีการจับภาพของกระวงจรปิด คาดเดาว่ามันควรจะเห็นเขาในมุมมองไหน กว้างสักเท่าไหร่
    ตรงนี้..ถ้าหากว่าเราหาอะไรมาบังได้ละก็ กล้องนั่นก็จะไม่เห็นผนังอิฐที่เราจะทุบมัน..เขาชี้ไปตรงตาข่ายใกล้ประตู..ถ้ากล้องนั่นซูมภาพจากระยะไกลแล้วก็จะยิ่งบดบังได้มากขึ้น..เราจะต้องหาอะไรมาบังกล้องนั่น

    ไอคิวมองรอบตัว ดูว่าอะไรที่น่าจะสามารถบังได้บ้าง แต่ภายในห้องก็ไม่มีอะไรที่มีลักษณะเป็นแผ่นพอที่จะติดไปบนตาข่ายได้เลยสักอย่าง  เขาลุกขึ้นเดินวนไปวนมาอย่างหัวเสีย  แต่แล้วก็ตบหัวตัวเองที่มองข้ามกระเป๋าเป้ที่อยู่ใกล้ตัว
    “กระเป๋าเป้นี่ไง !” เขาเอ่ยออกมาอย่างดีใจ คว้าสายกระเป๋าเป้ยกขึ้นมาแล้วเอาไปสอดเข้ากับตาข่ายมัดเอาไว้ตรงจุดถัดจากประตู  ตัวกระเป๋าห้อยลงมาเล็กน้อยในระดับเดียวกับขอบบนของประตู  เขาถอยหลังไปยืนชิดผนังย่อตัวลงตรงจุดที่เขาใช้มีดคัตเตอร์เจาะ มองสวนกลับไปยังกล้องวงจรปิด
    มันทั้งบังแสงไฟและบังกล้องวงจรปิดได้ แม้จะเป็นแค่เพียงไม่กี่ตารางนิ้วก็ตามที  แต่ว่ามันก็สามารถบดบังว่าเขากำลังคิดจะทำอะไรกับผนังได้..
    “เอาล่ะ..” ไอคิวมีกำลังใจมากขึ้น เขาคว้ามีดคัตเตอร์ที่เอาหลบซ่อนไว้ใต้เบาะออกมา นั่งลงตรงเบาะแล้วเริ่มต้นเจาะผนังอย่างใจเย็น “อดทนเอาไว้..แค่อึดใจเท่านั้นน่า..”

   oooooooo
 
    โปรดิวเซอร์ยกมือขึ้นหลังจากรายการสดหมดเบรกแรกตัดเข้าสู่โฆษณาซึ่งจบข่าวที่ 5 พอดี  เขาหยิบสคริปต์ข่าวที่เจ้าหน้าที่สำเนามาให้ชูบอกพิธีกรหน้ากล้อง
    “คุณกฤติกร..” โปรดิวเตอร์เรียกชื่อพิธีกร “เดี๋ยวจะมีสคริปต์ข่าวด่วนแทรกนะครับ ฝ่ายนักข่าวสัญจรเพิ่งส่งเข้ามา  เจ้าหน้าที่ช่วยเอาสคริปต์ไปให้คุณกฤติกรด้วย..อย่างที่เห็นนะครับ เป็นข่าวอาชญากรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อราวชั่วโมงที่ผ่านมา”
    กฤติกรพยักหน้าพอเป็นพิธีพลางเอามือข้างหนึ่งจับต้นคอ รับสคริปต์จากเจ้าหน้าที่ด้วยมืออีกข้าง
    “เราจะให้ข่าวนี้สี่นาที แล้วถ้าเวลาไม่พออาจจะลดข่าวทั่วไปข่าวที่หกออก อ่านข่าวที่เจ็ดแทน โอเคนะครับ พร้อม..”
    รายการตัดเข้าสู่กราฟฟิกอีกครั้ง ตากล้องค่อย ๆ เคลื่อนกล้องจากมุมสูงลงมาแล้วซูมภาพครึ่งตัวพิธีกร
    “กลับมาพบกับข่าวประเด็นร้อนกันอีกครั้งนะครับ  ทางทีมงานเพิ่งจะได้รับรายงานข่าวเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เองว่าได้เกิดคดีฆาตกรรมอุกอาจขึ้นในแถบชานเมือง  ผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ถูกเผาไปพร้อมกับกระท่อมหลังหนึ่ง  ด้วยลักษณะของศพที่ไม่เหลือเค้าเดิมอยู่เลย จึงพอแค่สัญนิษฐานได้ว่าผู้ตายเป็นผู้ชายอายุราวสามสิบปี  โดยดูจากกระดูกเชิงกรานและศีรษะ คิดว่าน่าจะเป็นคนไทย แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าผู้ตายเป็นใครชื่ออะไร  แต่ที่ร่างกาย ที่ข้อนิ้วของศพมีแหวนวงหนึ่ง  ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นแหวนแต่งงานของผู้ตายที่อาจจะสามารถจำกัดให้แคบขึ้นได้  นอกจากนี้บริเวณไม่ห่างจากกระท่อมที่เกิดเหตุนัก ก็พบเศษกระดาษที่มีลักษณะยับยู่ยี่เปื่อยยุ่ยแผ่นหนึ่ง  เรามีภาพที่เกิดเหตุมาด้วย เชิญชมครับ”
    ภาพข่าวตัดเข้าสู่สถานที่เกิดเหตุ  นักข่าวและตากล้องที่ไปถ่ายที่นั่นพยายามจับภาพกระท่อมที่ไหม้ดำไม่เหลือเค้าเดิม ซูมเข้าร่างของผู้ตายที่ไหม้ดำเป็นตอตะโก ใช้เอฟเฟคเบลอภาพร่างของศพ แต่ให้เห็นแหวนของศพชัดเจน  จากนั้นภาพตัดมาที่เศษกระดาษ โดยที่กฤติกรยังคงอ่านรายละเอียดสถานที่ วัน และเวลาเกิดเหตุประกอบ
    พอเขาอ่านจบภาพข่าวฉายซ้ำกลับมาที่แหวนและกระดาษอีกครั้ง โปรดิวเซอร์ส่งสัญญาณบอกให้จบข่าวแล้วเริ่มข่าวที่หกต่อเพราะเวลาเหลือ  แต่ทว่ากฤติกรกลับนิ่งมองภาพข่าวนั้น
    กฤติกรเผลอจับต้นคอของตัวเองต่อหน้ากล้องถ่ายทอดสด ขณะที่ภาพออกอากาศตัดเข้าใบหน้าของเขา  ฝ่ายทีมงานทั้งหมดหลังกล้องต่างก็ตกใจที่เขาแสดงอาการผิดปกติ
    ไม่กี่วินาทีต่อมา กฤติกรเริ่มตัวสั่นเทา แม้กล้องจะจับการเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ก็รับรู้ได้จากริมฝีปากที่สั่นระริกและพยายามจะก้มหน้ามองสคริปต์พูดข่าวต่อไปแต่ก็พูดอย่างตะกุกตะกัก  โปรดิวเซอร์เห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจเบรครายการและตัดเข้าสู่โฆษณาอีกครั้ง
    “คุณกฤติกร !! คุณเป็นอะไร” โปรดิวเซอร์ตะโกนถามทันที
    กฤติกรส่งสายตาลอกแลกมองโปรดิวเซอร์
    “คุณเอามือจับต้นคอทำไม  คุณหยุดอ่านข่าวดื้อ ๆ ทำไม  ทำไมคุณไม่พูดข่าวต่อไป  ข่าวด่วนนี่มันจบแล้ว..มีแค่นั้น”
    “ผ..ผม..ขอโทษครับ คือ” เขาจับต้นคออีกครั้ง
    “เริ่มข่าวที่เจ็ดไปเลยนะครับ อีกสิบวินาที”
    “ครับ ได้ครับ พร้อม..”
    ภาพข่าวตัดกลับเข้ามาอีกครั้ง กล้องจับครึ่งตัวของกฤติกร เขาพูดเข้าข่าวที่เจ็ดทันที..พูดเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมให้พูดตามสคริปต์  พูดอย่างไม่มีชีวิตชีวา  ในสมองของเขาตอนนี้ไม่มีภาพข่าวที่เจ็ดหรือข่าวใดอยู่เลย  มีเพียงแต่ภาพของแหวนและกระดาษเมื่อครู่
    แหวนนั่นเขาจำได้แม่นยำ  เพราะมันบาดเข้าที่ต้นคอของเขา..
    ส่วนกระดาษที่ยับยู่ยี่นั่น..
    กฤติกร อดรนทนไม่ได้ใช้มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงขณะเริ่มต้นอ่านข่าวที่ 8 เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มือค้างอยู่อย่างนั้น แต่ก็พยายามควบคุมสติอ่านข่าวที่ 8 ต่อไป  เขาดึงมือออกมาจากกระเป๋ากางเกง พาเอาเศษกระดาษเปือยยุ่ยยับยู่ยี่ออกมา เศษกระดาษบางส่วนร่วงสู่พื้นห้อง..
    มือของเขาสั่นจนไม่อาจห้ามให้มันหยุดลงได้
    กระดาษนั่นเป็นสคริปต์ข่าว..เขาลืมใส่มันเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงก่อนนำมันเข้าซักในเครื่องซักผ้า..

Circle murder #3 (พิมาย)

posted on 30 Jun 2009 20:38 by iqdetective
ตอนที่ 3 : พิมาย
    ไม่ทราบลำดับเวลา..
    นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งเดินเอื่อยเฉื่อยลัดเลาะไปตามริมสระน้ำในมหาวิทยาลัย  เขาผิวปากฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางก้มเก็บก้อนหินแล้วเอียงตัวเหวี่ยงปามันลงสระน้ำให้มันกระเด็นบนผิวน้ำ 3 ครั้งก่อนจมลงไป
    “อ้ะ..นายนั่งอยู่ตรงนี้หรือ” เขากำลังจะก้มลงเก็บก้อนหินอีกก้อน แต่เห็นเพื่อนนักศึกษาชายคนหนึ่งนั่งอยู่ริมสระไม่ไกลนักเสียก่อน “ปกตินายนั่งอยู่ใต้อาคารเรียนประจำไม่ใช่หรือ”
    เพื่อนนักศึกษาชายคนนั้นพอมองเห็นเขาก็ทำท่าตกใจและลุกลี้ลุกลนเป็นเอามาก  กำลังยัดบางอย่างใส่กระเป๋าสะพาย แต่สมุดที่อยู่ข้างในกลับล้นออกมาแทน
    เขาเอียงคออย่างสงสัย “ทำอะไรอยู่หรือ”
    “อ๋อ..ไม่มีอะไรเก็บของน่ะ”
    เขายักไหล่ ทำเป็นไม่สนใจแล้วโบกมือลา เดินห่างออกจากริมสระน้ำตรงไปโดยไม่หันกลับมามอง  เพื่อนนักศึกษาชายคนนั้นมองตามเขาอยู่สักพัก จนแน่ใจแล้วว่าเขาคงจะไม่หวนกลับมาอีกจะหยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพาย
    เขาหันควับกลับไปพอดี เห็นเพื่อนของเขากำลังล้วงเอาธนบัตรใบละพันจำนวนหนึ่งออกจากกระเป๋าสะพายแล้วยัดใส่ลงกระเป๋าสตางค์
    ..ไอ้พิมายมันมีเงินมากมายขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่..มันเอาเงินมาจากไหนมาใส่กระเป๋าสตางค์..แสดงว่าในกระเป๋าสะพายของมันต้องมีเงินอีกมากโขเลยอย่างนั้นสิ  มันพยายามจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเอาเข้ากระเป๋าสตางค์ แต่พอดีเรามาเห็นก่อนอย่างนั้นรึ  แต่ถ้าเป็นแค่เงินธรรมดาทำไมถึงต้องทำเป็นหลบ ๆ ซ่อน ๆ มานั่งตรงสระน้ำนี่ด้วย..
    หรือว่า..
    พิมายสะพายกระเป๋าเดินผ่านต้นไม้ที่เขาแอบอยู่  เขาแค่เอาเท้าขัดขาเท่านั้น พิมายก็ล้มหน้าคะม่ำจมพื้นหญ้า  เขารีบแย่งเอากระเป๋าสะพายออกจากแขนทั้งสองข้างของเพื่อนทันที
    “จะ..จะทำอะไรน่ะ” พิมายร้องเสียงหลง พลิกตัวเองหงายขึ้นก่อนยันตัวลุกขึ้นกระโจนคว้ากระเป๋าสะพายแต่ก็ไม่ทัน  อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบวิ่งถอยหลังไปเรื่อย ๆ คว้าเอาสิ่งของในกระเป๋าสะพายออกมา
    เขาหยุดชะงักเมื่อคว้าเอาปึกธนบัตรปึกหนึ่งออกมา “นี่มันเงินนี่ นายไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน”
    พิมายฉุนขึ้นมา “เรื่องของฉัน เอาคืนมา”
    เขาวิ่งวนรอบต้นไม้แถว ๆ นั้น ไม่ให้พิมายไล่ได้ทัน “นายบอกมาก่อนว่าเอาเงินพวกนี้มาจากไหน”
    พิมายหน้าแดงก่ำ แล้วทันใดนั้นก็ล้มตึงทั้งยืน ขณะที่อีกฝ่ายตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น พิมายตะเกียกตะกายยื่นมือออกไปหาเงินของเขา “เอาคืนมา..เอื้อกูล  ฉันของร้องล่ะ”
    เอื้อกูลหน้าถอดสี..พิมายต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่ ๆ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจนม่วงขนาดนี้
    “นี่นายเป็นอะไรน่ะ เฮ้ย อย่าล้อเล่นสิ  เอ้า..เอาคืนไปก็ได้” เอื้อกูลวิ่งตรงเข้าหา ย่อตัวลงแล้วยื่นกระเป๋าสะพายให้    
    พิมายคว้าหมับพยายามมองหาเงินในนั้น  เขาหยิบปึกธนบัตรออกมากอดเอาไว้แน่นด้วยท่านอนคุดคู้เหมือนเจ็บปวดด้วยอาการอะไรสักอย่าง
    แต่แล้วจู่ ๆ พิมายก็แน่นิ่ง จนเอื้อกูลตกใจรอบสอง เขาสังเกตที่หน้าอกของเพื่อน มันยังเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ  เขาเขย่าต้นแขนเพื่อนเบา ๆ พลางเรียกชื่อ
    “เฮ้ย..พิมาย  เป็นอะไรน่ะ  ทำไมอยู่ดี ๆ ก็..”
    ปึกธนบัตรนั้นอยู่ในอ้อมแขนของพิมาย ถูกบีบแน่นด้วยมือ
    เอื้อกูลเอานิ้วอังปลายจมูกของเพื่อน แล้วเลื่อนมือลงไปที่หน้าอกเพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจ  จากนั้นก็ไปจับชีพจรที่ต้นแขน  พยายามคลี่นิ้วที่กำแน่นอยู่ออก..
    ถ้าอย่างนั้น..ในเมื่อนายยังหายใจปกติดีอยู่..
    เอื้อกูลดึงปึกธนบัตรนั้นออกมาจากมือของพิมาย  เขาพิจารณามันชั่วอึดใจ ก่อนตัดสินใจแบ่งเสี้ยวหนึ่งของจำนวธนบัตรทั้งหมดยัดใส่ลงในกระเป๋าสะพายของพิมาย
    “ถ้าอยางนั้นฉันก็ขอนี่ล่ะนะ”
    เอื้อกูลลุกขึ้นเก็บปึกธนบัตรลงในกระเป๋ากางเกง แล้วหันหลังเดินออกห่างจากพิมายและสระน้ำโดยไม่หันกลับมามอง..

    18.00นาฬิกา วันแรกของการลักพาตัว..
    ข้างนอกใกล้ค้ำ ฟ้ามืดลงทุกที ภายในบ้านร้างแห่งนี้ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไร  แม้จะมีหนังสือก็คงอ่านภายใต้ความมืดอย่างนี้ไม่ได้ ไอคิวเอนตัวนอนลงบนเบาะตั้งแต่เมื่อครู่  เขาสังเกตเห็นว่ามีขวดน้ำดื่ม 1 โหลวางตั้งเอาไว้ชิดติดผนังปูนที่ก่อขึ้นอย่างหยาบ ๆ  น่าแปลกที่บ้านไม้แห่งนี้มีผนังปูนตรงนี้เพียงด้านเดียวเท่านั้น
    ไอคิวควรจะใช้ความคิดหรือควรจะปล่อยให้สมองว่างเปล่าไม่ต้องคิดอะไรเลย..ไม่สิ  อย่างน้อยแค่ได้คิดก็ยังดี แม้จะไม่อาจหาทางออกไปจากที่ได้ก็เถอะ..
    เขาลูบผนังปูนที่หยาบและสากนั้นไปมา ดวงตาที่คุ้นชินกับความมืดพอมองเห็นมือของเขาลาง ๆ
    นายไม่เคยดูหนังเรื่องชอว์แชงค์หรือไง..สมองของไอคิวถามเขาแบบนั้น
    เรื่อง The Shawshank Redemption น่ะ เรื่องที่ตัวเอกพยายามแหกคุกออกมาโดยใช้วิธีเจาะผนังปูน เอาเศษปูนใส่ชายกางเกงออกมาทิ้งวันละเล็กละน้อยโดยไม่มีใครสังเกต  ส่วนผนังที่เจาะก็ใช้ภาพแขวน ๆ ไว้เพื่อปิดบังรูโหว่ จนในที่สุดก็สามารถแหกคุกออกมาได้น่ะ
    ไอคิวเด้งตัวลุกขึ้นทันที..
    ไม่จำเป็นต้องดูเรื่องนั้นหรอก..ไม่จำเป็นต้องดูก็ต้องคิดได้ว่าควรทำยังไงกับผนังอิฐเก่า ๆ นี่น่ะ..
    ไอคิวควานหากระเป๋าเป้ของเขา รื้อค้นแบบเดาสุ่มในความมืดว่าน่าจะต้องเจออะไรในกระเป๋าที่พอจะช่วยเจาะผนังปูนได้บ้าง..ไม่นานเขาก็ล้วงเอาสิ่งหนึ่งออกมา
    “มีดคัตเตอร์นี่ยังอยู่อีกหรือ” ไอคิวพูดกับตัวเองออกมาเพราะนึกแปลกใจว่าทำไมชายสามคนนั้นถึงไม่รอบคอบขนาดปล่อยให้มีดคัตเตอร์นี่ยังอยู่ในกระเป๋าเป้ใบนี้ก่อนจะโยนส่งมาให้เขา “แสดงว่ารับงานลักพาตัวนี่มาแบบเฉพาะกิจสินะ”
    ปกติแล้วในกระเป๋าเป้ของไอคิวก็จะต้องมีปากกาดินสอและมีดคัตเตอร์อยู่ประจำอยู่แล้ว เขาพกมันเอาไว้ใช้จิปาถะและป้องกันตัวในยามสำคัญด้วย  แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในกรณีแบบนี้จริง ๆ
    เขาลงมือเจาะผนังอิฐโดยใช้ปลายคัตเตอร์จิ้มลงไปอย่างไม่รีบร้อน แม้จะมองไม่เห็นว่ามันถูกสกัดออกไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่เขาก็รับรู้ว่าอย่างน้อยก็มีเศษอิฐเศษปูนร่วงหล่นติดมือ
    ถ้าพวกนั้นมาล่ะ แล้วถ้ามันเห็นผนังอิฐถูกเจาะ..ไม่สิ  มืดแบบนี้ ต่อให้เอาไฟฉายส่องก็เถอะ..ไอคิวคิดแบบนั้น แต่ใจก็หวั่นว่าอาจจะโดนจับได้ เขาจึงยอมเปลี่ยนมาเริ่มต้นเจาะผนังเหนือพื้นเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร เพื่อให้เบาะและเท้าของเขาปกปิดได้
    กึง !!
    แค่เพียงไม่กี่นาที เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เป็นเสียงคล้ายเหล็กกระทบกัน เหมือนมีใครเปิดสวิตซ์หนักอึ้งของอะไรสักอย่าง..อยู่ดี ๆ ภายในบ้านร้างสว่างขึ้นด้วยแสงจากไฟสปอร์ตไลท์ขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ตรงมุมห้องเหนือขึ้นไปบริเวณคานรับหลังคา ไอคิวสะดุ้งโหยงหันไปมองด้วยสัญญาณชาตญาณ เขาต้องหรี่ตาลงฉับพลันเพราะแสงเจิดจ้าส่องตรงมาที่เขา ซึ่งทำให้มองไม่เห็นตัวสปอร์ตไลท์เลยแม้แต่น้อย
    กำลังมาหรือ..
    ไอคิวหันควันไปมองผลงานบนผนังอิฐ  โชคดีที่ร่องรอยการสึกหรอยังไม่มากเท่าไหร่ เขารีบสอดมีดคัตเตอร์เอาไว้ใต้เบาะนั่ง หันหน้าตรงไปยังประตูทางเข้า
    คราวนี้มาทำไมอีก..
    ประตูนั้นเปิดผางออก ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถุงอะไรสักอย่างในมือ  แล้วก็เช่นเคย  เขาสอดถุงนั้นเข้ามาตรงช่องระหว่างพื้นกับตาข่าย
    “กินซะ” ชายคนนั้นพูดแค่นั้นแล้วก็เดินกลับออกไป
    ไอคิวยังนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก ไม่นานเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดึงถุงที่มีกล่องข้าวอยู่ข้างในมาใกล้ตัว
    ..ตกลงพวกมันลักพาตัวมาเพื่ออะไรกันแน่..หรือว่าให้อยู่ในนี้ไปจนกว่าจะถึงวันไหนสักวันงั้นหรือ..แล้วแสงไฟนี่ก็คิดจะเปิดเอาไว้ทั้งคืนอย่างนั้นหรือ..
    ไอคิวเปิดกล่องข้าวขึ้น ข้างในมีช้อนพลาสติก  เขาตักกินอย่างหิวโหย..
    เหมือนเขาคิดอะไรบางอย่างออก..ข้าวยังคาอยู่ในปากขณะมองไปที่หน้าต่างบานที่เปิดอ้าอยู่ แต่จู่ ๆ หน้าต่างก็ถูกปิดลงดังปังจนทำให้เขาสะดุ้งอีกรอบ มีเสียงคลุกคลัก คงกำลังล็อคหน้าต่างด้วยกุญแจจากด้านนอก  ตามด้วยเสียงรถยนต์แล่นกลับออกไป  เขาได้สติมองหน้าต่างนั้นอีกครั้ง จากนั้นก็พยายามเพ่งมองสปอร์ตไลน์
    นี่เจ้านายของพวกนั้นมันกำลัง..เฝ้าดูเราอยู่รึ
    เหตุผลที่ต้องเปิดหน้าต่างในตอนที่มีแสงแดดก็เพื่อให้มีแสงส่องเข้ามาด้านใน เหตุผลที่ต้องเปิดไฟตอนกลางคืนก็เพื่อให้เห็นด้านในอีกเหมือนกัน..
    สองอย่างนี้ทำเพื่อให้เห็นเราในกล้องวจรปิดที่ติดอยู่ที่ไหนสักแห่งในนี้อย่างนั้นหรือ..

Recommend